กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 57 ก่อร่างจิตวิญญาณ(2)

            ห่างออกไปจากป่าดาบไม่มากนักทางทิศใต้...ชายหนุ่มและหญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังพุ่งทะยานฝ่าหมู่เมฆตรงไปยังทิศที่ตั้งของป่าดาบในกลุ่มนี้มีหญิงสาวอยู่สี่คนและชายหนุ่มสิบคนพวกเขาทั้งหมดเป็นรุ่นเยาว์จากสมาพันธ์เจ็ดดาราที่เข้าแข่งขันในครั้งนี้

            ในกลุ่มมีชายหนุ่มคนหนึ่งใบหน้าหล่อเหลาสวมใส่ชุดสีเหลืองที่อกปักรูปดาวเอาไว้เจ็ดดวงเรียงวนกันเป็นก้นหอยอันที่จริงคนอื่นๆ ก็มีสัญลักษณ์นี้เพียงแต่ชุดของพวกเขาไม่ได้โดดเด่นมากนักเขามีชื่อว่าไท่เหล่ยเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสมาพันธ์เจ็ดดาราที่ถือครองตำแหน่งผู้นำทัพของยุคนี้และเขายังเป็นหลานชายแท้ๆ ของท่านหญิงจวินเซียงอีกด้วย!

            ฟิ้ว...

            เสียงร่างของใครบางคนแหวกฝ่าอากาศมาเป็นเงาดำสายหนึ่งหยุดอยู่ด้านหน้าของไท่เหล่ยก่อนจะปรากฏเป็นร่างชายชุดดำคนหนึ่งประสานมือขึ้นมากล่าวรายงานเรื่องที่ถูกสั่งให้ไปทำ

            “พบนายน้อย”

            “เป็นเช่นไร?เจอตัวไท่จือหรือไม่?”

            “ขอรับนายน้อยไท่จืออยู่ที่ป่าดาบกับเหวยโม่ตัวแทนจากนรกทั้งสามสิบสามชั้นตอนนี้กำลังบุกผ่าป่าดาบเขตสีเหลืองอยู่”

            เมื่อได้ฟังรายงานใบหน้าของไท่เหล่ยก็ปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจขึ้นมาไท่จือเจ้าเด็กสารเลวนี่เอาแต่เที่ยวเล่นเสียเป็นส่วนใหญ่และยังต้องให้เขาตามเช็ดก้นอยู่บ่อยครั้งไท่เหล่ยไม่เคยด่าว่าเขาในเรื่องที่ไประรานคนอื่นเพียงแต่คอยพร่ำสอนจนปากเปียกปากแฉะว่าหากเจ้าต้องการจะระรานคนอื่นเจ้าก็ควรที่จะมีความแข็งแกร่งที่มากกว่าอีกฝ่ายหากเจ้าแข็งแกร่งกว่าแล้วยังมีใครพูดอะไรได้?

            “ฮ่าๆในที่สุดเด็กสารเลวนั่นก็เข้าใจสิ่งที่ข้าพูด!เป็นถึงน้องชายของข้าไท่เหล่ยแต่กลับเป็นเพียงอัจฉริยะชั้นสองทำให้ข้าขายหน้ามานานในที่สุดวันนี้มันก็รู้สำนึก!”

            “ไป!ไปดูกันหน่อยว่าเจ้าเด็กนั่นจะทำได้ดีแค่ไหน”

            ไท่เหล่ยกล่าวออกมาพร้อมกับหัวเราะอย่างพึงพอใจหาได้ยากที่ไท่จือจะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความยากลำบากเพื่อฝึกฝนเช่นนี้แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องไปยังป่าดาบจริงๆ ก็เป็นว่าไท่จืออยู่กับเหวยโม่!เจ้าเด็กโง่นั่นเอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ จะทันคนจากนรกได้อย่างไร? เคยมีคำพูดที่ว่า มารปลิ้นปล้อนนรกหลอกลวง!เขาไม่ไว้ใจคนจากนรกเด็ดขาด!

            ในเวลานั้นเป็นเพราะระยะห่างจากพวกไท่เหล่ยและป่าดาบนั้นอยู่ไม่ไกลมากนักจึงสังเกตเห็นลำแสงของจิตวิญญาณดาบสีทองที่พุ่งผ่านตัดเมฆขึ้นสู่ท้องฟ้าใบหน้าของทุกคนกลายเป็นแข็งค้างด้วยความตกตะลึงทันที!

