หลังจากพูดคุยกับผู้เป็นอาจารย์จนเสร็จสิ้น เย่หยุนซีก็เดินตรงดิ่งกลับไปยังห้องพักในทันทีโดยไม่คิดรอช้า ซึ่งมันเป็นเวลาเดียวกันกับที่เหล่าภรรยาของเขาตื่นขึ้นจากการหลับใหล
"ตื่นแล้วหรือ? ยังอยากนอนต่ออยู่หรือไม่?" บุรุษหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะเอ่ยถามทั้ง 4 สาว
"อื้อ~นี่พวกเราสลบไปกี่วันแล้ว?" มู่หลิงเฟยตอบกลับด้วยคำถาม พวกนางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสงครามรักอันยาวนานสิ้นสุดลงตอนไหน
"อืม.......พวกท่านหลับไปประมาณ 7 วัน เห็นจะได้" เย่หยุนซียิ้มกล่าวอย่างสบายใจ ก่อนที่จะเคลื่อนกายเข้าไปหอมแก้มบรรดาภรรยาสาวด้วยความรักใคร่เสน่หา
ในเวลาต่อมา เขาก็ค่อยๆพาพวกนางไปอาบน้ำชำระล้างร่ายกาย แถมยังสวมใส่อาภรณ์ให้อย่างเสร็จสรรพ เรียกได้ว่าปรนนิบัติผู้ซึ่งเป็นที่รักโดยไม่ขาดตกบกพร่องเลยซักประการ
"นี่ เจ้าทำแบบนี้ตลอดเลยงั้นหรือ?" เหยี่ยนลี่เอ่ยถาม ขณะที่เย่หยุนซีกำลังหวีผมให้นางอย่างอ่อนโยนและเบามือ
"อื้ม นี่คือความรับผิดของข้าที่ทำให้พวกท่านลุกไม่ไหว" บุรุษเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ตอบกลับไป
"ชิ! เจ้าคนชั่วร้าย" ด้วยความหมั่นใส้ โฉมสะคราญทั้ง 4 นางจึงอุทานออกมาพร้อมกัน แต่ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น สายตาของมู่หลิงเฟยก็เหลือบไปเห็นตราประทับพันธะหยินหยางซึ่งปรากฏขึ้นบริเวณเนินอกด้านซ้าย
"ตรานี้คืออะไร?" นางอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม
"คิกคิก ท่านป้าอย่าได้กังวล พวกเราทุกคนล้วนมีเหมือนๆกัน หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ตรานี้เป็นทั้งของขวัญและเป็นสิ่งบ่งบอกว่าพวกเรานั้นคือภรรยาของสามี" หลิงจียิ้มกล่าวอย่างสนุกสนาน
"ของขวัญงั้นหรือ?" เหยียนลี่รู้สึกไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์
หยุนฉางเยว่เมื่อเห็นว่าทั้งสองยังงุนงงจึงอธิบายเพิ่มเติมในทันที "ตราประทับพันธะหยินหยาง จะปรากฏขึ้นกับสตรีที่ร่วมหลับนอนกับหยุนซีเท่านั้น"
"ส่วนประโยชน์ของมัน หนึ่งคือตบะของพวกเราจะเพิ่มพูนขึ้นทุกครั้งที่ได้ร่วมรักกับหยุนซี สองหยุนซีจะรับรู้ได้ทันทีถ้าหากพวกเราตกอยู่ในอันตราย และอย่างสุดท้ายคือเขาสามารถเคลื่อนย้ายมาหาพวกเราได้อย่างอิสระ"
"อึก!"
มู่หลิงเฟยและเหยียนลี่เมื่อได้ยินก็ถึงกับดวงตาเบิกกว้าง ร่างแข็งทื่อ หัวใจสั่น เนื่องจากพวกนางรู้ตัวแล้วว่าตบะของตนเองรุดหน้าไปมากเพียงใดหลังจากผ่านสงครามรัก
"เจ้าถึงกับถือครองความสามารถที่ท้าทายสวรรค์เช่นนี้เอาไว้"
"ฮ่าๆไม่ได้มากมายอะไรๆ ถ้าส่งเสริมพวกท่านได้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี........อ๊ะ! จริงสิ หากไม่อยากให้ตราประทับพันธะหยินหยางอยู่ที่หน้าอก พวกท่านสามารถเคลื่อนย้ายมันไปไว้ที่ส่วนอื่นของร่างกายได้ เพียงแค่ใช้ความคิดเท่านั้น" เย่หยุนซีหัวเราะพลางกล่าวแนะนำ ซึ่งมันคือสิ่งที่เขาพึ่งค้นพบโดยบังเอิญเมื่อไม่นานมานี้
"จริงหรือ?"
โฉมสะคราญทั้ง 4 รีบเคลื่อนย้ายตราประทับไปอยู่ที่หลังมือข้างซ้ายของตนเองโดยไม่รอช้า เพราะพวกนางรู้สึกว่าการมีตราประทับอยู่ตรงเนินอกมันดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ พวกนางอยากให้ผู้เป็นสามีได้เชยชมเรือนร่างอันเรียบเนียนขาวใสไร้ที่ติมากกว่า
"โอ่ว คิดไม่ถึงว่าพวกท่านจะย้ายมันไปในตำแหน่งเดียวกัน" บุรุษหนุ่มกล่าวออกมาเช่นนั้น ก่อนจะพาภรรยาสาวทุกคนไปทานอาหารกับบิดามารดาและเล่นกับน้องๆอย่างสนุกสนาน
เมื่อเวลาผันผ่านไป 1 เดือนกับอีก 10 วัน เรือเหาะของพวกเขาก็มาถึงชายฝั่งของดินแดนเซียนตามเป้าหมาย เซียนกระบี่เมามายจึงรีบส่งสัญญาณให้ผู้เป็นมือขวาอย่างหยุนเยี่ยเฉินได้รับทราบ
หลังจากนั้นไม่นานนัก มิติเบื้องบนท้องก็พลันแตกออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนึ่งคนเส้นผมยาวสีเงินอาภรณ์สีดำ แผ่ออร่าความสูงศัักดิ์แห่งเซียนสวรรค์ปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่
"เซียนสวรรค์ขั้นกลาง เจ้าถึงกับรุดหน้าถึงเพียงนี้" ผู้เป็นเซียนกระบี่เอ่ยปากชื่นชมอย่างจริงใจ เย่หยุนซีและคนอื่นๆซึ่งอยู่ไม่ไกลแต่ได้แหงนหน้ามองผู้มาเยือนด้วยแววตาลึกล้ำ
"ฟุ๊บ"
"ยินดีต้อนรับกลับแดนเซียน นายท่าน" ชายผู้นั้นมาปรากฏตัวเบื้องหน้าของหลี่ไป่พลางกล่าวด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง
"อืม หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว" หลี่ไป่พูดขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ชายเบื้องหน้าผู้นี้ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่คือหยุนเยี่ยเฉินมือขวาของเขา
"ไม่ลำบากเลยๆ" หยุนเยี่ยเฉินส่ายศีรษะเบาๆ จากนั้นเหลือบมองเย่หยุนซีที่กำลังยืนอยู่กับเหล่าภรรยา ดวงตาฉายแววสั่นสะท้าน
"เขาคงจะเป็นลูกศิษย์ของท่าน?"
"อ่า ใช่ๆ เด็กคนนั้นมีนามว่าเย่หยุนซี อายุ 20 ปี ตบะระดับจักรพรรดิขั้น 5"
"หือ!"
เมื่อได้สดับวาจา ดวงตาของหยุนเยี่ยเฉินก็เบิกกว้างยิ่งกว่าเก่า นี่เขายังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า ไฉนถึงได้มีพรสวรรค์มากมายขนาดนี้ "อะแฮ่ม......ท่านเลือกศิษย์ได้ดี เขาเหมาะสมที่จะเป็นจอมมารน้อยแห่งตำหนักมารดาราอย่างแท้จริง"
หลี่ไป่ยกยิ้ม "นั่นมันแน่อยู่แล้ว........ว่าแต่พวกเราจะไปตำหนักมารดาราได้หรือยัง"
"อ่า ตกลงตามนั้น" หยุนเยี่ยเฉินตอบรับคำบัญชาของผู้เป็นนาย ก่อนที่เขาจะทำการสร้างประตูมิติบานใหญ่และชักนำให้เรือเหาะบินเข้าไปในทันที
"โอ้ นี่คือพลังแห่งมิติไม่ใช่การใช้กำลังกระชากมิติเหมือนอย่างที่เซียนคนอื่นๆทำกัน" เย่หยุนซีบ่นพึมพำขณะมองไปยังอีกฝั่งด้วยความสนใจ พลังมิติไม่ใช่อะไรที่หาได้ง่ายๆ มันถูกจัดให้กลายเป็นหนึ่งในธาตุพิเศษและหายากเทียบเท่ากับ ธาตุโลหะ ธาตุน้ำแข็ง ธาตุไม้ ธาตุสายฟ้า ธาตุความมืด และธาตุแสง
"นี่คือบรรพบุรุษของตระกูลข้างั้นหรือ?" หยุนฉางเยว่ หยุนฉางตง และหยุนไห่ถังอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าตกตะลึงระคนตื่นเต้นดีใจ หากไม่ใช่เพราะกลัวเสียมารยาท พวกเขาอยากจะเดินเข้าไปคาราวะอีกฝ่ายตั้งแต่ต้น
"พวกเรามาถึงแล้ว" หลังจากผ่านไปสักพัก หยุนเยี่ยเฉินก็สะบัดมือเบาๆหนึ่งครา ภาพทัศยภาพเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนกลายเป็นขุนเขาหลายสิบลูกซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่วิจิตรงดงามยิ่งใหญ่ แถมไอปราณยังหนาแน่นกว่าดินแดนระดับต่ำถึงเกือบ 10 เท่า ทำเอาเหล่าหลายคนบนเรือเกือบเลื่อนระดับทันทีที่เข้ามา
"ยินดีต้อนรับเข้าสู่ตำหนักมารดารา" หยุนเยี่ยเฉินผายมือไปยังเบื้องหน้าพลางกล่าวเสียงดัง