หลังจากสังหารลิชลงได้สำเร็จ ในที่สุดพวกเราก็สามารถเข้าไปยังคลังสมบัติของดันเจี้ยนได้
ทันทีที่ประตูเปิดออก...
สิ่งที่อยู่ด้านในทำให้พวกเราทั้งสามคนต้องหยุดมอง
เหรียญทอง เครื่องประดับ อาวุธ ชุดเกราะ รวมถึงวัตถุเวทมนตร์จำนวนมากถูกเก็บเอาไว้ภายใน
แต่ถึงจะมีทรัพย์สินมากมายขนาดนี้...
สำหรับดันเจี้ยนที่พวกเราต้องเสี่ยงชีวิตเข้ามาจนถึงชั้นในสุด
มันกลับน้อยกว่าที่ผมคาดเอาไว้มาก
"สมบัติ"
เนเรียพูดขึ้นขณะกวาดตามองไปรอบ ๆ
เอเลน่าเองก็มีสีหน้าค่อนข้างผิดหวัง
"อย่างน้อยก็ยังถือว่ามากกว่าที่คนทั่วไปจะหาได้ตลอดชีวิตนะคะ"
"ก็จริง"
ผมตอบ
สุดท้ายพวกเราจึงตกลงกันเรื่องการแบ่งสมบัติ
ผมเลือกเฉพาะอุปกรณ์เวทมนตร์ที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์
เอเลน่าเลือกอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอัศวิน รวมถึงเอกสารโบราณบางส่วนที่น่าจะมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ส่วนเนเรีย...
"ฉันเอาเงิน"
เธอพูดทันที
ผมหันไปมอง
"สิบส่วน?"
"ใช่"
เนเรียพยักหน้าอย่างจริงจัง
"ที่เหลือเอาไปให้เจ้าเมือง"
ท้ายที่สุด สมบัติส่วนใหญ่ก็ถูกแบ่งออกตามที่ตกลงกันไว้ ก่อนจะเก็บเข้าไปในกระเป๋ามิติ
ส่วนของเนเรียนั้นฝากเอาไว้กับเอเลน่า
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ตัดสินใจกันว่าเอเลน่าจะเป็นคนรายงานเรื่องดันเจี้ยนกับเจ้าเมือง
เหตุผลก็ง่ายมาก
ในบรรดาพวกเราทั้งหมด...
เอเลน่าเป็นคนที่น่าเชื่อถือที่สุด
ก่อนที่พวกเราจะเดินกลับไปยังทางออกของดันเจี้ยน
ผมหยุดฝีเท้า
"เดี๋ยวก่อน"
เนเรียหันกลับมา
"มีอะไร?"
ผมไม่ได้ตอบทันที
สายตาของผมกำลังจับจ้องไปยังผนังด้านหนึ่ง
มีบางอย่างผิดปกติ
แสงมานา...
จางมาก
แทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
แต่มันอยู่ตรงนั้น
"ตรงกำแพงนั่น"
ผมชี้ไปยังผนังด้านในสุด
"ผมสัมผัสได้ถึงมานา"
เนเรียเดินเข้าไปทันที
"ตรงนี้เหรอ?"
เธอกำหมัด
ก่อนจะต่อยกำแพงเข้าไปเต็มแรง
ตูม!
แรงกระแทกสะเทือนพื้นดันเจี้ยน
แต่กำแพงกลับไม่มีแม้แต่รอยร้าว
เนเรียมองหมัดของตัวเอง
"...แข็ง"
ผมเดินเข้าไปตรวจสอบ
ทันทีที่เข้าใกล้ ผมก็สัมผัสได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นี่ไม่ใช่กำแพงธรรมดา
มีเวทมนตร์ป้องกันจำนวนมหาศาลซ้อนทับกันอยู่
ซับซ้อนจนแม้แต่ผมยังไม่สามารถมองออกได้ทั้งหมด
เอเลน่าเดินเข้ามา
"ถ้าอย่างนั้น..."
