ภายในตลาดค้าหิน เมื่อปิงหยุนได้พิจารณากฎเกณฑ์ทุกอย่างในการเดิมพันกับกว่านป๋อในครั้งนี้ดูแล้ว เขาจำเป็นต้องปฏิเสธการเดิมพัน แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากอะไร เป็นจ้าวเฉินที่ก็ได้ก้าวออกมาพร้อมกับกล่าวว่า
“การเดิมพันในครั้งนี้มันช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก หากเจ้าต้องการเดิมพันดังที่พูดมา ทำไมเจ้าถึงไม่เพิ่มของเดิมพันอีกซักหน่อยล่ะ?”
กว่านป๋อมองตรงไปที่จ้าวเฉิน ภายในใจของเขารู้สึกขบขัน “เจ้าต้องการเพิ่มอะไรเป็นของเดิมพัน?”
จ้าวเฉินยิ้มออกมา “พวกข้าจะเดิมพันด้วยสิ่งของทุกอย่างที่นำติดตัวมา ส่วนพวกเจ้าเองก็ต้องเดิมพันด้วยสิ่งของทุกชิ้นที่มีอยู่เช่นกัน ว่ายังไงล่ะ?”
เมื่อเห็นสีหน้าที่มั่นอกมั่นใจของจ้าวเฉิน ภายในใจของกว่านป๋อเริ่มเกิดความลังเลขึ้นมาเล็กน้อย
ไอบ้านี่มันไปเอาความมั่นใจมากจากไหน? ทำไมมันถึงกล้าเดิมพันด้วยสิ่งของทุกอย่างที่มีอยู่? หรือมันจะเป็นแค่การข่มขวัญ เพื่อให้ข้ายกเลิกการเดิมพันในครั้ง...? ต้องใช่แน่ ๆ ข้าไม่มีทางหลงกลเจ้าหลอก
กว่านป๋อเอ่ยด้วยสีหน้าที่มั่นอกมั่นใจกลับไปว่า “ได้! ข้าจะเดิมพันด้วยสิ่งของทุกอย่างที่พวกข้าได้นำติดตัวมา พอใจหรือยัง?”
เห็นกว่านป๋อตอบตกลง เหล่าสหายที่อยู่ด้านหลังจึงได้เข้ามากระซิบอย่างวิตกกังวล “กว่านป๋อ..ข้าว่าพวกเราพอแค่นี้ดีกว่า”
กว่านป๋อหันไปหาเหล่าสหายของตนและพูดขึ้นว่า “นี่พวกเจ้าไม่ไว้ใจข้ารึยังไง?”
“เรื่องนั้น?” เหล่าสหายของกว่านป๋อได้แต่ก้มหน้า พวกเขาต่างรู้ดีว่ากว่านป๋อนั้นมีความชำนาญในด้านนี้ แต่ท่ามีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น...พวกเขาจะต้องสูญเสียสมบัติทุกชิ้นที่มีอยู่
เห็นสีหน้าที่วิตกกังวลของเหล่าสหาย กว่านป๋อจึงพูดกับทุกคนว่า “พวกเจ้าไม่ต้องห่วง หากมีอะไรผิดพลาด เดี๋ยวข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบสิ่งของทุกชิ้นของพวกเจ้าเอง!”
นอกจากสหายของกว่านป๋อแล้ว หมิงเกอเองก็รู้สึกเป็นห่วงทางฝ่ายของจ้าวเฉินเช่นกัน จึงได้เอ่ยกับปิงหยุน “นี่เจ้าไม่ห้ามหน่อยรึ?”
