การหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง

    บทที่ 60 ถูกดึงเข้าในเรื่องวุ่นวาย

    บทที่ 60

    ถูกดึงเข้าในเรื่องวุ่นวาย

    แสงสีเขียวปรากฏออกมาจากหน้าอกของเจียงเฟิง

    ก่อนที่จะมีวัตถุบางอย่างพุ่งออกมา ในครั้งนี้ท่อนไผ่เขียวมันไม่ได้ปรากฏออกมาในรูปลักษณ์ของท่อนไผ่หยก

    แต่มันกลับปรากฏออกมาในรูปลักษณ์ของกระบี่ไผ่สีเขียวมรกตเล่มนึงที่ลอยอยู่กลางอากาศ 

    เมื่อนักฆ่าผู้นั้นมองเห็นอาวุธที่ปรากฏออกมาดวงตาของมันเบิกกว้างขึ้นในทันที 

    มันรู้ว่านั่นคืออาวุธรากฐานแห่งชีวิต เรื่องนี้มันไม่ได้น่าแปลกใจตัวของมันเองก็มีอาวุธรากฐานแห่งการฝึกตนเช่นเดียวกัน 

    เพียงแต่ว่าสิ่งที่ทำให้มันตกตะลึงก็คือระดับของอาวุธรากฐานแห่งชีวิตนั้น 

    มันมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าอาวุธรากฐานแห่งชีวิตที่มีรูปลักษณ์เป็นกระบี่ไผ่หยกมันบินวนไปมาด้วยตนเอง 

    นั่นแสดงว่าอันใดนั่นแสดงว่ามันเป็นอาวุธที่มีสติปัญญาแล้ว 

    อาวุธที่มีสติปัญญาแบบนี้เป็นอาวุธที่มีระดับที่สูงเป็นอย่างยิ่ง 

    ส่วนใหญ่แล้วคนที่มีอาวุธรากฐานแห่งการฝึกตนที่มีสติปัญญาและสามารถควบคุมได้ ก็เป็นพวกที่มีขอบเขตที่สูงกว่าขอบเขตห้า่

    แต่ว่าเหตุใดคนที่มีขอบเขตเพียงแค่ 2-3 สามารถหลอมรวมอาวุธที่มีสติปัญญา เป็นอาวุธรากฐานแห่งการฝึกตนได้

    ในตอนนี้ภายในหัวของมันเต็มไปด้วยความสับสน 

    ในขณะเดียวกันใบหน้าของนักฆ่าผู้นี้ก็เปลี่ยนไปด้วย 

    มันไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกของมันในตอนนี้อย่างไรดี 

    มันสงสัยว่าในวันนี้เป็นวันที่มันดวงซวยที่สุดใช่หรือไม่ 

    เหตุใดมันจึงมาเจอกับพวกยอดฝีมือที่ปิดบังตัวตนอย่างลึกล้ำแบบนี้ด้วย 

    แน่นอนว่ามีหัวของนักฆ่าผู้นี้ มันย่อมคิดว่าบุรุษที่อยู่ด้านหน้าของมันเป็นคนที่ปิดบังตัวตนอย่างลึกล้ำ

    มันไม่คิดเลยว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าของมันจะเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนขอบเขตสอง 

    แน่นอนว่าไม่ว่าผู้ใดเองก็ต้องมีความคิดเช่นเดียวกับมันทั้งสิ้น 

    ทั้งการระเบิดพลังที่สามารถทำให้ร่างกายของผู้ฝึกปราณขอบเขตสามบาดเจ็บได้ ด้วยการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว 

    ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอาวุธรากฐานแห่งชีวิตที่มีสติปัญญาอีก ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยใดมันเองก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนระดับสูงที่ปิดบังตนเอง 

    เพราะแบบนั้นมันเลยทำให้นักฆ่าผู้นี้คิดว่าอีกฝ่ายนั้นน่าจะเป็นพวกที่ปิดบังตัวเองอย่างลึกล้ำ 

    น่าจะเป็นคนที่มีขอบเขตสูงกว่าขอบเขตห้าอย่างแน่นอน 

    ในตอนนี้มันได้แต่สบถด่าพวกคนในกลุ่มภายในใจของตนเอง 

    ในตอนแรกมันเองก็รู้สึกอยู่แล้วถ้าเกิดว่าคนที่เป็นสหายกับเกาเฉินได้จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร 