เธอชักดาบศักดิ์สิทธิ์ออกจากฝัก
แสงสีขาวสว่างขึ้นบนคมดาบ
"ลองใช้ดาบเล่มนี้ดูไหมคะ?"
เธอฟันลงไป
ฉัวะ!
เสียงแตกร้าวดังขึ้น
กำแพงตรงหน้าถูกแยกออกเป็นสองส่วน
ด้านหลังนั้น...
มีทางเดินอยู่จริง ๆ
"ไปกันเถอะ"
พวกเราเดินเข้าไป
ทางเดินทอดลึกลงไปด้านล่าง
ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไร อากาศก็ยิ่งเย็นลง
จนในที่สุด...
พวกเราก็มาถึงห้องขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
และสิ่งแรกที่ผมเห็น...
คือร่างของใครบางคน
ร่างนั้นกำลังนั่งอยู่กลางห้อง
สภาพของมันแห้งเหี่ยวราวกับมัมมี่
มีโซ่จำนวนมากพันธนาการอยู่รอบร่าง
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ...
ดาบเล่มหนึ่ง
มันถูกปักทะลุจากด้านหลัง
คมดาบแทงผ่านร่างลงไปจนถึงพื้น
แค่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่า...
ดาบเล่มนั้นไม่ธรรมดา
ผมจ้องร่างนั้นอยู่นาน
ก่อนจะพูดออกมา
"นี่มัน..."
เอเลน่าหันมามองผม
"อะไรเหรอคะ?"
ผมตอบโดยไม่ละสายตา
"เธอยังไม่ตาย"
เอเลน่าชะงัก
"อะไรนะ?"
ผมไม่ได้ตอบ
เพราะสิ่งที่ผมเห็นนั้นแตกต่างจากสิ่งที่คนอื่นมองเห็น
แสง...
แสงของวิญญาณ
รอบตัวหญิงสาวคนนั้นยังมีแสงสีขาวอยู่
มันสว่าง
และกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง
เหมือนกับแสงของเอเลน่า
แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจที่สุดคือ...
เจตจำนงที่จะมีชีวิตอยู่
เธอยังต้องการมีชีวิต
แม้ร่างกายจะถูกพันธนาการ
แม้ถูกดาบแทงทะลุ
แม้จะถูกทิ้งเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้เป็นเวลานานแค่ไหน...
เธอยังไม่ยอมตาย
ผมเดินเข้าไปหาร่างนั้นอย่างช้า ๆ
ยิ่งเข้าใกล้...
ผมก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง
แสงสีขาว
มันยังคงอยู่
แม้จะเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น แต่ก็ยังไม่ดับลง
แสงนั้นกำลังสั่นไหว
เหมือนเปลวเทียนที่ใกล้จะดับ
แต่ถึงอย่างนั้น...
มันกลับยังพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง
ผมหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
"คุณยังไม่ตาย"
ไม่มีคำตอบ
แน่นอนอยู่แล้ว
ร่างกายของเธอไม่สามารถขยับได้
โซ่ตรวนรัดแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
ดาบเล่มนั้นยังคงแทงทะลุร่างของเธอ
แต่ผมรู้ว่าเธอยังอยู่
เพราะผมมองเห็นวิญญาณของเธอ
ผมยื่นมือออกไป
แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสแสงนั้น...
ผมหยุด
ผมกำลังจะทำอะไร?
ผมกำลังจะเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตที่ยังมีวิญญาณให้กลายเป็นอันเดด
สิ่งที่ผมกำลังจะทำ...
อาจไม่มีทางย้อนกลับได้อีก
และบางที...
สิ่งที่กำลังจะหายไปอาจไม่ใช่แค่ชีวิตของเธอ
แต่อาจเป็นความเป็นมนุษย์ของผมเองด้วย
ผมเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนถามออกไป
"คุณอยากมีชีวิตต่อไหม?"
ความเงียบตอบกลับมา
แต่ครั้งนี้...
ผมสัมผัสได้ถึงบางอย่าง
ความปรารถนา
ความเจ็บปวด
และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่สุด
เธอไม่อยากตาย
ผมหลับตาลง
"ถ้าอย่างนั้น..."
ปลายนิ้วของผมสัมผัสกับแสงสีขาว
วูบ—
โลกทั้งใบหายไป
ผมไม่ได้ยินเสียงของเอเลน่า
ไม่ได้ยินเสียงของเนเรีย
ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงของตัวเอง
เหลือเพียงผม...
และวิญญาณของเธอ
ผมค่อย ๆ เชื่อมวิญญาณของตัวเองเข้ากับเธอ
ในตอนแรกมีเพียงความเจ็บปวด
ความรู้สึกที่ไม่ใช่ของผมหลั่งไหลเข้ามา
ความโดดเดี่ยว
การถูกพันธนาการ
การรอคอย
และความปรารถนาเพียงอย่างเดียว
อยากมีชีวิต
ผมจึงส่งความคิดของตัวเองกลับไป
"ผมช่วยคุณได้"
"แต่ถ้าคุณเลือกทางนี้..."
"คุณอาจไม่มีวันกลับไปเป็นมนุษย์เหมือนเดิมอีก"
ความเงียบ
ก่อนจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้นภายในจิตใจ
"ตกลง"
ผมลืมตาขึ้น
"เข้าใจแล้ว"
ผมค่อย ๆ ถอนเศษวิญญาณของตัวเองออกมา
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา...
ผมไม่ได้ปล่อยให้เศษวิญญาณของตัวเองอยู่นิ่ง
ผมป้อนมันให้กับอัมบราทีละน้อย
สะสม
หลอมรวม
และเพิ่มพูน
จนตอนนี้...
จากเศษวิญญาณดวงเล็กๆมันมีขนาดใหญ่กว่าวิญญาณมนุษย์ทั่วไปถึงเจ็ดเท่า
และวันนี้...
ผมกำลังจะแบ่งมันออกมา
เพื่อมอบให้กับคนอื่น
ผมส่งเศษวิญญาณเข้าไป
หนึ่งส่วน
สองส่วน
ห้าส่วน
สิบส่วน
แสงของเธอยังคงเป็นสีขาว
ผมเพิ่มอีก
ยี่สิบเปอร์เซ็นต์
ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมเริ่มรู้สึกผิดปกติ
ปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงควรเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนหน้านี้
แต่เธอกลับ...
กำลังกลืนกินวิญญาณของผมอย่างต่อเนื่อง
สามสิบเปอร์เซ็นต์
สี่สิบ
ห้าสิบ
หกสิบ
ผมกัดฟัน
วิญญาณของผมกำลังถูกดึงออกไปเรื่อย ๆ
แต่แสงของเธอ...
ยังคงเป็นสีขาว
เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
แปดสิบ
เก้าสิบ...
จนกระทั่ง
ร้อยเปอร์เซ็นต์
เศษวิญญาณทั้งหมดของผมถูกกลืนกินจนหมด
ผมคิดว่ามันควรจะจบแล้ว
แต่...
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมมองวิญญาณตรงหน้า
วิญญาณของเธอก็กลายเป็นสีเทาโดยสมบูรณ์
ทันใดนั้น—
แกร๊ก!
เสียงโซ่ดังขึ้น
โซ่ที่พันธนาการร่างของเธอเริ่มสั่น
ก่อนจะรัดแน่นขึ้นราวกับกำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง
มานาจำนวนมหาศาลรอบตัวเริ่มเคลื่อนไหว
พื้นดินสั่นสะเทือน
อากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
มานาทั้งหมดถูกดึงเข้าสู่ร่างนั้น
มากขึ้น
มากขึ้น
และมากขึ้น
ก่อนจะรวมตัวกันเป็นสีดำสนิท
วูม!