            “นั่นอะไร?จิตวิญญาณดาบ? ทำไมมีสีทองและสูงได้ขนาดนี้?”

            ความคิดนี้เกิดขึ้นกับทุกคนไม่เว้นแม้แต่ไท่เหล่ยแต่เพียงไม่นานใบหน้าของเขาก็ต้องซีดลงอย่างรวดเร็วเมื่อนึกขึ้นได้ว่าน้องชายโง่เง่าของเขาไม่ทางที่จะทำแบบนี้ได้อย่างแน่นอน!

            “นอกจากเหวยโม่แล้วยังมีใครเข้าไปในป่าดาบอีกหรือเปล่า?”

            “ตอนที่ข้าจากมานอกจากนายน้อยไท่จือและเหวยโม่ก็ไม่มีใครเข้าไปในป่าดาบแล้วขอรับ”

            “บัดซบ!ไปเร็วเข้า!”

            ใบหน้าของไท่จือซีดลงและสะบัดร่างพุ่งไปยังป่าดาบทันทีหากไม่เกิดเรื่องก็ดีไป แต่ถ้าหากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ต้องไม่ดีแน่คนที่ก่อร่างจิตวิญญาณดาบได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเป็นใครกัน? หรืออาจจะเป็นผู้นำทัพของโลกอื่น? แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนเขาก็มั่นใจว่าไอ้เด็กโง่นั้นต้องไม่เกรงกลัวและแสดงท่าทีหยิ่งยโสป่าวประกาศว่าเป็นน้องชายของเขาอย่างแน่นอน!

            ในสมาพันธ์เจ็ดดาราเพียงชื่อของไท่เหล่ยนั้นเพียงพอที่จะทำให้ทุกคนต้องไว้หน้าแต่ในระดับจักรวาลที่รวมผู้แข็งแกร่งจากโลกทั้งสิบเอ็ดไว้หน้าของเขายังไม่นับว่าใหญ่พอผายลมเถอะ! หวังว่าเด็กโง่นั่นจะไม่ก่อเรื่องก่อนที่ข้าจะไปถึง!

            ขณะเดียวกันห่างออกไปไม่ไกลภายในป่าดาบร่างของเหวยโม่ก็ค่อยๆล้มลงอย่างช้าๆ ทุกสายตาจับจ้องไปยังหัวของเหวยโม่และร่างไร้หัวของเขาที่ล้มลงด้วยสายตาเบิกกว้างเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น! ไม่จำเป็นต้องถามหรือขอคำอธิบายคมดาบสีทองสะบั้นลงไปยังคอของเหวยโม่ในทันที!

            โหดเหี้ยม!เด็ดขาด!

            หลายคนลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากไม่กล้าแม้แต่ส่งเสียงใดๆในเวลานี้ เขาแข็งแกร่งไหม? แข็งแกร่ง!เขาเหี้ยมโหดไหม? ยิ่งกว่าเหี้ยมโหด!ความเด็ดขาดที่ไม่จำเป็นต้องไตร่ตรองภาพลักษณ์ของเย่ฉีในตอนนี้สูงส่งเสียยิ่งกว่าตอนที่เขานั่งบนที่นั่งชั้นสูงไม่รู้ตั้งกี่เท่าคำพูดร้อยพันไม่เท่าการกระทำครั้งเดียว!

            “ละเว้นด้วยละเว้นด้วย ข้าแค่ทำตามที่เขาบอกเท่านั้น”

            เสียงของไท่จือดังออกมาอย่างสั่นเครือและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวหากสังเกตดีๆ ที่เป้ากางเกงของเขามีน้ำสีเหลืองไหลนองออกมาแล้วในตอนนี้ เขากลัวแล้วจริงๆกลัวจนไม่กล้าแม้แต่ขยับตัวเสียด้วยซ้ำหากอีกฝ่ายไม่พอใจชีวิตของเขาจะต้องจบลงในตอนนี้ ใครบ้างที่ไม่กลัวความตาย?

            เย่ฉีไม่แม้แต่จะมองไปที่ไท่จือเสียด้วยซ้ำสัมผัสของเขาเฉียบคมขนาดไหนใครจะรู้? ไม่ต้องรอให้ไท่จือแก้ตัวเย่ฉีก็รู้ทุกการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้มีเพียงเหวยโม่ที่เป็นผู้ชักจูงและเผยจิตสังหารออกมาส่วนไท่จือนั้นก็เป็นแค่คนโง่ที่โดนหลอกใช้เท่านั้นไม่แน่ว่าหากเย่ฉีไม่มายังป่าดาบสุดท้ายแล้วบางทีอาจเป็นเหวยโม่ที่จัดการเขา!

            อย่างไรก็ตามเย่ฉีไม่ใช่นักบุญ!ด้วยการสะบัดมือครั้งหนึ่งปราณดาบที่ก่อตัวจากจิตวิญญาณสีทองเล่มเล็กๆก็พุ่งออกไปแทนทะลุหัวเข่าข้างซ้ายของไท่จือทำให้ร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวดราวกับสุนัขตาย

            “ไสหัวไป!”

            เพียงคำพูดที่ราบเรียบและธรรมดาที่ออกมาจากปากของเย่ฉีก็ราวกับว่ามันได้ปลดเปลื้องพันธนาการของไท่จือทำให้เขาหยุดร้องและรีบคลานออกไปจากป่าดาบทันทีด้วยสภาพอันน่าสังเวชเช่นนี้ไท่จือไม่แม้แต่จะมีคำว่าแก้แค้นในหัวสมองด้วยซ้ำเขากลัวและไม่กล้ามายุ่งกับเย่ฉีอีก!

            ส่วนทางด้านเย่ฉีก็ไม่ได้สนใจสิ่งอื่นๆอีกต่อไปและหันมาตรวจสอบดาราที่สี่ของเขา ภายในบอลใสสี่ทองจางๆนั้นตอนนี้ได้มีดาบเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งที่แปรสภาพมาจากจิตวิญญาณของเขาเองเมื่ออยู่ภายนอกจิตวิญญาณดาบของเย่ฉีนั้นยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่ใครเห็นก็ต้องหวาดกลัวทว่าเมื่ออยู่ภายในบอลใสสีทองนี้กลับเป็นได้เพียงดาบผุพังเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง การแปรสภาพของเก้าโลกาสะบั้นภพนั้นน่ากลัวสมชื่อจริงๆ

            “ต่อไปข้าคงต้องล่วงเกินคนอีกไม่น้อย...”

            เย่ฉียิ้มออกมาอย่างขมขื่นขณะมองไปยังการก่อร่างของดาราที่สี่ตอนนี้เขาดูดกลืนจิตวิญญาณดาบสีเหลืองทั้งหมดที่มีในป่าดาบจนเกลี้ยงแต่ทำได้เพียงเติมเต็มแค่หนึ่งส่วนกับดาบผุพังเล่มเล็กเท่านั้นดาราทั้งสามก่อนหน้านี้เป็นเพราะดูดกลืนเอาพลังที่ยิ่งใหญ่ของจักรวาลเข้ามาจึงทำให้เย่ฉีไม่ได้สัมผัสถึงความยากในการฝึกฝนที่แท้จริงของคัมภีร์จักรพรรดิหยางทว่าตอนนี้เขารู้ซึ้งถึงใจแล้ว!

            เก็บภาชนะของดาราที่สี่เข้าไปเย่ฉีลูบหัวเจ้ามังกรน้อยก่อนจะสั่งให้มันลดขนาดลงเข้าไปหลบในอกเสื้อของเขาก่อนหน้านี้เจ้าตัวเล็กนี้กล้าหาญไม่น้อยเลย โชคดีที่เพียงแค่หมดแรงไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากนักไม่นานร่างของเขาก็ค่อยๆ หายลับเข้าไปในเขตป่าดาบเขตสี่พันจั้งเขตของจิตวิญญาณสีเขียว…หยั่งรู้!

            หลังจากที่เย่ฉีหายเข้าไปในดงของจิตวิญญาณดาบสีเขียวแล้วบรรยากาศภายนอกก็เริ่มกลับมาดีขึ้นอีกครั้งความเงียบหายไปคำพูดมากมายก็เริ่มผุดขึ้น หัวข้อหลักยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเย่ฉีแต่ละคนคาดเดากันไปต่างๆ นาๆ มีทั้งเคารพ หวาดกลัว และอิจฉา ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมากนักเพราะเย่ฉีเพียงเข้าไปลึกกว่าเดิมและไม่ได้จากไปจากที่นี่พวกเขาที่อยู่ตรงนี้ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่แข็งแกร่งกว่าเหวยโม่!

            ฝูงชนสุดท้ายก็ไม่อาจเงียบสงบได้ตลอดไปเมื่อไม่อาจกล่าวถึงเย่ฉีได้ทุกอย่างก็หันไปตกอยู่กับไท่จือ!ใบหน้าซีดขาวและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวกับขาข้างหนึ่งที่หักไปแม้ว่าเย่ฉีจะจากไปแล้วแต่เขาก็ไม่กล้าที่จะวิ่งหนีแต่เลือกที่จะคลานออกไปเช่นนั้นเพราะกลัวว่าจะขัดใจเย่ฉีวิธีนี้เองเขาก็เคยใช้มาหลายครั้งดังนั้นไท่จือไม่ลังเลเลยที่จะเลือกชีวิตมากกว่าศักดิ์ศรี!

            แต่จะอย่างไรไท่จือก็มีสถานะที่สูงไม่น้อยและทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะล่วงเกินเขามากนักแต่ก็ยังมีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดินเหยียบย่ำคนที่กำลังล้มการทำเช่นนี้มันทำให้พวกเขาดูสูงส่งและสามารถนำไปโอ้อวดได้ว่าครั้งหนึ่งข้าเคย...

            ไท่จือแม้จะกลัวเย่ฉีแต่เขาก็ไม่ได้กลัวคนเหล่านี้!เพียงแต่ว่าเย่ฉีสั่งให้เขาไสหัวไปดังนั้นเขาจึงไม่กล้าที่จะสร้างความวุ่นวายตรงนี้แต่หลังจากนี้ไปเขาสาบานกับตัวเองแล้วว่าจะนำความอัปยศทั้งหมดไปลงกับชายหนุ่มกลุ่มนี้แน่นอนถอนหายใจอย่างหดหู่ในใจของเขาก็คิดหาวิธีอย่างเร็วจี๋ว่าทำอย่างไรถึงจะปกปิดข่าวนี้กับพี่ใหญ่ได้...ด้วยความอัปยศเช่นนี้พี่ใหญ่ของเขาต้องไม่ยอมอย่างแน่นอนทว่าคนอื่นไม่เห็นแต่ไท่จือเห็น!ความหวาดกลัวที่มีต่อเย่ฉีนั้นไม่มีสิ่งใดมานำมันออกจากใจของเขาได้ ชีวิตนี้เขาสาบานว่าจะไม่เข้าใกล้เจ้าปีศาจนั้นเด็ดขาด!

            แต่ยังไม่ทันได้หาทางออกใบหน้าของไท่จือก็ต้องซีดขาวลงพร้อมกับแขนและขาที่สั่นเทา...เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยและความโกรธที่ปะทุออกมาด้วยความเดือดดาล!ไท่จือเงยหน้าอย่างช้าๆมองไปยังบุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าหมองคล้ำเต็มไปด้วยโทสะกำลังจ้องมองเขาอยู่

            “พี่ใหญ่...ท่านท่านมาได้อย่างไร?”

            ราวกับสวรรค์กลั่นแกล้งในเวลาอื่นเขาต้องการให้พี่ใหญ่มาหาเพื่อจัดการศัตรูแต่เขาไม่ค่อยจะมาแถมยังเอาแต่ดุด่าตนเองแต่คราวนี้เขาปารถนาอย่างถึงที่สุดให้พี่ใหญ่ไม่มาแต่...บัดซบ!เขามาได้รวดเร็วเช่นนี้เลย? ในระหว่างที่หัวสมองของเขาขาวโพลนไปด้วยอาการมึนงงเสียงของไท่เหล่ยก็ตวาดดังก้องออกมาและยังมีพลังสะกดข่มอีกสายหนึ่งที่พุ่งไปยังกลุ่มชายหนุ่มที่กำลังยืนหน้าซีดอยู่ในตอนนี้จนพ่นโลหิตออกมาคำโต

            “ยืนขึ้นเดี๋ยวนี้!บอกข้ามาว่าใครมันบังอาจมาข่มเหงเจ้า!”

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน