เป่ยทงเสวียนขมวดคิ้วมุ่น
เขามองไปยังหอกซึ่งขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกวินาที พลางประกายความสงสัยขึ้นในหัวใจ
รังสีสังหารของเขาแทรกซึมเข้าไปในร่างของมู่กุยอวิ๋นได้สำเร็จแล้ว
นั่นเป็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้นด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของคนจำนวนนับไม่ถ้วนอย่าว่าแต่มู่กุยอวิ๋นที่มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพเลยต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับสั่งฟ้า เป็นยอดฝีมือที่มีพลังอยู่ในระดับเดียวกับเขาหากไม่ระวังตัว จนถูกรังสีสังหารเหล่านี้แทรกซึมเข้าไปในกายสำเร็จรังสีสังหารของเขาจะทำให้พลังของยอดฝีมือทั้งหลายลดลงไปมากถึงสามในสิบของพลังทั้งหมดเป็นอย่างน้อยและหากยังฝืนขับเคลื่อนพลังต่อไป พวกเขาอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหรือถึงแก่ชีวิตเช่นที่ซูฉางอันเป็นอยู่ในตอนนี้ก็ได้...
ดังนั้น เขาจึงไม่เข้าใจว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เหตุใดมู่กุยอวิ๋นถึงยังโจมตีอย่างเฉียบคมเช่นนี้ได้อยู่หรือเขาจะกำจัดรังสีสังหารทั้งหมดลงได้ด้วยเวลาที่รวดเร็วถึงเพียงนี้จริงๆ?
เป่ยทงเสวียนคิดว่า สำหรับมู่กุยอวิ๋นที่มีพลังอยู่เพียงระดับคุมพิภพ ดูจะไม่ค่อยเป็นไปได้สักเท่าไร
แต่มู่กุยอวิ๋นก็ทำสำเร็จแล้วจริงๆ เขาจึงจำต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้
เป่ยทงเสวียนออกคำสั่งทางจิต กระบี่มากมายพลันปรากฏขึ้นเบื้องหลังของเขาอีกครั้งเสียงคำรามแห่งกระบี่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระบี่ของเป่ยทงเสวียน บัดนี้เป็นดั่งสัตว์ร้ายที่หิวกระหายมันพุ่งแหวกห้วงอากาศ แล้วพุ่งไปที่มู่กุยอวิ๋นแล้ว
เขารู้ดีว่าพลังที่แฝงอยู่ในการโจมตีของมู่กุยอวิ๋นมีเพียงไม่มากเท่านั้น
แม้จะไม่รู้ว่ามู่กุยอวิ๋นทำอย่างไร เหตุใดถึงปลดรังสีสังหารของเขาออกในระยะเวลาสั้นๆเช่นนี้ได้ แต่เขาก็มั่นใจว่ามู่กุยอวิ๋นต้องจ่ายกับการกระทำนั้นด้วยราคาที่แพงมากอย่างแน่นอน
และเพราะเหตุนี้ แม้การโจมตีของมู่กุยอวิ๋นจะดูรุนแรง ทว่าความจริง เป็นการโจมตีที่แข็งนอกอ่อนในมีพลังทำลายล้างเพียงไม่มากเท่านั้นและเป่ยทงเสวียนก็มั่นใจว่ากระบี่เพียงห้าเล่มก็ทำให้มู่กุยอวิ๋นสูญเสียพลังในการต่อสู้อย่างสิ้นเชิงได้เป็นแน่
เป่ยทงเสวียนสังเกตเห็นสายตาของมู่กุยอวิ๋นเสี้ยววินาทีก่อนที่เขาจะตัดสินใจเช่นนั้นออกไป...
สายตาที่อัดแน่นไปด้วยรังสีสังหาร...
สายตาที่ไม่ต่างไปจากหมาป่าผู้อำมหิตกลางทะเลทราย
มันเป็นหมาป่าที่น่าพิศวงเหลือเกิน...
