มารสยบฟ้า

    บทที่ 57 : ชนิดของก้อนหิน

    ภายในตลาดค้าหิน เมื่อปิงหยุนได้พิจารณากฎเกณฑ์ทุกอย่างในการเดิมพันกับกว่านป๋อในครั้งนี้ดูแล้ว เขาจำเป็นต้องปฏิเสธการเดิมพัน แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากอะไร เป็นจ้าวเฉินที่ก็ได้ก้าวออกมาพร้อมกับกล่าวว่า

     

    “การเดิมพันในครั้งนี้มันช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก หากเจ้าต้องการเดิมพันดังที่พูดมา ทำไมเจ้าถึงไม่เพิ่มของเดิมพันอีกซักหน่อยล่ะ?”

     

    กว่านป๋อมองตรงไปที่จ้าวเฉิน ภายในใจของเขารู้สึกขบขัน “เจ้าต้องการเพิ่มอะไรเป็นของเดิมพัน?”

     

    จ้าวเฉินยิ้มออกมา “พวกข้าจะเดิมพันด้วยสิ่งของทุกอย่างที่นำติดตัวมา ส่วนพวกเจ้าเองก็ต้องเดิมพันด้วยสิ่งของทุกชิ้นที่มีอยู่เช่นกัน ว่ายังไงล่ะ?”

     

    เมื่อเห็นสีหน้าที่มั่นอกมั่นใจของจ้าวเฉิน ภายในใจของกว่านป๋อเริ่มเกิดความลังเลขึ้นมาเล็กน้อย

     

    ไอบ้านี่มันไปเอาความมั่นใจมากจากไหน? ทำไมมันถึงกล้าเดิมพันด้วยสิ่งของทุกอย่างที่มีอยู่? หรือมันจะเป็นแค่การข่มขวัญ เพื่อให้ข้ายกเลิกการเดิมพันในครั้ง...? ต้องใช่แน่ ๆ ข้าไม่มีทางหลงกลเจ้าหลอก

     

    กว่านป๋อเอ่ยด้วยสีหน้าที่มั่นอกมั่นใจกลับไปว่า “ได้! ข้าจะเดิมพันด้วยสิ่งของทุกอย่างที่พวกข้าได้นำติดตัวมา พอใจหรือยัง?”

     

    เห็นกว่านป๋อตอบตกลง เหล่าสหายที่อยู่ด้านหลังจึงได้เข้ามากระซิบอย่างวิตกกังวล “กว่านป๋อ..ข้าว่าพวกเราพอแค่นี้ดีกว่า”

     

    กว่านป๋อหันไปหาเหล่าสหายของตนและพูดขึ้นว่า “นี่พวกเจ้าไม่ไว้ใจข้ารึยังไง?”

     

    “เรื่องนั้น?” เหล่าสหายของกว่านป๋อได้แต่ก้มหน้า พวกเขาต่างรู้ดีว่ากว่านป๋อนั้นมีความชำนาญในด้านนี้ แต่ท่ามีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น...พวกเขาจะต้องสูญเสียสมบัติทุกชิ้นที่มีอยู่

     

    เห็นสีหน้าที่วิตกกังวลของเหล่าสหาย กว่านป๋อจึงพูดกับทุกคนว่า “พวกเจ้าไม่ต้องห่วง หากมีอะไรผิดพลาด เดี๋ยวข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบสิ่งของทุกชิ้นของพวกเจ้าเอง!”

     

    นอกจากสหายของกว่านป๋อแล้ว หมิงเกอเองก็รู้สึกเป็นห่วงทางฝ่ายของจ้าวเฉินเช่นกัน จึงได้เอ่ยกับปิงหยุน “นี่เจ้าไม่ห้ามหน่อยรึ?”

     

    ปิงหยุนเองก็ไม่รู้ว่าจ้าวเฉินนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เมื่อนึกถึงการเดิมพันกับฝูหมิง เขาก็ได้แต่จำใจต้องยอมปล่อยเลยตามเลย “หากจ้าวเฉินเป็นคนเอ่ยปาก พวกข้าก็ทำได้แค่เชื่อใจ”

     

    เมื่อกว่านป๋อตกลงที่จะเพิ่มของเดิมพัน จ้าวเฉินจึงได้ผสานมือขึ้นและหันไปกล่าวกับทุกคนที่กำลังมุงดูอยู่ว่า

     

    “การเดิมพันในครั้งนี้ ข้าขอให้ท่านเจ้าของร้านช่วยมาเป็นกรรมการผู้ตัดสิน ส่วนทุกคนที่กำลังดูอยู่ก็ขอให้ช่วยจับตาดู เพื่อไม่ให้เกิดการโกงหรือมีการกลับคำในภายหลัง ข้าต้องรบกวนพวกท่านทุกคนด้วย”

    เจ้าของร้านทุบไปที่หน้าอกของตน “ไม่ต้องห่วงเจ้าหนู ข้าเป่ยห่วง หรือที่ทุกคนนในเมืองนี้เรียกว่าเถ้าแก่หวง เป็นเจ้าของร้านขายหินอยู่ในเมืองฟ้าครามแห่งนี้มาสามสิบกว่าปี ไม่มีทางลำเอียงอย่างแน่นอน นอกจากนั้นทุกคนในที่นี้ ต่างก็อยู่ในวงการค้าหินมาหลายสิบปี ไม่มีทางที่การโกงของพวกเจ้าจะเล็ดรอดผ่านสายตอของพวกเขาไปได้”

     

    หลังจากที่ฝูงชนได้ตอบรับคำพูดของจ้าวเฉิน เถ้าแก่หวงได้เริ่มทำการจับเวลา “มีเวลาหนึ่งก้านธูป พวกเจ้าออกไปเลือกก้อนหินที่ต้องการได้เลย!”

     

    เมื่อเสียงประกาศดังขึ้น เสี่ยวฟ่านและลู่หานที่ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนรีบออกไปตามหาก้อนหินที่คาดว่าจะมีดวงจิตของสัตว์อสูรอยู่ด้านใน ส่วนจ้าวเฉินนั้น เขาค่อย ๆ เดินวนไปรอบ ๆ ตลาดอย่างใจเย็น

     

    “หึ” กว่านป๋อมองดูทั้งสามคนเลือกก้อนหินอย่างสบายอารมณ์ ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่ตัวแทนที่แข็งแกร่งที่สุดของสถาบันเขี้ยวศิลา แต่ถ้าเป็นเรื่องของหินพวกนี้แล้วละก็ ข้าที่เกิดในตระกูลพ่อค้าหิน ย่อมไม่เป็นสองรองใคร

     

    กว่านป๋อเดินไปที่ร้านขายก้อนหินแห่งหนึ่ง ด้านในร้านค้ามีหินสีน้ำตาลราคาสามสิบเหรียญเงินถูกวางเอาไว้มากมาย เตรียมให้เขานั้นเดินเข้าไปเลือก

     

    แต่ก่อนที่กว่านป๋อจะทำการเลือกก้อนหิน เขาได้หยิบแท่งเหล็กซึ่งมีขนาดเท่ากับแท่งตะเกียบออกมาจากอกเสื้อ ใช้มันไล่เคาะก้อนหินไปทีละก้อน พร้อมกับแนบหูฟังเสียงที่ดังกังวานออกมาอย่างตั้งอกตั้งใจ

     

    กึ้ง! กึ้ง! กึ้ง!

     

    หลังจากที่ไล่เคาะก้อนหินมายี่สิบกว่าก้อน เขาก็ได้ยินเสียงที่ตนเองต้องนั้นตามหา

     

    ติ้ง!

     

    เพื่อความมั่นใจ กว่านป๋อได้เคาะย้ำอีกไปหลายครั้งจนรู้สึกมั่นใจ

     

    ติ้ง! ติ้ง! ติ้ง!

     

    เมื่อมั่นใจกับเสียงที่ตนได้ยินแล้ว กว่านป๋อได้จ่ายเงินให้กับเจ้าของร้าน ก่อนจะเดินไปยังร้านถัดไป

     

    ในระหว่างที่กว่านป๋อกำลังเดินไปยังร้านที่สอง เขาได้คอยจับตาดูคู่แข่งทั้งสามคนอยู่ตลอด และเมื่อเขาเห็นเสี่ยวฟ่านกำลังเลือกหินสีส้มที่มีราคาแพงถึงหนึ่งเหรียญทองอยู่นั้น เขาแทบจะกลั้นเสียงหัวเราะของตนเอาไว้ไม่อยู่

     

    หึ! หึ! หึ!

