7 มีนาคม พ.ศ.2576
หลังจากที่หลบหนีทิ้งระยะห่างพอสมควรพวกเขาก็ได้เข้าพักที่เมืองติดทะเลแห่งหนึ่ง บรรยากาศไม่ได้หนาวหรือมีหิมะอย่างเมืองก่อน ๆ กลิ่นทะเลอันแสนบริสุทธิ์โชยขึ้นมาพร้อมกับลมอ่อน ๆ ชวนให้นอนอาบแดด
“หลังจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่มี กองทัพใหญ่จะประจำอยู่ตอนทางเหนือของอาณาจักรโดยตัวเลขที่คาดการจะอยู่ที่ประมาณห้าแสนนายแถมยังมียุทโธปกรณ์ทางการทหารอีกหลายอย่างที่เราไม่อาจทราบได้” ซึฮากิวาดแผนที่และชี้จุดที่อาจจะเป็นฐานทัพของแคทเทอรีนซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปหลายร้อยกิโลเมตรจากเมืองหลวงของอาณาจักรนอด
“ค่ายฝึกอยู่คนละที่สินะ” เซนเอามือดันคางไว้ทำเป็นคิดวิเคราะห์จริงจังแค่สายตากลับจ้องมองไปยังชายหาดห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร
“ศูนย์ข่าวกรองของพวกเขาอยู่ที่เมืองหลวงแต่จักรพรรดินีก็ดันอยู่ที่นั่นด้วย หากอยากได้ข้อมูลแบบละเอียดก็คงมีแค่ที่นั่น” สเตล่านั้นแตกต่างเธอใจจดใจจ่อตั้งใจช่วยซึฮากิหาวิธีการจนบางครั้งเธอก็เหมือนร่างโคลนของซึฮากิ ทั้งเวทมนตร์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตซึมซับและเรียนรู้จากซึฮากิไปหมดแล้ว
ไม่ว่าจะคิดยังไงเราก็ไม่มีทางเข้าถึงข้อมูลสำคัญขนาดนั้นได้ หลอกล่อ แฝงตัวหรือจู่โจมไม่ว่าจะวิธีไหนก็ยาก
“เราจะไปเตรียมตัวอยู่สักเมืองใกล้ ๆ เมืองหลวงก่อนและรอเวลาที่จักรพรรดินีไม่อยู่”
“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเธอไม่อยู่? หรือนายจะส่งร่างโคลนแฝงตัวเข้าไป” สเตล่าขมวดคิ้วสงสัยภายใต้ผ้าโพกหัวผืนนั้น
“ไม่ต้องห่วงเพราะเรามีสิ่งที่ดีกว่านั้นอีก ใช่ไหมคูเปอร์” ทุกสายตาจับจ้องไปที่หนุ่มน้อยที่กำลังฝึกสมาธิอยู่
“ครับ?”
หลังจากนั้นคูเปอร์ก็อธิบายเรื่องพลังของเขาให้ฟังไม่ว่าจะพี่คาร์เตอร์ การโทรจิตหรือแม้แต่เรื่องที่เขาหนีออกมาจากเรือนจำ
“ผมสัญญากับพี่คาร์เตอร์ไว้ว่าจะพาเขาออกมาให้ได้แต่ผมก็ยังอ่อนแอเกินไปอยู่ดี”
แววตาอันเศร้าหมองที่กำลังด้อยค่าตัวเองทำให้ยูกิกล่าวออกมา “โถ่ให้ซึฮากิสอนแค่ไม่กี่สัปดาห์ก็เก่งแล้ว ไม่เชื่อก็ถามคนอื่นดูสิ”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” ซึฮากิลูบหัวน้อย ๆ ของคูเปอร์พลางยิ้มอ่อนส่งกำลังใจให้
“ที่ฉันสอนไปเป็นแค่พื้นฐานเท่านั้น หากนายตั้งใจจริง ๆ ฉันจะสอนวิธีใช้เวทมนตร์ที่ละเอียดกว่านี้ให้”
“ครับ ! ผมพร้อมเสมอไม่ว่าจะหนักแค่ไหน” จากใบหน้าเศร้าสร้อยเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแห่งความหวังราวกับนักบุญที่บอกเส้นทางแห่งความสุขให้
“แต่ก่อนอื่นช่วยติดต่อกับคาร์เตอร์ให้หน่อยสิ เราอยากทราบสถานการณ์ทางนั้น”
“ได้เลยครับ” คูเปอร์นั่งนิ่งไปพักหนึ่งเหมือนหลุดไปอีกโลกไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจนกระทั่งเซนแอบเอานิ้วแหย่สีข้างเล่น ๆ
“อย่าสิครับผมกำลังคุยกับพี่อยู่” คูเปอร์เดาะปากจ้องตาเขม็งเซนถึงจะหยุด
“ก็แหม ไอ้เรานึกว่าหลับไปแล้วซะอีก”
ได้ยินเมื่อกี้แล้วใช่ไหมครับพี่