ความมืดปกคลุมร่างของเธอ
ก่อตัวขึ้นทีละชั้น
คล้ายกับรังไหมขนาดใหญ่
ผมมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ
ดาบที่แทงทะลุร่างของเธอยังคงอยู่
โซ่ยังคงพันรอบตัว
เอเลน่ามองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าตกตะลึง
"เธอ..."
"ยังไม่ได้ตาย...ใช่ไหม?"
ผมหันไปมองเธอ
"ใช่"
"แต่เธออยากมีชีวิต"
ผมหันกลับไปมองรังไหมสีดำ
"ผมเลยมอบชีวิตรูปแบบใหม่ให้เธอ"
เอเลน่าเงียบไป
"อันเดด..."
เธอพึมพำ
"แต่ยังมีชีวิตอยู่?"
ผมพยักหน้า
"ใช่"
ผมมองรังไหมตรงหน้า
"ลีฟวิ่งอันเดด"
คำพูดนั้นหลุดออกจากปากของผมอย่างช้า ๆ
สิ่งที่ไม่ควรมีอยู่...
สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น...
อันเดดที่ยังมีชีวิต
และที่สำคัญที่สุด...
วิญญาณของเธอเชื่อมต่อกับผมแล้ว
ผมหันไปหาเอเลน่า
"แต่เรื่องนี้ต้องเป็นความลับ"
เอเลน่ามองผมอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนวางมือไว้บนอก
"ได้ค่ะ"
น้ำเสียงของเธอหนักแน่น
"ด้วยเกียรติของตระกูลดูแชลเบลด์"
เนเรียที่ยืนเงียบมาตลอดจึงพูดขึ้น
"ทำไมถึงต้องทำขนาดนั้น?"
ผมหันไปมองเธอ
คำถามนั้น...
ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
"ไม่รู้"
ผมพูดตามความจริง
"ผมแค่รู้สึกว่าต้องทำ"
แต่ในใจของผมกลับมีคำตอบอยู่แล้ว
ถ้าผมไม่ช่วยเธอผมคิดว่า
ผมคงเสียใจไปตลอดชีวิต
เนเรียมองผมอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดเบา ๆ
"เหมือนตอนที่เจอกับฉันสินะ"
ผมไม่ได้ตอบ
เพราะคำตอบนั้น...
ชัดเจนอยู่แล้ว
เนเรียหันกลับไปมองรังไหมสีดำ
"แล้วเมื่อไหร่ดักแด้จะฟัก?"
ผมส่ายหน้า
"ไม่รู้"
ผมมองมันอีกครั้ง
"ตามปกติแล้ว...มันไม่ควรเป็นแบบนี้ด้วยซ้ำ"
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตัดสินใจ
"เอาเป็นว่า..."
"เก็บเธอไว้ในสวนแห่งเงาก่อนก็แล้วกัน"
ผมยื่นมือออกไป
เงาสีดำค่อย ๆ เปิดออก
รังไหมทั้งรังถูกดูดเข้าไปในเงาของผม
ก่อนจะหายไปอย่างสมบูรณ์
เหลือเพียงความเงียบ
แต่ผมรู้ว่า...
เรื่องทั้งหมดไม่ได้จบลงตรงนี้
เพราะตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา...
ผมมีใครอีกคนอยู่ด้วย
ใครบางคนที่เลือกจะมีชีวิต
และผม...
คือคนที่มอบชีวิตนั้นให้กับเธอ.
หลังจากนั้นพวกเราก็ออกจากดันเจี้ยน
เมื่อกลับมาถึงด้านนอก พวกเราจึงแยกทางกัน
เนเรียกับเอเลน่าจะเดินทางต่อไปด้วยกัน
ส่วนเอเลน่าจะนำเรื่องทั้งหมดไปรายงานเจ้าเมือง
หลังจากนั้นเธอจะช่วยตามหาพี่ชายของเนเรีย
และส่งเนเรียไปให้ถึงจุดหมาย
ส่วนผม...
กลับไปยังคฤหาสน์ใต้ดินของเซนิธ