พวกมันก็เป็นเหมือนหมาป่าชนิดอื่นๆ
กระหายเลือด โหดเหี้ยมและอำมหิต ทารุณเหนือใคร
แต่ในขณะเดียวกัน พวกมันก็มีส่วนที่แตกต่างไปจากหมาป่าชนิดอื่น
คือพวกมันไม่มีฝูงเป็นของตัวเอง
หมาป่าทุกตัวอยู่กันเป็นคู่เท่านั้น
ตัวเมียและตัวผู้จับคู่กัน จากนั้นก็อยู่ร่วมกันในทะเลทรายอันแสนกว้างใหญ่และเป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิต
และหากหมาป่าตัวเมียถูกนายพรานในทะเลทรายสังหารลง
ในตอนนั้น หมาป่าตัวผู้ก็จะส่งประกายสายตาเช่นเดียวกับมู่กุยอวิ๋นในตอนนี้ออกมา
มันเป็นสายตาที่รวบรวมความเหี้ยมโหดที่มันมีต่อโลกทั้งใบและความโกรธทั้งหมดที่มีอยู่ในจิตใจเอาไว้ด้วยกัน
สายตาคู่นั้นทำให้จิตใจเป่ยทงเสวียนเจ็บปวดราวถูกแผดเผา
มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย เขาเกลียดสายตาเช่นนั้น
เพราะมันทำให้เขารู้สึกเกลียดตัวเอง และเกลียดสำนักที่เคยอยู่ซึ่งทำให้เขากลายเป็นเช่นนี้
ถูกต้อง เขารู้สึกเกลียดชังสำนักเทียนหลานจากห้วงลึกของหัวใจเกลียดสถานที่ที่ถูกนักพรตและนักสู้ทั้งหลายยกย่องว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และถูกประชาชนมองว่าเป็นเทพเจ้าที่คอยปกปักแผ่นดินต้าเว่ยแห่งนั้นมากจนเข้ากระดูกดำ
ในตอนที่เขายังมีอายุเพียงสิบหกปี เขาไม่ต่างกับเด็กหนุ่มคนอื่นๆในวัยเดียวกัน
เขาเข้าสำนักเทียนหลานพร้อมกับความสามารถที่เคยเรียนรู้มาและความคิดอันแสนใสซื่อที่อยากจะผดุงคุณธรรม กำจัดคนชั่วและปกป้องประชาชนในแผ่นดิน
แน่นอน ที่นั่นทำให้เขาได้รับความรู้กลับมามากมาย มากจนแม้แต่ตัวเขาในอดีตก็คาดไม่ถึงเลย
และในขณะเดียวกัน ที่นั่นก็สอนอะไรหลายๆ อย่างแก่เขา...
ยกตัวอย่างเช่น จอมยุทธ์ที่แท้จริง ต้องทำเพื่อแผ่นดิน และพิทักษ์ราษฎรเป็นหลัก
หากต้องการให้แผ่นดินสงบ ต้องเริ่มจากการทำตัวเองให้ดีเสียก่อน เช่นนั้นแล้วบ้านเมือง และแผ่นดินจึงจะสงบได้อย่างแท้จริง
ยกตัวอย่างเช่น...
ต้องทำทุกสิ่งเพื่อประชาชนเป็นหลัก!
และโชคดีมากที่เขามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เพียงไม่นานเขาก็ได้รับความเมตตาจากอวี้เหิง และกลายเป็นลูกศิษย์ของอวี้เหิงไปในที่สุด
และในตอนนั้น เขาได้รู้จักกับนาง
ดูเหมือนทุกสิ่งกำลังดำเนินไปในทางที่เขาต้องการ
แต่ก็ดันมาเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน
เพราะเพียงไม่ถึงหนึ่งปีต่อมา เหล่านักรบแห่งดาราจักรที่แสนแข็งแกร่งของสำนักเทียนหลานก็กลับเข้าสู่อ้อมกอดของหมู่ดาวคนแล้วคนเล่า
ศิษย์พี่หญิงที่เขาเคยยกย่องและเคารพเหนือกว่าสิ่งใด แท้จริงแล้วเป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าปีศาจทั้งยังทำให้เหยากวง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งคมดาบผู้เก่งกาจจนไร้เทียมทานต้องสิ้นชีพลง
ด้วยระยะเวลาสั้นๆ...
สำนักเทียนหลานที่เคยยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองกลับโรยรา และถดถอยลงไปมากจนเหลือสมาชิกอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมากราวเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น
ในวันนั้น ท่านอาจารย์อวี้เหิงที่มีเส้นผมขาวโพลนเรียกให้เขาไปพบ
ท่านบอกเขาว่า ประชาชนยากจะกำเนิดขึ้น และสรรพสิ่งยากจะเกิดใหม่...สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สร้างยากที่สุด จึงเป็นสิ่งที่ล้ำค่ากว่าสิ่งใดในโลก...