    แต่ว่าเจ้าพวกคนในกลุ่มพวกนั้นได้แต่ด่ามันว่าทุกคนก็เห็นว่าชายหนุ่มผู้นั้นเป็นเพียงแค่คนที่ขอบเขตสองเท่านั้น 

    แล้วก็ยังผลักดันให้มันมาจับตัวชายหนุ่มผู้นี้ไปอีก แถมมันยังบอกว่าถ้าเกิดว่าจับตัวบุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่ได้เมื่อกลับไปที่สมาคม ตัวของมันที่ทำภารกิจล้มเหลวจะต้องได้รับโทษ 

    ในตอนนี้มันได้แต่ด่าแล้วก็สาปแช่งพวกคนในกลุ่มของมันเอง 

    เจียงเฟิงตวัดนิ้วมือของตนเองไปด้านหน้า 

    ในตอนนั้นเองกระบี่ไผ่เขียวที่อยู่ด้านหน้าก็พุ่งตรงออกไป 

    แน่นอนว่าเจ้านักฆ่าที่อยู่ด้านหน้าก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว 

    มันยกมือของตนเองขึ้นมาพลังปราณวิญญาณภายในร่างกายถูกเรียกออกมาใช้จนเกือบทั้งหมด

    มันปรากฏให้เห็นวัตถุที่เป็นอาวุธรากฐานแห่งชีวิตของมันที่ปรากฏขึ้นด้านหน้า

    มันคล้ายกับกระจกบานนึงที่ปรากฏออกมา แต่ว่ามันไม่ได้มีสติปัญญาเมื่อมันปรากฏออกมาสิ่งที่มันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

    นักฆ่าผู้นี้ไม่คิดว่าเจ้ากระบี่ไผ่เขียวนั้นมันจะมีความร้ายกาจขนาดนี้

    เพียงแค่ปลายกระบี่ทิ่มเข้าใส่กระจกที่เป็นอาวุธรากฐานสายป้องกันของมัน

    กระจกบานนั้นก็ถูกปลายกระบี่ทิ่มจนแตกสลาย อาวุธรากฐานแห่งการฝึกตนที่มันหลอมรวมมาอย่างยากลำบากในตอนนี้แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    หลังจากที่อาวุธรากฐานการฝึกตนมันโดนทำลาย สิ่งที่ได้รับผลกระทบอีกอย่างก็คือขอบเขตพลังของมัน

    นักฆ่าผู้นั้นถึงกับกระอักเลือดออกมาร่างกายของมันทรุดลงไปคุกเข่าอยู่ที่พื้น

    อย่างที่รู้กันดีว่าการหลอมรวมอาวุธหรือว่าวัตถุวิเศษกลายเป็นอาวุธรากฐานแห่งการฝึกตน เมื่อของสิ่งนั้นโดนทำลายหรือว่าได้รับความเสียหายมันจะส่งผลกับขอบเขตของผู้ฝึกตน

    นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งที่อาวุธหรือว่าวัตถุวิเศษหลอมรวมเข้าไป มันคือเมล็ดรากฐานแห่งการบ่มเพาะในแต่ละขอบเขต

    ในตอนนี้เมื่ออาวุธโดนทำลายมันจึงแสดงท่าทางเจ็บปวดออกมาแบบนั้น

    มันเป็นเหมือนกับการที่ขอบเขตที่ตนเองนั้นบ่มเพาะขึ้นมาได้รับความเสียหายอย่างหนัก

    เป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกับภายในอกมีมีดนับร้อยเล่มกำลังทิ่มแทงเข้าใส่ 

    แถมมันยังเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลง

    เจียงเฟิงมองไปที่อีกฝ่ายเขากวักมือแล้วก็ให้กระบี่ไผ่เขียวลอยกลับมาอยู่ในมือของเขา

    เจียงเฟิงเดินไปด้านหน้ายอกกายของตนเองลงเผชิญหน้ากับนักฆ่าผู้นั้นใกล้ๆ

    “นี่ เจ้าช่วยบอกเรื่องที่ข้าอยากรู้ได้หรือไม่?”

    นักฆ่าผู้นั้นกำลังเจ็บปวดดวงตาของมันพร่ามัวมันเงยหน้ามองบุรุษหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าของมัน 

    แน่นอนว่าดวงตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว 

    มันมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องเป็นเทพเซียนที่มีขอบเขตสูงส่งอย่างแน่นอน 

    โดยที่มันไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทรงพลังจริงๆมันคือกระบี่ไผ่เขียวที่อยู่ในมือของเจียงเฟิงต่างหาก 

    กระบี่ไผ่เขียวได้ดูดซับพลังปราณฟ้าดินธาตุไม้ที่บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลังจากมันกลายเป็นอาวุธรากฐานการฝึกตนของเขา

    ไม่เพียงเท่านั้นก่อนหน้านี้มันเองก็ยังดูดปราณวิญญาณที่บริสุทธิ์จากแก่นของวิญญาณทมิฬ

    นี่คือสิ่งที่ทำให้กระบี่ไผ่เขียวเล่มนี้เป็นอาวุธวิเศษที่ทรงพลังมากกว่าอาวุธวิเศษในระดับเดียวกัน 

    กระจกบานนั้นเป็นอาวุธวิเศษที่อยู่ในระดับต่ำเท่านั้น ให้เปรียบเทียบกับผู้ฝึกตนมันก็อยู่ในระดับขอบเขตสาม

    ในขณะที่อาวุธที่อยู่ภายในมือของเขากระบี่ไผ่เขียวตอนนี้ เทียบกันแล้วมันเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขอบเขตเจ็ดกระจกบานนั้นจะสามารถต้านทานการโจมตีได้อย่างไร 

    “ข้ากำลังถามเจ้าอยู่” เจียงเฟิงเอ่ยปากออกมาอีกครั้ง 

    นักฆ่าที่อยู่ด้านหน้าส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เมื่อมันส่งเสียงหัวเราะแล้วมันกำลังจะเปิดปากแล้วพูดบางอย่าง 

    เจียงเฟิงแววตาสงบนิ่งพริบตานั้นหัวของนักฆ่าผู้นั้นก็หลุดออกจากร่างกาย “ไม่บอกก็ไม่บอกสิ! ยังจะมาพูดมากตอนจะตายอีก”

    เขารู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายถ้ามันเปิดปากออกมาต้องเป็นคำสาปแช่ง หรือไม่ก็เป็นคำพูดประมาณว่าศักดิ์ศรีของนักฆ่าไม่ยอมเปิดปากให้ข้อมูลกับผู้ใดอย่างแน่นอน

    คำพูดประมาณนั้นน่าจะหลุดออกมาจากปากของมันก่อนที่มันจะตาย

    เจียงเฟิงเลยไม่ลังเลที่จะตัดหัวมันก่อนที่มันจะพูดคำไร้สาระพวกนั้น

    เพียงแค่เห็นเสียงหัวเราะของมันเขาก็รู้ได้แล้วว่ามันไม่ยอมพูดออกมาอย่างแน่นอน แล้วจะปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ยาวนานไปทำไม

    ในเส้นทางแห่งการฝึกตนมันก็โหดร้ายแบบนี้ถ้าเกิดไม่สังหารอีกฝ่ายอีกฝ่ายก็จะสังหารเรา

    ทุกคนที่เป็นศัตรูมีทางเลือกเดียวนั่นก็คือตัวของเขาต้องสังหารคนพวกนั้นให้หมด

    กระบี่ไผ่เขียวกลับเข้าไปภายในร่างกายของเขาอีกครั้ง แน่นอนว่ามันเข้าไปสิงสถิตอยู่ภายในเมล็ดบ่มเพาะภายในร่างกายของเขา 

    เจียงเฟิงเดินเข้าไปหาร่างกายของนักฆ่าผู้นั้น 

    หลังจากนั้นเขาเองก็ค้นศพของมันมีของที่สามารถใช้ได้อยู่ไม่กี่อย่าง 

    นักฆ่าพวกนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่พวกนักฆ่าปลายแถว พวกนั้นน่าจะมีสังกัดของตนเอง เพราะว่าไม่มีเบาะแสอะไรอยู่รอบตัวเลยแสดงว่าก่อนที่จะลงมือ พวกมันจำเป็นจะต้องทิ้งหลักฐานแล้วก็เบาะแสที่บ่งบอกถึงตัวตนของพวกมันไปแล้ว

    เจียงเฟิงแสดงใบหน้าเรียบเฉย เขาหมุนกายแล้วก็เดินกลับเข้าไปภายในบ้าน

    คล้ายกับเรื่องการหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง ที่คุณอ่าน