สวรรค์นิรันดร์กาล

    แตกคอ

            เจี้ยนอี้ตกตะลึงกับพลังของฉางเฟิงอีกครั้งและที่สำคัญคือสายเลือดของฉางเฟิงนั้นทรงพลังมาก ในทวีปเซียนนั้นมีตระกูลและนิกายมากมายที่มีสายเลือดแข็งแกร่งปรากฏในเผ่ามนุษย์และเพราะสายเลือดเหล่านี้ทำให้คนเหล่านี้แข็งแกร่งกว่าคนในระดับเดียวกัน

            ทำให้ตระกูลและนิกายเซียนเหล่านี้ให้ความสำคัญกับสายเลือดเหล่านี้มากๆและทันทีที่เจี้ยนอี้ได้เห็นสายเลือดที่โดดเด่นของฉางเฟิงนางก็มีความคิดที่จะนำฉางเฟิงกลับไปแล้วขอแค่แย่งชิงสายเลือดของฉางเฟิงมาได้นางก็จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น หรือถ้าแย่งชิงมาไม่ได้ก็ให้ฉางเฟิงแต่งงานกับตระกูลเจี้ยนให้กำเนิดลูกหลานสายเลือดก็จะตกเป็นของตระกูลเจี้ยนอยู่ดี

            แต่ว่าพลังของฉางเฟิงตอนนี้แข็งแกร่งมากแม้แต่นางเมื่อได้ปะทะกันเมื่อครู่ยังไม่มั่นใจว่าจะสยบฉางเฟิงได้

            “สายเลือดนี้มันแปลกเกินไปแล้วตั้งแต่เกิดมาข้าพบเห็นสายเลือดของคนอื่นมาก็มากแต่สายเลือดที่ทรงพลังแบบนี้ข้ากลับพบเห็นครั้งแรก”เจี้ยนอี้คิด

            “ซวนหยวนเสวี่ยเจ้าไม่คิดจะช่วยพวกเราเลยงั้นเหรอหรือเจ้าไม่อยากได้ผลเซียนกัน”จูหมิงคำราม

            “ข้ายังไม่อยากตาย”ซวนหยวนเสวี่ยไม่ใช่คนบ้านางเห็นพลังของเสี่ยวจินมาแล้วและนางรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นตัวตนเหนือกว่าเซียนแน่ดังนั้นจึงไม่คิดจะหาที่ตาย

            “อ๊ากกกกกกกกกก”แต่ในพริบตานั้นเองเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น

            เมื่อคนหันไปมองก็เห็นร่างของอัจฉริยะจากนิกายดาบคนหนึ่งถูกเถาวัลย์เส้นหนึ่งลากหายเข้าไปในหมอก

            “เกิดอะไรขึ้น”ฉางเฟิงตกตะลึง

            “ปีศากเถาวัลย์แบบนี้นี่เอง ค่ายกลทั้งสองนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นกับดักล่อให้คนมาติดอยู่ที่นี่และเป็นอาหารของปีศาจเถาวัลย์”เสี่ยวจินกล่าว

            “ปีศาจเถาวัลย์มันคืออะไร”โหลวหลานยังไม่รู้จัก

            “มันคือพืชที่เกิดขึ้นในเผ่าปีศาจและกินสิ่งมีชีวิตเป็นอาหารโดยเฉพาะผู้ฝึกตนยิ่งเป็นอาหารที่พวกมันชื่นชอบว่ากันว่าเมื่อมันบ่มเพาะถึงระดับหนึ่งมันจะเกิดสติปัญญาขึ้นมาและกลายร่างเป็นมนุษย์ได้”เสี่ยวจินกล่าว

            “แล้วทำไมขอแบบนี้ถึงมาอยู่ที่นครใต้พิภพกัน”ซงเทียนไม่เข้าใจ

            “ชิข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ตอนนี้พวกเรารีบออกจากที่นี่กันก่อนแล้วกัน” เสี่ยวจินกล่าวและรีบพาพวกฉางเฟิงจากไป