เช่นนั้น เขาจึงต้องเดินทางไปไกลถึงดินแดนทางตะวันออกและเก็บตัวอยู่อย่างเงียบๆ โดยไม่กล้าให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของตน
เพื่อไม่ให้เป็นที่จับตามอง แม้แต่จะไถ่ตัวให้นาง เขาก็ยังทำไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องทิ้งนางเอาไว้ในหอคณิกานานถึงสิบสองปี
และในขณะเดียวกัน เขาก็ขังตัวเองเอาไว้ภายใต้คำว่า ‘ทุกสิ่งเพื่อสรรพชีวิต’ มานานถึงสิบสองปีด้วยเช่นกัน
นับแต่นั้นมา การผดุงคุณธรรม และทำเพื่อปวงชนกลายเป็นจิตมารของเขามาโดยตลอดทั้งยังเป็นฝันร้ายที่กำจัดทิ้งไปไม่ได้อีกด้วย
เรื่องราวในอดีตพากันผุดขึ้นในสมองของเป่ยทงเสวียน
ในที่สุด เขาก็ปรากฏประกายความรู้สึกที่มีชื่อว่าความโกรธขึ้นในแววตา
เขาตัดสินใจเลิกเก็บซ่อนพลังและความแข็งแกร่งของตัวเองตัดสินใจว่าจะเอาชนะชายสองคนตรงหน้าที่เป็นดั่งตนเองในอดีตให้ได้
เหตุนี้ พลังวิญญาณอันแสนมหาศาลจึงปะทุออกมาจากร่างของเขาในที่สุดพลันดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเช่นเดียวกับริมฝีปากที่แดงฉาน
“กระบี่สิบทิศ!”เขากล่าวขึ้นเช่นนั้น
เสียงที่เย็นยะเยือกไม่ต่างไปจากหิมะบนท้องนภากระจายเข้าไปในโสตประสาทของคนทั้งหลายภายในงาน
ร่างของเขาลอยขึ้นเหนือพื้นดินอย่างรวดเร็ว
กระบี่คมกริบจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้ามาจากที่ใดก็ไม่ทราบ พวกมันพุ่งมารวมกันที่ร่างของเป่ยทงเสวียนราวกับว่าเขาเป็นจอมราชันที่เรียกรวมพลขุนนางของตัวเองอย่างไรอย่างนั้นและในที่สุด พวกมันก็ปกคลุมร่างของเขาเอาไว้อย่างมิดชิด
และในขณะนั้นเอง ในที่สุดหอกของมู่กุยอวิ๋นพุ่งเข้าประชิดตัวแล้ว พลังจากหอกสีแดงสดทำให้หิมะบนพื้นดินฟุ้งกระจายไปทั่วมันพุ่งไปที่เป้าหมาย ราวเป็นมังกรที่กำลังจมอยู่ในความโกรธเกรี้ยวเช่นนั้น
ทว่ากระบี่ที่ปกคลุมร่างของเป่ยทงเสวียนเอาไว้กลับแข็งแกร่งมากเหลือเกินเพราะไม่ว่ามู่กุยอวิ๋นจะขับเคลื่อนพลังวิญญาณขึ้นมากเพียงไหน หอกสีแดงไม่อาจขยับเข้าไปใกล้ร่างนั้นได้แม้แต่คืบเดียว...
ในที่สุด เสียงคำรามจากกระบี่ก็ดังสนั่นขึ้น
ลำแสงแห่งกระบี่จำนวนมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า
กระบี่ที่ปกคลุมร่างของเป่ยทงเสวียนเอาไว้พากันแหวกออกไปรอบด้าน พลันกระแสแห่งพลังอันแสนยิ่งใหญ่ก็กระจายออกมาจากร่างใหญ่อย่างฉับพลัน
หอกของมู่กุยอวิ๋นถูกกระแทกจนลอยกระเด็นขึ้นไปบนฟ้าขณะที่ร่างของเขาก็ถูกกระแทกลอยกระเด็นออกไปราวกับว่าวที่สายขาดเช่นกัน
เมื่อนำมาเทียบกันแล้ว ซูฉางอันก็ดูจะโชคดีกว่ามากเขาขับเคลื่อนพลังวิญญาณที่เหลืออยู่เพียงไม่มากหลังถูกรังสีสังหารอันแสนเย็นเยียบของเป่ยทงเสวียนเข้าควบคุมร่างขึ้นจากนั้นก็ส่งพลังเหล่านั้นมาป้องกันส่วนหน้าอกเอาไว้ เหตุนี้หลังเซถอยกลับไปเพียงไม่กี่จั้ง เขาก็ยันดาบลงบนพื้นดิน และตั้งหลักได้ในที่สุด
ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองเป่ยทงเสวียนอีกครั้งซูฉางอันก็ประกายความตกตะลึงขึ้นในแววตา...
ชายคนนั้น... ชุดคลุมสีแดงบนร่างของเขายับยู่ยี่ไปหมดดวงตาของเขาในตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นสีแดงก่ำ ไม่ต่างไปจากริมฝีปากของเขาเลย
ร่างของเขาเต็มไปด้วยสีแดงสด ราวเพิ่งอาบกายด้วยโลหิตมาหมาดๆ ภายในจวนเทพนักรบที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวร่างของเป่ยทงเสวียนกลับมีสีแดงสด คล้ายกับเปลวเพลิงที่ลุกโชนอย่างไรอย่างนั้น
ทว่าสิ่งที่ทำให้ซูฉางอันรู้สึกหวาดผวาก็คือกระบี่อันแสนคมเฉียบจำนวนนับไม่ถ้วนของเขากลับร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนกลายเป็นปีกสีเงินขนาดใหญ่คู่หนึ่ง ยื่นออกมาจากทางด้านหลังของเป่ยทงเสวียนและกระพือไปมาเป็นระยะๆ เพียงแต่... สิ่งที่ปีกขนาดใหญ่ส่งออกมากลับไม่ใช่ระลอกแห่งสายลมแต่เป็นพลังแห่งกระบี่ที่เต็มไปด้วยรังสีสังหารต่างหาก
เขามีกระบี่ถึงสองเล่มในมือตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
เล่มหนึ่งเป็นกระบี่สีเขียวมรกต ปานธารน้ำในขุมนรกก็ไม่ปาน
ส่วนอีกเล่มเป็นกระบี่สีเงินแวววับและสว่างไสว เช่นเดียวกับหิมะที่โปรยปรายลงมาในขณะนี้
เขายืนตระหง่านอยู่กลางอากาศมีทั้งความอำมหิตและน่าขนลุกราวกับปีศาจร้าย แต่ก็แลดูทรงอำนาจไม่ต่างไปจากเทพเจ้า
ซูฉางอันหน้าถอดสีไปทันที ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว ว่าคำว่า ‘เจ้าฆ่าเขาไม่ได้’ ของอวี้เหิงหมายความว่าอย่างไรกันแน่
ด้วยกระแสแห่งพลังวิญญาณที่มากมายขนาดนี้เป่ยทงเสวียนที่เขาเห็นในตอนนี้...
เขาแลดูแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าฉู่ซีฟงตอนที่ยังไม่ได้ขึ้นเป็นนักรบแห่งดาราจักรเลย...
และในตอนนั้นเอง ในที่สุดมู่กุยอวิ๋นที่ถูกกระแทกจนลอยกระเด็นออกไปก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้งร่างของเขาโชกไปด้วยเลือด สีหน้าท้อแท้หมองหม่นทว่าดวงตาคู่นั้นกลับยังเต็มไปด้วยรังสีสังหาร ไม่ต่างไปจากหมาป่าที่จมอยู่ในความแค้นเคือง
เขายื่นมือออกไปข้างหน้าพลันหอกที่ตกอยู่ในจุดที่ไกลห่างออกไปก็พุ่งเข้ามาอยู่ในมือของเขาอย่างรู้ใจราวกับว่ามันมีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเองเช่นนั้น
เขาขับเคลื่อนพลังวิญญาณภายในร่างกายขึ้นอีกครั้ง แล้วเตรียมจะพุ่งเข้าไปหาเป่ยทงเสวียนในทันที
ตั้งแต่เริ่มต้นจนมาถึงตอนนี้เขายังไม่เคยแสดงท่าทีตกตะลึงหรือประหลาดใจในพลังอันแสนแข็งแกร่งที่เป่ยทงเสวียนแสดงออกมาอย่างเฉียบพลันแม้แต่น้อย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาคาดเดาได้ตั้งแต่แรกแล้ว...
หรือเพราะคิดถึงแต่ใครอีกคนจนลืมความหวาดกลัวไปแล้วกันแน่...