เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นภายนอกนั้นเทียนฉินไม่ได้รับรู้อะไรเลย ตอนนี้เขานั่งจมอยู่ในภวังค์ศึกษาวิเคราะห์และอนุมานเคล็ดวิชาที่ได้มาจากรูปปั้นนั้นอย่างลืมทุกสิ่งทุกอย่าง
เคล็ดวิชาที่เขาได้รับมานั้นแท้จริงแล้วมันคือเพลงดาบชุดหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าเพลงดาบคลื่นพิฆาต และเพลงดาบคลื่นพิฆาตนี้แบ่งแยกเป็นกระบวนท่าได้สามกระบวนท่าด้วยกัน
ท่าที่หนึ่ง พิรุณโปรยปราย ซึ่งท่านี้เทียนฉินเคยเห็นมาแล้วตอนที่ต่อสู้กับนักรบครึ่งคนครึ่งสัตว์ตอนนั้น ท่านี้เป็นการควบแน่นลมปราณออกเป็นดาบเล่มเล็กหลายเล่มล่วงหล่นลงมาราวกับสายฝน
ท่าที่สองพยัคฆ์คลั่ง ท่านี้คือการอัดแน่นลมปราณออกมาจำนวนมากจนเกิดเป็นพายุลูกใหญ่หมุนพัดใส่คู่ต่อสู้ ซึ่งเทียนฉินก็เคยเห็นมาแล้วเหมือนกัน
ท่าที่สามคลื่นมายา ท่านี้เป็นการใช้ความรวดเร็วในการออกกระบวนท่า ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าโจมตีครั้งเดียวแต่มีคลื่นดาบพุ่งออกไปถึงแปดครั้ง แต่ความจริงแล้วคือการวาดดาบไปแปดครั้งในกระบวนท่าเดียวนั่นเอง
แต่สิ่งที่ทำให้เทียนฉินวิตกกังวลอยู่นั้นไม่ใช่กระบวนท่าพวกนี้ แต่เป็นการใช้เพลงดาบคลื่นพิฆาตนั้นต้องผสานแก่นแท้ธาตุต่างๆเข้าไปด้วย จึงจะทำให้กระบวนท่าต่างๆที่ใช้ออกไปนั้นมีความรุนแรงและแม่นยำที่สุดต่างหาก
เวลาผ่านไปไม่เท่าไหร่เทียนฉินก็หยุดการเรียนรู้เพลงดาบคลื่นพิฆาตไว้ก่อน จากนั้นจึงก้าวเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ คราวนี้เขาเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่แรก เกราะมังกรสีดำถูกเรียกออกมาใส่ไว้ทันที ส่วนในมือก็ถือดาบเขี้ยวพยัคฆ์ไว้ไม่ห่างกาย
เมื่อเดินขึ้นมาจนสุดทางเทียนฉินก็พบกับประตูสีทองบานหนึ่ง ด้านบนสลักตัวอักษรไว้อย่างปราณีตยิ่งนัก แต่พอจ้องมองอย่างตั้งใจกลับสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวอักษรนั้นจนต้องหลับตาลง
"จักรพรรดิฮงกวง"
เมื่อเทียนฉินเปิดประตูเข้าไปด้านในก็พบบังลังก์ที่เขาเคยเห็นในภาพความทรงจำตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เขาไม่รอช้าก้าวเดินไปทางบังลังก์นั้นเพื่อดูว่ามีอะไรน่าสนใจหรือเปล่า
แต่เมื่อเดินเข้าไปเหลือระยะห่างแค่เพียงสองก้าว ก็ปรากฏเงาของชายผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นแล้ว ถึงแม้ไม่เคยเห็นหน้าแต่เทียนฉินจำได้ติดตาเลยว่าชายคนนี้ก็คือจักพรรดิที่นั่งอยูบนบัลลังก์คราวนี้นั่นเอง
"เจ้าเป็นผู้ใดกัน?"
เสียงอันทรงพลังดังออกมาจากร่างของจักรพรรดิฮงหวงจนก้องกังวาลไปทั่วห้อง ความกดดันที่แผ่ออกมาทำให้หลังเทียนฉินเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
"ข้าน้อยเทียนฉินคารวะจักพรรดิฮงกวง"
เทียนฉินรีบย่อตัวคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมทำความเคารพอย่างหวาดกลัว พลังอำนาจขนาดนี้เขาไม่อาจจะต่อต้านได้เลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการออกกระบวนท่าสักครั้ง แม้แต่การก้าวเดินไปข้างหน้าเขายังไม่อาจจะขยับไปได้ด้วยซ้ำ
"เจ้าคงได้ผ่านการต่อสู้กับผู้พิทักษ์คนใดคนหนึ่งของข้ามาแล้ว"
"และเจ้าก็คงได้เห็นภาพเหตุการณ์ต่างๆที่ผู้พิทักษ์คนนั้นได้หลงเหลือทิ้งเอาไว้ให้"
"ถ้าเจ้าให้สัตย์สาบานต่อข้า! ว่าจะมุ่งมั่นปราบปรามพวกนอกรีตให้หมดไปจากโลกใบนี้"
"ข้าจะมอบโชควาสนาให้เจ้าอย่างหนึ่ง!"
"ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองว่าจะยึดมั่นในคุณธรรมอันนี้หรือไม่!"
เสียงของจักรพรรดิฮงกวงที่ส่งออกมายังแฝงได้ด้วยความกดดันเหมือนเดิม
"แล้วถ้าหากว่าข้าไม่สาบานหรือว่าผิดคำสาบานที่ให้ไว้ต่อท่านจะเกิดปัญหาอะไรหรือไม่กัน"
เทียนฉินถามออกไปอย่างใจดีสู้เสือ แน่นอนว่าเรื่องการกำจัดพวกนอกรีตนั้นเทียนฉินมีความตั้งใจอยู่แล้ว แต่ที่เขาถามออกไปเพื่ออยากจะรู้ให้แน่ชัดว่าจักรพรรดิฮงกวงนั้นมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ เพราะเขาไม่รู้ว่าพวกนอกรีตในยุคสมัยนั้นจะเหมือนกับพวกนอกรีตที่เขาเคยพบเจอหรือเปล่า
"หากเจ้าไม่ให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะปราบปรามพวกนอกรีตเหล่านั้น การพบเจอกันในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นอันสิ้นสุดลง"
"แต่ถ้าก็หากเจ้าตระบัดสัตย์คำสาบานที่ให้ไว้ ทัณฑ์สวรรค์จะลงโทษด้วยตัวเจ้าเอง!"
จักรพรรดิฮงกวงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงวางอำนาจแฝงไว้ด้วยความดุดันน่าเกรงขาม
"แล้วโชควาสนาที่ข้าจะได้รับหากกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณออกไปคือสิ่งใดกัน?"
เทียนฉินที่ปรับตัวลดความกดดันลงได้แล้ว จึงเริ่มเอ่ยถามออกไปอย่างไม่หวั่นไหวอีก
"เจ้าจะได้รู้หลังจากที่เจ้าได้กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณแล้วเท่านั้น!"จักรพรรดิฮงกวงกล่าวออกมาเพียงสั้นๆ
เทียนฉินได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิดอย่างรอบคอบอีกครั้ง แม้เขาอยากจะตกปากรับคำออกไปเท่าใดก็ตาม แต่การที่จะออกไปปราบปรามพวกนอกรีตพวกนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเขาไม่รู้เลยว่าพวกนอกรีตพวกนั้นหลบซ่อนอยู่ที่ใดบ้าง
"แล้วข้าจะตามหาพวกนอกรีตพวกนั้นเจอได้อย่างไรกัน?"เทียนฉินเอ่ยถามออกไปอีกครั้ง เขาหวังว่าจักรพรรดิฮงกวงจะมีวิธีที่ช่ายให้เขาค้นหาพวกนอกรีตพวกนั้นได้หรือเปล่า
"เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก ข้ามีวิธีที่จะทำให้เจ้าค้นหาพวกมันได้อย่างแน่นอน"จักรพรรดิฮงกวงกล่าวออกมาเสียงเรียบ
เทียนฉินสูดอากาศเข้าปอดอย่างแรงก่อนจะกล่าวคำสาบานออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยว
"ข้าเทียนฉิน! ให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าจักรพรรดิฮงกวงว่า ข้าจะออกตามล่าปราบปรามพวกนอกรีตทุกหนทุกแห่งให้สิ้นซาก"
"หากข้าผิดคำสาบาน! ขอให้ทัณฑ์สวรรค์ลงโทษข้าจนร่างแหลกสลายกลายเป็นผงธุลี!"
หลังสิ้นเสียงคำกล่าวสัตย์ปฏิญาณของเทียนฉินแล้ว ชั่วพริบตาจักรพรรดิฮง
กวงก็ยกมือขึ้นก่อนจะยิงแสงสีขาวออกมาจากปลายนิ้วเข้าสู่หน้าผากของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ข้อมูลของพวกนอกรีตถูกส่งเข้ามาให้เทียนฉินได้รู้อย่างรวดเร็ว อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าพวกนอกรีตอาศัยอยู่ที่ใด เพียงแต่มีพลังจิตบางอย่างฝังลึกอยู่ที่จิตวิญญาณของเขา เพื่อคอยกระตุ้นให้เขาสัมผัสรับรู้ได้ทันทีเมื่อมีพวกนอกรีตอยู่ใกล้กับตัวเขา
เทียนฉินลืมตาขึ้นมาก็พบว่าบังลังก์และจักรพรรดิฮงกวงได้หายไปแล้ว สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีเพียงเศษศิลาแตกหักแผ่นหนึ่งลอยอยู่ตรงที่จักรพรรดิฮงกวงเคยนั่ง
เขาเดินเข้าไปหยิบเศษศิลาแผ่นนั้นมาดูอย่างสนใจ ขณะที่กำลังจะส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจสอบแผ่นศิลานั้นเอง เสียงของจักรพรรดิฮงกวงก็ดังแว่วเข้ามาอีกครั้ง
"ชิ้นส่วนของตราประทับนี้มีด้วยกันทั้งหมดสี่ชิ้น"
"ชิ้นที่เจ้าถืออยู่นั้นคือชิ้นแรก เมื่อเจ้าประทับจิตวิญญาณลงในแผ่นตราประทับนี้แล้ว มันจะคอยกระตุ้นให้เจ้าได้รู้ว่าชิ้นส่วนตราประทับอันที่สองอยู่ที่ใด"
"ยิ่งตัวเจ้าได้เข้าใกล้ชิ้นส่วนของตราประทับชิ้นที่สองมากเท่าใด ชิ้นส่วนในมือเจ้าก็จะมีแรงกระตุ้นมากเท่านั้น"
"เมื่อเจ้ารวบรวมชิ้นส่วนตราประทับได้ครบทั้งสี่ชิ้นแล้ว พวกมันจะนำทางเจ้าให้ได้พบกับมรดกที่ข้าได้เหลือทิ้งไว้ในโลกใบนี้"
"แต่เจ้าควรพึงระวังไว้อย่างหนึ่ง เมื่อเจ้าเข้าใกล้ชิ้นส่วนตราประทับอื่นๆ หากชิ้นส่วนตราประทับนั้นๆมีผู้ครอบครองอยู่แล้ว มันก็จะกระตุ้นให้ได้รู้เหมือนกันว่าเจ้ามีชิ้นส่วนตราประทับอยู่"
จักรพรรดิฮงกวงกล่าวออกมาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสียงจะเงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทันทีที่จิตวิญญาณของจักรพรรดิฮงกวงหายไป แสงสีขาวสายหนึ่งก็เข้ามาห่อหุ้มเทียนฉินก่อนจะวับหายไปจากตรงนั้นทันที
เมื่อเทียนฉินรู้สึกตัวอีกครั้งเขาก็ได้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าทางเข้าหอคอยปฐมอัคคีแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวอย่างใดเสียงตะโกนก็ดังออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน
"ศิษย์น้องเทียน!"
เทียนฉินหันไปมองตามเสียงนั้นก็เห็นล่งฉินจ้าวยืนโบกมืออยู่ข้างเสิ้นจื่อและเซียวปิงหยวน แต่ในขณะที่เขากำลังจะเดินไปทางนั้นก็มีชายอีกคนมาขวางทางไว้ก่อน
"เอ่อ! ไม่ทราบว่าอาวุโสท่านนี้ต้องการให้ศิษย์คนนี้ทำอะไรอย่างนั้นหรือ?"
เทียนฉินมองสำรวจชายคนนี้อย่างคร่าวๆก็พบว่าเป็นชายวัยวัยกลางคนรูปร่างสมส่วน กลิ่นอายที่เผยออกมามีความเป็นไปได้ว่าอาจจะถึงจุดสูงสุดของระดับก่อกำเนิดแล้วเป็นแน่
"ข้าชื่อหยางชิงเว่ย เป็นประมุขของนิกายเพลิงอัคคีแห่งนี้!"
หยางชิงเว่ยส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจร่างกายเทียนฉินอย่างไม่บอกกล่าว ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจที่ได้รู้ว่าเขามีพลังระดับผันแปรขั้นกลางแล้ว
"ศิษย์เทียนฉินคารวะท่านประมุข!"
เมื่อได้รู้ว่าชายตรงหน้าคือใคร เทียนฉินก็ไม่กล้าที่จะไม่สำรวมอีก รีบทำความเคารพอย่างนอบน้อมในทันที
"ฮ่าๆ! เจ้าไม่ต้องตื่นตระหนกอันใด ข้าแค่อยากมีเรื่องจะคุยกับเจ้าสักหน่อย"หยางชิงเว่ยหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนเอ่ยบอกเทียนฉิน
"เอ่อ! ไม่ทราบว่าท่านประมุขมีเรื่องอะไรจะสอบถามศิษย์คนนี้อย่างนั้นขอรับ!"
เทียนฉินถามกลับไปด้วยความประหม่า แต่ถ้าให้เขาเดาคงไม่พ้นเรื่องภายในหอคอยนั้นอย่างแน่นอน เพราะนอกจากเรื่องนี้คงไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ประมุขของนิกายมาพูดคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวอย่างนี้แน่
จบตอนที่ 85