โนบลินนั่งฟังเื่ราวการประมูลเมื่อวานอย่างตั้งใจ เหตุการณ์ต่อสู้แย่งชิงชุดเครื่องป้องกันด้วยการประมูลนั้นเป็สิ่งที่โนบลินไม่เคยคาดคิดมาก่อน
"ถึงแม้เครื่องป้องกันนั้นจะถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุดิบที่หาง่าย แต่ขั้นตอนการปรับปรุงคุณสมบัติ และการใช้วงเวทและอักขระโบราณร่วมกันในการสร้างนั้น จัดได้ว่าอยู่ในระดับสุดยอด”
“ดังนั้นมันจึงได้เป็ที่้าอย่างมากของเหล่าตระกูลใหญ่ เพราะถึงแม้ว่าเครื่องป้องกันที่มีคุณสมบัติระดับเดียวกันนี้อาจจะไม่ได้หายากแต่อย่างใด แต่นั่นก็เพราะว่ามันสร้างมาจากวัตถุดิบชั้นดีที่มีราคาแพงทำให้ได้คุณสมบัติที่สูงตามคุณสมบัติของวัตถุดิบนั้น ๆ”
“แต่เครื่องป้องกันที่รีดเอาคุณสมบัติของวัตถุดิบออกมาได้มากกว่าที่เป็และยังผสมผสานศาสตร์ชั้นสูงแบบนี้อาจจะไม่สามารถหาได้อีกแล้วในเมืองกรูมแห่งนี้" ดอนพูดด้วยน้ำเสียงปนเสียดาย
อันที่จริงนั้นความสามารถในการต่อสู้ระดับนักเวทระดับสูงนั้นไม่นับเป็อย่างไรได้สำหรับนักเวทที่อยู่ในระดับต้น ๆ ของเมือง
เพียงแต่มันมีส่วนช่วยเป็อย่างมากสำหรับนักเวทระดับต้นหรือกลางในการช่วยลดภาระของการใช้พลังเวทในการเสริมพลังของร่างกายในด้านต่าง ๆ ดังนั้นเหล่าผู้นำตระกูลและสำนักใหญ่ต่าง ๆ ล้วนหมายมั่นเครื่องป้องกันนั้นเพื่อให้ลูกหลานของตนได้ใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง
"เอ่อ..แล้วถ้ามันยังมีอยู่อีกแล้ว..ผมจะเอามาประมูลได้อีกไหมครับ" โนบลินถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
"หืม..เ้าพูดอะไร..ของล้ำค่าเช่นนั้นเ้ามีแค่ชิ้นเดียวก็ทำให้ข้าแปลกใจแล้ว แต่เ้ากลับมีมันอย่างครบชุดอย่างสมบูรณ์นั่นทำให้ข้าใมากขึ้นไปอีก แต่นี่เ้ากำลังจะบอกว่าเ้ามีมันมากกว่าหนึ่งชุดอย่างนั้นหรือ?" ดอนโพล่งถามออกมาอย่างใ
"คือ..ถ้าจะพูดกันจริง ๆ ก็มีจริง ๆ นั่นแหละครับ"
"นะ..นี่ เ้าเป็ใครกันแน่ ทำไมถึงได้มีเครื่องป้องกันล้ำค่ามากมายเช่นนี้"
โนบลินในึกคำตอบไม่ออก ถ้าหากเขาบอกออกไปว่าเขาเป็คนสร้างมันขึ้นมาเองแล้วใครกันล่ะที่จะเชื่อ
"เื่นั้นผมก็บอกแล้วนี่ครับว่าผมเป็เด็กในบ้านเด็กกำพร้าของคุณลอเลนซ์”
“เื่นั้นข้ารู้แล้ว..แต่ข้าไม่เชื่อว่าเด็กในบ้านเด็กกำพร้าธรรมดาจะสามารถเครื่องป้องกันระดับนี่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว”
ได้ยินอย่างนั้นแล้วโนบลินก็ไม่มีอะไรจะโต้ตอบกับดอน เพราะเื่ที่โนบลินมีความมั่นใจน้อยที่สุดว่าจะทำได้คือ การโกหก เพราะฉะนั้นเขาจึงตัดสินใจบอกความจริงกับดอน
“ถ้าอย่างนั้น..ให้ผมได้พบกับหัวหน้าโรงประมูลและพูดคุยกับเขาเอง”
“หืม? เ้า้าอะไรกันแน่”
“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ผมก็ขอเจรจาธุรกิจเลยก็แล้วกัน”
ดอนอดแปลกใจในท่าทีของเด็กน้อยตรงหน้านี้ไม่ได้ แต่เขาก็ยังแอบเชื่อในตัวของเด็กน้อยนี้อยู่บ้าง อีกทั้งเขาััไม่ได้ถึงพลังเวทในร่างของเด็กคนนี้แม้แต่น้อย นั่นหมายความว่าเด็กนี่คงไม่สามารถทำอันตรายใด ๆ แก่ท่านหัวหน้าได้
“ได้ เช่นนั้นตามข้ามา”
โนบลินยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเดินตามหลังของดอนเข้าไปชั้นใน ภายในนั้นตกแต่งอย่างหรูหราด้วยภาพเขียนและศิลปะวัตถุอื่น ๆ มากมาย เพียงมองผ่าน ๆ ก็คาดเดาได้ว่าแต่ละชิ้นนั้นมีค่าเป็อย่างมาก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ใคร..” เสียงของอังเดรดังออกมาจากภายใน
“ข้าดอนเองครับหัวหน้า”
“เชิญ”
ดอนผลักประตูเข้าไป เผยให้โนบลินได้เห็นห้องทำงานของหัวหน้าโรงประมูลประจำเมืองกรูมแห่งนี้ มันช่างแตกต่างจากการตกแต่งของภายนอกเหลือเกิน
ในห้องมีเพียงโต๊ะไม้ง่าย ๆ เก้าอี้ไม้ และชั้นหนังสือเพียงเท่านั้น นับเป็การตกแต่งที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่โนบลินเคยได้เห็นมา (แต่ก็ยังคงดูดีกว่าห้องนอนของเขาที่บ้านเด็กกำพร้าอยู่หลายเท่า)
“มีอะไรหรือดอน..โอ้นั่น เด็กนั่นเป็ใครกัน หลานเ้าหรือ”
“เด็กนี่คือโนบลินครับ” ดอนตอบสั้น ๆ และโค้งเบา ๆ ด้วยความเคารพ
“หืม? โนบลิน...ชื่อคุ้นจังนะ หรือว่าเป็ลูกหลานตะกู...” สีหน้าของอังเดรเปลี่ยนเป็ใ “หรือว่าเ้าคือคนที่เอาเครื่องป้องกันนั้นมาเข้าร่วมประมูล?”
“ครับ ผมเอง คุณเอ่อ..” โนบลินลืมไปว่ายังไม่ได้แนะนำตัวอะไรเลยและก็ยังไม่ได้รู้ชื่อของหัวหน้าโรงรับจำนำนี้อีกด้วย
“คุณหัวหน้า”
สุดท้ายโนบลินก็กล่าวแทนตัวของอังเดรว่า คุณหัวหน้า เสียอย่างนัเน
“ข้าชื่ออังเดร ว่าแต่..เ้าไปเอาเครื่องป้องกันนี้มาจากที่ไหนกันหรือ หรือว่าเป็มนดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ แล้วเ้าเอามาขายอย่างนี้จะดีเหรอ?” อังเดรถามด้วยน้ำเสียงปนเป็ห่วง
“เอ่อ..คือเครื่องป้องกันนั้น ผมสร้างเองครับ” โนบลินตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
“หือ..เ้าว่าไงนะ เด็กอายุไม่ถึงสิบเอ็ดปีอย่างเ้านี่นะหรือ สร้างเครื่องป้องกันนั่น ถ้าอยากจะแต่งเื่หลอกลวงกันล่ะก็ เ้าก็มาผิดที่ซะแล้วล่ะเ้าหนู ดอน! สั่งสอนเ้าเด็กนี่เสียหน่อยซิ”
ก่อนที่ดอนจะได้หันไปจัดการกับเด็กที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ชุดเครื่องป้องกันหนังเซบัปอีกหนึ่งชุดก็ได้ถูกวางไว้บนโต๊ะของอังเดรเรียบร้อยแล้ว
“จะ..เ้า เอาเครื่องป้องกันนี้มาจากไหนกัน นี่อย่าบอกนะว่ามันมีมากกว่าหนึ่งชุด”
อังเดรไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น การที่เครื่องป้องกันนี้ถูกสร้างขึ้นมากกว่าหนึ่งชุดนั้นเป็เื่ที่เข้าใจได้ แต่การที่เครื่องป้องกันสองชุดมาอยู่ในความของเด็กในบ้านเด็กกำพร้าเช่นนี้ มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน
“ทะ..ทำไมเ้าถึงมีมันได้บอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะ”
อังเดร คาดคั้นคำตอบจากโนบลิน อย่างจริงจัง ตอนนี้เขาไม่สนใจกฎของโรงประมูลแห่งนี้แล้ว เพราะข้อมูลของผู้สร้างเครื่องป้องกันนี้ย่อมมีค่าเป็อย่างมากสำหรับเขา
“ก็ผมบอกแล้วว่าผมสร้างเอง ผมจะมีมันกี่ชุดก็ได้” โนบลินตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ แต่นั่นก็ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า เขามีวัตถุดิบต่าง ๆ เพียงพอนั่นแหละนะ
“เ้าจะมาเล่นลิ้นอะไรกับข้ากันเ้าเด็กน้อย อย่าคิดว่าเป็เด็กในบ้านของลอเลนซ์แล้วข้าจะไม่กล้าจัดการเ้านะ” อังเดรเริ่มจะหมดความอดทน เขาไม่มีทางเชื่อคำพูดของเด็กคนนี้อย่างแน่นอน
“อย่างนั้นผมจะพิสูจน์” โนบลินจ้องตาอังเดรก่อนจะพูดออกไป
“พิสูจน์ยังไง” ดอนหันมาถามอย่างอดไม่ได้
“ขอกระดาษหนึ่งแผ่น”
ดอนกับอังเดรหันไปสบตากันพลางส่งสายตาปรึกษากันว่าควรจะทำอย่างไรดี สุดท้าย อังเดรก็ตัดสินใจให้โนบลินได้แสดงปาหี่ของเขาให้จบ ก่อนที่จะให้ดอนนั้นเตะเ้าเด็กเลี้ยงแกะนี่ให้กระเด็นออกไป ดอนจึงนำเอากระดาษหนึ่งแผ่นมาให้กับโนบลิน
“คุณดอนฉีกออกเป็สองแผ่นเท่า ๆ กันนะครับ” โนบลินบอก
ดอนที่หน้าตาสงสัยปนโมโห เมื่อรู้สึกว่าเด็กนี่เริ่มจะกวนประสาทเขามากเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นความอยากรู้ก็ผลักดันให้เขาตัดสอนใจฉีกกระดาษแผ่นนั้นออกเป็สองแผ่นเท่า ๆ กันก่อนจะยื่นให้โนบลิน
โนบลินรับเอากระดาษสองแผ่นนั้นไปวางบนโต๊ะ ก่อนที่จะวางขวดแก้วที่บรรจุของเหลวสีน้ำเงินเข้มเอาไว้บนโต๊ะ ซึ่งทั้งอังเดรและดอนต่างไม่ทันเห็นว่าเด็กน้อยคนนี้หยิบเอาออกมาั้แ่เมื่อไหร่
โนบลินใช้นิ้วชี้จุ่มลงไปในของเหลวนั้นก่อนจะนำมาวาดเป็เส้นสายบนกระดาษแผ่นหนึ่ง ลวดลายต่าง ๆ ถูกลากผ่านไปมาบนกระดาษจนดูยุ่งเหยิงแต่ก็สวยงามอย่างน่าประหลาด เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ โนบลินก็ยื่นกระดาษทั้งสองแผ่นให้กับดอนและอังเดรคนละแผ่น
“พวกคุณลองฉีกมันอีกครั้งได้เลยครับ” โบลินบอกก่อนจะยิ้มแฉ่งให้กับทั้งสองคน
อังเดรและดอนส่งสายตาสื่อสารกันอีกครั้ง ดอนลอบสัญญากับตัวเองว่าถ้าการแสดงของเ้าเด็กน้อยนี่จบลงเมื่อไหร่ เขาจะจัดการสั่งสอนเจ้เด็กเลี้ยงแกะคนนี้ให้หลาบจำเลยทีเดียว
แควก!!! เสียงกระดาษแผ่นหนึ่งขาด
“หือ?” ตามมาด้วยอีกหนึ่งเสียงที่ควรจะเป็เสียงของกระดาษที่โดนฉีกเช่นเดียวกัน แต่มันกลับกลายเป็เสียงใของใครบางคน
“เ้าเล่นอะไรอยู่หรือดอน ทำไมไม่รีบ ๆ ฉีกกระดาษนั่นทิ้งแล้วเตะก้นเ้าเด็กนี่ออกไปให้พ้น ๆ หน้าข้าเสียที”
ดอนทำหน้าปั้นยากและพยายามออกแรงดึงกระดาษแผ่นนั้นให้ขาดแต่ด้วยแรงของเขานั้นไม่สามารถจะฉีกมันออกจากกันได้ เมื่ออับจนปัญญาที่จะอธิบายเขาจึงยื่นมันให้กับอังเดรได้ทดสอบเอง
อังเดรรับกระดาษแผ่นนั้นมาอย่างหัวเสียก่อนจะออกแรงฉีกกระดาษแผ่นนั้นอย่างหัวเสีย
“หืม?” เสียงใดังลอดออกมาจากปากของอังเดร เขาออกแรงเพิ่มมากขึ้นจนหน้าเริ่มแดงเพื่อฉีกกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นนั้นให้ขาด
แควก!!
จนสุดท้ายกระดาษแผ่นน้อยก็ไม่พ้นถูกฉีกด้วยมือของหัวหน้าโรงประมูลจนได้
“นะ..นี่ เ้าทำได้อย่างไรกัน” อังเดรละล่ำละลักถามออกมาอย่างใ
“ทั้งที่เป็กระดาษธรรมดาแท้ ๆ แต่ทำไมข้าถึงต้องเสริมเวทจนเกือบเท่านักเวทระดับกลางเพื่อฉีกมัน?”
“หา..? นักเวทระดับกลาง” ดอนอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“จะ..เ้าใช้เวทมนต์ป้องกันใดที่ทำให้กระดาษแผ่นนี้คงทนขนาดนี้”
อังเดรคาดเดาว่าโนบลินใช้เวทมนต์ป้องกันบางบทเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกระดาษแผ่นนี้ คล้ายกับการเสริมความแข็งแกร่งร่างกายของนักเวท
“จะว่าไปมันก็คล้ายเหมือนกันนะครับ” โนบลินบ่นพึมพำ
“แต่มันก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ”
“เ้าจะพูดอะไรกันแน่” ดอนหันมาถามอย่างไม่เหลือความอดทน
“ที่ผมใช้เมื่อกี้นี้คือวิธีการปรับปรุงคุณสมบัติของวัตถุดิบอย่างง่ายครับ”
คำตอบเรียบง่ายของโนบลินทำให้นักเวทกลางคนทั้งสองนั้นตาแทบถลน ‘อย่างง่าย’ อะไรกัน
การจะทำให้กระดาษธรรมดาที่แค่เผลอดึงก็ขาด มีความคงทนถึงขนาดต้องเสริมความแข็งแกร่งระดับนักเวทระดับกลางถึงจะดึงขาดได้นั้น มันย่อมไม่ง่ายอย่างที่พูดอย่างแน่นอน
“จะ..เ้าบอกว่ามันคือศาสตร์การปรับปรุงคุณสมบัติที่แสนหายากอย่างนั้นหรือ?” ดอนถามตะกุกตะกัก
“แล้วยังเป็ ยะ..อย่างง่าย” อังเดรเองก็มีทีท่าใไม่แพ้กัน
“ครับ การปรับปรุงคุณสมบัติอย่างง่าย เพราะ้าเพียงคุณสมบัติ เหนียว เพียงอย่างเดียว ถ้าระดับสูงขึ้นก็จะสามารถเพิ่มคุณสมบัติที่ปรับปรุงได้ให้มากขึ้นไปอีก เช่น แข็ง แต่ลื่น หรือกลิ่นหอม หรือแม้แต่เพิ่มคุณสมบัติกันความชื้น แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมาย”
โนบลินอธิบายสั้น ๆ ถึงความสามารถของศาสตร์การปรับปรุงคุณสมบัติวัตถุดิบให้กับอังเดรและดอนฟัง
“เ้า..เรียนรู้มันมาจากผู้ใดกัน” อังเดรโพล่งถามออกมา
“เื่นั้นผมบอกไม่ได้หรอกครับ” โนบลินตัดบทอย่างหนักแน่น จนอังเดรอดทำหน้าเสียดายไม่ได้
“ถ้าเช่นนั้น ข้ามีเื่จะเสนอ..” อังเดรเอ่ยขึ้นแต่แววตายังคงปนไปด้วยแววเสียดาย
“ผมเองก็เช่นเดียวกัน” โนบลินพูดขึ้นบ้าง