เสียงฝีเท้าตื่นตระหนกของเหล่าลูกสมุนจ้าวฝานที่วิ่งจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งและเยียบเย็นจับขั้วหัวใจ ณ ลานฝึกศิลาแตกร้าวแห่งนี้ บรรยากาศบัดนี้กดดันจนแทบจะบดขยี้จิติญญาให้แหลกสลาย กลิ่นคาวเืจางๆ ที่ลอยมาจากร่างโชกเืของจ้าวฝานซึ่งยังคงนอนครวญครางอย่างน่าเวทนาอยู่บนพื้น ยิ่งขับเน้นความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ลมยามเย็นพัดผ่านไปอย่างเงียบเชียบ คล้ายไม่้าจะรับรู้ถึงโศกนาฏกรรมและความวิบัติที่เพิ่งจะอุบัติขึ้น
ศิษย์นอกแถวไม่กี่คนที่ยังคงยืนตะลึงงันราวกับถูกสาปเป็น้ำแข็ง เริ่มขยับตัวอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อครู่ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวสุดขีด พวกเขามองหน้ากัน ลอบสบตาสื่อสารกันอย่างเงียบงัน ก่อนจะพร้อมใจกันค่อยๆ ถอยห่างออกจากจุดเกิดเหตุทีละก้าว... ทีละก้าว... อย่างเชื่องช้าแต่ต่อเนื่อง ไม่มีใครกล้าส่งเสียง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ไม่มีใครกล้าเหลือบมองไปยังร่างของจ้าวฝาน หรือร่างของเฟิงอี้ที่ยืนนิ่งสงบอยู่ตรงนั้นนานเกินไป พวกเขารีบเร่งฝีเท้า หายลับไปตามตรอกซอกซอยอันมืดมิดและสกปรกของอาราม ราวกับกลัวว่าหากยังอยู่ที่นี่ต่อไปอีกแม้เพียงเสี้ยววินาที หายนะและความตายอาจจะมาเยือนตนเองได้
ลานฝึกอันกว้างใหญ่ บัดนี้เหลือเพียงเฟิงอี้ และร่างที่าเ็สาหัสเกินกว่าจะขยับได้ของจ้าวฝานเท่านั้น ความเงียบอันสมบูรณ์เข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาแต่สม่ำเสมอของเฟิงอี้ และเสียงร้องครวญครางด้วยความเ็ปสุดทานทนของจ้าวฝานที่ดังขึ้นเป็ระยะๆ เท่านั้นที่ยังคงอยู่
เฟิงอี้ไม่ได้ยืนนิ่งอยู่เฉยๆ แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งราวกับภูผาหิน แต่ภายในใจนั้น ความคิดกำลังวิ่งวนปั่นป่วนอย่างรวดเร็วราวกับพายุคลั่ง เขาก้มลงมองมือขวาของตนเองแวบหนึ่ง ความรู้สึกชาวาบจากการปะทะเมื่อครู่จางหายไปแล้วอย่างรวดเร็วผิดปกติ พลังฟื้นฟูบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายทำงานอย่างเงียบเชียบโดยที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจมันดีนัก เขากำมือแล้วคลายออกช้าๆ ทดสอบการเคลื่อนไหว... ปกติดี ไม่มีอาการาเ็ใดๆ แต่ภาพเหตุการณ์สะท้านขวัญเมื่อครู่ยังคงติดตา... การเคลื่อนไหวที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่กลับแม่นยำและรุนแรงถึงเพียงนั้น มันคืออะไรกันแน่?
สัญชาตญาณ? ความบังเอิญ? หรือ... พลังที่หลับใหล?
เขาไม่อาจหาคำตอบได้ในตอนนี้ สิ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันเลวร้ายเกินกว่าจะแก้ไขหรือย้อนคืนได้ จ้าวฝานาเ็สาหัสปางตายขนาดนี้... เขาเหลือบมองร่างที่นอนขดราวกับตัวหนอนอยู่บนพื้นแวบหนึ่งอย่างประเมิน... ข้อมือขวาแหลกละเอียด อาจจะรวมถึงกระดูกแขนท่อนล่างด้วยซ้ำ ต่อให้บิดาเป็ถึงหัวหน้าหอโอสถผู้มีอำนาจล้นฟ้าในอารามแห่งนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถรักษาให้กลับมาเป็เหมือนเดิมได้หรือไม่ และถึงแม้จะรักษาได้... ความแค้นนี้ย่อมไม่มีวันจบสิ้นง่ายๆ ความอาฆาตพยาบาทนี้จะต้องตามติดเขาไปจนวันตาย!
‘ต้องหนี!’ ความคิดนั้นชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ หนักแน่นและเด็ดขาดราวกับเหล็กกล้า ‘อยู่ที่นี่ต่อไปมีแต่ตายสถานเดียว! ต้องหนีไปจากขุมนรกแห่งนี้ให้ได้!’
ดวงตาคมกริบคู่เดิมกวาดมองไปรอบลานฝึกอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ประเมินเส้นทางหลบหนีที่เป็ไปได้ในเสี้ยววินาที ประตูทางออกหลักถูกตัดทิ้งไปทันที ป่านนี้คงมีคนของหอโอสถหรือหอลงทัณฑ์ไปดักรอแล้ว กำแพงด้านข้างสูงเกินไปและเปิดโล่งเกินไป... เหลือเพียงทางเดียว... ตรอกแคบๆ อันมืดมิดและสกปรกด้านหลังอาราม ที่เขารู้จักทุกซอกทุกมุมเหมือนลายบนฝ่ามือตัวเอง!
เขาตัดสินใจแน่วแน่ กำหมัดแน่น รวบรวมกำลัง เตรียมจะทะยานร่างออกไป...
แต่แล้ว!
ตูม!!! ครืนนนน!!!
เสียงกัมปนาทราวกับฟ้าถล่มดินทลายดังขึ้นจากฟากฟ้า! มันไม่ใช่เสียงจากภายนอกอาราม แต่เป็เสียงสะท้อนของพลังปราณอันมหาศาลและเกรี้ยวกราดที่ะเิขึ้นจากใจกลางอารามวิถีลืมเลือนแห่งนี้! คลื่นพลังงานที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ััได้ถึงความเกรี้ยวกราด ดุร้าย อำมหิต และเย็นเยียบถึงแก่นกระดูกดำ แผ่กระจายออกมาอย่างรวดเร็วราวกับคลื่นั์สึนามิแห่งความตาย!
แรงกดดันอันมหาศาลชนิดที่เฟิงอี้ไม่เคยััมาก่อนในชีวิตถาโถมเข้าใส่ร่าง! บดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างในเส้นทาง! พื้นศิลาทั่วทั้งอารามสั่นะเืเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่! อาคารเก่าแก่โดยรอบสั่นไหวครืนๆ เศษกระเบื้องและฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย! อากาศพลันหนักอึ้งลงหลายเท่า จนแทบจะกลายเป็ของแข็ง! ลมหายใจติดขัดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบรัดลำคอไว้แน่น! แม้แต่แสงอาทิตย์ยามสนธยาสีทองอ่อนล้าก็ยังดูหม่นหมองลงไปในทันทีราวกับถูกบดบังด้วยเงามัจจุราช!
กลิ่นอายโอสถอันเข้มข้นรุนแรงที่คุ้นเคย ลอยมาพร้อมกับ เจตนาฆ่าฟันอันเ็าและบ้าคลั่งไร้ขีดจำกัด! มันคือกลิ่นอายของผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในอารามแห่งนี้! หัวหน้าหอโอสถ!
เฟิงอี้ถึงกับหน้าซีดเผือดทันที! เืในกายราวกับจะจับตัวเป็น้ำแข็ง! แรงกดดันระดับนี้มันเหนือกว่าขั้นก่อแก่นปราณไปไกลลิบ! สัจจะแก่นแท้? หรืออาจจะถึงขั้นผนึกิญญาที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า?! ‘ให้ตายเถอะ! พ่อมาเร็วจริง!’ เขากัดฟันแน่น พยายามโคจรพลังลมปราณอันน้อยนิดในร่างเพื่อต้านทาน แต่ก็เป็ไปอย่างยากลำบากยิ่งนัก ราวกับมีูเาทั้งลูกกดทับอยู่! ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้!
"บังอาจ!!! สวะตัวใดมันทำร้ายบุตรชายข้า!!! จงออกมาให้ข้าเห็นหน้าบัดเดี๋ยวนี้!!! ข้าจะฉีกร่างมันออกเป็หมื่นๆ ชิ้น!!! บดิญญามันให้แหลกสลาย!!!"
เสียงคำรามดุจพญามารจากขุมนรกดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งหุบเขา! มันไม่ได้ดังจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่ดังขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศทุกทางราวกับเสียงจาก์เบื้องบน! สั่นะเืเข้าไปถึงจิติญญาของผู้ที่ได้ยิน! มันคือเสียงที่เกิดจาก "เจตจำนง" อันแรงกล้าและบ้าคลั่งของผู้มีอำนาจ ที่้าประกาศอาญาให้โลกรู้!
ประกาศิตสังหารถูกเปล่งออกมาแล้ว! เป้าหมายคือเขา! เฟิงอี้! เศษสวะผู้บังอาจทำร้ายบุตรชายสุดที่รัก!
วินาทีนั้น เฟิงอี้ไม่คิดอะไรอีกต่อไป! สัญชาตญาณเอาตัวรอดเข้าครอบงำทุกสิ่ง! ความกลัวถูกบดขยี้ด้วยความปรารถนาที่จะมีชีวิต!
ฟุ่บ!
ร่างของเขาทะยานออกไปราวกับสายฟ้าฟาด! เร็วกว่าทุกครั้งที่เคยเคลื่อนไหว!
ไม่สนใจแรงกดดันอันมหาศาลที่กดทับ! ไม่สนใจสายตาหวาดกลัว (หากยังมีใครกล้ามองอยู่)! เขามุ่งหน้าไปยังตรอกแคบๆ อันมืดมิดด้านหลังลานฝึกทันที!
สองเท้ากระทืบลงบนพื้นหิน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ร่างกายอันบอบบางแต่แฝงพลังลึกลับนี้จะทำได้ เขาวิ่งฝ่าตรอกซอยอันมืดมิดและสกปรก กลิ่นเหม็นอับและกองขยะไม่ได้ทำให้เขาลังเลแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่านี่คือเส้นทางเดียวที่จะมีโอกาสรอด! แม้จะริบหรี่เพียงใดก็ตาม!
สัญชาตญาณบางอย่างในห้วงลึกของจิติญญาทำงานอย่างเต็มที่ มันนำทางเขาให้หลบหลีกสิ่งกีดขวาง เลี้ยวเข้าซอยนั้น ออกซอยนี้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับมีแผนที่ที่มองไม่เห็นประทับอยู่ในหัวมาั้แ่ต้น
เสียงสัญญาณเตือนภัย – เสียงระฆังทุ้มต่ำอันน่าสะพรึงกลัว – ดังกระหึ่มต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนจากใจกลางอาราม! เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงะโสั่งการอย่างเกรี้ยวกราดของหน่วยตรวจการดังไล่หลังและใกล้เข้ามาจากทุกทิศทาง! พวกมันเคลื่อนไหวเร็วมาก! แสดงให้เห็นว่าคำสั่งจากเบื้องบนนั้นเด็ดขาดและน่ากลัวเพียงใด!
เฟิงอี้วิ่งต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต เหงื่อไหลโทรมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม แต่ลมหายใจยังคงสม่ำเสมออย่างน่าประหลาด พลังฟื้นฟูในร่างทำงานอย่างต่อเนื่อง ขับไล่ความเหนื่อยล้า ทำให้เขายังคงรักษาระดับความเร็วสูงสุดไว้ได้นานกว่าที่ควรจะเป็
ในที่สุด เขาก็มาถึงจุดหมายปลายทาง – เขตกำแพงหินด้านหลังสุดของอาราม! เบื้องหน้าคือแนวกำแพงหินสูงทมึนที่ดูเหมือนจะไม่มีวันข้ามพ้น ทอดตัวยาวเหยียดไปสุดสายตาภายใต้แสงจันทร์ที่เริ่มสาดส่องลงมา แต่เฟิงอี้ไม่ได้สนใจกำแพงส่วนอื่น สายตาของเขามองตรงไปยังจุดๆ หนึ่ง... รอยแตกขนาดใหญ่ที่ถูก เถาวัลย์แห้งกรังสีน้ำตาลเข้ม หนาทึบราวกับม่านธรรมชาติปกคลุมไว้จนแทบมองไม่เห็น มันคือความหวังสุดท้าย! ทางรอดเดียวของเขา!
เขาพุ่งตรงไปยังรอยแตกนั้น เตรียมจะใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีปีนป่ายข้ามไปสู่โลกภายนอก! สู่ป่าที่อาจจะอันตราย แต่ก็ยังดีกว่าขุมนรกแห่งนี้!
แต่แล้ว... ราวกับ์้าจะเล่นตลกกับชีวิตอันแสนอาภัพของเขา!
"นั่นมัน! ไอ้เศษสวะเฟิงอี้อยู่ตรงนั้น! มันกำลังจะหนีข้ามกำแพง!"
เสียงะโอันเกรี้ยวกราดและคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านขวา! เฟิงอี้ชะงักเท้าที่กำลังจะเหยียบกำแพง หันขวับไปมองทันควัน!
ร่างในชุดตรวจการสีดำทะมึนสองร่างปรากฏตัวขึ้นจากเงาของหอสังเกตการณ์เก่าๆ ที่ถูกทิ้งร้าง พวกมันยืนดักหน้าเขาไว้ ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว! อาวุธในมือสะท้อนแสงจันทร์วาววับ! แววตาเ็าไร้ความปรานี!
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร เสียงฝีเท้าอีกหลายคู่ก็ดังกระหึ่มมาจากด้านหลัง! จากเส้นทางที่เขาวิ่งมา!
"ล้อมมันไว้! อย่าให้มันหนีไปได้! ท่านหัวหน้าหอโอสถประกาศิตแล้ว จับเป็ไม่ได้ ให้จับตายสถานเดียว!"
กลุ่มศิษย์หน่วยตรวจการอีกห้าคนปรากฏตัวขึ้น พวกมันยืนเรียงหน้ากระดาน ปิดเส้นทางถอยของเขาโดยสมบูรณ์!
เฟิงอี้กวาดตามองสถานการณ์อย่างรวดเร็ว... เบื้องหน้าคือกำแพงสูงที่ยังไปไม่ถึง เื้ัและด้านข้างคือศัตรูในชุดดำทะมึนที่กำลังกระชับวงล้อมเข้ามาอย่างช้าๆ แต่แน่นอน ราวกับตาข่ายมรณะที่กำลังหุบเข้าใส่เหยื่อ! แววตาของพวกมันเ็า ไร้ความปรานี ดุจเพชฌฆาตที่รอคอยการลงทัณฑ์!
ทางหนีถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง! เขากลายเป็หนูติดจั่นที่ถูกต้อนจนมุม! สิ้นไร้หนทาง! ดวงตาของเฟิงอี้หรี่ลงจนเกือบจะเป็เส้นตรง แม้จะตกอยู่ในวงล้อมแห่งความตาย แต่ในแววตากลับไม่มีความหวาดกลัวหรือสิ้นหวังแม้แต่น้อย มีเพียงประกายตาอันเย็นเยียบ เฉียบคม และเต็มไปด้วยการประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว... ลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ สม่ำเสมอ... ร่างกายที่บอบช้ำรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย... เตรียมพร้อมรับมือกับการปะทะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!
*** จบตอนที่ 3 (ฉบับเกลาสำนวน) ***