การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปจนหมดรอบแรก ผลการต่อสู้ของคู่อื่น ๆ ต่างเป็นไปตามคาด ผู้ชนะะส่วนใหญ่จะเป็นบุตรของผู้นำแต่ละตระกูลที่มีระดับปรายุทธครึ่งก้าวสู่ราชันย์เสียส่วนใหญ่ การประลองคัดเลือกตัวแทนระดับอาณาจักรครานี้ ต่างฝ่ายต่างคิดว่าบุตรหลานของตนนับเป็นอัจฉริยะที่ยากจะพบพานในรอบร้อยปี แต่พอการทดสอบและการประลองครานี้ปรากฎออกมา ต่างต้องตกใจเมื่อพบว่าแต่ละตระกูลนั้นก็ได้แอบซุ่มส่งเสริมบุตรหลานของตัวเองเช่นกัน จนเกิดอัจฉริยะมากมายที่สุดนับตั้งแต่ได้จัดการคัดเลือกตัวแทนระดับอาณาจักรมา เมื่อเป็นเช่นนี้หลายตระกูลก็ต้องฝันสลาย ถ้าหากมิสามารถโค่นคู่ต่อสู้จนชิงอันดับหนึ่งมาได้
การแข่งขันในรอบที่สองเป็นการจับฉลากจากผู้ชนะยี่สิบเจ็ดคน จะได้สิบสามคู่กับฟรีหนึ่งคน หลังการจับฉลากกังหลงนับว่าโชคดีจับได้หมายเลขสิบสี่ซึ่งมีหมายเลขเดียวที่ไม่มีคู่ต่อสู้ ผู้แข่งกันคนอื่นต่างอิจฉากันทั่ว แต่อีกหลายคนก็โล่งอกที่ไม่ต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่สามารถใช้เพียงสองกระบวนท่าในการชนะจอมโหดมู่หลง
การแข่งขันในรอบที่สองเสร็จสิ้น เหลือผู้แข่งขันทั้งหมดสิบสี่คน จึงมีการจับฉลากเพื่อแข่งขั้นในรอบที่สามต่อทันที รอบนี้กังหลงจับสลากได้หมายเลขสาม
การต่อสู้รอบที่สามได้เริ่มขึ้น
"เซินฉาน ผ่านชนะ เข้าสู่รอบสาม"
"เหลียวหู่เวิ่น ชนะ ผ่านเข้าสู่รอบสาม"
"คู่ที่สามชิวเฉินกัง พบกับ กังหลง ทั้งสองขึ้นสู่เวทีได้"
ชิวเฉินกังชนะมู่ซาคงมาในรอบที่สอง มีปราณครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นกลาง ชิวเฉินกังถนัดในท่าร่างอันว่องไวจนมู่ซาคงโดนสยบจนพ่ายแพ้เพราะชิวเฉินกังใช้ท่าร่างดุจวิญญาณภูติพรายสกัดจุดและเตะหลุดออกนอกเวที ทำให้ผู้ชมต่างมองชิวเฉินกัง ว่าเป็นตัวเต็งที่อาจคว้าตำแหน่งที่หนึ่งได่อย่างไม่ยากเย็น
กังหลงถูกมองว่าเป็นม้ามืดที่อาจสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชมได้จากการที่มีพลังโจมตีที่รุนแรง แต่ชิวเฉินกังนั้นมีระดับปราณที่สูงกว่ากังหลงถึงสองช่วงชั้น หากแม้นกังหลงไม่สามารถโจมตีโดนชิวเฉินกังได้ ถึงจะมีพลังโจมตีที่รุนแรงเพียงใดก็ไร้ความหมาย ดุจดังการไล่ตีแมลงวันที่ยากจะโดน
ชิวเฉินกังมองไปที่กังหลงอย่างหยิ่งผยองแม้จะทราบมาว่ากังหลงได้โจมตีจนมู่หลงกระเด็นออกนอกเวทีจนพ่ายแพ้ไป แต่มันก็มีความมั่นใจในท่าร่างอันรวดเร็วหากมิประจันหน้ากันมันย่อมมีเปรียบจนสามารถสยบฝ่ายตรงข้ามที่มีระดับปราณต่ำกว่ามันถึงสองขั้นเมื่อเสียงให้เริ่มการประลองดังขึ้นชิวเฉินกังเกร็งลมปราณถึงห้าส่วนใช้ท่าร่างอันรวดเร็วขยับกายวูบจนหายไปดุจล่องหนอ้อมไปสู่ด้านหลังของกังหลงหมายจะสยบไว้ด้วยการสกัดจุดแสดงความเหนือชั้นให้ผู้ชมได้เห็นเหมือนที่ผ่านมา
"วูบบบ...!!"
"งะ...!!"
ร่างกังหลงเลือนหายไปชิวเฉินกังที่สัมผัสได้เพียงร่างเงาภาพติดตาถึงกับงงงันไปชั่วครู่ เงยหน้ามองไปกลับพบว่ากังหลงได้เปลี่ยนไปอยู่ยังตำแหน่งที่มันเคยอยู่ก่อนหน้านี้มิทราบตั้งแต่เมื่อใดการลงมือที่ผิดพลาดคราแรกสร้างความเสื่อมเสียให้ชิวเฉินกังยิ่งมันใช้สายตาเย็นชาแผ่รังสีอำมหิตเพิ่มระดับปราณขึ้นเป็นเจ็ดส่วนพลังเลือนหายไปจนมิอาจสัมผัสได้ขยับร่างจนหายวับไปอีกครั้งในทันที
กังหลงเห็นเช่นนั้นก็นึกนิยมอยู่ในใจ กับท่าร่างอันรวดเร็วของชิวเฉินกังมันนับว่ามีฝีมืออย่างแท้จริง หากแม้นเป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ตนด้วยท่าร่างอันรวดเร็วนี้การจู่โจมของชิวเฉินกังย่อมประสบผลได้อย่างไม่ยากเย็นแต่ด้วยพลังจิตวิญญาณอันกล้าแข็งและสัมผัสอันเหนือล้ำยิ่งในปัจจุบันของกังหลงการแสดงท่าร่างนี้ย่อมมิอาจรอดพ้นจากสัมผัสของกังหลงไปได้ทันทีที่สัมผัสได้ถึงพลังปราณของชิวเฉินกังแผ่มาถึง กังหลงใช้ท่าร่างเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอยออกสลับตำแหน่งอีกครา ผู้ชมทั้งสนามต่างปากอ้าตาค้าง เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้น
"โอ้..เป็นการหลบหลีกได้ถึงสองครั้งสองคราย่อมมิใช่เป็นการบังเอิญแล้วเจ้าหนุ่มคนนี้ท่าทางจะไม่ธรรมดาแล้วหล่ะ..!!"
"นั่นมันท่าร่างใดกัน ถึงกับพิสดารได้ถึงเพียงนี้ดูแล้วมิได้ด้อยไปกว่าท่าร่างของเจ้าชิวเฉินกังแม้แต่น้อย.."
"ฮ่า ฮ่า ฮ่าดูท่าครานี้เจ้าชิวเฉินกังคงเจอคู่ปรับด้านท่าร่างอันรวดเร็วเข้าให้แล้ว "
เสียงชื่นชมของผู้ชมที่มีต่อกังหลงพร้อมทั้งเสียงหัวเราะของผู้คนที่ชิวเฉินกังจู่โจมผิดพลาดถึงสองคราเมื่อได้กระทบโสตของชิวเฉินกังก็สร้างความร้อนรุ่มและอับอายให้แก่มันยิ่งสร้างความเคียดแค้นจนมันรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีหวังจะใช้การโจมตีครั้งนี้สังหารเจ้าหนุ่มม้ามืดตรงหน้าให้ดับดิ้นไปในการโจมตีเพียงครั้งเดียวรังสีอำมหิตของชิวเฉินกังแม้จะถูกปิดบังซ่อนเร้นไว้จนมิดชิดจนจอมยุทธทั่วไปยากจะสัมผัสแต่ก็ยากจะรอดพ้นจากสัมผัสวิญญาณอันเหนือล้ำของกังหลงไปได้ กังหลงหัวร่อในใจ
"เราสองมิเคยมีข้ออาฆาตบาดหมาง...หากแม้นเจ้ามีจิตคิดสังหารข้าอนาคตเจ้าก็ต้องจบสิ้นลงเพียงแค่นี้ ..!! "
"คว้างงงง..!!"
ฉับพลัน..ชิวเฉินกังพลันดึงสิ่งของชนิดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติเมื่อสิ่งนั้นปรากฎออกมา พลังที่แผ่ออกมาสร้างความแตกตื่นวุ่นวายให้แก่ผู้ชมในทันที
"อาาา..พลังนั่น....ดาบอัศนีวิชชุลั่น..!!.อาวุธระดับราชันย์...เจ้าหนุ่มนี่ถึงกับได้รับมอบอาวุธประจำตระกูลชิวมา มันคงเป็นความหวังของตระกูลที่ยากจะมีในรอบหลายปีนี้อย่างแน่แท้เจ้าเฒ่าตายยากพวกนั้นถึงกับมอบสิ่งของที่มีเพียงชิ้นเดียวของตระกูลให้"
"เห็นทีครานี้เจ้าหนุ่มกังหลงคงยากจะหลบรอดจากเจ้าชิวเฉินกังอีกแล้วดาบอัศนีวิชชุลั่น..!!.อาวุธระดับราชันย์ หาใช่สิ่งของธรรมดาไม่..!! "
"เป็นเช่นไรรึท่านผู่เฒ่าข้ามิเคยได้ยินผู้ใดเคยกล่าวถึงดาบอัศนีวิชชุลั่น..!!.อาวุธระดับราชันย์นี้มาก่อนเลย "
ผู้ที่กล่าวในตอนต้นเป็นชายชราอายุร่วมร้อยปีท่าทางคงแก่เรียนและมีภูมิรู้แย้มยิ้มอย่างลำพองที่มีผู้คนให้ความสนใจถามไถ่ตน มันยืดอกขึ้นพร้อมกล่าว
"อันอาวุธระดับราชันย์ นี้ทั่วทั้งเจ็ดอาณาจักรที่ทราบกันนับว่ามีเพียงไม่กี่ชิ้นอาจมีมิถึงเจ็ดชิ้นก็เป็นได้เพราะแต่ละตระกูลแต่ละอาณาจักรต่างล้วนปิดบังไม้ตายหรืออาวุธล้ำค่าไว้มิใคร่ยอมจะเปิดเผยให้ผู้อื่นล่วงรู้อย่างง่ายดายอันดาบอัศนีวิชชุลั่น..!!.อาวุธระดับราชันย์ชิ้นนี้ได้เปิดเผยมาเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนตอนนั้นเป็นบรรพบุรษของตระกูลชิวนำออกมากำหราบสัตว์อสูรระดับสามที่ออกมาอาละวาดเข่นฆ่าผู้คนจนตายตกไปเกือบหมื่นคนและมิมีผู้ใดสามารถกำจัดได้ จวบจนบรรพบุรุษของตระกูลชิว ชิวเฉินตงฟางต้องนำอาวุธระดับราชันย์ที่เก็บซ่อนเอาไว้ออกมาจึงสามารถพิฆาตเจ้าสัตว์อสูรตนนั้นลงได้ดาบอัศนีวิชชุลั่น..!!.อาวุธระดับราชันย์ชิ้นนี้จึงมีคนรับรู้มานับแต่บัดนั้น"
"ท่านผู้เฒ่า..แล้วเจ้าดาบอัศนีวิชชุลั่น..!!.อาวุธระดับราชันย์ชิ้นนี้มีอันใดวิเศษนักรึข้าดูไปก็เหมือนจะเป็นแค่อาวุธรรมทั่วไป มิเห็นมีอะไรที่พิเศษ ?"
"เฮอะ เฮอะ.!!..เจ้ามันแค่กบน้อยในก้นบ่อจะไปทราบอะไรได้ ดาบอัศนีวิชชุลั่นเป็นอาวุธธาตุสายฟ้า..!!.อาวุธระดับราชันย์อันนี้จะสำแดงอานุภาพเมื่อผู้เป็นเจ้าของที่มีจักระธาตุสายฟ้าตรงกับมันแผ่พลังปราณเข้าไปก็จะบังเกิดสายฟ้าปรากฎออกมาครอบคลุมตัวดาบไปจนทั่วเมื่อโจมตีจะส่งพลังสายฟ้าอันรุนแรงฟาดออกทำร้ายคู่ต่อสู้จนมอดไหม้ด้วยพลังสายฟ้าอันรุนแรงดุจอาวุธของเทพในนิยายเจ้าลองคิดดูขนาดสัตว์อสูรระดับสามที่มีพลังยุทธเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธระดับปราณจักรพรรษดิ์สงครามซึ่งเป็นเพียงจอมยุทธในตำนานเท่านั้น ยังต้องมอดไหม้ไปด้วยอานุภาพของดาบเล่มนี้ผู้ที่มีอาวุธระดับราชันย์ย่อมเสมือนพยัคฆ์ที่ติดปีกยากที่พยัคฆ์ธรรมดาจะต่อกรได้"