ภายในสำนักงานกรมคลัง
เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างทำหน้าคอยตรวจสอบเอกสารกันอย่างใจจดใจจ่อ หน้าที่ของพวกเขาเหล่านี้คือการจัดเก็บภาษี ควบคุมการใช้จ่ายของเมือง และการค้า ภายในห้องทำงานส่วนตัวมาร์ควิสเฟลิกซ์ที่ควบตำแหน่งเสนาบดีกรมคลังกำลังนั่งทำงานบนโต๊ะสายตากวาดมองเอกสารฉบับแล้วฉบับเล่า โดยไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว
แม้ว่าปกติเขาจะเป็นคนกักขฬะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องบนเตียง แต่กับเรื่องงานนี้เขากลับกลายเป็นคนละคน แต่ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นคนจริงจังกับงานหรือว่าเห็นประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ แต่เพราะเขาเคยได้รับการเตือนมาครั้งหนึ่ง เป็นการเตือนที่ทำให้เขาจดจำไม่มีวันลืม
เดิมทีมาร์ควิสเฟลิกซ์ก็เหมือนกับพวกขุนนางคนอื่นๆ ในไพร์ล็อก ที่คอยใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการกอบโกยผลประโยชน์เพียงแต่ว่าพวกเขายังคงรู้ที่เหมาะที่ควร รู้ว่าจังหวะไหนควรกอบโกยจังหวะไหนควรหยุด และสิ่งใดพึงกระทำสิ่งใดไม่พึงกระทำ ที่เห็นว่าทางราชวังอยู่เงียบๆ ไม่ได้ว่าแปลว่าไม่รู้หรือไม่ใส่ใจแต่เพราะพวกเขายังไม่ได้ล้ำเส้น หรือไม่ก็รอจังหวะเวลาในการลงดาบ มาร์ควิสเฟลิกซ์ที่รู้เรื่องนี้ดีก็มักกอบโกยแบบที่เหมาะที่ควรมาโดยตลอดไม่โลภมากจนเกินไป จนกระทั่งวันหนึ่งลูกชายตัวดีหางานมาให้เขาจนได้
เมื่อสามปีก่อนฟินน์ลูกชายของเขาที่มักจะก่อเรื่องก่อราวไม่ว่างเว้น ทั้งขู่กันโชก ทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย ปัญหาเหล่านี้เขามักจะให้เคานต์เรห์นวาร์ดที่เป็นสหายตนใช้ตำแหน่งหน้าที่ผู้ดูแลกฎหมายช่วยจัดการด้วยส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ใช้ตำแหน่งขุนนางของตนข่มขู่ให้อีกฝ่ายกลัว เขาคอยตามล้างตามเช็ดให้ลูกชายของตนมาโดยตลอดจนกระทั่งวันหนึ่งลูกชายของเขากลับทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาโดยตลอด นั่นก็คือการฉุดคร่าสตรีชาวบ้านมาไว้ในคฤหาสน์ของตน ตอนที่มาร์ควิสเฟลิกซ์รู้เรื่องนี้เขาถึงกับตกใจจนล้มก้นจ้ำเบ้า
วันนั้นสิ่งแรกที่เขาทำหลังจากที่รู้เรื่องนี้คือการไปหาเคานต์เรห์วาร์ดเพื่อขอให้อีกฝ่ายช่วยกรณีที่ญาติของสตรีผู้นั้นมาแจ้งความที่ศาล ทว่ายังไม่ทันที่เขาจากก้าวพ้นประตูคฤหาสน์ราชองครักษ์ก็มาพบเขาแล้วแจ้งว่าพระราชาอัลเฟรดเรียกพบ เขารู้สึกเหมือนหล่นไปในแอ่งน้ำแข็ง เขาพึ่งรู้เรื่องที่ลูกชายก็พระราชาก็มาเรียกพบทันที
เมื่อเขาไปเข้าพบพระราชาก็พบว่าในตอนนั้นเคานต์เรห์นวาร์ดเองก็อยู่ด้วย สิ่งแรกที่เจอก็คือถามเรื่องคดีที่ลูกชายของเขาก็สัญญาว่าจะมอบความเป็นธรรมให้กับเหยื่อ พระราชาอัลเฟรดก็พยักหน้าปากบอกว่าดีแต่กลับริบคืนตำแหน่งเสนาบดีกรมคลังของเขาเสียอย่างนั้น แล้วให้ดยุคกาเลออนดูแลชั่วคราวบอกว่าเพื่อให้มาร์ควิสเฟลิกซ์ได้สามารถใส่ใจกับเรื่องในครั้งนี้ได้เต็มที่ไม่ต้องพะวงกับงาน การทำแบบนี้เหมือนเป็นการบ่งบอกทางอ้อมว่า หน้าที่ของเขานั้นสามารถมอบให้คนอื่นหรือมีคนทำแทนได้ หรือก็คือบ่งบอกว่าเขานั้นสามารถตายได้นั่นเอง