อืม พี่พอจะเข้าใจแล้ว จริง ๆ จักรพรรดินีก็พยายามโน้มน้าวพี่อยู่เหมือนกันทำให้พี่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอ
ถ้าอย่างนั้นก็ดีสิ
ขณะที่คาร์เตอร์กำลังคุยกับน้องชายจู่ ๆ สาวใช้คนสนิทของแคทเทอรีนก็เดินเข้ามาทัก
“อาหารเป็นยังไงบ้างคะ?” น้ำเสียงอันเฉยชาชวนให้นึกถึงซึฮากิแต่อยู่ในรูปแบบเสียงผู้หญิง เธอเข้ามาเก็บถาดอาหารและทำความสะอาดโดยรอบอย่างรวดเร็วจนคาร์เตอร์ยืนอึ้งไปพักหนึ่งเลย
“อะอร่อยครับ”
“อืม...ก็ดี อย่างน้อยก็มีนายที่กินได้”
ของอร่อยแบบนั้นจะมีแค่เราที่ได้กินเหรอ? หรือเธอจะมีความหมายแอบแฝง
“หมายความว่ายังไงเหรอครับ?”
“ไม่มีอะไรหรอก นายก็เตรียมตัวไปฝึกได้แล้วเดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าท่านแคทเทอรีนลำเอียง” น้ำเสียงอันเฉยชากับใบหน้าไร้อารมณ์ยิ่งทำให้บรรยากาศเงียบเฉียบและตึงเครียดราวกับสายน้ำที่ค่อย ๆ ไหลรินลงมาจากภูเขา
“รับทราบครับ”
มีอะไรเหรอครับพี่?
พี่คุยกับคนใช้คนส่วนตัวของจักรพรรดินีอยู่ เธอค่อนข้างแปลกแถมดูลึกลับอย่างบอกไม่ถูก
เสียงเป่านกหวีดดังก้องมาถึงห้องพักชั้นในที่ที่ทหารยศสูงใช้พักผ่อน
พี่ต้องไปแล้วเรื่องสอดแนมพี่จะพยายามทำให้ได้ แล้วเจอกัน
หลังจากนั้นคูเปอร์ก็ถ่ายทอดคำพูดของพี่ชายให้กับซึฮากิ การเลียนเสียงสำเนียงท่าทางที่ค่อนข้างเหมือนทำให้พวกเขานึกภาพคาร์เตอร์ได้บ้าง
“ที่พี่คาร์เตอร์ได้รับการปฏิบัติดีก็เพราะพลังเดอะ จนตอนนี้พี่ก็ยังไม่ได้บอกจักรพรรดินีว่าพลังของเราคืออะไร”
“นั่นถือเป็นข้อได้เปรียบ พี่ของนายคิดถูกจริง ๆ ที่ไม่บอกและการที่เธอยังประคบประหงมให้การดูแลอย่างดีแสดงว่าเธอต้องการผู้มีพลังเดอะจริง ๆ”
“แล้วเรามีเวลาเท่าไรกว่าจะไปถึงเมืองสักเมืองใกล้ ๆ เมืองหลวง” คานะเอ่ยถามขณะที่วางแขนพาดไหล่เซนอย่างกับเพื่อนเล่น
“ถ้าวิ่งไปก็ไวอยู่หรอกแต่มันก็น่าสงสัยแต่ถ้าใช้รถม้าปลอมเป็นพ่อค้าอีกรอบมันก็อาจจะช้าเกินไป ฉันให้พวกเธอเลือกเอาแล้วกันเพราะยังไงก็มีแผนสำรองอยู่แล้ว”
“นั่งรถม้า” คานะและยูกิตอบทันควัน
“วิ่งไปสิ” มีเพียงสเตล่าที่ให้คำตอบต่างออกไปด้วยใบหน้าสั่นกลัวอะไรสักอย่าง
“หา? นี่เธอจะไปวิ่งไปให้เหนื่อยทำไม” ยูกิมองค้อนแทบจะง้างหมัดใส่กันแต่ก็ทำเพียงแค่ขู่เท่านั้น
“ก็ฉันไม่อยากเป็นม้านี่นา !” เสียงตะโกนตอบจากก้นบึ้งหัวใจราวกับอัดอั้นมานาน
บรรยากาศเงียบฉี่ทันทีเมื่อสเตล่าตะโกนออกมาแบบนั้นทำให้ทุกคนนึกย้อนกลับไปตอนปลอมตัวซึ่งทุกคนจะเปลี่ยนเผ่าบ้างเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาบ้างแต่มีแค่สเตล่าที่เปลี่ยนเป็นสัตว์อยู่คนเดียว
“ก็ตอนนั้นเราหาม้าไม่ได้นี่นา คราวนี้ฉันจะไม่เปลี่ยนเธอเป็นม้าก็แล้วกัน”
“จริง ๆ นะ?” ท่าทางออดอ้อนดูเหมือนลูกแมวทำเอายูกิและคานะใจอ่อนตามไปด้วยแต่ขณะเดียวกันก็มีเซนที่ยิ้มอย่างมีเลศนัยอยู่ด้านหลัง
“แหม ๆ น่าเสียดายเนอะ”
“เอ่อ...แล้วข้าต้องทำอะไร?” เสียงของหญิงสาวดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความลึกลับเอ่ยขึ้นมาขณะที่ทุกคนกำลังคุยวางแผน
“จริงด้วยสิเธอมากับพวกนายได้ยังไง?”
ยังใช้สกิลตรวจสอบไม่ได้คงจะแข็งแกร่งน่าดู รูปลักษณ์สวยงามไม่ว่าจะหุ่น ส่วนสูงหรือโครงหน้าดูเหมือนเป็นพวกชนชั้นสูงไม่มีผิด
“อ้อ ๆ พอดีตอนบททดสอบจบระบบมันบอกให้เอาของกลับไปได้หนึ่งอย่าง ตอนแรกก็จะเอาดาบพิฆาตแหละแต่พอคิด ๆ ดูแล้วทั้งฉันแล้วก็คานะต่างก็มีอาวุธประจำตัวอยู่แล้วก็เลยเปลี่ยนใจ” รอยยิ้มเยาะส่งให้กับหญิงสาวสุขุมลึกลับผู้นั้น
“เธอเป็นผู้คุมดันเจี้ยนและตลอดเวลาที่ได้คุยได้เห็นเราสัมผัสได้ถึงความอาลัยอาวรณ์จากสายตาเฉยชาแบบนั้น” คานะพูดต่อทันทีเหมือนเตรียมกันมา
หญิงสาวแปลกหน้าหลุดยิ้มออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น “อะไรกันเนี่ยดูออกด้วยเหรอ ถึงตอนแรกจะสับสนก็เถอะใครจะไปคิดว่าพวกนายจะเอาตัวข้ามาด้วย”
“ก่อนอื่นอยู่ด้วยกันมาหลายวันแต่ยังไม่รู้จักชื่อกันเลย ฉันซึฮากิ”
หลังจากแนะนำตัวทางฝั่งนี้แล้วต่อไปก็เป็นหญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความลึกลับทั้งกิริยาท่าทางน้ำเสียงอันทรงเสน่ห์ชวนน่าค้นหา
“ข้ามีนามว่าเฮรา หลังจากนี้ข้าขอฝากชีวิตไว้กับพวกนาย”
“ฝากชีวิตอะไรกันเธอดูเก่งกว่าพวกเราซะอีก ตอนฉันกำลังจะตายเธอยังรักษาได้เลย” เซนพูดแทรกขึ้นมาทันทีเดินฉีกยิ้มเข้าประชิดถึงแม้ก่อนหน้านี้จะไม่สังเกตแต่เมื่อพวกเขาได้ยืนติดกันจึงได้เห็นความต่างของส่วนสูง
เธอเอามือปิดปากส่งเสียงหัวเราะในลำคอเป็นมารยาทของกุลสตรี “ตอนนั้นข้าเป็นผู้ดูแลดันเจี้ยนจึงสามารถขอยืมพลังขององค์เทพได้”
“โถ่อะไรกันเนี่ย นึกว่าเราจะมีคนคอยรักษาให้ซะแล้ว” เสียงถอนหายใจและการโห่ร้องเสียดายแสดงออกอย่างชัดเจนของเซนมันทำให้เพื่อน ๆ ของเขายิ้มเล็กยิ้มน้อยเหมือนชอบใจที่เห็นเขาเป็นเช่นนั้น
“พลังที่ข้ายืมมาเป็นพลังเดอะที่มีพลังการฟื้นฟูซึ่งปกติใช้ได้แค่กับผู้ถือครอง แต่ข้าขอเอามาใช้กับพวกนายเพราะถ้าช้ากว่านี้อีกสักสิบนาทีคงสิ้นชีวิตเป็นแน่”
“เราสองคนขอบคุณจริง ๆ ค่ะ” ขณะที่คานะกำลังกล่าวคำขอบคุณจากใจเซนก็แทรกตัวเข้ามา
“แล้ว ๆ เรื่องบททดสอบพวกนั้นเธอเป็นคนเลือกเองหรือยังไง? ทำไมของเรามันถึงยากขนาดนั้น”
“อืม...ข้าไม่ได้เลือก บททดสอบจะเป็นไปตามสิ่งที่พระเจ้าทำให้เป็นหรือก็คือข้าเป็นเพียงผู้ชี้นำเท่านั้นไม่มีสิทธิ์ทำอะไรกับบททดสอบ” สายตาฉงนสงสัยกวาดมองเหล่าผู้คนแปลกหน้าที่ได้มาอาศัยอยู่ด้วยกัน
ช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาทีพวกเขาก็ได้พูดคุยปฏิสัมพันธ์พอให้รู้จักกัน อาหารการกิน นิสัยใจคอความสามารถที่ทำได้ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างได้ผ่านการวิเคราะห์จากซึฮากิหมดแล้วจึงให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันได้
“อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะแต่เมืองมาตั้งใกล้ ๆ ทะเลจะไม่โดนพวกสัตว์ประหลาดเล่นงานเหรอ?” เซนชะเง้อคอมองชายหาดที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ไม่รู้สิแต่ตอนร่างโคลนไปตรวจสอบดูก็ไม่เห็นเลยสักตัว ชาวเมืองก็ไม่ได้เอ่ยถึงมันเลย”
“อยากลองไปเล่นบ้างจัง ไม่ได้ไปทะเลมานานมาก ๆ จนจำแทบไม่ได้แล้ว” เซนส่งสายตาอ้อนวอนให้กับซึฮากิทำเอาขนลุกไปตาม ๆ กัน
“ก็ได้ ๆ เดี๋ยวฉันส่งร่างโคลนไปตรวจสอบอีกรอบ”
ควันสีดำก่อรวมกันเป็นมนุษย์ร่างกายสูงใหญ่ดูน่าเกรงขามเดินออกไปถามไถ่ชาวบ้านชาวเมืองโดยมีการตอบโต้ส่งยิ้มได้อย่างเป็นมิตรหลังจากนั้นไม่นานร่างโคลนก็กลับมาที่พัก
“เนื่องจากชายหาดของที่นี่เป็นแอ่งกว้างระยะที่น้ำทะเลขึ้นมาค่อนข้างตื้นทำให้พวกมนุษย์เงือกหรือสัตว์อสูรไม่ชอบมาที่นี่” เมื่อรายงานจบร่างโคลนก็สลายหายไป
“ก็ตามนั้นถ้าจะลงไปเล่นก็อาศัยช่วงน้ำลงน่าจะดีที่สุด พวกมันต้องอาศัยน้ำเพื่อเคลื่อนไหวแถมพวกนายก็แข็งแกร่งขึ้นแล้วต่อให้ปะทะตรง ๆ ก็ไม่น่ามีปัญหา”
“แบบนั้นก็สวยสิ” เซนยิ้มแป้นลากคานะออกไปข้างนอกทันที
“เดี๋ยว !” ซึฮากิทักเสียงดังกว่าทุกครั้ง
“อะไร?”
“เอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วย” เซนและคานะถึงกับถอนหายใจนึกว่ามีเรื่องอะไรใหญ่โตก่อนจะฉีกยิ้มหัวเราะชอบใจ
เย็นวันนั้นพวกเขาพากันไปเล่นน้ำทะเลสีใสมองเห็นพื้นทรายไหลไปมา โดยที่ยังมีสายตาของชาวเมืองเฝ้ามองด้วยความสงสัย อะไรที่ทำให้พวกเขากล้าลงน้ำทะเลอะไรที่ทำให้พวกเขายิ้มสนุกสนานขนาดนั้น
ขณะเดียวกันที่เมืองหลวงอาณาจักรนอดศูนย์ฝึกใหญ่ใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยทหารทั้งหน้าใหม่และเก่า การแบ่งชนชั้นตามผลงานและยศถาบรรดาศักดิ์มีไม่กี่คนที่เป็นข้อยกเว้นพิเศษก็คือผู้ครอบครองพลังเดอะ
“ได้ยินข่าวลือหรือเปล่าดูเหมือนท่านจักรพรรดินีจะเป็นโรคอะไรสักอย่าง เมื่อตอนเที่ยงท่านไปที่โรงอาหารของทหารกินของทุกอย่างแต่ก็บ่นว่าไม่อร่อยหมดเลย หรือจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าวันนั้นของเดือน” ช่วงพักผ่อนก็มีกลุ่มทหารคุยกันไปเรื่อยเป็นเรื่องปกติแม้จะเป็นผู้คนต่างถิ่นแต่เมื่อได้มาอยู่รวมกันก็สนิทสนมกันได้ไม่ยาก
“เอ็งก็พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย ถ้าคนของท่านจักรพรรดินีมาได้ยินจะซวยเอา”
“แหม ๆ อย่างกับคนสนิทของเธอจะมาอยู่ในศูนย์ฝึกแถมจะมีสักกี่คนที่ชอบจักรพรรดินี ชาวบ้านอย่างเราที่โดนเกณฑ์มาเป็นทหารก็มีแต่คนเกลียดขี้หน้าทั้งนั้นแหละ”
โรงอาหารเหรอ? เราก็เคยลองไปกินที่นั่นแล้วแต่ที่สาวใช้ของจักรพรรดินีทำให้ยังอร่อยกว่าหลายเท่าเลยหรือมันจะมีเงื่อนงำอะไรบางอย่าง คาร์เตอร์เงี่ยหูฟังการสนทนาแปลก ๆ ของพวกเขาที่พูดถึงเรื่องลับ ๆ การโกงกินหรือไม่ก็เรื่องจักรพรรดินี
“จะสร้างกองทัพไปทำไมเยอะแยะยังไงก็สู้อาณาจักรเซียไม่ได้อยู่แล้ว”
“แล้วนายมั่นใจได้ยังไงว่าสู้ไม่ได้ หากเราชนะสงครามพื้นที่อุดมสมบูรณ์มากมายจะเป็นของเรานะ”
“นี่นายไม่รู้เลยหรือยังไงว่าที่นั่นยังมีท่านผู้นั้นอยู่ สงครามคราวก่อนเขาก็เป็นคนหยุดและประกาศสนธิสัญญาสงบศึกด้วยตัวเอง”
เพียงแค่ได้ยินชื่อท่านผู้นั้นทุกคนก็พากันหัวหดราวกับเป็นเวทมนตร์ทำให้เกิดความเศร้าทุกข์ระทม
“ท่านอะไรนั่นน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ?” เพื่อนทหารของเขาเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่าทำไมทุกคนรอบตัวถึงดูอมทุกข์เช่นนั้น
“นายพึ่งเกณฑ์เข้ามาไม่กี่ปีคงไม่ทันสงครามใหญ่สินะ เห็นท่านจักรพรรดินีไหมล่ะ? ตอนเธอสู้กับท่านผู้นั้นสามารถทำได้แค่แผลตื้น ๆ ตรงมือเท่านั้นเห็นแค่นี้ก็น่าจะรู้ผลแล้วไม่ใช่หรือ”
การนินทาพูดคุยยังคงดำเนินไปจนหมดเวลาพักและกลับไปฝึกกันต่อโดยมีการแยกตำแหน่งหน้าที่ไว้ชัดเจน พลยิงไกล แนวหน้า ฝ่ายสนับสนุนซึ่งแต่ละตำแหน่งจะมีรูปแบบการฝึกแตกต่างกันไป
ท่านผู้นั้นสินะ มนุษย์ผู้ชายที่มีอายุยืนที่สุดอยู่มาตั้งแต่สงครามนักปฏิวัติเมื่อสามร้อยปีก่อน ผู้ซึ่งสร้างปาฏิหาริย์และความหวาดกลัวให้กับอมนุษย์แต่ก็ยังมีจิตใจเมตตาจึงปล่อยให้อยู่รอดมาได้ หากเขาคนนั้นต้องการยึดครองสตาร์คินจริง ๆ จะเป็นเช่นไรกันนะ?
10 มีนาคม พ.ศ.2576
“เธอเป็นผู้สืบทอดของเจ้าโกโด้สินะหวังว่าเราจะช่วยเธอได้มากพอ” วาเลี่ยมจับมือทักทายลักซ์หลังจากที่ได้อ่านจดหมายแนะนำตัว
“ขอบคุณค่ะ ฉันมาเพื่อตามหาสามคนนี้ค่ะ” เธอยื่นใบประกาศจับที่มีรูปของซึฮากิ เซนและคานะนั่นทำให้วาเลี่ยมสะดุ้งตกใจ
“ถึงฉันจะรับรองเธอได้แต่การที่คนของอาณาจักรเซียมาเดินป้วนเปี้ยนไปทั่วคงเป็นเรื่องไม่ดีนัก เพราะฉะนั้นเธอพักอยู่ที่นี่ก่อนแล้วฉันจะให้คนไปตามหาให้”
“ขอบคุณค่ะแต่ถ้านานเกินสัปดาห์ฉันคงต้องไปจัดการเองนะคะ” เธอมองไปรอบ ๆ เมืองลังเลใจที่จะตอบแต่ก็ไม่มีทางเลือก
หลังจากที่พาลักซ์ไปยังที่พักจัดแจงอาหารการกินสิ่งอำนวยความสะดวกเรียบร้อยจึงได้ออกมา “ส่งม้าเร็วไปบอกเมืองเอลโฟเรียว่าฉันต้องการคุยกับซึฮากิด่วนที่สุด”
“รับทราบครับ”
ม้าเร็วใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ เพื่อเดินทางไปยังเมืองเอลโฟเรียแต่ทางโน้นกลับใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมงในการเดินทางมาหาด้วยเครื่องบินลำใหม่ การลงจอดเป็นไปได้ด้วยดีอีกทั้งยังมีการทำสนามบินเพื่อใช้ขึ้นลงโดยเฉพาะเป็นหนึ่งในนโยบายของเอลโฟเรีย อีกไม่นานคงมีเครื่องบินใช้เดินทางสำหรับผู้นำเผ่าทุกเผ่าเป็นแน่
“ฉันเป็นตัวแทนจากเอลโฟเรียเพื่อนำหินสื่อสารมาที่นี่” คนแรกที่ลงมาจากเครื่องบินก็คือโฟลหรือในผู้ภักดีของยูกิที่มีทั้งความเก่งกาจและหัวไว
“ฉันวาเลี่ยมเป็นผู้นำเผ่ามนุษย์” เมื่อพูดจบเขาก็ยื่นมือออกไป
“โฟล เดรอเลน ฝากตัวด้วยครับ” การจับมือผูกมิตรเป็นขนบธรรมเนียมที่ดูเรียบง่ายแสดงถึงการเข้าหากันโดยไร้ซึ่งอาวุธ
“เหตุด่วนที่ว่าคืออะไรกันแน่ การจะติดต่อกับซึฮากินั้นถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก ๆ หากเขากำลังซ่อนตัวอยู่”
วาเลี่ยมมองตาไม่กะพริบแสดงถึงความมุ่งมั่น “มีคนจากอาณาจักรเซียมาตามหาพวกเขาและเป็นถึงพลเอกที่พวกเราไม่มีทางต่อกรได้แน่นอน”
โฟลคิดพินิจครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มใช้หินสื่อสาร ช่างโชคดีเสียจริงที่ซึฮากิกำลังนั่งรถม้าเดินทางจึงไม่มีทหารหรือเหตุใดให้กังวล
“นั่นซึฮากิใช่ไหม?” วาเลี่ยมเปล่งเสียงใส่หินสื่อสารทำตามที่โฟลบอก
“วาเลี่ยมเหรอ? มีปัญหาอะไรถึงติดต่อมา” น้ำเสียงอันเฉยชาไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกอย่างที่คิดภายใต้ใบหน้านั้นเหมือนกำลังบ่งบอกว่ารู้ทุกอย่างอยู่แล้ว
“ตอนนี้มีทหารจากอาณาจักรเซียมาตามหาพวกนาย แถมเป็นระดับต้น ๆ ของอาณาจักรเลยซะด้วย”
“ระดับต้น ๆ เหรอคงจะเป็นพวกพลเอกสินะ”
“ใช่ พลเอกลักซ์ผู้ที่จะได้เป็นจอมพลในอนาคตด้วยความสามารถที่ล้นหลามแถมยังมีพลังเดอะที่เหนือชั้นกว่าใคร”
เป็นเธอจริงด้วย หลังจากที่ข้อความประกาศออกไปคงทำให้รัฐบาลฝั่งนั้นไม่พอใจแล้วก็ส่งคนที่ปล่อยให้เราหลุดมือมาเป็นคนจัดการ
“มีใครอื่นนอกจากเธออีกไหม?”
วาเลี่ยมกวาดสายตาไปรอบ ๆ เพื่อดูให้แน่ใจ “เท่าที่เห็นก็ไม่มีแล้วนอกจากจะมีเพิ่มในภายหลัง”
ซึฮากิเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ “พาเธอไปที่เอลโฟเรียและให้พักอยู่ที่นั่นไปก่อน”
“เอาจริงหรือถ้าเธอไปสร้างความปั่นป่วนหรือทำร้ายคนที่เมืองล่ะ?”
“ไม่ เธอจะไม่ทำแบบนั้นแน่นอน”
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันลักซ์ที่ได้แต่อยู่ในที่พักนั่ง ๆ นอน ๆ ข้ามวันทำให้ได้นึกคิดเรื่องในชีวิตมากขึ้นทั้งครอบครัว หน้าที่การงานหรือเรื่องในอดีตก็หวนคืนกลับมาคิดอีกครั้ง
แม้สภาพโดยรวมจะไม่ได้ดีมากแต่อุปกรณ์แปลกตาบางอย่างกลับใช้งานได้ดีกว่าที่คิด อย่างเจ้ากล่องสี่เหลี่ยมนี่ที่กักเก็บความเย็นได้ขนาดในเมืองแอสต้ายังไม่มีเลย
“คุณลักซ์ครับรุ่งเช้าเราจะเดินทางไปที่เมืองเอลโฟเรีย โปรดเตรียมตัวให้พร้อมด้วยนะครับ”
“ค่ะ” เธอตอบรับเสียงดังฟังชัดผ่านประตูไม้ที่ดูไม่ได้แน่นหนาอะไรหากจะมีใครบุกเข้ามาคงไม่แปลก
11 มีนาคม พ.ศ.2576
“มันคือ...” เมื่อวาเลี่ยมพาเธอไปยังเครื่องบินไม่เพียงแค่สงสัยแต่ยังหวาดระแวงเพราะขนาดของมันใหญ่กว่ารถยนต์ในเมืองแอสต้าหลายเท่าราวกับเป็นสัตว์อสูรระดับสูงที่กวาดเมืองไปได้ทั้งเมือง
“หนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรามี” วาเลี่ยมยิ้มมุมปากหลังจากได้เห็นปฏิกิริยาของเธอยิ่งเป็นผลดีเมื่อเธอกลับไปที่อาณาจักรเซียแล้วส่งต่อข่าวลือไปเรื่อย ๆ
การขึ้นบินเป็นไปได้ด้วยดีโดยมีโฟลเป็นผู้ขับและผู้ช่วยอีกสองคนเผื่อในกรณีฉุกเฉิน แววตาเปล่งประกายเมื่อได้เห็นวิวทิวทัศน์แปลกตาใครจะคิดว่ามนุษย์สามารถลอยอยู่เหนือพื้นดินได้สูงขนาดนี้เหมือนกับนกที่โบยบินอย่างอิสระ
“มันเป็นไปได้ด้วยเหรอ?”
“ชื่อลักซ์สินะ หลังจากที่เข้าเมืองไปแล้วห้ามก่อความวุ่นวายเด็ดขาด” โฟลเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวดูไม่ชอบใจเสียเท่าไร
“ค่ะ ฉันจะอยู่ให้เงียบที่สุด”
พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเมืองเอลโฟเรียที่แค่มองจากด้านบนก็เห็นได้ถึงความเจริญก้าวหน้าไม่ว่าจะเป็นผังเมืองรูปสี่เหลี่ยมหรือถนนหนทางที่ทอดยาวไปยังเมืองใกล้เคียง
เมื่อลงจอดโฟลก็พาลักซ์ไปที่บ้านหลักถือว่าเป็นแขกคนหนึ่ง “รออยู่ที่นี่ไปก่อนเดี๋ยวจะมีคนมา”
“ค่ะ” ภายใต้คำตอบรับสั้น ๆ เต็มไปด้วยความประหลาดใจเอาแต่มองไปรอบ ๆ พบเห็นสิ่งแปลกตามากมายที่แม้แต่ในเมืองที่ก้าวหน้าที่สุดอย่างแอสต้ายังไม่มี
ไฟฟ้า ผังเมือง ระบบการประปา ที่นี่มันก้าวหน้ากว่าเมืองในอาณาจักรเซียบางเมืองเสียอีก ใครกันเป็นคนนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาเผยแพร่หรือจะเป็นภูตสายลับที่เคยโผล่มาที่แอสต้า
“สวัสดีครับผมโคจากสภาเมืองเอลโฟเรีย คุณลักซ์พึ่งเคยพาที่นี่ครั้งแรกสินะครับ” เอลฟ์หนุ่มดูมีภูมิฐานพึ่งพาได้กล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพเรียบร้อย
“ใช่ค่ะ” เอลฟ์ตัวเป็น ๆ แถมอายุน่าจะหลายร้อยปีเสียด้วย
“เนื่องจากเป็นแขกของคุณวาเลี่ยมทางเราจึงหาที่พักและอาหารเตรียมไว้ให้ นอกจากนี้หากต้องการเดินชมเมืองก็สามารถบอกเราได้เช่นกัน”
“เรื่องเดินชมเมืองไม่ต้องมีคนนำก็ได้ค่ะเดี๋ยวจะรบกวนเวลาเปล่า ๆ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับเพราะมีคนอยากนำเที่ยวอยู่พอดี”
พูดไม่ทันขาดคำก็มีเด็กสาวตัวน้อยกระโจนเข้ามาผ่านหน้าต่างฉีกยิ้มกว้างอย่างกับได้ของขวัญ
“คิโนริรายงานตัวค่ะ !” เสียงอันสดใสเปล่งออกมาด้วยใบหน้าอันเบิกบานแค่เห็นก็ทำให้รู้สึกชื่นใจ
อมนุษย์ประเภทครึ่งสัตว์ ถึงจะยังเด็กอยู่แต่ทำไมเลเวลถึงสูงขนาดนี้
โคหัวเราะชอบใจในความกระตือรือร้นของเด็กสาวตัวน้อย “ก็อย่างที่เห็นเด็กคนนี้ชอบพาคนไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ของเมือง แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเพราะเธอเอาตัวรอดเองได้แถมยังแข็งแกร่งสุด ๆ ไปเลยล่ะ”
“ค่ะ” ขณะที่ตอบกลับลักซ์ก็ยังจ้องมองเด็กสาวตัวน้อยที่กำลังกวักมือเรียกเธอ
บ้านหลักเป็นเสมือนศูนย์รวมความทรงจำและความสำคัญ ทั้งระบบแบบแผนหรือสูตรอาหารของยูกิก็เก็บไว้ที่นี่มีเพียงกลุ่มผู้ก่อตั้งเท่านั้นที่ได้พักที่แห่งนี้
“แม่หนู ที่นี่มีคนชื่อซึฮากิหรือเปล่าคะ?”
“อืม...อ้อ พี่กิของหนูเหรอ ! ตอนนี้เขาไปอาณาจักรนอดก็เลยให้ลุงโคเป็นคนจัดการบริหารแทน”
เสร็จล่ะอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย แถมไม่มีใครสงสัยเราเลยสักคนที่เหลือก็แค่รอคอยเวลาเท่านั้น
คิโนริพาเดินไปทั่วตั้งแต่ฟาร์มสัตว์น้ำที่แบ่งบ่อหลาย ๆ บ่อทั้งปลา ปู กบ ไร่อันกว้างใหญ่ที่ทอดยาวไปหลายกิโลเมตรเต็มไปด้วยผลผลิตงอกงาม
“ถ้าเลยไปอีกหน่อยจะเป็นเขตก่อสร้างซึ่งเขาห้ามคนนอกเข้านะคะ” พวกเธอมาหยุดอยู่รอบนอกของเมืองที่กำลังถอนรากถอนโคนต้นไม้ก่อร่างสร้างตึกซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไรแต่ลักซ์ก็ดันไปสบตากับใครบางคนเข้า
“เฮ้ ๆ นั่นมันหน้าเหมือนลักซ์เลยเนอะ” โทลกระทบไหล่นาธาพากันจ้องหญิงสาวผมสีทองที่อยู่ห่างออกไป
“นั่นสิเจอคนหน้าเหมือนขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แต่ถ้าเป็นตัวจริงคงเจอยากกว่าอีก”
พวกเขากลับไปทำงานตามปกติไม่ได้สนใจมากนักแต่เพียงไม่กี่วินาทีลักซ์ก็มาโผล่ด้านหลังทำเอาคนงานสะดุ้งตกใจไปตาม ๆ กัน
“ธะเธอ !” แววตาแบบนั้นรอยยิ้มแบบนั้น
“นาธา ! นายยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ ด้วย” เธอสวมกอดแน่นเสียจนนาธาหายใจไม่ออกหากโทลไม่เข้ามาห้ามไว้
“ลูกพ่อ !” โทลหลั่งน้ำตาแห่งความปีติกอดทั้งลูกสาวและนาธาไว้ราวกับเป็นครอบครัวสุดท้ายที่มี
การมาถึงของเธอทำให้เกิดข่าวลือแตกกระจายไปทั่วแต่นั่นก็ไม่โหดร้ายเท่ากับซึฮากิที่สร้างหลักฐานปลอมไปทั่วอาณาจักรนอดทำให้นักดมกลิ่นตามตัวไม่เจอสักที
“บลัดฮาวด์แกเจอบ้างไหม?” ใบหน้าทรุดโทรมของเขาแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการเดินทาง
“นี่ก็เป็นร่างโคลนอีกแล้ว” จี้ถอนหายใจราวกับเป็นลมเฮือกสุดท้ายก่อนจะทิ้งตัวนั่งกับพื้น
“เมื่อไรจะเจอพวกมันล่ะเนี่ย ! อยากกลับบ้านแล้ว”