            “ตามไป!!!!!!!!!!!”เจี้ยนอี้รีบตามกลุ่มของฉางเฟิงไปทันที

            “เจ้าพวกหน้าไม่อายกล้าตามเสี่ยวเสี่ยวมา”เสี่ยวเสี่ยวโกรธมากเมื่อเห็นพวกเจี้ยนอี้ตามมา

            “เอายังไงดีละให้ข้าออกแรงช่วยใหม” โหลวหลานกล่าว

            “เจ้าทำอะไรได้บ้างละ”ฉางเฟิงยิ้ม

            “นี่เจ้ากำลังดูถูกข้างั้นเหรอเห็นแบบนี้ข้าก็อยู่ระดับจักรพรรดิขั้น 9เหมือนกันนะแล้วอีกอย่างหอสมบัติของข้ามักจะมีสมบัติแปลกๆติดตัวอยู่เสมอ” โหลวหลานนำผลึกก้อนหนึ่งออกมา

            “ผลึกเหมันต์พินาศ!!!!!”ซวนหยวนเสวี่ยตื่นตกใจ

            “เอาละสหายเจี้ยนอี้ ไม่ใช่ว่าทางเราไม่ไว้หน้าแม่นางหรอกนะ แต่ว่าพวกเจ้าแม่นางล้ำเส้นมาแล้วสองครั้งซึ่งทำให้พวกเราไม่สบายใจที่แม่นางตามพวกเรามาเพราะงั้นช่วยเปลี่ยนเส้นทางและอย่าได้ตามพวกเรามาได้หรือไม่”โหลวหลานกล่าว

            “แม่นางโหลวเส้นทางนี้หาได้เป็นของพวกท่านแล้วอีกอย่างพวกเราก็แค่เดินไปยังเส้นทางของตัวเองเท่านั้น”เจี้ยนอี้กล่าว

            “ดีถ้างั้นพวกเจ้าไปก่อนเลย” เสี่ยวจินหยุดลงและหันไปทางเจี้ยนอี้

            “ทำไมข้างหน้ามีอันตรายหรือยังไง” เจี้ยนอี้ระวังตัวมากนางหยุดลงเช่นกัน

            “ข้างหน้ามีอันตายหรือไม่เจ้าก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอเจ้าเองก็มีสมบัติที่ช่วยบอกทางอยู่แล้วจะตามพวกข้ามาทำไม” เสี่ยวจินกล่าว

            “ข้าบอกแล้วว่าไม่ได้ตามก็แค่บังเอิญไปเส้นทางเดียวกันเท่านั้น”เจี้ยนอี้กล่าว

            “ถ้างั้นพวกเจ้าก็นำไปสิแล้วพวกข้าจะไปเส้นทางที่ไม่เหมือนกับพวกเจ้าเอง”เสี่ยวจินกล่าว

            “นี่.....”เจี้ยนอี้ถึงกับอึ้งไปเลย

            นางเองก็ไม่แน่ใจว่าสมบัติของนางจะบอกทางที่ถูกต้องได้หรือไม่แต่นางเชื่อว่าเส้นทางของพวกฉางเฟิงจะต้องปลอดภัยแน่ๆและถึงอย่างไรพวกฉางเฟิงก็นำหน้าเป็นโล่ให้กับพวกนางได้อีกด้วยพวกนางจึงตัดสินใจตามฉางเฟิงดีกว่า

            “เร็วๆสิพวกเจ้ามีเส้นทางของตัวเองไม่ใช่รึไง” เสี่ยวจินกล่าว

            “ทำไมซวนหยวนเสวี่ยตามพวกเจ้าไปได้แต่พวกเราทำไม่ได้แล้วอีกอย่างน้องชายฉางเฟิงเจ้าไม่คิดว่าการทำแบบนี้จะทำให้ตระกูลฉางตกอยู่ในอันตรายงั้นเหรอ”เจี้ยนอี้ข่มขู่ทันที

