เราตื่นกันแต่เช้าเพื่อจะออกเดินทางกันต่อแล้วค่อยหาอะไรกินแถวโรงเตี๊ยมข้างหน้า แล้วฉันก็รู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งของเฟยเจิน ทำให้รู้ว่าเขาอยู่ไม่ไกลจากฉันมากนัก จึงมองขึ้นไปบนฟ้าก็เห็นนกอินทรีย์สีทองกางปีกกว้างบินอยู่ท้องฟ้า กับนกเหยี่ยวตัวใหญ่บินเคียงอยู่ข้างๆ ก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือเฟยเจินจึงส่งเสียงเรียกเฟยเจินเพื่อให้รู้ว่าฉันอยู่ตรงนี้
ชั่วอึดใจเดียวเฟยเจินในร่างนกอินทรีย์ทองก็โผบินลงมาจากฟ้า กลายร่างเป็นมนุษย์เดินตรงมาหาเรา เหวินหลางที่อยู่ในอาการตกใจรีบชักกระบี่ตั้งท่าเตรียมต่อสู้ส่งเสียงอุทานออกมาว่า “นั่นมันตัวอะไรกันแน่ คนหรือนก?!!”
แต่หมอจงก็รีบห้ามเหวินหลางไว้และพูดว่าเฟยเจินเป็นพี่ชายของฉัน เหวินหลางแม้จะยังไม่ลดกระบี่ลงเพราะยังหวาดระแวงไม่ไว้ใจ เพราะเห็นเฟยเจินเป็นตัวประหลาดที่สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้
หมอจงจึงกระซิบบอกเหวินหลางว่า เฟยเจินจะเป็นอะไรก็ช่างอย่าคิดสงสัยให้มากความแต่จงคิดดีใจไว้ที่เฟยเจินอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา เพราะเฟยเจินมีพลังแข็งแกร่งพิเศษกว่ามนุษย์ทั่วไป เหวินหลางยังคงมีสีหน้าไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ถามอะไรไปมากกว่านี้ จึงทำเพียงแค่ลดกระบี่ลงแต่ยังไม่เก็บกระบี่เข้าในฝัก
ฉันรีบวิ่งไปกอดเฟยเจินด้วยความดีใจพร้อมกับลูบมือบีบจับตามเนื้อตัวตามแขน ที่มีแต่กล้ามเนื้อแน่นขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จึงถามเฟยเจินว่าพลังเวทย์เพิ่มขึ้นใช่ใหม เขาพยักหน้าแล้วยิ้มเป็นการตอบว่าใช่ และยังบอกอีกว่ามีบางอย่างอยากจะอวด แต่รอให้อยู่ด้วยกันสองคนก่อนจะอวดให้ดู ซึ่งฉันเองก็อยากจะเห็นเสียเดี๋ยวนั้น แต่คิดว่าคงจะเป็นเรื่องที่ทำให้มนุษย์ตกใจเฟยเจินจึงไม่อยากอวดต่อหน้าหมอจงกับเหวินหลาง
จึงถามเฟยเจินต่ออีกว่าทำไมออกจากการกักตนเร็วนัก เขาก็ตอบว่าเพราะเป็นห่วงฉันจึงออกจากการกักตนมาก่อน และถามฉันกลับว่าทำไมจึงมาอยู่อยู่กลางป่าห่างไกลเมืองห่างไกลผู้คน เพราะก่อนหน้านี้เขากลับไปที่เรือนของหมอจงแต่ไม่พบใครเลยสักคนแม้กระทั่งฉิงคุน เขาจึงตามสัญญาณชีพของฉันมาที่นี่
หมอจงจึงตอบคำถามนั้นแทนว่า เพราะเขามีปัญหากับราชครูเฉิง จึงทำให้กลับไปอยู่ที่เรือนหลังนั้นไม่ได้อีกแล้ว พลอยทำให้คนอื่นๆต้องลำบากย้ายออกจากเรือนไปด้วย จากนั้นหมอจงก็เล่าเรื่องราวคร่าวๆให้เฟยเจินฟังโดยไม่ปิดบัง ซึ่งตอนนี้เรากำลังจะเดินทางไปหลบภัยที่เมืองหนิงอัน
จากนั้นหมอจงก็แนะนำเหวินหลางให้รู้จักกับเฟยเจิน ทั้งยังชื่นชมเฟยเจินให้เหวินหลางฟังว่า เฟยเจินไปช่วยเขาต่อสู้กับนกอินทรีย์ดำที่เกาะกระต่ายผี จนเฟยเจินกลายเป็นจ่าฝูงของนกอินทรีย์ดำบนเกาะ จึงทำให้ได้ดอกนกยูงแดงรำแพนมารักษาฮ่องเต้ได้ทันเวลา
เมื่อเหวินหลางได้ยินหมอจงพูดถึงเกาะกระต่ายผี เขาก็เปลี่ยนสีหน้าเปลี่ยนอารมณ์เป็นอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันทีรีบเก็บกระบี่เข้าในฝัก แล้วพูดว่าเขาเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเกาะกระต่ายผีแต่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง จนกระทั่งหมอจงนำดอกนกยูงแดงรำแพนไปรักษาฮ่องเต้เขาถึงได้เชื่อ และอยากไปที่กระต่ายผีด้วยตัวเองสักครั้ง
ยิ่งเขาได้รู้ว่าเฟยเจินเคยต่อสู้กับนกอินทรีย์ดำบนเกาะ ก็ยิ่งทำให้เกิดความตื่นเต้นสนใจ จากที่เคยวางท่าทางไม่ไว้วางใจเฟยเจินกลับกลายเป็นพูดคุยอยากรู้อยากเห็นไปซะงั้น เหวินหลางถามหมอจงกับเฟยเจินถึงเกาะกระต่ายผีว่าเป็นเช่นไร พร้อมกับคะยั้นคะยอให้หมอจงเล่าถึงเหตุการณ์บนเกาะให้เขาฟัง หมอจงก็บอกว่าเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนไปกินอาหารเช้าที่โรงเตี๊ยมแถวด่านข้างหน้า
เฟยเจินจึงหันมาถามฉันก่อนจะขึ้นนั่งม้าไปกับหมอจงว่า จะไปที่เมืองหนิงอันกับหมอจงเหรอทำไมเราไม่บินกลับไปที่ป่าไผ่เขียว ฉันจึงตอบเฟยเจินว่าเดี๋ยวค่อยกลับป่าไผ่เขียวก็ได้ แต่ตอนนี้เราจะไปส่งหมอจงที่เมืองหนิงอันก่อน ถ้าไปถึงที่นั่นแล้วหมอจงอยู่ได้ปลอดภัยดีเราค่อยบินกลับป่าไผ่เขียวกัน
หมอจงได้ฟังทึ่ฉันกับเฟยเจินพูดคุยกัน ก็ทำน้ำเสียงหม่นเศร้าเสียดายที่ฉันกับเฟยเจินจะไม่อยู่กับเขาที่เมืองหนิงอัน พูดกล่าวขอโทษที่เขายังไม่ทันจะได้สอนวิชาแพทย์ให้ฉันอย่างเต็มที่ เราศิษย์อาจารย์ก็ต้องแยกจากกันเพราะปัญหาส่วนตัวของเขา แต่ถ้าเขาจัดการเรื่องสำคัญนี้เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ จะเดินทางไปเยี่ยมเยียนฉันที่แคว้นหลวนเซียนแน่นอน
ฉันจึงบอกหมอจงว่าถ้าจะไปก็ให้ไปหาหมอหวังในพระราชวังก่อน เพื่อส่งข่าวให้ฉันทราบแล้วจะออกจากป่ามารับหมอจง และกำชับหมอจงว่าอย่าเดินดุ่มๆเข้าป่าคลำทางไปเองเด็ดขาด เพราะป่าที่ฉันอยู่นั้นอันตรายมากเกินกว่าที่เขาจะเดินทางเข้าไปเอง หมอจงจึงตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ค่อยเชื่อ แต่เขาก็รับปากว่าจะทำตามที่ฉันบอกไว้
เฟยเจินจึงอาสาจะบินขึ้นไปบนฟ้าเพื่อดูความปลอดภัยให้เราจากด้านบน จากนั้นก็กลายร่างเป็นนกอินทรีย์ทองโผบินขึ้นไปบนฟ้า บินเคียงคู่กับนกเหยี่ยวที่กำลังบินวนร่อนรออยู่ เหวินหลางที่เห็นเฟยเจินกลายเป็นนกอีกครั้ง ก็มีสีหน้าประหลาดใจมองตามเฟยเจินไม่ละสายตา พร้อมกับชี้นิ้วไปที่เฟยเจินแล้วขยับปากพูดติดๆขัดๆว่า “เขาๆ…”
หมอจงจึงเรียกสติเหวินหลาง ด้วยการส่งเสียงเร่งให้เหวินหลางขี่ม้าตามมา เพราะโรงเตี๊ยมที่เราจะไปกินอาหารเช้านั้นยังอยู่อีกไกล จากนั้นหมอจงก็ควบม้าวิ่งออกนำหน้าไปทันที ทำให้เหวินหลางต้องละสายตาจากเฟยเจินแล้วเร่งควบม้าวิ่งตามมา
กระทั่งเวลาเกือบเที่ยงเราก็ควบม้ามาถึงโรงเตี๊ยมขนาดกลาง ที่ตั้งอยู่ชายป่าก่อนจะเข้าด่านเขตเมืองหนิงอัน โดยมีเฟยเจินยืนรออยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมกับนกเหยี่ยวตัวใหญ่เกาะอยู่ที่แขน จนสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์ของนกเหยี่ยวที่เพิ่มขึ้นจากการกักตน ทั้งมีรูปร่างใหญ่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งแววตายังดุดันน่าเกรงขามกว่าเดิมมาก
จนนักเดินทางที่เดินเข้าออกโรงเตี๊ยม ต่างพากันมายืนมองดูชื่นชมนกเหยี่ยว ทุกคนต่างพูดว่าเป็นนกลักษณะดี พร้อมกับเสนอเงินขอซื้อนกเหยี่ยวจากเฟยเจินในราคาสูง แต่เฟยเจินก็ส่ายหัวปฏิเสธทุกคนที่เสนอเงินให้
ไม่เว้นแม้กระทั่งหมอจงที่อยากได้นกเหยี่ยวเช่นกัน พยามยื่นมือไปลูบตัวลูบขนอันสวยงามของนกเหยี่ยว แต่นกเหยี่ยวก็หวงตัวใช้จงอยปากจิกมือทุกคนที่พยายามเอื้อมมือมาจับตัว แต่ยกเว้นเฟยเจินกับฉันที่สามารถลูบจับนกเหยี่ยวได้มันไม่หวงตัว
ฉันจึงไม่รอช้ารีบคว้าแขนเฟยเจินเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม เพราะได้กลิ่นบะหมี่หอมๆลอยโชยมาเตะจมูก ก็ยิ่งทำให้ท้องที่กำลังหิวยิ่งหิวมากขึ้นไปอีก รีบมองหาโต๊ะนั่งว่างๆสั่งบะหมี่น้ำมาสองชามซัดกินคนเดียวจุกๆ ตบท้ายด้วยไก่ย่างอีกหนึ่งน่อง จนเหวินหลางทักว่ากินเข้าไปมากขนาดนั้นตอนขี่ม้าเดี๋ยวก็จุกเอาหรอก
หมอจงก็พูดกับเหวินหลางว่าฉันคงจะหิวมากจริงๆปล่อยให้กินไปเถอะ อีกอย่างพวกทหารของราชครูก็ไล่ตามเราไม่ทันแล้ว จะอยู่นั่งพักกันที่นี่สักครู่จนท้องหายอิ่มค่อยเดินทางกันต่อ จากนั้นหมอจงก็สั่งอาหารเพิ่มใส่ห่อเพื่อเก็บไว้เป็นเสบียงระหว่างเดินทางด้วย
เมื่อเราพักให้น้ำให้อาหารม้าเสร็จ จากนั้นเราก็ออกเดินทางกันต่อ ซึ่งเฟยเจินก็คอยบินตามและเฝ้าระวังความปลอดภัยจากบนท้องฟ้าเหมือนเดิม กระทั่งเราควบขี่ม้าเดินทางกันมาตลอดบ่าย ในที่สุดก็เดินทางมาถึงชายแดนของเมืองหนิงอัน
ซึ่งที่นี่มีลักษณะเหมือนเป็นค่ายทหารขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่มีทั้งป่าเขาสลับทะเลทรายกึ่งอุดมสมบูรณ์กึ่งกันดาร มีทหารหลายคนยืนเฝ้ายามที่หน้าประตูและอยู่บนกำแพง แต่ทหารที่ยืนอยู่บนกำแพงก็ตะโกนถามเรามาก่อนว่าพวกเราเป็นใคร
หมอจงจึงตะโกนบอกทหารยามบนกำแพงว่าเขาคือหมอจง พร้อมกับเงยหน้าให้ทหารบนกำแพงได้เห็นหน้าเขาชัดๆ ทหารยามบนกำแพงเมื่อได้เห็นหน้าหมอจง ก็ร้องตะโกนตอบกลับมาว่าให้รอสักครู่เหมือนกับว่าเขาสองคนเคยรู้จักกันมาก่อน
แล้วทหารคนนั้นก็เดินลงมาจากบนกำแพง พร้อมกับทักทายหมอจงเหมือนคนคุ้นเคย และถามหมอจงว่าฉันกับเหวินหลางเป็นใคร หมอจงจึงบอกกับทหารคนนั้นว่าฉันกับเหวินหลางและเฟยเจินมาด้วยกันมากับเขา
แล้วหมอจงก็ถามทหารยามคนนั้นว่าหัวหน้าฟางอยู่หรือไม่ ทหารยามก็ตอบว่าอยู่แล้วผายมือเป็นการเชิญให้เราเดินผ่านประตูเข้าไป หมอจงจึงหันมาบอกเราว่าตอนนี้ที่นี่กำลังมีปัญหาเรื่องโจรป่าชุกชุม ทหารจึงจำเป็นต้องจึงมีการตรวจเข้มเรื่องคนเข้าออกค่าย
เราเดินจูงม้าเข้าไปด้านในซึ่งที่นี่มีทั้งทหารและชาวบ้านอาศัยอยู่ร่วมกันภายในค่าย ผู้คนภายในค่ายต่างพากันหันมามองให้ความสนใจที่เห็นคนแปลกหน้า แต่ก็มีบางคนที่รู้จักมักคุ้นกับหมอจง ทักทายด้วยความดีใจที่เห็นหมอจงมาที่นี่ แล้วพูดบอกอีกว่าพรุ่งนี้เขาจะรักษาอาการปวดเข่ากับหมอจง ซึ่งหมอจงก็พยักหน้าแล้วยิ้มให้เล็กน้อยตามบุคลิกของเขา
ฉันจึงถามหมอจงว่าเคยอยู่ที่ค่ายยนี้มาก่อนเหรอ เพราะเห็นเขาดูจะรู้จักกับผู้คนที่นี่หลายคน หมอจงตอบว่าใช่เขาเคยอยู่ที่นี่ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่เมืองจินชาง เพื่อช่วยองค์รัชทายาทโค่นล้มอำนาจของราชครู แล้วหมอจงก็บอกเราอีกว่าจะพาไปพบกับหัวหน้าฟางก่อนเพราะหัวหน้าฟางเป็นสหายกับเขา
เหวินหลางเมื่อได้ยินว่าหมอจงเป็นสหายกับหัวหน้าฟาง จึงหันไปมองหน้าผู้เป็นพี่ชายด้วยแววตาที่เริ่มจะยอมรับนับถือ เพราะนอกจากหมอจงจะเป็นสหายกับองค์รัชทายาทแล้วยังเป็นสหายกับหัวหน้าฟางอีก
ซึ่งเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของหัวหน้าฟางมาก่อน แม้จะเป็นสตรีแต่มีความกล้าหาญเฉลียวฉลาด อีกทั้งฝีมือการต่อสู้นั้นยังเก่งกาจไม่แพ้บุรุษ จนได้รับการยกย่องนับถือจากชาวบ้านและทหารในค่าย ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าแทนคนเก่าที่ตายไปจากการต่อสู้กับโจรป่า แม้กระทั่งตัวเขาเองยังรู้สึกยอมรับนับถือในชื่อเสียงของสตรีผู้นี้
และยังรู้สึกอิจฉาในความสามารถของหัวหน้าฟาง ซึ่งผิดกันกับเขาเป็นชายอกสามศอกมีฝีมือดีไม่เป็นรองใครแต่กลับไม่ได้ใช้ฝีมือนั้นอย่างเต็มที่ วันๆได้แต่เดินตามหลังคุ้มกันราชครูไม่เคยได้แสดงความสามารถ จนไม่มีใครรู้จักชื่อเสียงของเขาเลยสักคน
เหวินหลางจึงคิดในใจว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ เพราะที่ค่ายนี้กำลังประสบปัญหามีโจรป่าชุกชุม มักดักซุ่มปล้นสะดมชาวบ้านพ่อค้าและนักเดินทาง บางทีเขาอาจจะได้แสดงฝีมือและฉายแววที่เมืองนี้ก็ได้
เราเดินตามหมอจงไปที่จวนหลังใหญ่หลังหนึ่ง ภายในได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามโอ่อ่ากว้างขวาง แล้วก็มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งชื่อ จิวฝู รีบเดินออกมาต้อนรับและดูคุ้นเคยสนิทสนมกับหมอจงเป็นอย่างมาก
จิวฝูบอกกับเราว่าหัวหน้าฟางไปตรวจตรารอบค่ายสักพักจึงจะกลับมา และยังบอกอีกว่าองค์รัชทายาทมารอพวกเราที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนั้นก็ให้เรานั่งดื่มน้ำชารอ เดี๋ยวเขาจะไปเรียนองค์ทายาทว่าพวกเราเดินทางมาถึงแล้ว
เมื่อจิวฝูเดินออกไปจากจวน เหวินหลางก็ถามหมอจงขึ้นทันทีว่า องค์รัชทายาทมาที่นี่แล้วฮ่องเต้ล่ะ หมอจงก็ตอบว่าฮ่องเต้อยู่ในที่ปลอดภัย เพราะมีแม่ทัพเซิ่งกับท่านเสนาฟางผู้เป็นพ่อของหัวหน้าฟาง และยังมีกองทหารอีกจำนวนมากที่ยังจงรักภักดีต่อองค์ฮ่องเต้ ได้เข้าคุ้มกันให้ฮ่องเต้อยู่ในสถานที่ปลอดภัยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว องค์รัชทายาทจึงเดินทางมาที่ค่ายเพื่อมาดูสถานการณ์เรื่องโจรป่ากำลังเหิมเกริมกันหนัก
และหมอจงยังบอกอีกว่าแผนการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา องค์รัชทายาทเป็นผู้วางแผนการณ์ทั้งหมด และคาดการณ์วางหมากดักทางราชครูทำให้เราทำงานได้สำเร็จ เหวินหลางจึงถามด้วยความจุ่นเคืองใจว่า รวมทั้งตัวเขาด้วยหรือเปล่าที่อยู่ในแผน หมอจงมองจ้องตาเหวินหลางแล้วตอบว่าเหวินหลางไม่ได้อยู่ในแผนด้วยเลย แต่เป็นเพราะชะตาต่างหากที่ทำให้เราสองพี่น้องได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
และแล้วก็มีชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยเดินเข้ามาในจวนเขาคือท่าน จินหย่งเจิ้ง เพื่อนสนิทของหมอจงที่ฉันเคยพบที่เรือนของหมอจง แต่พอเหวินหลางหันไปเห็นท่านจินเท่านั้นแหละ เหวินหลางก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วยกมือขึ้นประสานกันค้อมตัวคำนับก้มต่ำเรียกท่านจินว่าองค์รัชทายาท
ฉันถึงกับอึ้งไม่คิดว่าท่านจินผู้มีรอยยิ้มเจ้าชู้อัธยาศัยดีจะเป็นองค์รัชทายาท แต่ฉันก็ไม่กล้าค้อมตัวคำนับท่านจินเพราะกลัวโดนฟ้าผ่า ส่วนเฟยเจินนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะเขาไม่คำนับมนุษย์ตามคำสั่งของเสวียฉี
ฉันจึงยืนกุมมือประสานกันก้มหน้ามองพื้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านจินก็ทักฉันกับเฟยเจินขึ้นมาก่อนทันทีว่าเขาอนุญาตให้ฉันกับเฟยเจินไม่ต้องคำนับ แล้วหัวเราะเบาๆในลำคอเหมือนจะรู้ว่าเราสองคนคำนับมนุษย์ไม่ได้
ท่านจินก็พูดว่าเขารู้เรื่องของฉันกับเฟยเจินจากหมอจงแล้ว และเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังพิเศษบางอย่างในตัวของฉันกับเฟยเจิน พร้อมกับกล่าวขอบใจที่ฉันกับเฟยเจินคอยช่วยเหลือหมอจง จนสามารถนำดอกนกยูงมารักษาฮ่องเต้ให้รอดตายจากยาพิษของราชครู ทั้งยังเอ่ยเชิญให้เราไปที่เมืองจินชางได้ทุกเมื่อ เขายินดีต้อนรับเราในฐานะสหายขององค์รัชทายาท
จากนั้นหมอจงก็ยื่นม้วนกระดาษรายชื่อขุนนางกบฏให้ท่านจินดู ท่านจินดูแล้วก็มีรอยยิ้มกว้างออกมาด้วยความพอใจ จากนั้นท่านจินก็หันไปเอ่ยชมเหวินหลางว่าเก่ง สมกับเป็นน้องชายของหมอจงที่สามารถขโมยรายชื่อขุนนางกบฏมาได้
และยังพูดอีกว่าถ้าเขาปราบปรามล้มล้างอำนาจของราชครูและพวกขุนนางกบฏได้เมื่อไหร่ เขาก็อยากจะเชิญเหวินหลางให้เข้าไปเป็นทหารในกองของแม่ทัพเซิ่ง เพราะเห็นว่าเหวินหลางนั้นมีฝีมือดี ถ้าได้ทำงานรับใช้ราชสำนักคงจะดีไม่น้อย
เหวินหลางจึงรีบคำนับกล่าวขอบพระทัยองค์รัชทายาท ที่มองเห็นในความสามารถของเขา เพราะใจเขาเองก็อยากทำงานรับราชการเป็นขุนนาง เพื่อหวังจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีหน้ามีตาสมฐานะกับเหม่ยอิงผู้หญิงที่เขาชื่นชอบ
ทั้งยังกล่าวขอร้องกับองค์รัชทายาท ให้ประทานอภัยโทษกับเหม่ยอิง ผู้ไม่เคยรู้เห็นกับการกบฏของราชครู องค์รัชทายาทจึงตอบเหวินหลางว่า จะอภัยโทษให้เหม่ยอิงตามที่เหวินหลางขอ เพื่อเป็นการตอบแทนที่เหวินหลางช่วยขโมยรายชื่อขุนนางกบฏมาให้
และเพียงครู่เดียวก็มีหญิงสาวหน้าตาสะสวย แต่งกายในชุดทหารสวมเกราะ สะพายกระบี่เล่มยาวไว้ข้างเอวดุจนักรบ นางเดินเข้ามาในจวนด้วยท่าทางคล่องแคล่ว แล้วหญิงสาวคนดังกล่าวก็เอ่ยทักทายองค์รัชทายาท แต่เรียกหมอจงว่าหมอก้อนหินด้วยความสนิทสนม แต่สายตาของนางก็มองมายังฉันแล้วยิ้มให้ด้วยความสนใจ ส่วนฉันกับคนอื่นๆต่างพากันแอบหัวเราะที่ได้ยินฉายาหมอก้อนหินของหมอจง
นางจึงหันหน้าไปถามหมอจงว่าฉันใช่ใหมที่เป็นศิษย์หญิง หมอจงตอบว่าใช่จึงแนะนำว่าสตรีผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเรานี้คือ ฟางลี่จู เป็นหัวหน้าค่ายทหารแห่งนี้อีกทั้งยังเป็นคนรักขององค์รัชทายาทอีกด้วย ลี่จูจึงบอกพวกเราว่านางให้คนไปทำความสะอาดเรือนปรุงยาไว้ให้แล้ว และบอกให้เราไปพักผ่อนกันก่อนเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อย
แต่หมอจงบอกว่าเขาจะอยู่พูดคุยธุระกับองค์รัชทายาทก่อน ลี่จูจึงเรียกจิวฝูที่เป็นทั้งผู้ช่วยและเป็นเหมือนพ่อบ้านให้พาเราไปพักผ่อน เมื่อมาถึงเรือนปรุงยาซึ่งเป็นเรือนหลังใหญ่ถูกสร้างแยกห่างจากจวนหัวหน้าฟางไม่ไกลมากนัก
จิวฝูเล่าให้เราฟังว่าเรือนหลังนี้เป็นเรือนสำหรับรักษาผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บ ซึ่งหมอจงก็เคยมาพักที่เรือนหลังนี้ระยะหนึ่ง กระทั่งหมอจงย้ายไปอยู่ที่เมืองจินชางเรือนหลังนี้ก็ไม่มีหมออยู่ประจำ เพราะที่นี่อยู่ติดชายแดนไม่ค่อยมีความเจริญอีกทั้งยังมีโจรป่าชุกชุม หมอฝีมือดีจึงเลือกที่อยู่ในเมืองใหญ่กัน ที่นี่จึงมีแค่หมอชาวบ้านรักษาโรคกันเองไปตามมีตามเกิด
และคงจะจริงตามที่จิวฝูพูดว่าที่นี่ไม่มีหมอมาอยู่ประจำเป็นเวลานาน เพราะเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆถูกจัดเก็บไว้ในชั้นในตู้ไว้อย่างเป็นระเบียบ ไม่มีร่องรอยการใช้งานหรือการปรุงยาในเรือนนี้เลย แล้วจิวฝูก็ชี้นิ้วไปที่ห้องทางซ้ายมือบอกว่าห้องนั้นเป็นห้องที่หมอจงเคยพัก ฉันกับเฟยเจินจึงเลือกห้องทางซ้ายมือที่ยังว่างอยู่เพื่อพักอยู่ด้วยกัน ส่วนเหวินหลางก็พักในห้องเดียวกันกับหมอจง
พอเข้าไปในห้องฉันก็โผกอดเฟยเจินแน่นๆด้วยความคิดถึง เร่งถามเฟยเจินว่าพลังเวทย์เพิ่มขึ้นมาแล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อีกทั้งของที่อยากจะอวดนั้นคืออะไร เฟยเจินยิ้มออกมาด้วยสีหน้าภูมิใจในตัวเองแล้วบอกว่า เขาสามารถบินโดยไม่ต้องกลายร่างเป็นนกอินทรีย์ พร้อมกับกางปีกสีทองที่งอกออกมาทางด้านหลัง อีกทั้งปลายขนยังคมดุจใบมีดอีกด้วย
ฉันตื่นเต้นตาโตร้องว้าวที่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของเฟยเจิน มองดูปีกนั้นด้วยความตื่นเต้น เพราะปลายขนปีกนั้นมันไม่ธรรมดามันคมกริบดุจใบมีด จึงถามเขาว่าทำไมตอนที่บินมาที่นี่ไม่ใช้ปีกใหม่ทำไมยังกลายร่างเป็นนก เขาตอบว่าไม่อยากให้ผู้คนแตกตื่นที่เห็นคนมีปีกบินอยู่บนฟ้า
ฉันจึงล้วงหยิบกิ๊บขนนกที่เฟยเจินเคยให้ไว้ในเข็มขัดเวทย์ออกมาดู ก็ต้องร้องว้าวขึ้นมาอีกครั้ง เพราะขนนกนั้นก็กลายเป็นขนนกมีดเช่นกัน จึงนึกไปถึงพี่ชายอีกสามคนที่ยังกักตนอยู่ เมื่อพวกเขากลับมาพลังเวทย์คงเพิ่มขึ้นและอาวุธพลังวิญญาณในตัวฉันก็คงจะมีพิษสงเพิ่มขึ้นตามด้วย ทำให้ความหวังและเปอร์เซ็นต์ที่จะชนะปีศาจเยือกแข็งก็มีเพิ่มขึ้นมาด้วย
เฟยเจินจึงชักชวนให้ออกไปทดลองใช้อาวุธใหม่กันที่นอกค่าย แต่ฉันบอกเขาว่าอย่าเพิ่งเลย เพราะเราเพิ่งจะมาถึงที่นี่จึงอยากพักผ่อนให้หายเมื่อยหลังเมื่อยก้นจากการขี่ม้าเดินทางมาไกล ไว้พรุ่งนี้เราค่อยออกไปนอกค่ายน่าจะดีกว่า
จากนั้นฉันก็ขอให้เฟยเจินเรียกนกเหยี่ยวให้ไปส่งจดหมายถึงหมอหวัง เพื่อส่งข่าวว่าตอนนี้พวกเราอยู่กันที่ค่ายทหารเมืองหนิงอัน เพราะกังวลกลัวหมอหวังจะไปเยี่ยมเยียนฉันที่เรือนของหมอจงแล้วจะเกิดอันตราย
●
●
●
หมายเหตุ
*หนิงอัน แปลว่า ความสงบสุขแห่งสันติภาพ
*ลี่จู แปลว่า สวยงามมาก
*จิวฝู แปลว่า โชคดี ชะตามงคล
*จิ้นเหอ แปลว่า แก่นของความซื่อสัตย์
*ซือซือ แปลว่า บทกวีแห่งความสุข น่าเลื่อมใส
*ชงหยวน แปลว่า วงเวียนแห่งความฉลาด
*ฮุ่ยจู แปลว่า ไข่มุกแห่งปัญญา
*หลี่ผิง แปลว่า เหตุผล สันติ
*กระบี่ คือ อาวุธมีคมทั้งสองด้าน ตัวอย่างเช่น กระบี่ที่เห็นทั่วไปในซีรีย์จีน หรือหนังจีนย้อนยุค
*ดาบ คือ อาวุธมีคมด้านเดียว ตัวอย่างเช่น ดาบคาตานะของชาวญี่ปุ่น หรือดาบของซามูไร