ตอนที่ 54 ตกลงซื้อขาย
“เสียมารยาทแล้วเจ้าค่ะ ที่ข้าต้องให้คุณชายรอเช่นนี้” เพ่ยอิงกล่าวออกไปหลังจากที่มาถึงโต๊ะที่คุณชายซือเหยียนนั่งรออยู่
“ไม่เลย ๆ เป็นข้าที่ร้อนใจมานั่งรอก่อนเวลาเท่านั้น เชิญเจ้านั่งลงก่อน” คุณชายซือเหยียนเอ่ยเชิญให้เธอนั่ง
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงนั่งลงไปบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามแล้วเอ่ยขอบคุณ
“เจ้าอยากสั่งอะไรมาทานเพิ่มก่อนหรือไม่”
“แค่ที่คุณชายสั่งมาก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม เช่นนั้นข้าจะไม่อ้อมค้อมเรื่องที่ข้าให้เจ้าไปคิดเล่า เจ้าจะว่าอย่างไร” คุณชายซือเหยียนเอ่ยถามเข้าประเด็นขึ้นมาในทันที
เมื่อเพ่ยอิงเห็นว่าคุณชายซือเหยียนกล่าวออกมาอย่างไม่อ้อมค้อมเช่นนั้น เธอจึงได้กล่าวในสิ่งที่ได้พูดคุยกับเหิงซานออกไป
“เรื่องนี้ข้าก็ได้พูดคุยกับเหิงซานมาบ้างแล้วเจ้าค่ะ เขาได้เล่าให้ข้าฟังว่าเมื่อก่อนเขาเคยวาดฝันเอาไว้ว่าอยากใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น แต่หลังจากที่เขาได้คุณชายรับเลี้ยงเอาไว้แล้วให้เป็นถึงคนสนิทข้างกายนั้นก็ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปไม่น้อยเช่นกัน”
เพ่ยอิงเอ่ยขึ้นมาเพื่อเท้าความ ซึ่งทางด้านคุณชายซือเหยียนเองก็ไม่ได้เอ่ยขัดอะไรออกมา
“แต่ถึงอย่างไรการไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็ยังคงเป็นความฝันของเขาอยู่เช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง หากให้เขากลับไปเป็นคนสนิทข้างกายคุณชายเช่นเดิม นั่นก็คงเหมือนการดับฝันของเขา คุณชายว่าอย่างนั้นหรือไม่เจ้าคะ” เพ่ยอิงเอ่ยถามออกไปตรง ๆ เพื่อให้คุณชายซือเหยียนได้คิด
ทางด้านของคุณชายซือเหยียนนั้นเมื่อได้ฟังที่เด็กสาวตรงหน้าเอ่ยออกมาเช่นนั้นแล้วก็ทำให้เขาคิดขึ้นมาได้ว่า เมื่อก่อนเขาเองเคยถามเหิงซานเช่นกัน
‘เหิงซานเจ้าเคยมีความฝันอะไรหรือไม่’ ซึ่งเหิงซานก็ได้ตอบกลับมาว่า
‘ตอนเด็ก ๆ ที่ข้ายังไม่ได้ถูกองค์รัชทายาทช่วยเหลือออกมาก็เคยมีขอรับ’
‘แล้วตอนนั้นเจ้าฝันไว้ว่าอย่างไรเล่า’ เขาถามต่อ
‘ข้าเคยฝันว่าข้าเพียงอยากมีชีวิตที่สงบสุขในครอบครัวที่อบอุ่นเพียงเท่านั้นขอรับ’ เหิงซานเอ่ยตอบกลับมา
‘อืม แต่ตอนนี้เจ้าก็ได้มาเป็นองครักษ์คนสนิทข้างกายของข้าแล้ว หากเจ้ายังเป็นองครักษ์ข้างกายของข้าต่อไปเช่นนี้ เรื่องนั้นก็เป็นได้เพียงแค่ความฝันของเจ้าเท่านั้น’ เขาตอบเหิงซานกลับไป
‘นั่นก็เป็นแค่เพียงความฝันในวัยเด็กขอรับ’ แล้วหลังจากที่เหิงซานกล่าวออกมาเช่นนั้นเขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก
“ที่เจ้ากล่าวมานั้นก็ไม่ผิดนัก แต่ถึงอย่างไรบางครั้งการใช้ชีวิตของคนเรานั้นก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เคยวาดฝันไว้เสียทุกอย่าง”
“แต่ว่าตั้งแต่ที่เหิงซานได้มาอยู่กับครอบครัวของข้า เขาก็ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ต้องคอยกังวลว่าหากทำอะไรผิดพลาดแล้วจะยังมีชีวิตรอดอยู่อีกหรือไม่ เพราะครอบครัวของข้าก็เป็นแค่เกษตรกรที่ปลูกผักขายเท่านั้นไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
เพ่ยอิงเอ่ยถามคุณชายซือเหยียนออกไปตามตรง เพราะคุณชายผู้นี้คงไม่พ้นให้คนไปสืบหาข้อมูลของเธอและครอบครัวมาก่อนแล้วแน่นอน
“ที่เจ้ากล่าวออกมาเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเจ้าหมายความว่าจะไม่ยอมยกเหิงซานให้กลับมาเป็นคนสนิทข้างกายข้าเช่นนั้นหรอกหรือ” คุณชายซือเหยียนเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อตีความหมายในสิ่งที่เด็กสาวตรงหน้ากล่าวออกมาตั้งแต่แรกได้
“ข้าเพียงเห็นแก่ความสุขของเหิงซานที่เปรียบเสมือนพี่ชายของข้าคนหนึ่งก็เท่านั้นเจ้าค่ะคุณชาย”
“ถ้าหากเจ้ากล่าวออกมาเช่นนี้ข้าคงไม่อาจบีบบังคับเจ้าได้ใช่หรือไม่”
“ในตอนแรกหากข้าไม่ยกเหิงซานให้ท่าน ท่านก็คิดจะบีบบังคับข้าหรือเจ้าคะ” เพ่ยอิงเอ่ยถามออกไปตามตรง
“ในตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้ข้าเองก็คิดว่าคงจะไม่ง่ายเช่นนั้นเสียแล้ว” คุณชายซือเหยียนกล่าวตอบบเด็กสาวตรงหน้ากลับไปพลางจ้องมองตรง ๆ ไปที่เด็กสาว
ทางด้านของเพ่ยอิงเองก็จ้องมองกลับไปสบตากับคุณชายซือ เหยียนโดยไม่มีการหลบสายตาแต่อย่างใด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นในสิ่งที่เธอกล่าวออกไปทั้งหมด
“เจ้าช่างต่างจากเด็กสาวทั่วไปนัก หากเป็นเด็กสาวคนอื่นคงไม่แม้แต่จะมีความกล้ามานั่งสนทนาเช่นนี้กับข้า”
“ข้าก็เป็นแค่เพียงเด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้นเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงตอบกลับไปราวกับว่าเธอเป็นแค่เพียงเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาเพียงเท่านั้น
“เอาเถิดเหิงซาน ข้าจะเห็นแก่ที่เจ้าอยู่กับข้ามาหลายปี หากทางนี้คือทางที่เจ้าเลือกเองข้าก็จะไม่ขัดอะไร” คุณชายซือเหยียนหันไปกล่าวกับเหิงซานที่ยืนอยู่ด้านหลังของเพ่ยอิง
“ขออภัยที่ข้าน้อยอกตัญญูขอรับ” เหิงซานคุกเข่าลงแล้วเอ่ยขออภัยต่อเจ้านายคนเก่าออกมาทันที
“นี่เป็นทางที่เจ้าเลือกเองเหิงซาน แต่เจ้าคงไม่ลืมไปแล้วใช่หรือไม่ว่าบาดแผลบนใบหน้าของเจ้านั้นได้รับมาจากการโดนพิษของสัตว์ที่ไม่อาจรักษาได้โดยการใช้แค่เพียงสมุนไพรธรรมดา” เมื่อเกลี้ยกล่อมเด็กสาวตรงหน้าไม่สำเร็จเขาก็หันมากล่าวกับเหิงซานที่ยืนอยู่ด้านหลังของเด็กสาวอย่างเป็นต่อทันที
“เจ้าไม่ลองคิดดูให้ดี ๆ ก่อนหรอกหรือ ว่าถ้าหากเจ้ากลับมาทำงานกับข้าเช่นเดิมข้าสามารถให้คนไปเสาะหาสมุนไพรมารักษาบาดแผลบนใบหน้าของเจ้าได้” คุณชายซือเหยียนยังคงไม่ยอมแพ้เอ่ยขึ้นมา โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าบาดแผลบนใบหน้าของเหิงซานนั้นไม่ได้เหลือให้เห็นแม้แต่ร่องรอยแผลเป็น
คุณชายซือเหยียนจ้องมองไปบนใบหน้าของเหิงซานที่ตอนนี้ปิดบังไว้ด้วยหน้ากากไม้ที่สลักลวดลายเหยี่ยวกำลังโผบินอยู่บนท้องฟ้า ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดกันแน่ที่มีความสามารถทำหน้ากากไม้ที่มีลวดลายงดงามเช่นนี้ออกมาได้
และเหมือนว่าเขาเองจะสัมผัสได้ว่าหน้ากากไม้นั่นไม่ธรรมดา และน่าจะมีการผสานผลึกของสัตว์อสูรลงไปบนตัวของหน้ากากด้วย แต่เขาก็อาจจะคิดไปเองก็เป็นได้ เพราะจะมีใครที่ไหนเล่าที่นำผลึกของสัตว์อสูรมาสลักลงบนหน้ากากไม้ธรรมดา ๆ เช่นนี้
“ข้าทราบดีขอรับ” เหิงซานเอ่ยตอบรับ
“แม่นางท่านนี้คงยังไม่ทราบใช่หรือไม่ว่าเหิงซานนั้นโดนพิษที่ถ้าหากไม่รีบหาทางรักษา พิษนั้นจะค่อย ๆ กัดกินบาดแผลและลุกลามไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีวันหาย อีกทั้งตอนนี้ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วบาดแผลก็คงจะลุกลามไปไม่น้อยแล้วเช่นกัน” คุณชายซือเหยียนหันมาสอบถามกับเด็กสาวตรงหน้าบ้าง
และในตอนนั้นเองที่เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่านี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วแต่เหตุใดบาดแผลบนใบหน้าถึงยังไม่ลุกลามออกมาด้านนอกหน้ากากให้เห็น ซึ่งปกติแล้วถ้าหากยังไม่ได้รีบหาทางรักษาบาดแผลคงลุกลามไปมากกว่าครึ่งหน้าและลุกลามไปถึงลำคอแล้วก็เป็นได้
“ถ้าเป็นพิษของงูสีโห่วและหนอนฉือจ้งคุณชายไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ” เมื่อเพ่ยอิงกล่าวออกมาเช่นนั้นก็ทำให้คุณชายซือเหยียนแปลกใจขึ้นมาเล็กน้อย
“เหตุที่บาดแผลยังคงไม่ลุกลามไปมากเช่นนี้เจ้าคงได้รับสมุนไพรเพื่อบรรเทาการลุกลามของบาดแผลอยู่สินะ” คุณชายซือเหยียนกล่าวออกไปในสิ่งที่น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด
“เหิงซานเหตุใดเจ้าไม่ลองถอดหน้ากากนั่นออกมาให้คุณชายได้ยลโฉมของเจ้าเล่า คุณชายจะได้สบายใจขึ้นมา” เพ่ยอิงกล่าวออกมาพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ ส่งไปให้คุณชายซือเหยียน
“ขอรับ” หลังจากที่ตอบรับแล้ว เหิงซานก็ได้ทำการปลดหน้ากากที่ครอบใบหน้าเอาไว้ครึ่งหนึ่งออกมาทันที
และสิ่งที่ได้เห็นคือใบหน้าอันหล่อเหลาที่เกลี้ยงเกลาราวกับว่าบนใบหน้านั้นไม่เคยมีบาดแผลใดมาก่อน อีกทั้งยังดูเหมือนว่าจะหล่อเหล่ายิ่งกว่าในอดีต
“เป็นไปไม่ได้!!” คุณชายซือเหยียนอุทานออกมาอย่างตกตะลึง
นี่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่บาดแผลบนในหน้าของเหิงซานจะหายขาดจนถึงกับไม่เหลือร่องรอยใด ๆ เอาไว้ เพราะขนาดเขาเอง ที่ใช้ฉือเป่ยร่วมกับสมุนไพรล้ำค่ามากมายก็ยังคงเหลือร่องรอยเอาไว้
“คุณชายคงไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแล้วนะเจ้าคะ”
เขามองมาที่เพ่ยอิงอย่างเคลือบแคลงสงสัยทันที แต่ก็ไม่อาจทำอันใดได้มากไปกว่านี้
“เห้อ...ถ้าเช่นนั้นข้าก็หมดหนทางที่จะเกลี้ยกล่อมพวกเจ้าแล้ว”
“แต่ถึงอย่างไรข้าและครอบครัวก็ไม่ได้อยากผิดใจกับคุณชาย เอาเช่นนี้แล้วกันนะเจ้าคะ อย่างไรเสียครอบครัวของข้าก็เป็นเกษตรกรปลูกผักออกมาขาย เพื่อเป็นการขออภัยข้าจะส่งผักจากที่บ้านของข้ามาให้คุณชายสักสองเกวียนนะเจ้าคะ”
“เจ้าคิดว่าผักแค่สองเกวียนจะทดแทนกันได้ด้วยหรือ”
“คุณชายอาจจะยังไม่เคยทานผักจากทางบ้านของข้า แต่รับรองว่าทั้งอร่อย กรอบ แบบที่คุณชายไม่เคยทานมาก่อนแน่นอนเจ้าค่ะ”
“แต่แค่สองเกวียนมันยังไม่พอให้คนในจวนของข้าได้ทานครบกันทุกคนเลยนะ”
‘แค่สองเกวียนนี่ข้าก็ได้หลายตำลึงเชียวนะ คุณชายท่านนี้ช่างเรื่องมากยิ่งนัก แล้วอีกอย่างคุณชายจะให้คนในจวนกินกันทั้งจวนเลยรึ’ เพ่ยอิงคิดในใจแต่ก็ยังยิ้มสู้
“เช่นนั้นข้าเพิ่มให้เป็นสามเกวียนก็ได้เจ้าคะ เพิ่มให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ เพราะตอนนี้ที่บ้านของข้าก็ปลูกผักออกมาได้ไม่พอขายแล้วเช่นกัน ข้าคุณชายยังไม่พอใจข้าคงต้องยอมผิดใจกับคุณชายแล้วล่ะเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงกัดฟันให้เพิ่มไปอีกสามเกวียน พลางกล่าวออกมาอย่างเศร้าสร้อยที่อาจจะต้องผิดใจกับองค์รัชทายาทเช่นนี้
“เอาเถิด ๆ แค่สามเกวียนก็ได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่พอก็ตาม แต่อย่างไรข้าก็ขอรับน้ำใจของเจ้าไว้ก็แล้วกัน” คุณชายซือเหยียนเอ่ยตอบเด็กสาวออกไปด้วยท่าทีไม่เต็มใจเท่าไรนัก
‘ชิ คิดจะรีดไถข้าหรือ’ เพ่ยอิงเอ่ยขึ้นมาในใจเพียงเท่านั้น เพราะเธอไม่กล้าเอ่ยออกไปให้เขาขุ่นเคือง
“ตอนนี้ที่บ้านของข้าก็กำลังทดลองปลูกผลไม้ออกมาขายด้วยเจ้าค่ะ หากข้าได้รับผลผลิตออกมาเมื่อใดข้าจะส่งมาให้คุณชายลองชิมนะเจ้าคะ” เพ่ย อิงถึงขนาดเอ่ยความลับของเธอออกไป เพื่อที่จะได้ไม่ผิดใจกับคุณชายท่านนี้
ทางด้านของคุณชายซือเหยียนนั้น ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทานผักจากทางบ้านของเด็กสาว เพราะก่อนหน้านี้พอบ้านในจวนของเขาได้ไปซื้อผักจากร้านขายผักร้านใหญ่ภายในเมืองมาทำอาหารให้เขาทาน
ปกติเจ้าของร้านขายผักร้านนี้จะเสาะหาผักที่มีคุณภาพมาขายพ่อบ้านในจวนของเขาจึงสั่งผักจากร้านนี้เป็นประจำ
แต่เมื่อเดือนก่อนเจ้าของร้านขายผักร้านนี้ได้นำผักที่มีคุณภาพดีและน่าทานออกมาขาย ทั้งยังมีผักชนิดใหม่มาขายเพิ่มอีก ถึงแม้ว่าจะมีราคาแพงกว่าเดิมถึงสามเท่า แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพและรสชาติที่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่านัก และนี่ก็ไม่นับรวมกับที่ทานผักพวกนั้นแล้วสามารถถักทอเส้นปราณได้ไหลลื่นและง่ายขึ้นอีก
และจากข้อมูลที่คนของเขานำมาให้เมื่อวาน ผักจากร้านนั้นก็ได้รับมาจากทางบ้านของเด็กสาวตรงหน้าของเขานั่นเอง
เมื่อเด็กสาวคนนี้เสนอผักจากทางบ้านมาให้โดยที่ไม่ได้คิดเงินสักอีแปะเดียวเช่นนี้ จะไม่ให้เขาขอเพิ่มได้อย่างไร
จากคำตอบของเพ่ยอิงก็ได้ทำให้คุณชายซือเหยียนแปลกใจได้ไม่น้อยเช่นกัน ไม่คิดว่าเด็กสาวคนนี้ถึงขนาดทนลองปลูกผลไม้ที่ไม่มีใครเขาปลูกได้กัน
เพราะว่าผลไม้ที่มีส่วนมากก็ได้มาจากในเขตป่าอสูร ซึ่งวิธีการปลูกก็ต้องใช้พลังวิญญาณในการหล่อเลี้ยงพวกมันให้เติบโต ซึ่งในตำหนักของเสด็จแม่ของเขาก็มีเพียงไม่กี่ต้นเท่านั้น
แล้วเจ้าผลไม้เหล่านั้นยังต้องได้รับการเอาใจใส่และดูแลเป็นพิเศษอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่มันปลูกยากและต้องคอยดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษเสด็จแม่จึงรักและทะนุถนอมเจ้าต้นผลไม้พวกนั้นยิ่งเสียกว่าลูกในไส้เสียอีก
หากเด็กสาวผู้นี้กล่าวออกมาเช่นนี้แล้ว เขาเองก็จะลองดูว่าเด็กสาวผู้นี้ทำออกมาได้อย่างที่กล่าวออกมาหรือไม่
“ที่เจ้าว่าก็เป็นความคิดที่ดีทีเดียว เช่นนั้นก็ได้... แต่เดี๋ยวก่อน ข้าได้ข่าวมาว่าเจ้าสามารถสร้างรถม้าที่รูปร่างแปลกตาและสวยงามไม่น้อย ข้าอยากได้มาให้เสด็จแม่นั่งสักคันหนึ่ง”
“รถฟักทองหรือเจ้าคะ ถ้าท่านอยากได้ข้าสามารถทำออกมาขายได้เจ้าค่ะ ราคาเพียงสองพันตำลึงทองเท่านั้น” เพ่ยอิงเอ่ยเสนอราคาออกไปอย่างหน้าระรื่น และครั้งนี้ก็แพงกว่าเดิมที่ขายให้ท่าน หยางสือเป็นเท่าตัว
“เหตุใดถึงแพงเช่นนี้ เจ้าลดราคาลงอีกไม่ได้หรือ”
“รถฟักทองของข้าสามารถทนแรงการโจมตีจากผู้ฝึกปราณที่มีระดับไม่ต่ำกว่าสีฟ้าได้นะเจ้าคะ อีกทั้งเหิงซานที่มีระดับถึงสีเหลืองยังทำได้แค่ให้รถฟักทองเกิดรอยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากจะทำลายรถฟักทองทั้งคันจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วยามเป็นแน่ ที่ข้าขายออกไปเพียง หนึ่งพันตำลึงทองนี่ข้าก็ขายถูกมากพออยู่แล้วนะเจ้าคะ” เพ่ยอิงเอ่ยถึงคุณสมบัติของรถฟักทองออกมาให้ฟัง
“ดีถึงเพียงนั้น!”
“ใช่เจ้าค่ะ”
“ก็ได้ ๆ หากเจ้าว่าดีถึงเพียงนั้นข้าจะไม่ขอลดราคาจากเจ้าก็ได้” เมื่อเขากล่าวจบเพ่ยอิงก็ถอนหายใจเพราะโล่งอกออกมาทันที
“เช่นนั้นก็ต้องรอเวลาอีกกว่าสามเดือนนะเจ้าคะ เพราะการจะทำรถฟักทองขึ้นมาได้แต่ละคันจะต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา”
“อีกอย่าง... เพื่อป้องกันการบิดพลิ้วอาจจะต้องมีการจ่ายมัดจำบ้างบางส่วน หรือจะจ่ายเต็มตามจำนวนข้าก็ไม่ขัด”
“ก็ได้ ๆ เจ้านี่ช่างไม่เหมือนเด็กสาวทั่วไปเลยจริง ๆ”
ถึงเขาจะกล่าวออกมาเช่นนั้นแต่ก็หยิบตั๋วเงินออกมาให้เธอสองพันตำลึงทอง
แล้วหลังจากที่ตกลงว่าเธอจะให้คนนำผักสามเกวียนมาส่งให้คุณชายซือเหยียน และตกลงเรื่องการซื้อขายรถฟักทองกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลังจากนั้นเพ่ยอิงจึงได้เอ่ยขอตัวกลับก่อนเพราะว่าเธอมีธุระต้องไปทำต่อ ซึ่งคุณชายซือเหยียนเองก็ไม่ได้รั้งให้เธออยู่ต่อแต่อย่างใด
หลังจากเพ่ยอิงที่ออกมาจากโรงน้ำชาแล้วเพ่ยอิงก็ได้ให้เหิงซานพาไปยังบ้านของชายหนุ่มคนเมื่อวาน เพราะเธอได้สัญญากับเด็กชายที่เธอได้ช่วยเหลือเอาไว้เมื่อวานแล้วนี่นาว่าวันนี้จะไปช่วยดูอาการของพี่ชายของเด็กคนนั้นให้ จะให้เธอผิดสัญญากับเขาได้อย่างไร
ซึ่งเหิงซานก็ได้ขับรถฟักทองออกไปยังด้านนอกเมืองเพื่อไปยังบ้านของสองคนพี่น้อง และไม่นานนักก็มาถึง
เธอเพิ่งจะสังเกตว่าบ้านของคนแถว ๆ นี้นั้นไม่ได้ต่างไปจากบ้านของสองพี่น้องมากนัก อาจเพราะว่าที่มาเมื่อวานเป็นตอนกลางคืนจึงทำให้เธอไม่ได้ทันสังเกตอะไรมากนัก อีกทั้งรถฟักทองของเธอยังเป็นที่สนใจของคนแถว ๆ นี้เป็นอย่างมาก
“คุณหนูรีบเข้าไปด้านในก่อนเถิดขอรับ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ดีเท่าไรนัก” เหิงซานเอ่ยเตือนเพ่ยอิงออกมาหลังจากที่เธอลงมาจากรถม้าแล้ว อีกทั้งเธอยังเห็นว่าเขาได้ใช้ปราณของตัวเองครอบลงไปบนรถฟักทองอีกด้วย
เมื่อเธอเข้ามาด้านในกระท่อมแล้ว เธอก็ได้เห็นว่าเด็กชายคนนี้ยังคงเฝ้าพี่ชายของตนเองเอาไว้ไม่ห่าง
“พี่สาว” เด็กชายร้องเรียกเพ่ยอิงขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่เดินเข้ามาในบ้าน
“เรียกพี่สาวว่าพี่สาวเพ่ยอิงก็ได้นะ” เพ่ยอิงเอ่ยออกไปกับเด็กชายเมื่อเธอเห็นว่าน่าจะรู้จักชื่อกันไว้ดีกว่า
“ขอรับพี่สาวเพ่ยอิง”
“ว่าแต่น้องชายไม่อยากบอกพี่สาวสักหน่อยหรือว่าเจ้าชื่ออะไร”
“ข้าชื่อเจี่ยลี่ขอรับ แล้วก็พี่ชายของข้าชื่อหลี่เว่ยขอรับ”
เมื่อเจี่ยลี่โดนถามออกมาเช่นนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าตนเองยังไม่ได้แนะนำตัวออกไป จึงรีบบอกชื่อของตนเองทั้งยังบอกชื่อของพี่ชายออกไปด้วยอีกคนหนึ่ง
แล้วในตอนนั้นเองเหมือนว่าพี่ชายของเจี่ยลี่จะรู้สึกตัวขึ้นมา
“เอ๊ะ พี่ชายของเจ้ารู้สึกตัวแล้ว” เพ่ยอิงที่หันไปเห็นพอดีเอ่ยบอกกับเด็กชาย
“ท่านพี่ขอรับ” เจี่ยเจียรีบหันไปหาพี่ชายแล้วร้องเรียกออกมาทันทีที่เห็นว่าพี่ชายของเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว
“อืม”
หลี่เว่ยทำท่าทางจะลุกขึ้นนั่ง เมื่อเหิงซาน้ห็นเช่นนั้นเขาจึงเข้าไปช่วยพยุงตัวของชายหนุ่มทันที เมื่อชายหนุ่มนามว่าหลี่เว่ยลุ่มขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้วนั้น ชายหนุ่มก็หันไปมองรอบ ๆ
“ที่นี่ที่ไหน” เขาเอ่ยออกมาแค่นั้น และหันไปมองคนที่อยู่ที่นี่ทุกคน
“แล้วพวกคุณเป็นใคร”