“ท่านแม่ได้งานผ้าปักจากเถ้าแก่เนี้ยมาเช่นนั้นหรือขอรับ”จางอี้หมิงเอ่ยถามมารดาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นหลังจากได้ทราบข่าวดี
วันนี้ระหว่างที่กินมื้อเช้าเสร็จแล้ว สมาชิกทุกคนในบ้านสกุลจางต่างพากันมานั่งพักผ่อนรับแสงแดดอุ่น ๆ ในเช้าวันใหม่
เมื่อวานตอนขากลับมาถึงบ้าน ทุกคนยังอกสั่นขวัญหายไม่เลิกกับเหตุการณ์ที่จวนท่านอ๋องจางอี้หมิงเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์มากที่สุดท่าทางดุดันแต่มีเมตตาขอหนิงอ๋องเล่นเอาหวั่นใจอยู่นานเด็กน้อยจึงไม่ได้เล่ารายละเอียดอันใดให้ใครฟังจนกระทั่งตอนนี้
“ใช่แล้วจ้ะ เถ้าแก่เนี้ยเป็นคนให้ผ้าและอุปกรณ์ปักผ้าทั้งหมดมาแม่เพียงลงมือทำเท่านั้น ท่านพ่อของเจ้ายังแนะนำให้แม่สอนหญิงชาวบ้านที่สนใจด้านนี้ในอนาคตผ้าปักของกลุ่มการค้าหลัวถงอาจจะมีชื่อเสียงขึ้นมาก็เป็นได้” หลี่อ้ายตอบบุตรชายด้วยรอยยิ้มนางดีใจยิ่งนักที่สามารถช่วยครอบครัวให้มีรายได้อีกทาง
“หมิงเอ๋อร์ ตอนนี้คงหายตกใจพอที่จะเล่าให้พ่อฟังถึงเหตุการณ์เมื่อวานได้แล้วใช่หรือไม่”จางอี้เทาเอ่ยถามเขาเห็นว่าบทสนทนาของแม่ลูกไม่มีอันใดต่อแล้วจึงต้องการทราบเรื่องราวระหว่างที่เกิดขึ้นขณะที่ตนเองกับภรรยารออยู่ในห้องรับรอง ตัวเขาไม่ทราบเหตุการณ์ในตอนแรกมาทราบอีกทีหลังจากที่ท่านอ๋องเอ่ยสั่งสอนบุตรชายแล้ว
“ท่านพ่อ เรื่องมันเป็นเช่นนี้ขอรับ...”
จางอี้หมิงเล่าเรื่องที่ตนเองทำอาหารชนิดใหม่ขึ้นมา ชื่อว่าหุบเขาเดียวดายเมื่อนำไปขึ้นโต๊ะเสวยแล้วจึงเกิดเหตุการณ์อาหารติดคอท่านอาจารย์เทียนอาการน่าเป็นห่วงจนตัวเขาเองต้องออกหน้าช่วยเหลือในเบื้องต้นจนสามารถช่วยชีวิตท่านอาจารย์ไว้ได้
“…หลังจากนั้นท่านอ๋องจึงเรียกพวกเราไปคุยที่ห้องทำงานแล้วไม่นาน เถ้าแก่หวัง ท่านพ่อกับท่านแม่ก็ตามมาสมทบขอรับ”จางอี้หมิงเล่าด้วยเสียงราบเรียบและเบาลงเล็กน้อยเขารู้ดีว่าตนเองจะต้องถูกตำหนิจากบิดามารดาอีกเป็นแน่
“หมิงเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงได้บ้าบิ่นเช่นนี้เหตุใดไม่คิดถึงว่าเจ้าเป็นเพียงเด็กหากรักษาหรือช่วยชีวิตท่านอาจารย์ไว้ไม่ได้แล้วเกิดอันใดขึ้นกับเจ้าแม่กับพ่อจะอยู่อย่างไร”หลี่อ้ายถึงกับเอ่ยเสียงสั่นนางไม่อยากคิดต่อไปเลยว่าถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ผลลัพธ์ตรงกันข้ามจะเป็นเช่นไร
ไม่อยากจะคิดต่อเลยจริง ๆ
“หมิงเอ๋อร์มารดาเจ้าพูดถูกและท่านอ๋องสั่งสอนลูกได้ถูกต้องแล้วต่อไปขอให้ไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำการอันใดลงไป หากไม่คิดถึงตนเองก็ให้คิดถึงพ่อแม่และท่านย่าด้วยเข้าใจที่พ่อพูดหรือไม่” จางอี้เทาเอ่ยสำทับคำของภรรยาอีกครั้ง
“อาเทา ลูกสะใภ้ หมิงเอ๋อร์รู้ตัวแล้ว อย่าได้ตำหนิลูกอีกเลยหมิงเอ๋อร์เด็กเพียงเท่านี้จะคิดน้อยไปบ้างจะเป็นไรไปเล่า เหตุการณ์ก็ผ่านไปแล้ว หมิงเอ๋อร์ต่อไปรับปากบิดามารดาว่าเจ้าจะไม่หุนหันพลันแล่นอีกดีหรือไม่”
หูไป๋หงเห็นหลานชายเพียงคนเดียวหน้าซีดไปหมดถึงกับใจอ่อนยวบในเมื่อบิดามารดาสั่งสอนไปแล้วนางก็ไม่อยากซ้ำเติมให้มากความ
“ข้าจะจำไว้ขอรับ” อี้หมิงเอ่ยรับคำบิดามารดาเสียงอ่อน
“เอาล่ะ เราไปทำหัวเชื้อน้ำตาลผักกันเถอะหมิงเอ๋อร์บอกย่าตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าวันนี้เราจะทำน้ำตาลผักกันมิใช่หรือไรย่าพร้อมแล้ว พวกเจ้าสองคนผัวเมียก็มาช่วยข้าทำด้วย ข้าแก่แล้ว จะลุกจะนั่งก็ปวดหลังไปหมด”หูไป๋หงหนุนหลังหลานชายให้ลุกเดินเข้าไปที่ส่วนครัวพลางหันมาบอกจางอี้เทากับหลี่อ้ายให้ตามเข้าไปช่วยด้วย
“ท่านแม่ข้าจะไปส่งข่าวให้ท่านหัวหน้าหมู่บ้านกระจายข่าวเรื่องเกลือผักขอรับ แจ้งเรื่องเสร็จแล้วข้าจะไปเก็บต้นหญ้าหวานมาให้ท่านแม่ด้วยท่านแม่ลืมไปแล้วหรือขอรับว่าเราไม่มีต้นหญ้าหวานสดเลยแล้วท่านแม่จะทำหัวเชื้อได้เช่นไร เมื่อกลับมาแล้วข้าจะไปช่วยท่านแม่นะขอรับ”จางอี้เทาเอ่ยตอบคำมารดา
“ข้าจะนั่งทำเกลือผักเจ้าค่ะ ท่านแม่กับหมิงเอ๋อร์ทำหัวเชื้อไปก่อนนะเจ้าคะหญ้าสายรุ้งแห้งดีแล้ว พรุ่งนี้จะได้เอาไปเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านด้วย”หลี่อ้ายแจ้งสิ่งที่ตนเองจะทำต่อนางคิดขึ้นมาได้ว่ายังมีหญ้าสายรุ้งจำนวนมากที่แห้งพอแล้ว
“ได้ ๆเช่นนั้นหมิงเอ๋อร์ก็ไปนำหัวเชื้อน้ำตาลผักกับย่าดีกว่า ว่าแต่เราใช้หญ้าหวานแห้งทำหัวเชื้อได้หรือไม่หมิงเอ๋อร์” นางหูรับคำบุตรชายและลูกสะใภ้ก่อนหันมาถามหลายชายอีกครั้งเนื่องจากที่บ้านมีต้นหญ้าหวานแห้งเก็บไว้อยู่เยอะพอสมควร
“ทำได้ขอรับท่านย่า แต่ต้องปรับเปลี่ยนสูตรให้มากหน่อยพวกเราทำหัวเชื้อทั้งแบบหญ้าหวานสดและหญ้าหวานแห้ง รวมทั้งแบบผสมด้วยก็ดีนะขอรับ ในฤดูหนาวเราก็ทำจากหญ้าหวานแห้งในฤดูอื่นก็ทำจากหญ้าหวานสด”จางอี้หมิงออกความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำหัวเชื้อน้ำตาลผัก
“เอาตามที่หมิงเอ๋อร์ว่า เจ้าช่างฉลาดเสียจริง”
นางหูชื่นชมหลานชาย นางเยินยออี้หมิงอีกพักใหญ่ ท่าทางสุดแสนจะภูมิใจจนเด็กชายยิ้มกว้างเต็มใบหน้า
สองย่าหลานเดินตามกันไปยังหน้าเตา นางหูก่อไฟต้มน้ำส่วนอี้หมิงหยิบวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ พวกเครื่องเทศสมุนไพรที่จะใช้ทำหัวเชื้อมาวางไว้ สำหรับปริมาณคงต้องลองผิดลองถูกกันต่อไป
“หมิงเอ๋อร์ ย่าต้องทำอันใดต่อไป” หญิงชราเอ่ยถามหลานชายหลังจากที่ก่อไฟตั้งหม้อต้มน้ำเรียบร้อยแล้วจางอี้หมิงเขย่งปลายเท้าสูงขึ้นเพื่อตรวจดูเมื่อเห็นว่าน้ำในหม้อร้อนแล้วแต่ไม่ถึงกับเดือดจึงบอกขั้นตอนต่อไป
“ขั้นตอนแรกท่านย่าเอาน้ำร้อนนะขอรับ ไม่ต้องเยอะ ใส่ลงไปในชามเอาดอกเก็กฮวยแห้งลงไปลวก คนให้ทั่วสักประมาณสิบครั้งก็เพียงพอแล้วขอรับ”
“หมิงเอ๋อร์ เหตุใดเราถึงต้องลวกดอกเก็กฮวยก่อนเล่า”
“เพื่อไม่ให้น้ำตาลผักมีรสเฝื่อนและยังเป็นการล้างฝุ่นหรือสิ่งสกปรกออกจากดอกเก็กฮวยด้วยขอรับถ้าใส่น้ำเยอะและลวกนานมันจะกำจัดกลิ่นที่หอมออกไปจนหมดขอรับ”
“น้ำเท่านี้พอหรือไม่ นานเท่านี้ย่าทำถูกหรือไม่”นางหูเอ่ยถามหลานชายหลังจากที่นำดอกเก็กฮวยแห้งลงไปลวกแล้ว
“ท่านย่าทำถูกต้องแล้วขอรับลวกเสร็จแล้วท่านย่าตักเอาดอกเก็กฮวยแยกไว้ต่างหาก น้ำที่ลวกเททิ้งไปเลยขอรับเสร็จแล้วตักน้ำใส่ขันเอาน้ำเย็นมาเทราดลงไปในดอกเก็กฮวยที่ลวกไว้ด้วยนะขอรับ”
“เหตุใดถึงมีขั้นตอนยุ่งยากเช่นนี้” นางหูเปรยเบา ๆ ด้วยความสงสัย
“เพราะน้ำเย็นที่ราดลงไปจะทำให้ความหอมของดอกเก็กฮวยอยู่นานขึ้นขอรับ” จางอี้หมิงอธิบาย
“หมิงเอ๋อร์ น้ำเดือดแล้ว ต้องทำอันใดต่อ”นางหูตรวจน้ำในหม้อที่ต้มไว้เมื่อเห็นว่าเดือดแล้วจึงบอกหลานชาย
“ทุบเม็ดพุดจีนสักสองสามเม็ดท่านย่าทุบเพียงแค่แตกเท่านั้นนะขอรับอย่าทุบให้แหลกเพราะเวลาใส่ลงไปในหม้อต้มน้ำจะทำให้มีรสเฝื่อนไม่อร่อยแต่ยังไม่ต้องใส่ลงไปในตอนนี้ นำใบหญ้าหวานแห้งลงไปต้มขอรับ”
“หมิงเอ๋อร์ ใบหญ้าหวานเท่านี้พอหรือไม่” นางหูหยิบใบหญ้าหวานขึ้นมาแล้วเอ่ยถามนางทำตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ตรงไหนไม่มั่นใจก็รีบเอ่ยถามทันที
“เพิ่มลงไปอีกหนึ่งเท่าเพราะเราจะทำหัวเชื้อ ดังนั้นความหวานต้องเข้มข้นขอรับตอนนี้ท่านย่าใส่ชะเอมเทศ และเกลือลงไปด้วยได้เลยขอรับเกลือใส่ลงไปเพียงปลายช้อนนะขอรับท่านย่าเกลือจะทำให้เก็บน้ำตาลผักได้นานขึ้นและตัดรสชาติให้นุ่มขึ้น ไม่แหลมโดดอันนี้สำคัญมากนะขอรับ เวลาต้มต้องเปิดฝาให้อ้าไว้เล็กน้อยเพราะถ้าปิดสนิทจะทำให้น้ำหัวเชื้อขุ่น ไม่ใส ไม่สวยด้วยขอรับ”
“ช่างดีจริง ๆ ความรู้พวกนี้ชาวสวรรค์ก็สอนเจ้าด้วย”นางหูเปรยขึ้น
นอกจากหลานชายของนางจะบอกวิธีการทำแล้ว ยังบอกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการระวังด้วยความรู้ใหม่มากมายเช่นนี้เด็กห้าขวบจะไปเอามาจากที่ไหนท่านเทพช่างมีเมตตาเหลือเกิน
เด็กน้อยไม่ตอบอันใด เขายกยิ้มบาง ๆ และคอยเฝ้าดูหม้อต้มเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ จางอี้หมิงจึงให้ท่านย่าของตนเปิดดู
“ต่อไปท่านย่าใส่เม็ดพุดจีนลงไปเลยขอรับต้มต่อไปอีกสักชั่วจิบชาเราค่อยใส่ดอกเก็กฮวยขอรับ”
“หมิงเอ๋อร์เหตุใดถึงต้องใส่ชะเอมเทศและเม็ดพุดจีนเล่า” นางหูถามอีกครั้ง ทั้งสงสัยและกล้าถามสมกับเป็นผู้ที่ใฝ่รู้
“ชะเอมเทศช่วยในเรื่องของความสดชื่นและชุ่มคอ เมื่อเอามาทำเป็นชาผักจะมีคุณสมบัติเป็นเครื่องดื่มชาสมุนไพรส่วนเม็ดพุดจีนใส่เพื่อทำให้มีสีสวย ลำพังเพียงแค่ใบหญ้าหวานสีไม่สวยเท่าไรขอรับ”อี้ หมิงอธิบายให้นางหูฟังด้วยความยินดี
“ท่านย่าอย่าลืมสิขอรับ ห้ามปิดฝาหม้อสนิท ต้องแง้มไว้นิดหนึ่ง”จางอี้หมิงเอ่ยเตือนเมื่อเห็นว่าหญิงชราลืมตัวปิดฝาหม้อจนสนิท
“อ๊ะ ย่าขอโทษ ย่าลืมไปหน่อย” นางหูรีบยกฝาหม้อให้แง้มไว้ทันที
“ต่อไปขั้นตอนสุดท้ายสำคัญมากนะขอรับเมื่อสีของน้ำหัวเชื้อน้ำตาลผักเข้มเพียงพอและครบเวลาตามที่กำหนดแล้วให้ท่านย่ายกลงจากเตาเลยขอรับแล้วใส่ดอกเก็กฮวยที่ลวกไว้ลงไปหลังจากนั้นต้องปิดฝาให้สนิทนะขอรับท่านย่า ปิดไว้เป็นเวลาหนึ่งเค่อเพื่อเป็นการอบกลิ่นหัวเชื้อน้ำตาลผักให้หอมขอรับ”
เมื่อครบเวลาชั่วจิบชานางหูจึงทำขั้นตอนสุดท้ายตามขั้นตอนและข้อระวังอย่างที่หลานชายบอกทุกอย่าง
“ย่าอาจจะต้องให้หมิงเอ๋อร์ทำร่วมกันกับย่าในช่วงแรก ๆแล้วล่ะ เพราะทั้งขั้นตอน วัตถุดิบข้อควรระวังต่าง ๆดูยุ่งยากกว่าการทำน้ำตาลผักมาก” นางหูบอกหลานชายด้วยสีหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย
ขั้นตอนมากมายถึงเพียงนี้นางไม่สามารถจดจำได้หมดในครั้งเดียวที่ทำได้ขณะนี้ก็เพราะว่ามีหลานชายคอยประกบอย่างใกล้ชิดหากต้องลงมือเพียงลำพังแล้วผิดพลาดขึ้นมาจะลำบากเอาได้
“ข้าจะช่วยท่านย่าต่อไปเมื่อท่านย่าทำบ่อยขึ้นท่านย่าก็จะชำนาญแน่นอนขอรับนอกจากนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ก็สามารถมาช่วยท่านย่าทำได้ด้วย” อี้หมิงเอ่ยให้กำลังใจ
“หมิงเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าหนึ่งครั้งที่เราทำ จะได้หัวเชื้อน้ำตาลผักกี่ไห”
ระหว่างที่อบหัวเชื้อน้ำตาลผักก็มีเวลานานพอที่นางหูจะเอ่ยถามถึงข้อมูลต่างๆ เพราะนางกังวลถึงเรื่องนี้มาหลายวันแล้วตั้งแต่ที่ได้รับใบสั่งซื้อจำนวนมาก
“ถ้าเราต้มด้วยหม้อใบนี้ไปตลอดข้าคิดว่าคงได้เพียงไหเดียวขอรับ”
“อะไรนะ ได้เพียงไหเดียวเท่านั้นเองหรือหัวเชื้อน้ำตาลผักหนึ่งไห ทำน้ำตาลผักได้หนึ่งร้อยไห ท่านอ๋องสั่งซื้อหนึ่งแสนไหเราต้องทำหัวเชื้อจำนวนหนึ่งพันไหจากที่เรานั่งทำกันมาตั้งแต่ต้นจนใกล้เสร็จนี้ใช้เวลาไปประมาณครึ่งชั่วยามหากหนึ่งวันพวกเราทำงานทั้งวัน ตั้งแต่ยามเฉิน (07.00 – 08.59) จนถึงยามโหย่ว (17.00 – 18.59) ก็เป็นเวลาหกชั่วยามแล้ว
หนึ่งชั่วยามได้หัวเชื้อน้ำตาลผักสองไหทำงานหกชั่วยามดังนั้นหนึ่งวันเราจะทำหัวเชื้อน้ำตาลผักได้สิบสองไหกลุ่มการค้าหลัวถงต้องส่งน้ำตาลผักทั้งหมดภายในระยะเวลาสองเดือนคือหกสิบวัน คิดแล้ว.....ก็เพียงเจ็ดร้อยยี่สิบไหเท่านั้นหมิงเอ๋อร์ ถ้าหากว่าย่าต้องทำคนเดียว เรามีระยะเวลาไม่พอเป็นแน่”นางหูอุทานออกมาอย่างเป็นกังวล นางเผลอพูดความคิดในหัวออกมายาวเหยียด
เป็นเช่นนี้แย่แน่ มองอย่างไรก็ไม่เห็นทางที่จะทำได้ทันกำหนด
“เช่นนั้นให้ท่านแม่มาช่วยท่านย่าทำหัวเชื้อน้ำตาลผักหากท่านย่าได้ท่านแม่มาช่วยพวกเราทำทันแน่นอนขอรับให้ท่านพ่อกับท่านปู่ถงบันทึกจำนวนที่ชาวบ้านเอามาส่งและบันทึกบัญชีรายได้จากการขายอีกทั้งท่านพ่อกับข้าอาจจะต้องได้ไปในเมืองในบางครั้งด้วย” จางอี้หมิงออกความเห็นไปด้วย
“ย่าเห็นด้วยที่จะให้แม่เจ้ามาช่วยย่าทำหัวเชื้อน้ำตาลผักเพราะถ้าไม่มีหัวเชื้อ ชาวบ้านก็ทำน้ำตาลผักไม่ได้เช่นนั้นให้แม่เจ้าพักเรื่องการปักผ้าไปก่อน หมิงเอ๋อร์เจ้าลืมสิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างไปหรือไม่”
นางหูเมื่อได้วิธีแก้ปัญหาแล้วนางจึงถามคำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันกับหลานชายเป็นคำถามสุดท้ายก่อนที่เวลาจะครบหนึ่งเค่อซึ่งต้องกลับมาทำหัวเชื้อน้ำตาลผักในขั้นตอนต่อไป
“ข้าลืมอันใดไปหรือขอรับท่านย่า”
“เชื้อเพลิงหรือฟืนอย่างไรเล่า ในตอนที่พวกเราทดลองทำและทำเพียงส่งขายให้กับเถ้าแก่หวังฟืนไม่เป็นปัญหาเพราะเราทำในปริมาณที่น้อยแต่เจ้าได้คิดบ้างหรือไม่ว่าในการทำน้ำตาลผักต้องใช้ฟืนมากเพียงไหนถึงจะเพียงพอต่อการทำน้ำตาลผักหนึ่งแสนไห”
จางอี้หมิงถึงกับนิ่งงันไปเมื่อเจอคำถามนี้จากท่านย่า นั่นสิเหตุใดเขาถึงลืมนึกถึงเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้ ฟืนคือสิ่งที่สำคัญดังที่ท่านย่าบอกอย่างแท้จริง
“หมิงเอ๋อร์ เจ้าลองเอาไปคิดดูแต่ตอนนี้ครบหนึ่งเค่อแล้ว ย่าต้องทำเช่นไรต่อไป”นางหูเอ่ยเตือนหลานชายที่ตอนนี้นั่งเหม่อลอยจางอี้หมิงดูคิดหนักขึ้นมาเมื่อได้ยินคำถามของนาง
“หมิงเอ๋อร์ หมิงเอ๋อร์” นางหูเรียกหลานชายอีกครั้ง
“ขะ ขอรับท่านย่า”
“เวลาครบหนึ่งเค่อที่อบกลิ่นหอมแล้วย่าต้องทำเช่นไรต่อไป” นางหูเอ่ยคำถามทวนอีกครั้งหนึ่ง
“ท่านย่าต้องแยกกากใบหญ้าหวานดอกเก็กฮวยกับน้ำหัวเชื้อออกจากกัน ท่านย่าใช้ผ้ากรองสำหรับแยกกากได้ขอรับ”
นางหูเดินเข้าไปทำตามที่หลานชายบอกเมื่อกรองทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจึงนำมาใส่ไว้ในไห แล้วก็เป็นตามที่หลานชายบอกต้มหนึ่งครั้งได้เพียงหนึ่งไหใหญ่เท่านั้น
“หมิงเอ๋อร์ จริงดังเจ้าว่า ทำได้เพียงหนึ่งไหเท่านั้น”นางหูถึงกับเอ่ยออกมาด้วยความกังวลกว่าเดิม
“ท่านย่า ยังไม่เสร็จนะขอรับเราต้องนำไปต้มอีกเพื่อทำให้ได้จำนวนหนึ่งร้อยไหแต่ว่าเราไม่มีไหเปล่า เราจะต้องทำเช่นไรถึงจะทดลองได้กันนะ”
จางอี้หมิงถึงกับนั่งจ้องมองไหหัวเชื้อน้ำตาลผักเพื่อคิดหาวิธีการทดลองสูตรนี้ระหว่างที่ยังคิดไม่ตก จางอี้เทาได้เดินเข้ามาในบ้านพอดีเขาวางตะกร้าหญ้าหวานสดไว้ที่นอกบ้านเพื่อเตรียมนำไปล้างที่ลำธารในตอนแรกก็คิดว่าจะไปจัดการเสียให้เรียบร้อยแต่รู้สึกกระหายนักอยากดื่มน้ำให้ชื่นใจก่อนทำอันใดต่อ
“อาเทา เจ้ากลับมาแล้ว” นางหูเอ่ยทักบุตรชาย
“ขอรับท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วข้ากระหายน้ำจึงเข้ามาหาน้ำดื่มขอรับ เจ้าตัวเล็ก เหตุใดถึงได้นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นนี้หึ”จางอี้เทาตอบคำถามมารดาก่อนที่จะหันไปลูบผมบุตรชายและเอ่ยถามขึ้น
“หมิงเอ๋อร์กำลังคิดหาวิธีที่จะทดลองสูตรหัวเชื้อที่ทำได้แล้วต้องนำไปทำน้ำตาลผักน่ะสิเราไม่สามารถต้มน้ำตาลผักจากหัวเชื้อได้ในปริมาณหนึ่งร้อยไหในคราเดียวเพราะหม้อก็ใบเล็กถึงเพียงนี้อีกอย่างไหเปล่าสำหรับใส่น้ำตาลผักที่ต้มเสร็จแล้วก็ไม่มีหมิงเอ๋อร์ถึงนั่งคิ้วขมวดอยู่เช่นนี้อย่างไรเล่า”นางหูเป็นผู้เอ่ยอธิบายให้บุตรชายฟัง
“อืม” จางอี้เทาหลังจากที่ได้ฟังปัญหาที่เขาจึงนั่งลงและช่วยคิดหาวิธีจนลืมดื่มน้ำที่ตนเองกระหายนักหนาเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งเค่อ สุดท้ายก็คิดวิธีขึ้นมาได้
“หมิงเอ๋อร์ เหตุใดเราไม่แบ่งหัวเชื้อน้ำตาลผักออกเป็นสิบไหเล็กที่มีขนาดเท่ากัน แล้วนำหนึ่งไหหัวเชื้อน้ำตาลผักเล็กไปต้มเพื่อให้ได้น้ำตาลผักอีกสิบไหเล่า เช่นนี้เราก็รู้ปริมาณที่แน่นอนแล้ว”จางอี้เทาเล่าวิธีการทดลองให้ทั้งสองคนได้ฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“โอ้ จริงด้วยขอรับท่านพ่อเช่นนี้เราก็ไม่ต้องใช้ไหเปล่าถึงหนึ่งร้อยไหและยังทดลองปรับเปลี่ยนสูตรได้ง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องต้มในปริมาณครั้งละมาก ๆท่านพ่อท่านช่างฉลาดยิ่งขอรับ” จางอี้หมิงเอ่ยถึงข้อดีของวิธีที่บิดาบอกมาก่อนจะเข้าไปกอดผู้เป็นพ่อไว้ด้วยความดีใจ
ท่านพ่อของเขาช่างฉลาดหลักแหลม สมแล้วที่เป็นบัณฑิต
“เมื่อได้วิธีแล้ว พวกเราก็มาทดลองกันต่อเถอะหมิงเอ๋อร์บิดาเจ้าจะได้ดื่มน้ำและไปล้างต้นหญ้าหวานที่ลำธารเสียที”นางหูเอ่ยสรุปให้หลายชายได้ฟัง
จางอี้เทารู้สึกคอแห้งทันทีเมื่อมารดาเอ่ยมัวแต่นั่งคิดหาวิธีแก้ปัญหาจนลืมจุดประสงค์ที่เข้ามาในบ้านไปเสียสนิท
ตลอดบ่ายนั้นครอบครัวจางไม่ว่าจะเป็นนางหูและอี้หมิงที่ช่วยกันทดลองทำสูตรต่างๆ หรืออี้เทาและหลี่อ้ายที่ช่วยกันนั่งบดหญ้าสายรุ้งแห้งเพื่อทำเกลือผักต่างก็ยุ่งไม่น้อย
สองสามีภรรยานั่งทำเกลือผักกันเงียบ ๆ ซึ่งแตกต่างจากคู่ของย่าหลานที่ดูเหมือนจะวุ่นวายและเสียงดังมากกว่าเนื่องด้วยทั้งสองถกเถียงกันถึงรสชาติของหัวเชื้อและน้ำตาลผักที่ได้มาสุดท้ายก่อนหมดวัน บ้านสกุลจางก็ได้สูตรหัวเชื้อน้ำตาลผักที่สามารถนำมาทำน้ำตาลผักได้อีกหนึ่งร้อยไหต่อหัวเชื้อหนึ่งไหอย่างลงตัว
“หมิงเอ๋อร์ เหตุใดน้ำตาลผักที่ได้ถึงได้หอมเช่นนี้รสชาติดีกว่าน้ำตาลผักสูตรแรกที่พวกเราทำมาก่อนเสียอีก”หลี่อ้ายเป็นคนเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อได้กลิ่น
“เพราะพวกเราปรับเปลี่ยนสูตรและใช้เครื่องเทศรวมถึงสมุนไพรเข้าร่วมด้วยขอรับสูตรนี้ถึงได้มีทั้งกลิ่นที่หอมมาก สีเหลืองสดใสสวยงาม ที่สำคัญ ครั้งนี้ข้าใส่เกลือลงไปด้วยจะเพิ่มระยะเวลาในการใช้ให้นานขึ้นยิ่งแคว้นเหลียงมีอากาศหนาวเย็นน้ำตาลผักยิ่งเก็บได้นานขึ้นขอรับ”
“หมิงเอ๋อร์ เจ้าช่างเก่งยิ่งนัก พ่อภูมิใจในตัวเจ้าเหลือเกิน”จางอี้เทาเอ่ยชมบุตรชายพลางส่งรอยยิ้มให้อย่างนุ่มนวล
“ท่านพ่อ ท่านชมผิดแล้วคนที่เก่งที่สุดในครั้งนี้คือท่านย่าต่างหากเล่าขอรับ”
จางอี้เทาถึงกับขมวดคิ้วเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยเหตุใดบุตรชายถึงโยนความดีความชอบให้กับมารดาไปเสียได้
“เหตุใดหมิงเอ๋อร์ถึงกล่าวเช่นนั้นเล่า”
“เพราะข้าลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำน้ำตาลผักจำนวนมากๆ ไปน่ะสิขอรับ แต่ท่านย่าไม่ลืมและเอ่ยเตือนข้าจนตอนนี้ข้าก็ยังคิดหาทางออกไม่เจอเลยขอรับ”จางอี้หมิงเอ่ยตอบบิดาด้วยความเศร้าเล็กน้อย
“ท่านแม่ มันเกิดอันใดขึ้นหรือขอรับเหตุใดหมิงเอ๋อร์ถึงได้กล่าวเช่นนั้น” จางอี้เทาหันไปถามมารดาตนเอง
“ในระหว่างที่แม่กับหมิงเอ๋อร์ทำหัวเชื้อ แม่ได้ถามหมิงเอ๋อร์ว่าได้คิดถึงเรื่องเชื้อเพลิงหรือฟืนที่จะต้องใช้ในการต้มน้ำตาลผักจำนวนมากขนาดนั้นไว้หรือไม่ในการทำหัวเชื้อน้ำตาลผักต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามและในการทำน้ำตาลผักอย่างน้อยก็ใช้เวลาสองเค่อเจ้าว่าภูเขาของหมู่บ้านหลัวถงจะมีฟืนเพียงพอให้ชาวบ้านเก็บมาต้มน้ำตาลผักได้หรือไม่เล่า
ช่วงนี้ชาวบ้านเริ่มสะสมเสบียงอาหาร และฟืนเพื่อใช้ในฤดูหนาวกันแล้ว หากว่าเมื่อถึงฤดูหนาวมาเยือนแต่ไม่มีฟืนให้ใช้ตลอดฤดูหนาวเงินมากมายที่ได้จากการขายน้ำตาลผักจะมีประโยชน์อันใดกัน”
นางหูเอ่ยอธิบายให้บุตรชายฟังถึงปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในครั้งนี้
หลังจากที่นางหูเอ่ยจบ ความเงียบจึงเกิดขึ้นโดยมิได้นัดหมาย สมาชิกทุกคนต่างก็จมจ่อมอยู่กับความคิดของตนเองในการหาวิธีแก้ไขปัญหาครั้งนี้
จริงอย่างที่นางหูว่าต่อให้มีเงินทองมากมายแต่ไม่มีเชื้อเพลิงเอาไว้ใช้ในฤดูหนาว โอกาสที่จะรอดชีวิตก็ริบหรี่ยิ่งนักเช่นนี้แล้วจะหาเงินทองมากมายไปเพื่อเหตุใด
มื้อเย็นของวันนั้น ครอบครัวจางถึงกับกินอย่างไร้รสชาติเนื่องจากปัญหาที่ยังคิดหาทางออกไม่เจอเสียงหัวเราะที่มักเกิดขึ้นเสมอหลังจากที่เด็กน้อยของบ้านฟื้นขึ้นมาจากประตูผีกลับเงียบไปราวกับเป็นบ้านร้าง คงมีแต่เพียงเสียงถอนหายใจเป็นระยะ ๆ เท่านั้น
จางอี้หมิงรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
ในตอนนี้เขาอยากให้ตัวเองได้พบท่านเทพจริงๆ เหลือเกิน