หลังจากแก้ปัญหาเรื่องในครั้งนั้นเขาก็มักจะให้ฟินน์อยู่แต่ในคฤหาสน์ไม่ให้ออกไปเพ่นพล่านที่ไหน ส่วนเขานั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตนเพื่อพิสูจน์ว่าตนยังมีค่าให้เก็บไว้ ส่วนการรับสินบนหรือเงินใต้โต๊ะนั้นเขาก็ยังรับอยู่เพียงแต่ว่าระวังตัวมากกว่าเดิม
การเตือนของพระราชาอัลเฟรดในครั้งนั้นนับว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่มาร์ควิสเฟลิกซ์ที่เริ่มเจียมตนมากยิ่งขึ้นแม้แต่ ขุนนางคนอื่นในก๊วนเดียวกันก็ลดความเหิมเกริมลง
วันนี้ขณะที่เขากำลังนั่นทำงานอยู่นั้นประตูห้องทำงานก็เปิดออกดังปัง มาร์ควิสละสายตาจากเอกสารขมวดคิ้วมองที่ประตูอย่างไม่พอใจ ภายในห้องนอกจากเขาแล้วก็มีองครักษ์ในชุดเกราะสองคน ทั้งสองคนหันไปทานประตูพร้อมเลื่อนมือแตะดาบ เมื่อมาร์ควิสเฟลิกซ์เหลือบไปเห็นคนที่มาเป็นหนึ่งในบริวารที่เขาจ้างไว้หัวใจของเขาก็หล่นวูบรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาในทันทีถามว่า
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
บริวารในชุดเกราะหอบหายใจชุดใหญ่ก่อนจะพุดว่า
“มีคนแจ้งนายน้อยว่าพบเจอทาสเผ่ามารหูสัตว์นายน้อยก็เลยนำคุณหนูฟาราห์กับบริวารส่วนหนึ่งออกไป”
ก้นของมาร์ควิสเฟลิกซ์เด้งขึ้นจากเก้าอี้ทันทีเหงื่อเริ่มผุดซึมบนใบหน้า ทาสเผ่ามารหูสัตว์ในเมืองนี้ที่เขารู้ก็มีแต่ของดอน โกเบอร์เท่านั้น แต่หลังจากที่เกิดการฆ่าล้างคฤหาสน์ในวันนั้นการมีอยู่ของทาสเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสามก็เหมือนจะหายไปเลย เขานึกย้อนไปถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของเจ้าชายที่ข่มขู่ให้สร้างโรงเรียนสำหรับสามัญชน เช่นเดียวกับขุนนางคนอื่นๆ เขาเองก็คาดเดาว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดคนที่เป็นไปได้มากที่สุดคือพระราชาอัลเฟรด และจากท่าทีที่ของเคานต์เรห์วาร์ดที่บ่งบอกเป็นนัยว่าเจ้าชายขยะเองก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทำให้เขายิ่งคิดเขาก็ยิ่งมั่นใจว่าทาสเผ่ามารหูสัตว์ที่หายตัวไปพวกนั้นจะต้องอยู่ในพระราชวังแน่
ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาพอจะคิดได้ก็คือลูกชายของเขากำลังจะก่อเรื่องอีกแล้ว ไม่สิไม่ใช่ดูจากรูปการณ์ของบริวารคนนี้น่าจะก่อเรื่องไปแล้วมากกว่า
“แล้วเป็นไงต่อพูดมา”
บริวารคนนั้นพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะพูดว่า
“พวกเราเจอทาสเผ่ามารหูสัตว์ที่ตลอดแต่พอพวกเราจะช่วงชิงมาก็พบว่าทาสเผ่ามารหูสัตว์พวกนั้นมากลับเจอการขัดขวางจากอัศวินหญิงไลลา”
“ไลลา?”
ชื่อนี้มาร์เควิสเฟลิกซ์จำได้ดีหนึ่งในผู้ช่วยแม่ทัพของบารอนเอเดรียน ครั้งหนึ่งเขาเคยอยากพาผู้หญิงคนนี้ขึ้นเตียงไม่สิตอนนี้ก็ยังอยากอยู่ บริวารของเขาเล่าต่ออีกว่า
“คุณหนูฟาราห์ได้เข้าปะทะกับไลลาแต่ว่าอยู่ๆเจ้าชายขยะ.. เอ่อ เจ้าชายเออร์วินไม่รู้โผล่มาจากไหนเตะหว่างขาของนายน้อยจากทางด้านหลังจนเขาลงไปนอนกับพื้น ทั้งยังกระทืบซ้ำอีกข้าที่เห็นเหตุการณ์ไม่สู้ดีจึงได้รีบมาแจ้งท่านครับ”
มาร์ควิสเฟลิกซ์ได้ยินดังนั้นก็นิ่งค้างไปในทันทีก็จะถอนหายใจออกมาพูดว่า
“แปลว่าเผ่ามารหูสัตว์พวกนั้นยังคงปลอดภัยดีสินะ”
“ครับยังปลอดภัยดี”
เขาวางมือทั้งสองลงบนโต๊ะ
“แล้วไปถ้าพวกนั้นเป็นอะไรได้หัวหลุดจากบ่าแน่” เขาเชื่อว่าทาสเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสามได้กลายเป็นของเล่นของพระราชาอัลเฟรดไปแล้ว และหากลูกชายของเขาทำอะไรพวกเธอขึ้นมาล่ะก็ มาร์ควิสเฟลิกซ์ไม่อยากจะคิด
“ถึงแม้ว่าเจ้าลูกชายนั่นจะงี่เง่าแต่ในเมื่อมีฟาราห์ไปด้วยก็คงไม่ต้องห่วง” เขาพึมพำออกมาก่อนจะนึกเสียใจที่ได้เล่าเรื่องถูกข่มขู่ให้สร้างโรงเรียนให้ลูกสาวบุญธรรมฟัง ไม่อย่างนั้นเธอคงยั้งเจ้าลูกชายตัวปัญหาไว้ตั้งแต่ที่รู้เรื่องนี้ เขาหันไปถามบริวารคนนั้นว่า
“สถานที่คือที่ไหน?”