     

    แม้หินทรายจะมีโอกาสเปิดเจอสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิต แต่ถ้าไม่มีวิธีตรวจสอบพวกมัน กว่าจะเปิดเจอก็ต้องเปิดไปไม่ต่ำกว่าหนึ่งหรือสองร้อยครั้ง เลือกได้แค่สามก้อน ไม่มีทางที่จะเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรอย่างแน่นอน

     

    หลังจากมองดูเสี่ยวฟ่านเสร็จ เขาได้หันไปทางลู่หานที่ยืนดูก้อนหินที่มีตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่ ‘หินแม่น้ำ?’

     

    เมื่อเทียบกับเสี่ยวฟ่านที่เลือกซื้อหินทรายแล้ว การเลือกหินแม่น้ำถือว่าเป็นความคิดที่ดีกว่ามาก เพราะในแม่น้ำ มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่มากกว่าบนบกอยู่หลายเท่าตัว โอกาสที่จะเปิดเจอสัตว์อสูรจึงมีมากกว่าหินชนิดอื่น ๆ แต่เมื่อดูจากสีของหินแม่น้ำที่อยู่ในร้านแห่งนั้น สีของมันยังไม่เข้มมากพอ น่าจะมาจากแม่น้ำตื้น ๆ มากสุดก็ได้แค่ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา ไม่มีอะไรที่กว๋านปอต้องรู้สึกเป็นกงัวล

     

    หลังจากดูหินที่คู่แข่งทั้งสองของคนกำลังเลือกอยู่ กว่านป๋อรู้สึกมั่นใจว่าตนเองจะต้องชนะได้แน่ ส่วนจ้าวเฉินที่เป็นคู่แข่งอีกคนหนึ่งนั้น เขาไม่รู้จะพูดคำไหนดี เพราะหลังจากที่อีกฝ่ายเดินวนตลาดไปหนึ่งรอบ อีกฝ่ายก็เอาแต่ยืนปิดเปลือกตาอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของตลาดมาซักพักแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะขยับไปไหน

     

    “หรือว่ามันจะถอดใจไปแล้ว?” กว่านป๋อเลิกให้ความสนใจกับคู่แข่งทั้งสามคน หันกลับมาตั้งใจเลือกหินก้อนที่สอง

     

    จ้าวเฉินที่กำลังหลับตาอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของตลาด กำลังทำการตรวจสอบก้อนหินทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด โดยใช้ความสามารถในการรับรู้ตำแหน่งของบันทึกอสูร เพื่อบ่งชี้ระดับพลังที่ซ่อนอยู่ภายในก้อนหินแต่ละก้อน

     

    หลังจากปิดเปลือกตาของตนเองมาได้ซักระยะหนึ่ง จ้าวเฉินก็สัมผัสได้ถึงดวงจิตของสัตว์อสูรที่อยู่ภายในตลาดค้าหินแห่งนี้ ได้ถึงสองพันดวงจิตเลยทีเดียว และด้วยจำนวนที่มากขนาดนี้ ต่อให้ใช้เวลาทั้งวัน เขาก็ไม่อาจตรวจสอบพวกมันได้ทั้งหมด

     

    “จำนวนมันเยอะไป! ต้องเน้นไปที่ดวงจิตของสัตว์อสูรที่ทรงพลัง” จ้าวเฉินไม่อาจตรวจสอบระดับความแข็งแกร่งของดวงจิตทั้งหมดได้ เขาจึงเพ่งสมาธิไปที่ดวงจิตของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงตนเดียว

     

    “เจอแล้ว!” จ้าวเฉินลืมตาตื่น เขารีบเดินไปยังร้านขายก้อนหินที่ตั้งเยื้องตรงข้ามกับร้านขายก้อนหินที่กว่านป๋อกำลังยืนเลือกอยู่

     

    ร้านขายก้อนหินที่จ้าวเฉินกำลังยืนอยู่ตอนนี้ เป็นเพียงร้านเล็ก ๆ ที่ปูผ้าวางขายอยู่กับพื้น ซึ่งตัวคนขายเองก็เป็นเพียงแค่ชายแก่ที่สวมเสื้อผ้าโทรม ๆ เนื้อตัวมอมแมม ร่างกายซูบ ผิวหนังบางจนเห็นกระดูก ภายในร้านของเขามีก้อนหินวางอยู่ไม่ถึงสิบก้อนเลยด้วยซ้ำ

     

    กว่านป๋อมองดูจ้าวเฉินที่ยืนอยู่ร้านขายก้อนหินดังกล่าว ภายในใจรู้สึกเหยียดหยาม นี่มันไม่มีความรู้เรื่องก้อนหินเลยรึยังไงกัน? มันไม่รู้เลยหรือยังไง...ว่าในร้านแห่งนั้นมีแต่หินดิน หินไร้ค่าที่สามารถพบเจอได้ทั่วไป ไม่วาจะในป่า ในสวน ข้างถนน หรือแม้แต่ในตัวเมืองก็มีหินดินพวกนี้กระจัดกระจายตัวอยู่ให้เห็น

     

    ก้อนหินพวกนี้เกิดจากการรวมตัวกันของเศษฝุ่น เศษดิน หรือแม้แต่เศษขยะ จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงการพบดวงจิตของสัตว์อสูรที่ทรงพลัง เพราะแม้แต่ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณเอง ก็ยังยากที่จะพบเจอได้ในก้อนหินพวกนี้

     

    จ้าวเฉินถามราคากับชายแก่ผู้เป็นเจ้าของร้าน “หินพวกนี้ก้อนละเท่าไหร่?”

     

    ชายแก่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้คาดหวัง เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองจ้าวเฉิน  เพราะไม่คิดว่าจะมีคนซื้อก้อนหินจากร้านค้าของตน “หนึ่งเหรียญเงิน!”

     

     

    จ้าวเฉินไม่ได้ใส่ใจกับราคาที่อีกฝ่ายว่ามา เขาควักถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ โยนมันให้กับชายแก่ “ข้าเอาหินก้อนนี้ ไม่ต้องทอนข้า”

     

    ถุงเงินถูกโยนลงมาที่ด้านหน้าของชายแก่ เมื่อมันร่วงกระทบพื้น เหรียญสีทองที่ทอประกายแสงระยิบระยับได้กระจายตัวออกมา ทำเอาชายแก่ที่ไม่เคยคาดหวังอะไร ต้องดวงตาเบิดกว้าง

     

    “เหรียญทอง!” ชายแก่แทบจะไม่เชื่อในสายตาของตน เขารีบหยิบเหรียญที่หล่นขึ้นมาดู

     

    เหรียญทองที่อยู่ในมือของชายแก่ ทำให้ทุกคนที่เฝ้าดูการแข่งขันอยู่ถึงกับต้องร้องอุทานออกมาเช่นกัน

     

    “นั่นมันเหรียญทองไม่ใช่หรือ? จำนวนมากขนาดนั้น..มูลค่าของมันอาจมากถึงหนึ่งร้อยเหรียญทองเลยนะนั่น!”

     

    “ไม่อยากจะเชื่อ! ข้าไม่เคยเห็นใครซื้อหินดินในราคาที่สูงถึงขนาดนั้นมาก่อนเลย นี้เขาบ้าไปแล้วรึยังไง?”

     

    “ในหินก้อนนั้นมันมีอะไรอยู่กันแน่..ข้าละสงสัยยิ่งนัก?”

     

    กว่านป๋อที่กำลังเลือกหินอยู่เองก็รู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย เขาไม่เคยคิดเคยฝัน ว่าจะมีคนที่โง่ถึงขนาดใช้เงินมากมายไปกับก้อนหินไร้ค่าอย่างหินดินมากขนาดนี้

     

    ท่ามกลางความสับสนของใครหลายคน เถ้าแก่หวงได้ตะโกนบอกกับทั้งสี่คนว่า “เหลือเวลาอีกสามสิบลมหายใจ รีบนำก้อนหินที่พวกเจ้าเลือกกลับมากันได้แล้ว!”

     

    เวลาใกล้หมดลงแล้ว กว่านป๋อตัดสินใจซื้อหินก้อนที่สาม “เถ้าแก่ ข้าขอซื้อก้อนนี้”

     

    หลังจากเวลาหมดลง ทั้งสี่คนได้กลับมารวมตัวกันที่หน้าร้านขายก้อนหินของเถ้าแก่หวง

     

    เมื่อทั้งสี่คนกลับมาแล้ว เถ้าแก่หวงจึงได้ดำเนินการต่อ “ข้าจะเริ่มทุบก้อนหินที่พวกเจ้าซื้อมา เพื่อเปิดดูว่าข้างในมีอะไร โดยข้าจะเริ่มจากก้อนหินของกว่านป๋อผู้นี้ก่อน”

     

    เถ้าแก่หวงหยิบค้อนที่วางอยู่ขึ้นมา ค่อย ๆ เคาะไปที่หินสีน้ำตาลก้อนแรกของกว่านป๋ออย่างระมัดระวัง

     

    ตุ๊บ! ตุ๊บ!

     

    เปลือกก้อนหินถูกค้อนทุบจนแตกออก ลูกแก้วทรงกลมสีส้มที่อยู่ด้านในได้ปรากฏต่อสายตาของทุกคน สร้างเสียงฮือฮาขึ้นเป็นวงกว้าง

     

    “ลูกแก้วสีส้ม ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา!”

     

    เถ้าแก่หวงได้ทำการตรวจสอบดวงจิตที่อยู่ในก้อนหินอย่างละเอียด ก่อนจะประกาศออกมา “ดวงจิตของหมูป่าขนเม่น สัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาระดับเจ็ด”

     

    ได้ยินเสียงประกาศ อี้เหม่ยรู้สึกดีใจ เข้าไปยื่นข้าง ๆ กว่านป๋อ “เจ้านี่เก่งจริง ๆ เปิดมาก้อนแรกก็เจอดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาอยู่ด้านในเสียแล้ว และยังเป็นหลอมกายาเจ็ดอีกด้วย”

     

    เถ้าแก่หวงได้ทำการทุบหินก้อนที่สองต่อ ซึ่งด้านในหินก้อนหินก้อนที่สองก็มีดวงจิตของสัตว์อสูรอยู่เช่นกัน แต่มันเป็นดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณ จึงทำให้กว่านป๋อ อี้เหมยและทุกคนจากสถาบันเขี้ยวศิลาต่างก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จนมาถึงหินก้อนที่สาม ซึ่งเป็นก้อนสุดท้าย และเป็นก้อนที่กว่านป๋อนั้นตั้งใจเลือกมากที่สุด

     

    ตุ๊บ!

     

    หินก้อนที่สามที่กว่านป๋อเลือกมานั้น เป็นก้อนหินที่มีผิวสีขาวหม่น ซึ่งทุกคนเรียกก้อนหินชนิดนี้ว่า ‘หินหยกขาว’ มันเป็นหนึ่งในก้อนหินที่มีราคาสูงถึงห้าเหรียญทอง ซึ่งหินชนิดนี้มีโอกาสที่จะเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตขึ้นไปสูงมาก โดยโอกาสของหินก้อนนี้คือหนึ่งต่อร้อยก้อน

    แต่สำหรับคนที่มีทักษะในการเลือกและวิเคราะห์หินชนิดนี้จนเชี่ยวชาญแล้ว พวกเขาสมารถเปลี่ยนโอกาสในการเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิต จากหนึ่งต่อร้อย ให้เหลือเพียงหนึ่งต่อสิบก้อนได้เลยทีเดียว

     

    เจ้าของร้านใช้ค้อนทุบลงไปแค่หนึ่งครั้ง เปลือกหินหยกขาวได้ถูกแยกออกเป็นสองส่วนในทันที ซึ่งภายในหินก้อนนี้ก็มีดวงจิตของสัตว์อสูรอยู่เช่นกัน และสีของลูกแก้วดวงจิตที่อยู่ด้านทำให้เกิดเสียงฮือฮามาขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า

     

    “โอ้ววว ดูนั่นสิ...นั่นมันลูกแก้วสีแดง!”

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ชื่อแต่ละตอนก็อาจจะแปลก ๆ หน่อย ตั้งชื่อตอนไม่ค่อยเก่ง 5555+

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ

    คล้ายกับเรื่องมารสยบฟ้า ที่คุณอ่าน

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.58M 3137
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508