ปิงหยุนเองก็ไม่รู้ว่าจ้าวเฉินนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เมื่อนึกถึงการเดิมพันกับฝูหมิง เขาก็ได้แต่จำใจต้องยอมปล่อยเลยตามเลย “หากจ้าวเฉินเป็นคนเอ่ยปาก พวกข้าก็ทำได้แค่เชื่อใจ”
เมื่อกว่านป๋อตกลงที่จะเพิ่มของเดิมพัน จ้าวเฉินจึงได้ผสานมือขึ้นและหันไปกล่าวกับทุกคนที่กำลังมุงดูอยู่ว่า
“การเดิมพันในครั้งนี้ ข้าขอให้ท่านเจ้าของร้านช่วยมาเป็นกรรมการผู้ตัดสิน ส่วนทุกคนที่กำลังดูอยู่ก็ขอให้ช่วยจับตาดู เพื่อไม่ให้เกิดการโกงหรือมีการกลับคำในภายหลัง ข้าต้องรบกวนพวกท่านทุกคนด้วย”
เจ้าของร้านทุบไปที่หน้าอกของตน “ไม่ต้องห่วงเจ้าหนู ข้าเป่ยห่วง หรือที่ทุกคนนในเมืองนี้เรียกว่าเถ้าแก่หวง เป็นเจ้าของร้านขายหินอยู่ในเมืองฟ้าครามแห่งนี้มาสามสิบกว่าปี ไม่มีทางลำเอียงอย่างแน่นอน นอกจากนั้นทุกคนในที่นี้ ต่างก็อยู่ในวงการค้าหินมาหลายสิบปี ไม่มีทางที่การโกงของพวกเจ้าจะเล็ดรอดผ่านสายตอของพวกเขาไปได้”
หลังจากที่ฝูงชนได้ตอบรับคำพูดของจ้าวเฉิน เถ้าแก่หวงได้เริ่มทำการจับเวลา “มีเวลาหนึ่งก้านธูป พวกเจ้าออกไปเลือกก้อนหินที่ต้องการได้เลย!”
เมื่อเสียงประกาศดังขึ้น เสี่ยวฟ่านและลู่หานที่ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนรีบออกไปตามหาก้อนหินที่คาดว่าจะมีดวงจิตของสัตว์อสูรอยู่ด้านใน ส่วนจ้าวเฉินนั้น เขาค่อย ๆ เดินวนไปรอบ ๆ ตลาดอย่างใจเย็น
“หึ” กว่านป๋อมองดูทั้งสามคนเลือกก้อนหินอย่างสบายอารมณ์ ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่ตัวแทนที่แข็งแกร่งที่สุดของสถาบันเขี้ยวศิลา แต่ถ้าเป็นเรื่องของหินพวกนี้แล้วละก็ ข้าที่เกิดในตระกูลพ่อค้าหิน ย่อมไม่เป็นสองรองใคร
กว่านป๋อเดินไปที่ร้านขายก้อนหินแห่งหนึ่ง ด้านในร้านค้ามีหินสีน้ำตาลราคาสามสิบเหรียญเงินถูกวางเอาไว้มากมาย เตรียมให้เขานั้นเดินเข้าไปเลือก
แต่ก่อนที่กว่านป๋อจะทำการเลือกก้อนหิน เขาได้หยิบแท่งเหล็กซึ่งมีขนาดเท่ากับแท่งตะเกียบออกมาจากอกเสื้อ ใช้มันไล่เคาะก้อนหินไปทีละก้อน พร้อมกับแนบหูฟังเสียงที่ดังกังวานออกมาอย่างตั้งอกตั้งใจ
กึ้ง! กึ้ง! กึ้ง!
หลังจากที่ไล่เคาะก้อนหินมายี่สิบกว่าก้อน เขาก็ได้ยินเสียงที่ตนเองต้องนั้นตามหา
ติ้ง!
เพื่อความมั่นใจ กว่านป๋อได้เคาะย้ำอีกไปหลายครั้งจนรู้สึกมั่นใจ
ติ้ง! ติ้ง! ติ้ง!
เมื่อมั่นใจกับเสียงที่ตนได้ยินแล้ว กว่านป๋อได้จ่ายเงินให้กับเจ้าของร้าน ก่อนจะเดินไปยังร้านถัดไป
ในระหว่างที่กว่านป๋อกำลังเดินไปยังร้านที่สอง เขาได้คอยจับตาดูคู่แข่งทั้งสามคนอยู่ตลอด และเมื่อเขาเห็นเสี่ยวฟ่านกำลังเลือกหินสีส้มที่มีราคาแพงถึงหนึ่งเหรียญทองอยู่นั้น เขาแทบจะกลั้นเสียงหัวเราะของตนเอาไว้ไม่อยู่
หึ! หึ! หึ!
แม้หินทรายจะมีโอกาสเปิดเจอสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิต แต่ถ้าไม่มีวิธีตรวจสอบพวกมัน กว่าจะเปิดเจอก็ต้องเปิดไปไม่ต่ำกว่าหนึ่งหรือสองร้อยครั้ง เลือกได้แค่สามก้อน ไม่มีทางที่จะเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรอย่างแน่นอน
หลังจากมองดูเสี่ยวฟ่านเสร็จ เขาได้หันไปทางลู่หานที่ยืนดูก้อนหินที่มีตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่ ‘หินแม่น้ำ?’
เมื่อเทียบกับเสี่ยวฟ่านที่เลือกซื้อหินทรายแล้ว การเลือกหินแม่น้ำถือว่าเป็นความคิดที่ดีกว่ามาก เพราะในแม่น้ำ มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่มากกว่าบนบกอยู่หลายเท่าตัว โอกาสที่จะเปิดเจอสัตว์อสูรจึงมีมากกว่าหินชนิดอื่น ๆ แต่เมื่อดูจากสีของหินแม่น้ำที่อยู่ในร้านแห่งนั้น สีของมันยังไม่เข้มมากพอ น่าจะมาจากแม่น้ำตื้น ๆ มากสุดก็ได้แค่ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา ไม่มีอะไรที่กว๋านปอต้องรู้สึกเป็นกงัวล
หลังจากดูหินที่คู่แข่งทั้งสองของคนกำลังเลือกอยู่ กว่านป๋อรู้สึกมั่นใจว่าตนเองจะต้องชนะได้แน่ ส่วนจ้าวเฉินที่เป็นคู่แข่งอีกคนหนึ่งนั้น เขาไม่รู้จะพูดคำไหนดี เพราะหลังจากที่อีกฝ่ายเดินวนตลาดไปหนึ่งรอบ อีกฝ่ายก็เอาแต่ยืนปิดเปลือกตาอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของตลาดมาซักพักแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะขยับไปไหน
“หรือว่ามันจะถอดใจไปแล้ว?” กว่านป๋อเลิกให้ความสนใจกับคู่แข่งทั้งสามคน หันกลับมาตั้งใจเลือกหินก้อนที่สอง
จ้าวเฉินที่กำลังหลับตาอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของตลาด กำลังทำการตรวจสอบก้อนหินทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด โดยใช้ความสามารถในการรับรู้ตำแหน่งของบันทึกอสูร เพื่อบ่งชี้ระดับพลังที่ซ่อนอยู่ภายในก้อนหินแต่ละก้อน
หลังจากปิดเปลือกตาของตนเองมาได้ซักระยะหนึ่ง จ้าวเฉินก็สัมผัสได้ถึงดวงจิตของสัตว์อสูรที่อยู่ภายในตลาดค้าหินแห่งนี้ ได้ถึงสองพันดวงจิตเลยทีเดียว และด้วยจำนวนที่มากขนาดนี้ ต่อให้ใช้เวลาทั้งวัน เขาก็ไม่อาจตรวจสอบพวกมันได้ทั้งหมด
“จำนวนมันเยอะไป! ต้องเน้นไปที่ดวงจิตของสัตว์อสูรที่ทรงพลัง” จ้าวเฉินไม่อาจตรวจสอบระดับความแข็งแกร่งของดวงจิตทั้งหมดได้ เขาจึงเพ่งสมาธิไปที่ดวงจิตของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงตนเดียว
“เจอแล้ว!” จ้าวเฉินลืมตาตื่น เขารีบเดินไปยังร้านขายก้อนหินที่ตั้งเยื้องตรงข้ามกับร้านขายก้อนหินที่กว่านป๋อกำลังยืนเลือกอยู่
ร้านขายก้อนหินที่จ้าวเฉินกำลังยืนอยู่ตอนนี้ เป็นเพียงร้านเล็ก ๆ ที่ปูผ้าวางขายอยู่กับพื้น ซึ่งตัวคนขายเองก็เป็นเพียงแค่ชายแก่ที่สวมเสื้อผ้าโทรม ๆ เนื้อตัวมอมแมม ร่างกายซูบ ผิวหนังบางจนเห็นกระดูก ภายในร้านของเขามีก้อนหินวางอยู่ไม่ถึงสิบก้อนเลยด้วยซ้ำ
กว่านป๋อมองดูจ้าวเฉินที่ยืนอยู่ร้านขายก้อนหินดังกล่าว ภายในใจรู้สึกเหยียดหยาม นี่มันไม่มีความรู้เรื่องก้อนหินเลยรึยังไงกัน? มันไม่รู้เลยหรือยังไง...ว่าในร้านแห่งนั้นมีแต่หินดิน หินไร้ค่าที่สามารถพบเจอได้ทั่วไป ไม่วาจะในป่า ในสวน ข้างถนน หรือแม้แต่ในตัวเมืองก็มีหินดินพวกนี้กระจัดกระจายตัวอยู่ให้เห็น
ก้อนหินพวกนี้เกิดจากการรวมตัวกันของเศษฝุ่น เศษดิน หรือแม้แต่เศษขยะ จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงการพบดวงจิตของสัตว์อสูรที่ทรงพลัง เพราะแม้แต่ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณเอง ก็ยังยากที่จะพบเจอได้ในก้อนหินพวกนี้
จ้าวเฉินถามราคากับชายแก่ผู้เป็นเจ้าของร้าน “หินพวกนี้ก้อนละเท่าไหร่?”
ชายแก่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้คาดหวัง เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองจ้าวเฉิน เพราะไม่คิดว่าจะมีคนซื้อก้อนหินจากร้านค้าของตน “หนึ่งเหรียญเงิน!”
จ้าวเฉินไม่ได้ใส่ใจกับราคาที่อีกฝ่ายว่ามา เขาควักถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ โยนมันให้กับชายแก่ “ข้าเอาหินก้อนนี้ ไม่ต้องทอนข้า”
ถุงเงินถูกโยนลงมาที่ด้านหน้าของชายแก่ เมื่อมันร่วงกระทบพื้น เหรียญสีทองที่ทอประกายแสงระยิบระยับได้กระจายตัวออกมา ทำเอาชายแก่ที่ไม่เคยคาดหวังอะไร ต้องดวงตาเบิดกว้าง
“เหรียญทอง!” ชายแก่แทบจะไม่เชื่อในสายตาของตน เขารีบหยิบเหรียญที่หล่นขึ้นมาดู
เหรียญทองที่อยู่ในมือของชายแก่ ทำให้ทุกคนที่เฝ้าดูการแข่งขันอยู่ถึงกับต้องร้องอุทานออกมาเช่นกัน
“นั่นมันเหรียญทองไม่ใช่หรือ? จำนวนมากขนาดนั้น..มูลค่าของมันอาจมากถึงหนึ่งร้อยเหรียญทองเลยนะนั่น!”
“ไม่อยากจะเชื่อ! ข้าไม่เคยเห็นใครซื้อหินดินในราคาที่สูงถึงขนาดนั้นมาก่อนเลย นี้เขาบ้าไปแล้วรึยังไง?”
“ในหินก้อนนั้นมันมีอะไรอยู่กันแน่..ข้าละสงสัยยิ่งนัก?”
กว่านป๋อที่กำลังเลือกหินอยู่เองก็รู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย เขาไม่เคยคิดเคยฝัน ว่าจะมีคนที่โง่ถึงขนาดใช้เงินมากมายไปกับก้อนหินไร้ค่าอย่างหินดินมากขนาดนี้
ท่ามกลางความสับสนของใครหลายคน เถ้าแก่หวงได้ตะโกนบอกกับทั้งสี่คนว่า “เหลือเวลาอีกสามสิบลมหายใจ รีบนำก้อนหินที่พวกเจ้าเลือกกลับมากันได้แล้ว!”
เวลาใกล้หมดลงแล้ว กว่านป๋อตัดสินใจซื้อหินก้อนที่สาม “เถ้าแก่ ข้าขอซื้อก้อนนี้”
หลังจากเวลาหมดลง ทั้งสี่คนได้กลับมารวมตัวกันที่หน้าร้านขายก้อนหินของเถ้าแก่หวง
เมื่อทั้งสี่คนกลับมาแล้ว เถ้าแก่หวงจึงได้ดำเนินการต่อ “ข้าจะเริ่มทุบก้อนหินที่พวกเจ้าซื้อมา เพื่อเปิดดูว่าข้างในมีอะไร โดยข้าจะเริ่มจากก้อนหินของกว่านป๋อผู้นี้ก่อน”
เถ้าแก่หวงหยิบค้อนที่วางอยู่ขึ้นมา ค่อย ๆ เคาะไปที่หินสีน้ำตาลก้อนแรกของกว่านป๋ออย่างระมัดระวัง
ตุ๊บ! ตุ๊บ!
เปลือกก้อนหินถูกค้อนทุบจนแตกออก ลูกแก้วทรงกลมสีส้มที่อยู่ด้านในได้ปรากฏต่อสายตาของทุกคน สร้างเสียงฮือฮาขึ้นเป็นวงกว้าง
“ลูกแก้วสีส้ม ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา!”
เถ้าแก่หวงได้ทำการตรวจสอบดวงจิตที่อยู่ในก้อนหินอย่างละเอียด ก่อนจะประกาศออกมา “ดวงจิตของหมูป่าขนเม่น สัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาระดับเจ็ด”
ได้ยินเสียงประกาศ อี้เหม่ยรู้สึกดีใจ เข้าไปยื่นข้าง ๆ กว่านป๋อ “เจ้านี่เก่งจริง ๆ เปิดมาก้อนแรกก็เจอดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาอยู่ด้านในเสียแล้ว และยังเป็นหลอมกายาเจ็ดอีกด้วย”
เถ้าแก่หวงได้ทำการทุบหินก้อนที่สองต่อ ซึ่งด้านในหินก้อนหินก้อนที่สองก็มีดวงจิตของสัตว์อสูรอยู่เช่นกัน แต่มันเป็นดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณ จึงทำให้กว่านป๋อ อี้เหมยและทุกคนจากสถาบันเขี้ยวศิลาต่างก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จนมาถึงหินก้อนที่สาม ซึ่งเป็นก้อนสุดท้าย และเป็นก้อนที่กว่านป๋อนั้นตั้งใจเลือกมากที่สุด
ตุ๊บ!
หินก้อนที่สามที่กว่านป๋อเลือกมานั้น เป็นก้อนหินที่มีผิวสีขาวหม่น ซึ่งทุกคนเรียกก้อนหินชนิดนี้ว่า ‘หินหยกขาว’ มันเป็นหนึ่งในก้อนหินที่มีราคาสูงถึงห้าเหรียญทอง ซึ่งหินชนิดนี้มีโอกาสที่จะเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตขึ้นไปสูงมาก โดยโอกาสของหินก้อนนี้คือหนึ่งต่อร้อยก้อน
แต่สำหรับคนที่มีทักษะในการเลือกและวิเคราะห์หินชนิดนี้จนเชี่ยวชาญแล้ว พวกเขาสมารถเปลี่ยนโอกาสในการเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิต จากหนึ่งต่อร้อย ให้เหลือเพียงหนึ่งต่อสิบก้อนได้เลยทีเดียว
เจ้าของร้านใช้ค้อนทุบลงไปแค่หนึ่งครั้ง เปลือกหินหยกขาวได้ถูกแยกออกเป็นสองส่วนในทันที ซึ่งภายในหินก้อนนี้ก็มีดวงจิตของสัตว์อสูรอยู่เช่นกัน และสีของลูกแก้วดวงจิตที่อยู่ด้านทำให้เกิดเสียงฮือฮามาขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า
“โอ้ววว ดูนั่นสิ...นั่นมันลูกแก้วสีแดง!”
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ชื่อแต่ละตอนก็อาจจะแปลก ๆ หน่อย ตั้งชื่อตอนไม่ค่อยเก่ง 5555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