“ที่ตลาดครับ”
“อ้าก!!!” เขาร้องเสียงดังลั่นทรุดลงกับพื้นมืออีกข้างกุมมือข้างที่นิ้วชี้นิ้วเหลือแต่โคน
เหล่าชาวบ้านที่มามุงพากันหน้าซีดทันทีที่เห็นเลือดพุ่งออกมา
“เฮ่ย อะไรกันวะไหงเจ้าชายขย.... เอ่อเจ้าชายถึงสั่งให้ตัดนิ้วคนนั้นวะ”
ชาวเมืองคนหนึ่งซุบซิบขึ้น อีกคนก็ตอบว่า
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะหรือที่ผ้าหญิงคนนั้นพูดจะเป็นความจริงวะว่าเชื้อพระวงศ์สมคบคิดกับเผ่ามาร”
“ชู่ว!!! เบาหน่อยเดี๋ยวหัวก็ขาดหรอก ไม่รู้รึไงว่าทั้งพระราชาและพระราชาชินีต่างเอ็นดูเจ้าชายขนาดไหน”
ทุกคนต่างพากันเงียบกริบเรื่องที่พระราราชาและพระราชินีรักใครและเอ็นดูในตัวเจ้าชายขยะคนนี้ผู้คนต่างก็รู้ดี แม้ไม่เห็นกับตาแต่จากการที่เขายังดำรงตำแหน่งเจ้าชายอยู่ได้ทั้งที่เกิดมาไร้พรสวรรค์ในพลังเวทย์มนต์แท้ๆ
เออร์วินมองชายคนนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดอย่างไม่แยแสนักเขาหันไปมองรอบตัวก่อนจะเพ่งสายตาไปยังคนในชุดเกราะสองคนที่จับตัวลิลลี่กับเดซี่ไว้ เมื่อเห็นเออร์วินมองมานั้นพวกเขาก็รีบปล่อยตัวทั้งคู่ทันทีแล้วก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว ลิลที่เป็นอิสระก็รีบเงยหน้าขึ้นจากพื้นแต่กลับต้องหงายหลังเมือนถูกน้องสาวอย่างเดซี่เข้ามาสวมกอด
“ลิลลี่!!!” เดซี่ร้องออกมาอย่างดีใจ
ภาพที่เห็นทำเอาเบธรู้สึกโล่งใจในขณะที่มีเรียยังคงสับสนงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เออร์วินมองไปยังทหารที่ได้เคยจับตัวสองพี่น้องแล้วหันไปยิ้มแล้วพูดกับฟาราห์ว่า
“สองคนนั้นใช้มือทำร้ายพวกเธอดังนั้นรบกวนคุณช่วยตัดแขนพวกเขาคนละข้างจะได้ไหมครับ”
ทันทีที่เออร์วินพูดออกมาคนสองคนที่ถูกสั่งให้ตัดแขนต่างก็พากันหน้าซีดเผือด ฟาราห์ก็ไม่นึกว่าเจ้าชายขยะที่เธอพึ่งจะได้เจอหน้าเป็นครั้งแรกแต่โผล่หน้ามาไม่ทันไรก็จะทำคนสามคนพิการแล้ว
‘อีกแล้ว’ เรเวนคิดในใจ เธอสังเกตว่าตั้งแต่ที่ได้เห็นเออร์วินฆ่าคนเมื่อวาน จนวันนี้เห็นเขาสั่งให้ฟาราห์ตัดนิ้วคนอื่นจนถึงการสั่งให้ตัดแขนนั้น หน้าของเด็กชายไม่เปลี่ยนสีเลยแม้แต่น้อย เขาทำเหมือนกับว่านั่นเป็นเรื่องปกติธรรมาดาอย่างไรอย่างนั้น
ฟาราห์ก้มหน้าให้เออร์วินก่อนจะพูดว่า
“ขอเจ้าชายทรงโปรดประทานอภัยเพคะที่พวกเขาทำลงไปนั้นก็แค่ทำตามคำสั่ง...”
“ผมรู้ครับว่าเขาแค่ทำตามคำสั่ง”
“เอ๊ะ?” ฟาราห์เงยหน้ามองพบว่าเออร์วินยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า
“แต่สิ่งที่ทั้งคู่ได้ทำลงไปนั้นก็เป็นเรื่องจริงนี่ครับ”
ฟาราห์มองรอยยิ้มของเออร์วินที่เหมือนจะเป็นมิตรแต่คำพูดของเขากลับทำให้เธอรู้สึกขนรุก เมื่อเห็นว่าเออร์วินยังคงจ้องหน้าเธออยู่อย่างนั้นฟาราห์ก็ขบริมฝีปากดาบโค้งในมือเธอพุ่งออกจากฝักเข้าปะทะกับลูกบอลโปร่งแสงที่พุ่งเข้ามาขวางหน้าคนในชุดเกราะคนนั้นได้อย่างพอดิบพอดีจนดาบโค้งของฟาราห์ถูกกระแทกจนกระเด็นมาปักที่พื้น
ทันทีที่ได้เห็นลูกบอลโปร่งแสงนั้นฟาราห์ดีใจจนเนื้อเต้นพร้อมกับรู้สึกโล่งอก เออร์วินมองลูกบอลโปร่งแสงนั้นพบว่าด้านในลูกบอลโปร่งแสงนั้นมีชายร่างอ้วนคนหนึ่งนั่งกอดเข้าอยู่ ทันทีที่ได้เห็นชายคนนั้นก็พูดขึ้นว่า
“อารมณ์ไหนกันครับเนี่ยท่านมาร์ควิสถึงได้ออกมาเดินเล่นแบบนี้”
ลูกบอลโปร่งแสงนั้นสลายตัวเองมาร์ควิสเฟลิกซ์ก็ลุกขึ้นยืนทาบฝ่ามือกับอกซ้ายค้อมตัวลงให้เออร์วินแล้วพูดว่า
“กระหม่อมมาร์ควิสเฟลิกซ์ถวายความเคารพเจ้าชายเออร์วิน”
มาร์ควิสเงยหน้ามองเห็นว่าเจ้าชายยังคงยิ้มให้ตนเขาเหลือบมองไปที่ร่างอ้วนท้วมของลูกชายพบว่ายังหายใจอยู่ก็รู้สึกโล่งอก ถึงจะสร้างปัญหาให้เขาบ่อยยังไงก็ยังเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของเขา แม้ในใจเขาจะรู้สึกว่าครั้งนี้โดนเสียบ้างก็ดีก็ตาม เขาเหลือบมองที่ลูกสาวบุญธรรมพบว่าเธอมองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เขากระแอมหนึ่งทีก่อนจะพูดว่า
“เจ้าชายขอรับกระหม่อมคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด”
เออร์วินยังเพียงแต่ยิ้มไม่ตอบคำ
“ดังนั้นกระหม่อมคิดว่าควรเลิกแล้วต่อกันดีไหมขอรับ”
เออร์วินยิ้มแล้วถามว่า
“เลิกแล้วต่อกันนี่เลิกยังไงครับท่านมาร์ควิส คนของท่านมาร์ควิสมาทำร้ายคนของผมก่อนนะครับ ทั้งยังบอกว่าราชวงศ์สมคบคิดกับเผ่ามารด้วยแบบนี้บอกให้เลิกก็เลิกเหรอครับ”
คำพูดของเออร์วินทำให้ฟาราห์ก้มหน้านิ่ง มาร์ควิสเฟลิกซ์ถามว่า
“ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมยินดีชดใช้พะย่ะค่ะ...”