            “ข้อแรกแม่นางท่านนี้ตามพวกข้ามาก็จริงแต่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาหรือแย่งสมบัติของพวกข้าเพราะงั้นย่อมไม่มีปัญหาข้อสอง ข้าบอกตอนใหนว่าข้ามาจากตระกูลฉางในทวีปเซียน ข้าแซ่ฉางก็จริงแต่ใช่ว่าข้าต้องมาจากตระกูลฉางในทวีปเซียนเสียหน่อย”ฉางเฟิงยกยิ้มออกมา

            “นี่!!!!!!”เจี้ยนอี้อึ้งจนพูดไม่ออก

            “อย่าได้เสียเวลาเลยถ้าปีศาจเถาวัลย์ตามมาทันพวกเราจะแย่”โหลวหลานโยนผลึกเหมันต์พินาศออกไป

            “ตูม!!!!!!!!!!!”

            พริบตากำแพงน้ำแข็งขนาดใหญ่ก็ปรากฏและขว้างเส้นทางของพวกเจี้ยนอี้เอาไว้พวกฉางเฟิงก็ใช้โอกาสนี้เดินทางต่อ

            “บ่าเอ้ยมันเป็นเพราะพวกเจ้าทำให้เรื่องทั้งหมดมันแย่” เจี้ยนอี้คำรามออกมาและตบฝ่ามือออกไปยังจูหมิง

            “อี้เอ๋อเจ้าทำกับข้าแบบนี้ทำไม”จูหมิงถึงกับตกตะลึง

            “เพราะพวกเจ้ามันโง่ไปหาเรื่องทางนั้นตลอดหรือพวกเจ้าดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายนั้นรับรู้ทางออกได้อย่างชัดเจนขอแค่พวกเราตามพวกนั้นไปก็จะสามารถออกไปได้ แต่เพราะพวกเจ้ามันโง่ไปโจมตีใส่พวกนั้นทำให้พวกเราพลาดโอกาสดีๆแบบนั้นไง”เจี้ยนอี้ตอนนี้ไม่หลงเหลือสภาพของสาวงามอีกต่อไปแต่แววตาของนางเต็มไปด้วยความเย็นชาและจิตสังหาร

            “พวกเราผิดไปแล้ว”พวกเซิ่งมู่ตกอยู่ในความกลัวทันที

            ส่วนพวกโจวฟ่านยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้พวกเขาตัวสั่นหงิกๆด้วยความกลัว

            “เหอะตอนนี้พวกเจ้าคิดว่าจะทำอย่างไรดีละ” เจี้ยนอี้ตอนนี้โกรธอย่างมากถ้าไม่ใช่เพราะพวกเซิ่งมู่มีตระกูลหนุนหลังคงถูกนางสังหารไปหมดแล้ว

            “จริงด้วยฉางเฟิงนั้นมีแผนที่อยู่ไม่แน่ว่าแผนที่นั่นอาจจะมีเส้นทางที่ปลอดภัยบันทึกไว้อยู่ทำให้พวกนั้นสามารถหลบเลี้ยงอันตรายได้”โจวฟ่านกล่าว

            “แผนที่งั้นเหรอถ้าพวกเจ้ารู้แบบนั้นแล้วพวกเจ้ายังยุยงให้พวกข้ามีปัญหากับพวกนั้นอีกงั้นเหรอ”เจี้ยนอี้ยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่

            ในตอนนี้ต่อให้เจี้ยนอี้ทำลายกำแพงน้ำแข็งและตามพวกฉางเฟิงไปก็ตามไม่ทันแล้วและในตอนนั้นเองเจี้ยนอี้ก็สัมผัสได้ว่าอันตรายกำลังเข้ามาจึงรีบเดินทางต่อทันทีต่อให้นางตามไม่ทันแต่อย่างน้อยก็น่าจะคาดเดาเส้นทางของพวกฉางเฟิงได้บ้าง

             

             

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน