เหวยเหนียง หมอดูเทวดา

    ตอนที่ 48 ปราชัย

            องค์ชายหกทรงวางแผนการรบและทรงหาลู่ทางหลบหนีข้าศึกร่วมกันกับท่านหยางสือและแม่ทัพเหวินตี้เป็นอย่างดีจนไม่มีช่องโหว่นั่นจึงทำให้ฝ่ายแคว้นฉินสามารถต่อต้านกองทัพแคว้นหลีได้แม้จะมีจำนวนน้อยกว่าหลายเท่าก็ตามและแม้ว่าข้าศึกจะล่วงรู้ลักษณะภูมิประเทศของแคว้นฉินเป็นอย่างดีจากแผนที่ที่ฝ่าบาททรงประทานให้แล้วก็ตามองค์ชายหกก็ทรงปรีชาสามารถใช้กลลวงหลอกข้าศึกและหลบหนีศัตรูไปได้ทุกครั้ง

            แม่ทัพโจวฉือรู้สึกทนไม่ไหวอีกต่อไปเขาจึงใช้วิธีขั้นรุนแรงสุดเพื่อไม่ให้สูญเสียกำลังพลแคว้นหลีไปอีกเขานั้นได้สั่งทหารจับปวงชนแคว้นฉินมาเป็นเชลยเพื่อบีบบังคับให้องค์ชายหกทรงยอมจำนนแต่โดยดี

            “พระองค์ทรงยอมมอบตัวไม่ได้นะพะย่ะค่ะ”หยางสือกล่าวทัดทาน

            “เราไม่อาจปล่อยให้ปวงชนต้องมาตายเพราะเราได้ให้เราไปเถอะ ไม่เช่นนั้นเราคงเสียใจไปตลอดชีวิต” องค์ชายหกตรัส

            ท่านหยางสือและแม่ทัพเหวินตี้ไม่อาจห้ามผู้นำได้พวกเขาจึงยอมให้องค์ชายหกเสด็จไปเผชิญหน้ากับแม่ทัพโจวฉือเพียงลำพัง

            “พวกเจ้าปล่อยชาวบ้านแคว้นฉินไปสิ”องค์ชายหกตรัส

            “กระหม่อมจะปล่อยเดี๋ยวนี้พะย่ะค่ะ”แม่ทัพโจวฉือยิ้มมุมปาก

            แม่ทัพโจวฉือยอมปล่อยชาวบ้านก็จริงแต่เขากลับจับองค์ชายหกไว้เป็นตัวประกัน และตะโกนว่า “ทหารแคว้นฉินทั้งหลายผู้นำของพวกเจ้าอยู่ในมือของข้าแล้ว หากไม่อยากให้ผู้นำตายจงออกมาจากที่ซ่อนเดี๋ยวนี้ ข้าจะนับหนึ่งถึงสิบ”

            “ไม่ต้องห่วงเราจงรักษาชีวิตให้ดี” องค์ชายหกทรงตะโกน

            แต่ถึงกระนั้นท่านหยางสือและแม่ทัพเหวินตี้ก็ยอมจำนนเขาเองก็ไม่อาจปล่อยให้องค์ชายหกทรงสิ้นพระชนม์ได้เช่นกันดังนั้นเขาและเหล่าทหารทั้งหมดจึงยอมออกมาจากที่ซ่อนและยอมปล่อยให้ข้าศึกจับกุมตัวพร้อมกับต้อนให้ไปอยู่ในคุกทหารที่สร้างเพื่อกักขังพวกเขา

            องค์ชายหกทรงถูกนำไปกักขังในห้องทรมานร่างกายตอนนี้พระองค์ทรงถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแน่นหนา แขนและขาถูกล่ามตรึงไว้

            “เป็นยังไงบ้างน้องรักเจ้าสบายดีใช่มั้ยองค์ชายหก” ฝ่าบาทตรัส

            “ฝ่าบาททรงยอมกลับเนื้อกลับตัวเถิดพะย่ะค่ะทรงนึกถึงราษฎรตาดำๆ บ้าง” องค์ชายหกทรงพยายามเกลี้ยกล่อม

            “เราปกครองไม่ดีตรงไหนพวกเจ้าต่างหากที่เป็นตัวปัญหา หากพวกเจ้าไม่คิดก่อการกบฏ บ้านเมืองก็สงบสุขและไม่ต้องสูญเสียไพร่พลโดยใช่เหตุด้วย” ฝ่าบาททรงแย้ง

            “ฝ่าบาททรงเก็บภาษีมากเกินควรทรงไม่ฟังความทุกข์ของปวงชน ทรงเพิกเฉยไม่ยอมช่วยพวกเขา แม้เหล่าขุนนางจะทูลทัดทานพระองค์ก็ทรงไม่ยอมฟัง จนเหล่าขุนนางพากันต่อต้านพระองค์แล้วพระองค์ก็ทรงเข่นฆ่าคนที่คิดเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์ไม่เพียงเท่านั้นหากมีคนในราชวงศ์คนไหนที่ต้องสงสัยว่าจะล้มอำนาจของพระองค์พระองค์ก็ทรงสั่งสังหารทั้งหมด ตอนนี้ฝ่าบาททรงกลายเป็นคนหวาดระแวง แม้กระทั่งพระญาติสนิทและฮองเฮาผู้สนับสนุนฝ่าบาทพระองค์ก็ยังทรงทำร้ายพวกเขาได้ ในเวลานี้พระองค์ทรงเหลือใครบ้างพะย่ะค่ะข้างกายพระองค์ก็ทรงมีแต่เหล่าสนมและข้ารับใช้ต่างแคว้นเท่านั้น” องค์ชายหกตรัส

            “หุบปากได้แล้ว! น้องตัวดี เราอุตส่าห์ย้ายเจ้าไปทำงานไกลๆ เพื่อละเว้นชีวิตของเจ้าเจ้ากลับหาเรื่องใส่ตัวแบบนี้” ฝ่าบาทตรัสและทรงดำริว่าพระองค์ทรงปราณีพระอนุชามากแล้ว

            “กระหม่อมไม่ได้อยากได้บัลลังก์เลยแม้แต่นิดเดียวกระหม่อมอยากใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่กับคนที่รักมากกว่า แต่เพราะการกระทำของพระองค์มันทำให้กระหม่อมทนไม่ไหวอีกต่อไปกระหม่อมจำต้องเข้าร่วมกระบวนการต่อต้านฝ่าบาทเพื่อหยุดยั้งการบ้าอำนาจของพระองค์พะย่ะค่ะ”องค์ชายหกทรงไม่มีทางเลือก

            “บังอาจ! เจ้ากล้าว่าเราปาวๆเช่นนี้ อย่าอยู่เลย” ฝ่าบาททรงกริ้ว

            “ช้าก่อนพะย่ะค่ะพวกเราสามารถใช้องค์ชายหกเป็นเครื่องต่อรองให้เหล่าขุนนางยอมกลับมาสวามิภักดิ์พระองค์ได้นะพะย่ะค่ะ”แม่ทัพโจวฉือกล่าวยั้ง

            “ขุนนางที่กล้าทรยศเราเราจะเลี้ยงไว้ทำไม ฆ่าให้หมดก็สิ้นเรื่อง” ฝ่าบาทตรัส

            “ฝ่าบาททรงต้องบริหารแผ่นดินต่อไปนะพะย่ะค่ะการเสาะหาขุนนางคนใหม่ต้องใช้เวลานานมากเลยนะพะย่ะค่ะ” แม่ทัพโจวฉืออธิบาย

            “ก็ได้! ทหาร!เฆี่ยนมันเดี๋ยวนี้ โทษฐานที่กล้าดูหมิ่นเรา” ฝ่าบาทตรัสสั่งลงโทษ

            “พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำ

            องค์ชายหกทรงอดทนกัดพระทนต์แม้เจ็บพระวรกายจากการถูกเฆี่ยนตี แต่ก็ไม่ยอมร้องสักแอะเดียว

            “ร่างกายของเจ้าแกร่งใช่เล่นเลยนะ”ฝ่าบาทตรัส

            “ทรงทรมานองค์ชายหกจนสิ้นพระชนม์ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ”แม่ทัพโจวฉือรีบห้าม

            “เรารู้แล้ว! จับมันไปขังในคุกแยกไว้ก่อน” ฝ่าบาทตรัสสั่ง

            “พะย่ะค่ะ” ทหารยอมหยุดเฆี่ยนแล้วปล่อยตัวองค์ชายหกพระองค์ทรงถูกนำไปขังเดี่ยวในคุกห้องที่อยู่ด้านในสุดเพื่อไม่ให้พระองค์ตรัสปรึกษาหารือกับใครได้อีก

            *****************************

            ณ ห้องขังรวม

            แม่ทัพเหวินตี้เดินไปนั่งใกล้ๆท่านหยางสือเพื่อปรึกษาหารือ

            “พรรคพวกของพวกเราถูกจับจนหมดพวกเราคงหมดปัญญาล้มอำนาจฝ่าบาทพระองค์นี้แล้ว” แม่ทัพเหวินตี้รู้สึกท้อ

            “อย่าเพิ่งท้อใจไปหากเหวยเหนียงแก้พิธีศักดิ์สิทธิ์สำเร็จ โชคอาจเข้าข้างฝ่ายเรา” หยางสือยังคงมีความหวัง

            “จะสำเร็จหรือวิธีแก้ในคัมภีร์นั่นก็ไม่ครบถ้วน ทำไมพวกเราถึงมีอุปสรรคเยอะนักนะ” แม่ทัพเหวินตี้บ่น

            “นั่น! ใช่แม่ทัพโจวฉือหรือไม่”ท่านหยางสือชี้ให้ดู

            “จะเป็นไปได้อย่างไรกัน! แม่ทัพโจวฉือเพิ่งจะใช้กำลังจับชาวบ้านมาเป็นเชลยแล้วมาต่อรองกับพวกเราอยู่เลย” แม่ทัพเหวินตี้ไม่เชื่อสายตาตัวเองเพราะเขามองเห็นแม่ทัพโจวฉืออยู่ในคุกจริงๆ

            “นั่นไงท่าน! เขานั่งอยู่ด้านในสุด พวกเราไปดูกันเถอะ” หยางสือคิดว่าตนมองไม่ผิด

            แม่ทัพเหวินตี้และท่านหยางสือเดินเข้าไปดูชายวัยกลางคนที่นั่งขัดสมาธิพิงกำแพงคุกด้านในสุด

            “ท่านคือ แม่ทัพโจวฉือใช่หรือไม่”หยางสือรีบถาม

            “พวกเจ้าเป็นใครกัน”

            ท่านหยางสือลองใช้มือโบกผ่านตาชายวัยกลางคนแต่เขาไม่ตอบสนองก็เลยว่า “นี่เจ้ามองไม่เห็นอย่างนั้นหรือ”

            “ข้าถูกฝ่าบาทแคว้นฉินวางยาพิษทำให้ตาบอดแล้วพระองค์ก็ทรงให้องครักษ์คาวีแปลงโฉมเป็นข้าเพื่อสั่งการทหารแทนข้า” แม่ทัพโจวฉือตัวจริงเล่า

            “แม่ทัพโจวฉือคนนั้นก็เป็นตัวปลอมน่ะสิ”แม่ทัพเหวินตี้ตกใจ

            “ข้าไม่เห็นด้วยที่ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ข้าจับกุมตัวชาวบ้านแคว้นฉินมาเป็นเชลยล่อให้องค์ชายหกทรงยอมมอบตัวและยอมจำนน”แม่ทัพโจวฉือกล่าว

            “ท่านช่วยเหลือฝ่าบาทถึงขนาดนี้แล้วพระองค์ยังทรงวางยาพิษท่านแบบนี้อีกอย่างนั้นหรือ” ท่านหยางสือไม่เข้าใจ

            “ฝ่าบาททรงสามารถกำจัดทุกคนที่ขวางทางพระองค์ข้านั้นได้ส่งพิราบสื่อสารส่งข่าวเรื่องของฝ่าบาทเพื่อทูลท่านอ๋องแห่งแคว้นหลีแล้วแต่น่าเสียดายที่องครักษ์คาวีสามารถยิงนกตกมาตายบนพื้น” แม่ทัพโจวฉือรู้สึกท้อ

            “โชคมักเข้าข้างฝ่าบาทพระองค์นี้เสมอ”ท่านหยางสือส่ายหน้าให้กับโชคชะตาที่ไม่เป็นธรรม

            “ก็มาลุ้นกันว่าองครักษ์คาวียิงนกตัวไหน”แม่ทัพโจวฉือกล่าว

            “หมายความว่ายังไง” หยางสือสงสัย

            “ข้าใช้นกพิราบสองตัว ตัวหนึ่งเป็นตัวหลอกก็มาลุ้นกันว่าเขายิงใส่นกที่เป็นตัวหลอก หรือเป็นนกที่มีจดหมาย” แม่ทัพโจวฉือยังคงมีความหวังเล็กๆ

            “ไม่ต้องลุ้นหรอกยังไงพวกเราก็รู้ว่าเขาต้องยิงใส่นกที่ผูกติดจดหมายแน่นอนด้วยอิทธิฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ทำให้โชคมักเข้าข้างฝ่าบาทพระองค์นี้เสมอ” ท่านหยางสือคิดว่าตราบใดอำนาจอิทธิฤทธิ์ที่ช่วยเหลือฝ่าบาทตลอดยังไม่ถูกทำลาย ใครก็ทำอันตรายพระองค์ไม่ได้ทั้งนั้น

            “ก็ไม่แน่นักหรอก” แม่ทัพโจวฉือยังคงเชื่อว่าฟ้ามีตา

            “คอยดูกันต่อไปก็แล้วกัน”แม่ทัพเหวินตี้กล่าวเขาคิดว่าเขาคงทำได้เพียงมองดูเหตุการณ์เท่านั้น เพราะพวกตนถูกขังอยู่แบบนี้คงทำอะไรไม่ได้

            *****************************

            ณ วัดจือหมิง

            เหวยเหนียงสวดคาถาในคัมภีร์ครบกำหนดเจ็ดวันพอดีนางกำลังกวาดลานวัดเพื่อรอให้ผิงหลางพาญาติของเด็กหญิงชางหวินมาที่นี่

            “ข้ามาแล้วเหวยเหนียง” ผิงหลางจูงมือเด็กหญิงชางเว่ยที่เป็นฝาแฝดของชางหวินเดินมาหาเหวยเหนียงที่ลานวัด

            “คืนนี้พวกเราจะทำพิธีที่นี่”เหวยเหนียงกล่าวด้วยความดีใจ

            “ข้าต้องบอกข่าวร้ายแก่เจ้า”ผิงหลางกล่าวเสียงเศร้า

            “ข่าวร้ายอะไรงั้นหรือ” เหวยเหนียงไม่ได้ติดตามข่าวคราวในแคว้นฉิน เพราะตนอยู่แต่ในวัด

            “องค์ชายชายหกและพรรคพวกเหล่ากบฏทั้งหมดถูกจับกุมหมดแล้วยกเว้นเหล่าขุนนางที่กำลังซ่อนตัวอยู่ไหนสักที่” ผิงหลางกล่าว

            “หวังว่ามารจันทน์ผาจะยอมบอกวิธีแก้ขั้นตอนสุดท้ายนะ”เหวยเหนียงคิดว่าต้องแก้อำนาจศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นทุกอย่างถึงจะดีขึ้น

            “เขาแค้นฝ่าบาทเขาน่าจะช่วยพวกเรานะ” ผิงหลางคาดการณ์

            “มารจันทน์ผาเป็นคนทำอะไรตามอารมณ์หากเขาไม่อยากบอก เขาก็ไม่ยอมบอก โดยที่เขาไม่นึกถึงเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น” เหวยเหนียงรู้จักนิสัยมารจันทน์ผาเป็นอย่างดี

            “งั้นตอนนี้พวกเรารีบเตรียมตัวทำพิธีเรียกวิญญาณเด็กน้อยชางหวินกันดีกว่า”ผิงหลางก็เลยเปลี่ยนเรื่อง

            “นั่นสินะ” เหวยเหนียงต้องทำเรื่องตรงหน้าให้สำเร็จก่อน เรื่องอนาคตค่อยว่ากัน

            ตกกลางคืน เหวยเหนียงได้ตั้งแท่นพิธีบนโต๊ะมีธูปขนาดใหญ่จุดไว้หนึ่งดอกและเทียนอีกสองเล่มที่กำลังส่องสว่างภายใต้ค่ำคืนอันมืดมิดไร้แสงจันทร์เพราะเป็นคืนเดือนดับ ในระหว่างนั้นเหวยเหนียงได้ใช้ผ้ายันต์ที่เขียนด้วยเลือดไก่จุดไฟเผาแล้วโยนขึ้นไปจากนั้นนางก็ร่ายรำกระบี่และฟาดฟันไปมาพร้อมกับสั่นกระดิ่งเรียกดวงวิญญาณไปด้วยในขณะเดียวกันชางเว่ยก็มีหน้าที่เรียกชางหวินเป็นระยะๆ

            “ชางหวิน! ชางหวิน!เจ้ากลับมาเถิด” ชางเว่ยตะโกนเรียกพี่สาวฝาแฝด

            ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ก็มีลมพายุพัดกระหน่ำสักพักดวงวิญญาณที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับชางเว่ยแทบทุกอย่างก็ปรากฏตัว

            “เรียก ข้า ทาม ไม” ดวงวิญญาณของชางหวินกล่าว

            “ชางหวิน เจ้าจริงๆ ด้วย”ชางเว่ยตกใจ

            “ข้าจะปลดปล่อยดวงวิญญาณเจ้าให้เป็นอิสระและส่งให้เจ้าไปสู่สุคติไงล่ะ” เหวยเหนียงกล่าว

            “ข้าได้รับมอบหมายจากท่านแม่บุญธรรมว่าจะคอยปกป้องคุ้มครองท่านพ่อบุญธรรมตลอดไปข้าไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” ชางหวินรับทำหน้าที่

            ซือไท่เดินออกมาและกล่าวกับวิญญาณของเด็กน้อยว่า “ทุกคนมีกรรมเป็นของของตนทุกคนเป็นทายาทของกรรม ใครกระทำกรรมอันใดไว้ ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นเจ้าขัดขวางกรรมของท่านพ่อเจ้าตลอดไปไม่ได้หรอก”

            “ได้สิ! ข้าทำมาหลายครั้งหลายหนแล้ว”ดวงวิญญาณของชางหวินกล่าว

            “เจ้าจงกลับสู่เส้นทางของเจ้าเถิดอย่าหลงติดอยู่ในภพมนุษย์นี้อีกเลย” ซือไท่เกลี้ยกล่อม

            “แล้วใครจะดูแลท่านพ่อ” ดวงวิญญาณของชางหวินยังคงติดอยู่ในห่วง

            “คนเรานั้นเกิดคนเดียวก็ตายคนเดียวไม่มีใครสามารถอยู่ดูแลกันและกันตลอดไปได้หน้าที่ที่แท้จริงของเจ้าคือจงกลับไปอยู่ในวัฏสงสารต่อไปจนกว่าจะหลุดพ้นเถิด”ซือไท่กล่าว

            “ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ” ดวงวิญญาณของชางหวินยอมฟังแต่โดยดี

            จากนั้นซือไท่และเหล่าแม่ชีก็ช่วยกันสวดมนต์เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณของชางหวินให้กลับไปสู่ปรโลก

            ผ่านไปครึ่งชั่วยามดวงวิญญาณเด็กน้อยก็ล่องลอยแล้วหายไปในชั่วพริบตา

            “ขอบคุณเจ้าค่ะซือไท่” เหวยเหนียงกล่าว

            “อย่าได้เกรงใจวิญญาณเด็กคนนี้ช่างน่าสงสาร นางได้ถูกปลูกฝังให้มีความกตัญญูและถูกสอนให้เชื่อว่าการยอมตายเพื่อสละดวงวิญญาณปกป้องผู้มีพระคุณถือเป็นการตอบแทนบุญคุณดังนั้นนางจึงยอมติดตามคุ้มครองท่านพ่อบุญธรรมด้วยความเต็มใจ” ท่านซือไท่กล่าว

            “แม่บุญธรรมของดวงวิญญาณเด็กน้อยได้รับผลของกรรมไปแล้วเจ้าค่ะ”เหวยเหนียงกล่าว

            “มีอะไรขาดเหลือก็บอกได้นะพวกเราขอตัวไปสวดมนต์ก่อน” ซือไท่เห็นว่าถึงเวลาสวดมนต์แล้ว

            “เจ้าค่ะท่านซือไท่” เหวยเหนียงทำความเคารพ

            ผิงหลางเดินไปหาเหวยเหนียงและกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “หากข้าไม่เห็นกับตาข้าก็คงไม่เชื่อว่าเรื่องภูตผีปิศาจมีอยู่จริง”

            “ข้าเองก็เพิ่งจะเคยเห็นดวงวิญญาณจริงๆก็วันนี้นั่นแหละ” เหวยเหนียงสารภาพ

            “อ้าว! เจ้าทำพิธีครั้งแรกอย่างนั้นหรือ”ผิงหลางสงสัย

            “เจ้าก็รู้ว่าข้ากลัวผีใครจะไปกล้าทำพิธีแบบนี้ได้บ่อยๆ กันล่ะ” เหวยเหนียงกล่าว

            “แล้วพวกเราจะทำอะไรต่อไป”ผิงหลางสงสัย

            “คงต้องรอฟังข่าวจากสามีข้าเท่านั้น”เหวยเหนียงต้องมาลุ้นว่ามารจันทน์ผาจะยอมบอกขั้นตอนที่เหลือหรือไม่

            *****************************

            ณ ถ้ำแห่งหนึ่งในป่าลึก

            ท่านหมอเทวดากำลังสะกดจิตมารจันทน์ผาที่มีสภาพเป็นเด็กวัย 10 ขวบโดยให้เขามองตามการกวัดแกว่งไปมาของลูกตุ้มที่ร้อยเชือก

            “จงฟังข้าเจ้ากำลังย้อนเวลากลับไปในตอนที่เจ้ายังไม่พบฝ่าบาทองค์ปัจจุบันเจ้ายังคงเป็นมารจันทน์ผาที่องอาจมีความสามารถหลายด้านและไม่มีใครสามารถต่อต้านเจ้าได้ข้าจะนับหนึ่งถึงห้าแล้วดีดนิ้ว เจ้าจะกลายมารจันทน์ผาที่สง่าผ่าเผยทันที 12 3 4 5 เป๊าะ” หมอเทวดาดีดนิ้วหลังจากนับเสร็จ

            “พวกเจ้าเป็นใครกล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาในถ้ำของข้า…

    คล้ายกับเรื่องเหวยเหนียง หมอดูเทวดา ที่คุณอ่าน