เออร์วินกลับส่ายหน้าช้าๆ พูดว่า
“เรื่องชดใช้นี่ไม่ต้องหรอกครับเพียงแค่ท่านมาร์ควิสตัดแขนทั้งสองข้างของสองคนนั้นก็เพียงพอแล้ว”
คำพูดของเออร์วินทำให้เกิดเสียงฮือฮามาน้อยในหมู่ชาวบ้าน จากตอนแรกให้ตัดแขนซ้ายข้างเดียวแต่มาตอนนี้ให้ตัดสองข้างซะงั้น แม้ไม่พูดออกมาแค่มาร์ควิสเฟลิกซ์ก็พอเดาได้ว่าสองคนนั้นที่เออร์วินพูดถึงก็คือคนที่เขาพุ่งเข้ามาแล้วใช้บาเรียกันดาบโค้งของเรเวนให้ คนพวกนี้ต่างก็เป็นคนที่เข้าใช้เงินจ้างมา หากตนตัดสินใจฟันแขนของคนพวกนี้เพียงเพราะว่ามันเป็นคำสั่งของเจ้าชายขยะที่ไม่ว่าใครก็พากันดูแคลนล่ะก็ บารมีของเขาในสายตาของลุกน้องคงไม่เหมือนเดิมแน่
มาร์ควิสเฟลิกซ์ครุ่นคิดว่าจะหาทางลงให้ทั้งสองฝ่ายยังไง ก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นว่า
“อ้าวๆ นั่นมันเจ้าชายเออร์วินไม่ใช่เหรอครับ?”
เออร์วินจำเสียงนี้ได้ดีเขาหันไปมองพบว่าเป็นกิลเบิร์ตลูกชายของลอร์ดอาร์เทมิสก็เดินผ่านฝูงชนเข้ามา เขาเดินมาหาเออร์วินทาบฝ่ามือกับอกซ้ายแล้วค้อมกายลง
“กระหม่อมกิลเบิร์ตถวายวามเคารพเจ้าชายเออร์วิน ไม่ทราบว่าเจ้าชายมีปัญหายุ่งยากใดให้กระหม่อมช่วยแบ่งเบาหรือไม่พะย่ะค่ะ”
พูดจบเขาก็ตั้งตัวตรงเสแสร้งทำเป็นมองไปรอบๆ เขาจ้องมองเรเวนแวบหนึ่งแล้วก็แกล้งทำเป็นมองทางอื่น ก่อนจะเห็นมาร์ควิสเฟลิกซ์ยืนอยู่จึงร้อง
“นั่นท่านลุงเฟลิกซ์ไม่ใช่เหรอครับ? ไม่ทราบว่าท่านลุง” กิลเบิร์ตพูดพลางมองมายังเออร์วินคล้ายสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งสองคน
มาร์ควิสเฟลิกซ์ลอบด่ากิลเบิร์ตในใจว่า
‘ไอ้นักแสดงเอ๊ย’ แต่ว่าในใจลึกๆ เขากลับรู้สึกโล่งอกกับการปรากฏตัวของกิลเบิร์ต อย่างน้อยเขาก็มั่นใจว่าถ้ามีลูกชายของสหายผู้นี้ตนจะต้องหาทางลงได้แน่ พร้อมกับนึกอิจฉาลอร์ดอาร์เทมิสขึ้นมา รู้สึกว่าหากฟินน์ลูกชายของตนได้เรื่องได้ราวสักครึ่งนึงของกิลเบิร์ตคนนี้ตนคงไม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าขนาดนี้แล้ว
เออร์วินยังคงเอาแต่ยินยิ้มแล้วไม่พูดอะไรแต่ในใจของเขากับรู้สึกเสียดายที่วันนี้คงไม่สามารถบีบให้มาร์ควิสตัดแขนสองคนนั้นได้แล้ว
มาร์ควิสเฟลิกซ์ที่เห็นเออร์วินไม่พูดอะไรเขาจึงพูดว่า
“ความจริงแล้วเรื่องนี้มันก็ซับซ้อนอยู่บ้างไม่สู้ให้ฟาราห์มาอธิบายดีกว่า” เขาหันไปทางฟาราห์ “ฟาราห์ลูกพ่อเจ้ามาอธิบายเรื่องราวให้กิลเบิร์ตฟังหน่อยสิ”
ฟาราห์พยักหน้าเดินมายืนตรงหน้ากิลเบิร์ตแล้วเริ่มเล่าให้ฟังโดยบอกว่า ฟินน์ลูกชายของท่านมาร์ควิสได้รู้ว่ามีเผ่ามารอยู่ในเมืองไพร์ล็อก ด้วยความกลัวว่าอาจจะเป็นเผ่ามารต้องการทำลายเมืองนี้เขาจึงนำกำลังคนออกมาหมายจะจับเผ่ามารไปลงโทษ ทว่ากลับเจอกับการขัดขวางของอัศวินหญิงไลลา และเจ้าชายเออร์วินก็โผล่มาทำให้รู้ว่าที่แท้เด็กสาวเผ่ามารเหล่านั้นรู้จักกับเจ้าชายเออร์วิน ซึ่งจากท่าทีของไลลาและความที่เด็กเผ่ามารรู้จักเจ้าชายเออร์วินทำให้เริ่มมีชาวเมืองสงสัยว่าพวกราชวงศ์สมคบคิดกับเผ่ามาร และเจ้าชายเองก็ต้องการให้ท่านมาร์ควิสชดใช้ด้วยการตัดแขนคนสองคนที่ทำร้ายเด็กหญิงเผ่ามารทั้งสอง
กิลเบิร์ตฟังฟาราห์เล่าจนจบเขารู้ว่าที่เธอเล่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ในใจรู้สึกโชคดีที่เธอเป็นเพียงแค่ลูกบุญธรรมทั้งยังเป็นผู้หญิง ไม่อย่างนั้นเป้าหมายที่จะได้เข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าหญิงคงได้มีคู่แข่งที่น่ากลัวเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่ง ซึ่งตอนนี้สิ่งที่เธอเป็นได้ก็แค่ของเล่นของสองพ่อลูกคู่นี้เท่านั้น
สำหรับเรื่องการวิวาทที่ตลาดนี้ได้มีคนของลอร์ดอาร์เทมิสมารายงานให้เขาทราบแต่ตอนแรกเขายังคงไม่สนใจ เพราะพฤติกรรมของฟินน์ที่กิลเบิร์ตมองว่าขยะยังอายจะทำตัวแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แม้ว่าตั้งแต่มีคดีฉุดคร่าผู้หญิงเมืองสามปีก่อนจะดูสงบและเก็บตัวมากขึ้นก็ตาม จนเมื่อเขาได้ยินว่ามาการปะทะกันระหว่างฟาราห์กับอัศวินหญิงไลลา และสาวใช้ที่เหมือนจะทำงานในวังเข้ามาเกี่ยวด้วยก็ทำให้เขารู้สึกสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา รู้สึกว่าบางทีอาจใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้
กิลเบิร์ตรีบสวมใส่รองเท้าที่เป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์แล้วมุ่งหน้ามายังที่ตลาดอย่างรวดเร็ว จนเขาได้เห็นการปรากฏตัวของเออร์วินก็รู้สึกว่าตนโชคดีที่ไม่ได้ละเลยเรื่องนี้ จากนั้นสายตาของเขาก็เอาแต่งจ้องไปยังเรเวนโดยไม่ลายตาไปไหน ตั้งแต่ที่ได้พบกับผู้หญองคนนี้เมื่อวานเขาก็ไม่อาจลบภาพเธอออกไปจากความคิดของเขาได้อีกเลย
กิลเบิร์ตรออย่างใจเย็นจนพบว่ามาร์ควิสปรากฏตัวแล้วและตกอยู่ในสภาพหาทางลงไม่ได้เขาจึงปรากฏตัวทำทีเป็นเหมือนเผอิญเดินผ่านมา เมื่อได้ฟังสิ่งที่ฟาราห์เขาก็ดีดลูกคิดรางแก้วในหัวเสร็จสรรพก่อนจะพูดออกไปอย่างปลอดโปร่งว่า
“ท่านลุงเฟลิกซ์ข้าเกรงวันว่านี่จะเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดนะครับ”