ซูชิ่นถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกเปียกชื้นที่ริมฝีปาก
พอลืมตาขึ้นก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยอายุราวสี่ขวบคนหนึ่งร้องไห้จนเปลือกตาบวมเป่ง บนใบหน้าเล็ก ๆ ขนาดครึ่งฝ่ามือเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่ไหลปนกับฝุ่นดินเป็ทาง
ในมือเด็กชายตัวน้อยถือชามใบเล็กที่ทำจากใบไม้ใหญ่ ก้นชามมีรูเล็ก ๆ รูหนึ่ง ทำให้น้ำค่อย ๆ หยดลงมาจากรูนั้น และหยดลงบนปากของซูชิ่นพอดี
"ท่านแม่ตื่นแล้ว พี่ชาย ท่านแม่ตื่นแล้ว" เมื่อเด็กหญิงพบว่าซูชิ่นตื่นแล้ว จึงเปลี่ยนจากเสียงร้องไห้เป็เสียงหัวเราะทันที
เด็กชายจ้องมองซูชิ่นด้วยความกังวลโดยไม่ละสายตา ย่อมเห็นว่านางตื่นแล้วเช่นกัน แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว รอบกายไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขาสามแม่ลูก นางจึงเรียกชื่อเล่นของทั้งสอง
"เยว่เยว่ โจวโจว คนอื่น ๆ ไปไหนหมดแล้ว?"
"ท่านแม่ ท่านย่าและคนอื่น ๆ ไปกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ยอมรอพวกเราเ้าค่ะ" เยว่เยว่พูดพลางใช้มือเช็ดหน้าตัวเอง ทำให้ใบหน้าเล็ก ๆ ยิ่งเลอะเทอะกว่าเดิม
ซูชิ่นถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางกลัวว่าครอบครัวนั้นจะยังอยู่แถวนี้ แม้นางจะมีวรยุทธ์ แต่ร่างกายของเ้าของร่างเดิมอ่อนแอเกินไป หากต้องปะทะกันอีกครั้ง นางไม่มีทางชนะได้อย่างแน่นอน
นางไม่คิดเลยจริง ๆ ว่า ตนเองจะได้พบกับเื่มหัศจรรย์เช่นนี้ เดิมทีคิดว่าตนเองคงสลายกลายเป็เถ้าถ่านไปในอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่สยดสยองครั้งนั้นแล้ว แต่ใครจะคาดคิดว่านางจะทะลุมิติมา
เพียงแต่สถานะที่ทะลุมิติมานี้ค่อนข้างน่ากระอักกระอ่วน เป็หญิงม่ายก็ว่าแย่แล้ว ยังมีลูกแฝดชายหญิงวัยห้าขวบอีกสองคนเป็ภาระอีก
์ช่างล้อเล่นกับนางเสียจริง เพราะคนที่เกลียดเด็กอย่างนาง กลับถูกจัดสรรให้มาเจอถึงสองคนในคราวเดียว
แต่ในเมื่อมาแล้วก็ต้องยอมรับมัน ในเมื่ออาศัยร่างของคนอื่น แล้วจะทิ้งลูกของเขาไปได้อย่างไร
เด็กทั้งสองเห็นนางไม่พูดจาจึงคิดว่านางกำลังหวาดกลัว
โจวโจวดึงมือซูชิ่นแล้วกล่าวว่า "ท่านแม่ไม่ต้องกลัว โจวโจวอยู่นี่ โจวโจวจะปกป้องท่านเอง"
ซูชิ่นก้มลงมองมือเล็ก ๆ ที่ดำปี๋ด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยชินนัก
โจวโจวเห็นว่าท่านแม่ไม่ได้กุมมือตนกลับเหมือนปกติ แววตาก็ดูเ็ปเล็กน้อย
ซูชิ่นสังเกตเห็นปฏิกิริยาของโจวโจว แต่นางไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะตอบสนองอย่างไร
นางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ใกล้จะมืดมิด แม่ม่ายลูกกำพร้าที่อ่อนแอราวกับจะปลิวลมอย่างพวกนาง หากยังรั้งอยู่ในป่านี้ต่อไป ถ้ามีสัตว์ร้ายโผล่มา คงไม่ต้องลำบากตามเก็บศพเลยทีเดียว
นางพยายามจะลุกขึ้นแต่ร่างกายอ่อนแอเกินไป ทั้งยังหิวโหยอย่างยิ่ง ทั่วทั้งร่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย าแที่ศีรษะก็ปวดรุนแรง หลังจากลองพยายามหลายครั้งก็ยังลุกไม่ขึ้น
สุดท้าย ด้วยความช่วยเหลือของเด็กทั้งสองคน จึงพอจะพยุงให้นางนั่งพิงโคนต้นไม้ได้
โครก...
เสียงท้องร้องโหยหวนดังขึ้น
ซูชิ่นยิ้มขื่นอย่างไร้เรี่ยวแรง ชีวิตในชาติก่อนของนางสุขสบายและไม่เคยลำบากมาั้แ่เด็ก พอทะลุมิติมาครั้งนี้ ์คง้าให้นางชดเชยความลำบากที่ชาติที่แล้วไม่เคยเจอให้ครบถ้วน
ขณะที่นางกำลังจะบอกให้เด็กทั้งสองลองหากิ่งไม้มาทำเป็ไม้เท้า โจวโจวก็ล้วงเอาแป้งทอดขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วป้อนมาที่ริมฝีปากของนาง
"ท่านแม่ ท่านรีบกินเถิด"
แป้งทอดส่งกลิ่นบูดออกมา แต่ดวงตาทั้งสองข้างของเยว่เยว่กลับจ้องมองมันไม่วางตา ปากเล็ก ๆ ขยับเคี้ยวและกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
"ท่านแม่ แม้แป้งทอดนี้จะเปรี้ยวแล้ว แต่ยังกินได้ขอรับ" โจวโจวเห็นซูชิ่นไม่ยอมกิน จึงยัดแป้งทอดเข้าไปในปากนางโดยตรง
ซูชิ่นมองท่าทางที่โจวโจวป้อนนางอย่างระมัดระวัง หัวใจที่เคยเ็าและแข็งกระด้างก็พลันอ่อนวูบลง
เดิมทีตระกูลเฉิงก็ยากจนอยู่แล้ว ในระหว่างการลี้ภัย เฉิงโจวซื่อเห็นอาหารสำคัญยิ่งกว่าชีวิต อาหารที่แบ่งให้พวกเขาสามแม่ลูกจึงน้อยนิดจนน่าเวทนา
แป้งทอดชิ้นนี้ ไม่รู้ว่าโจวโจวแอบซ่อนไว้ั้แ่เมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าเขาต้องทนหิวเพียงใดเพื่อให้ได้แป้งทอดชิ้นนี้มา
ทั้งหมดนี้เป็เพราะเ้าของร่างเดิมขี้ขลาดเกินไป
ตอนที่สามีเ้าของร่างเดิมยังมีชีวิตอยู่ ก็ถูกแม่สามีและสะใภ้คนอื่น ๆ รังแกจนแทบเอาชีวิตไม่รอด พอสามีตาย นางก็ล้มป่วยจนไม่สามารถดูแลลูกได้ ตลอดทางที่ผ่านมาเป็เด็กทั้งสองคนที่คอยดูแลนาง
ทว่า คนขี้ขลาดเช่นนี้ ใน่เวลาสุดท้ายของชีวิตกลับมีความเด็ดเดี่ยวขึ้นมาครั้งหนึ่ง ตระกูลเฉิงใช้ข้ออ้างเื่การแต่งงานใหม่บังหน้า เพื่อจะขายเ้าของร่างเดิมแลกกับเงิน ไม่นึกเลยว่า คนที่ขี้ขลาดไร้ความสามารถมาตลอดชีวิตจะลุกขึ้นสู้เพื่อตนเองและลูก ๆ
เพียงแต่จุดจบนั้นน่าสลดใจเหลือเกิน
ช่างเป็ผู้หญิงที่น่าสงสารจริง ๆ
ซูชิ่นเก็บความคิดในใจแล้วยื่นมือไปรับแป้งทอดมาฉีกเป็สองซีก แล้วส่งให้เด็กทั้งสองคน "ข้าไม่หิว พวกเ้ารีบกินเถิด กินเสร็จแล้วเราค่อยหาที่พักค้างคืนกัน"
แต่เด็กทั้งสองกลับไม่มีใครรับไว้ เยว่เยว่ถึงกับเบือนหน้าหนีไปอีกทางแล้วเอ่ยว่า "ท่านแม่ป่วย แป้งทอดให้ท่านแม่กินเ้าค่ะ ข้ากับพี่ชายไม่หิว ใช่หรือไม่เ้าคะพี่ชาย พวกเราไม่หิว"
โจวโจวพยักหน้ารับคำอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะออกแรงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
เห็นได้ชัดว่าเด็กทั้งสองคนหิวมาก แต่กลับพยายามอดทนเพื่อให้แป้งทอดแก่นาง สิ่งนี้ทำให้ซูชิ่นรู้สึกตื้นตันใจ เ้าของร่างเดิมอบรมลูก ๆ มาได้ดีมาก
นางยื่นมือไปรับแป้งทอดมา แล้วแบ่งเป็สามส่วนส่งให้เด็กทั้งสองโดยไม่ยอมให้ปฏิเสธ "เรากินด้วยกัน กินแป้งทอดเสร็จแล้วพวกเ้าถึงจะมีแรงพยุงแม่เดิน"
เยว่เยว่รู้สึกว่าสิ่งที่ท่านแม่พูดมีเหตุผล ประกอบกับนางหิวมากจริง ๆ จึงหันไปมองพี่ชายด้วยสายตาละห้อย
โจวโจวมองแป้งทอดแล้วมองท่านแม่ จากนั้นจึงยื่นมือไปหยิบชิ้นที่เล็กที่สุดแล้วส่งชิ้นที่ดูเหมือนจะใหญ่กว่านิดหน่อยให้เยว่เยว่ "น้องสาว เ้ากินชิ้นนี้"
เยว่เยว่รับแป้งทอดแล้วค่อย ๆ แทะทีละนิดอย่างทะนุถนอม เพราะกลัวว่าหากกัดคำโต แป้งทอดจะหายวับไปในคำเดียว
แป้งทอดชิ้นเล็ก ๆ ต่อให้กินช้าเพียงใดก็ใช้เวลาไม่นาน
หลังจากโจวโจวกินเสร็จก็ลุกขึ้นวิ่งไปเด็ดใบไม้มาทำเป็ชามเล็ก ๆ แล้วตักน้ำจากลำธารกลับมาให้ซูชิ่นดื่ม
เมื่อเห็นท่าทางห่วงใยของเด็กทั้งสอง ซูชิ่นก็รู้สึกะเืใจ เนื่องจากปมครอบครัวในอดีต นางจึงไม่ชอบเด็กและถึงขั้นรังเกียจ แต่เ้าตัวเล็กสองคนนี้กลับสร้างความประทับใจให้นางไม่น้อย
เอาเถอะ ในเมื่อนี่คือความรับผิดชอบที่นางสลัดไม่หลุด เช่นนั้นนางก็จะพยายามเรียนรู้ที่จะดูแลพวกเขา
สิ่งแรกคือการสอนเื่ความปลอดภัย
"ต่อไปเื่ตักน้ำให้เป็หน้าที่ของข้า พวกเ้าห้ามไปแถวริมแม่น้ำลำธาร หากตกลงไป ข้าช่วยพวกเ้าไม่ได้นะ" ซูชิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
โจวโจวมองนางอย่างลังเล เขารู้สึกว่าท่านแม่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่บอกไม่ได้ว่าเปลี่ยนไปอย่างไร ทว่า รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง
เยว่เยว่ขี้กลัวกว่า จู่ ๆ ขอบตาก็เริ่มแดง
ซูชิ่นสังเกตเห็นว่าท่าทางของตนอาจจะดูแข็งเกินไป จึงปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงแล้วเสริมว่า "พวกเ้ายังเล็ก การตักน้ำมันอันตรายเกินไป หากเกิดเื่ขึ้น ข้าจะทำอย่างไร?"
"ท่านแม่ ต่อไปข้าจะไม่ไปเล่นริมน้ำแน่นอนเ้าค่ะ" เยว่เยว่รีบพยักหน้าสัญญา
โจวโจวรู้สึกว่า แม้ท่านแม่จะเปลี่ยนไปบ้างแต่ก็ยังห่วงใยพวกเขาอยู่ และพอนึกดูอีกทีว่าท่านแม่ต้องถูกท่านย่าและคนอื่น ๆ ขู่จนขวัญเสียแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่เ็าเช่นนี้ จึงได้แต่ทำหน้าขรึมพยักหน้ารับคำ ยอมตกลงตามคำขอของท่านแม่ แต่ในใจกลับไม่เห็นด้วย
ท่านแม่ของเขาดูท่าทางแค่ลมพัดก็ปลิวแล้ว หากตกลงไปในน้ำคงถูกน้ำพัดไปได้ง่ายกว่าเสียอีก
แต่ในเมื่อท่านแม่เป็ห่วงเขา เขาก็ยอมตกลงไปก่อน ส่วนเื่ตักน้ำ เขาไม่คิดจะยกให้ใคร
ต่อไปนี้ เขาจะเป็เสาหลักของบ้าน เขาจะต้องปกป้องท่านแม่และน้องสาวให้ได้เหมือนกับท่านพ่อ
เมื่อคิดได้ดังนั้น โจวโจวก็ยืดอกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่าตนเองได้กลายเป็ลูกผู้ชายที่องอาจผ่าเผยแล้ว