ร่างกายเจ้าหัวโจกชงักค้างไปชั่วขณะ ปฎิกิริยาตอบสนองพลันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณของความหวาดกลัว เมื่อเจอสายตากระหายเลือดจับจ้องแบบไม่วางตา
แม้มีอายุจะมากกว่าหลงน้อย ก็ไม่สามถปฏิเสธได้ถึงความหวาดกลัวที่ปรากฏต่อหน้า เป็นเพียงแค่ทาศที่ถูกกักขังในกรงไร้ซึ่งประสบการณ์และความรู็ใดๆ ในโลกของผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ
“แฮ่ก แฮ่กก ตาย!” มีเพียงเสียงเอื้อนเอ่ยไม่กี่คำที่ดังขึ้น ลมหายใจอันหนักหน่วงและการไหลเวียนของโลหิตได้รับการกระตุ้นจนขีดสุด ความแข็งแกร่งของร่างกายถูกดึงประสิทธิภาพออกมาจนทลวงขีดจำกัดของร่างกาย
อสูรกระหายเลือดเคลื่อนกายอย่างรวดเร็วพร้อมไม้ในมือที่อาบย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน
ใบหน้าขาดซีดได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหนุ่มหัวโจก
ไม้สีเลือดแหวกอากาศพุ่งตรงเข้ามาอีกครั้ง จากนั้นได้กระทบเข้าไปยังแขนทั้งสองข้างที่ได้ยกขึ้นมาเพื่อป้องกัน ทำให้กระดูกแขนทั้งสองข้างแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
กร๊อบบบ แคร่กกก
อ๊ากกกก !! เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
ยังไม่ทันได้หยุดพักหายใจดีจากอาการเจ็บปวด เสียงแหวกสายลมก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ม..ไม่ หยุ..” เสียงที่แผ่วเบาได้ขาดห้วงไปชั่วขณะ
ผั่วะ !!
หลงน้อยได้หวดซ้ำไปอีกครั้งตรงจุดท้ายทอยอย่างจัง ซึ่งเด็กหัวโจกได้สลบไปในทันทีทันใด
หัวใจของหลงน้อยได้สั่นระรัว
“ฮึฮึ รู้สึกดีเป็นบ้า หนี้แค้นทั้งหมดของข้า....ได้คืนพวกแกแล้ว!!” พร้อมกับแสยะยิ้มด้วยความสะใจ
เมื่ออารมณ์ที่อัดอั้นมาช้านานได้ถูกปลดปล่อยจนหมด หลงน้อยจึงกลับมาสงบเยือกเย็นอีกครา
จึงเริ่มทบทวนเหตุการณ์หลังจากนี้อย่างรอบคอบ
“แต่ขืนข้าอยู่ต่อไป ไม่รอดตระกูลไป๋พ้นวันนี้เป็นแน่” ความผิดนี้จะนำมาสู้ความตายของเขาอย่างแน่นอน ไม่มีความปราณีใดๆต่อทาศผู้ต้อยต่ำ ซึ่งเป็นผลดีต่อเสียด้วยซ้ำไป มันเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู จึงเป็นปลูกฝังความหวาดกลัวไว้ในจิตสำนึกของบรรดาทาศผู้ต้อยต่ำ
เด็กหนุ่มได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“โชคดีที่ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ ต้องนำร่างเจ้าพวกนี้ไปแอบในแมกไม้ข้างทาง แล้วค่อยหลบหนี” สมองของเด็กหนุ่มเริ่มประมวลผลถึงแผนการหลบหนี แววตาได้จดจ้องร่างทั้งสาม พร้อมกับทำบางสิ่งที่ไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตุ
หลงน้อยได้ลากร่างพวกมันสามคนมาหลบซ่อนหลังพุ่มไม้ กว่าจะมีผู้ใดมาพบเห็นก็คงอีกหลายชั่วยาม เพราะอากาศยามเช้าเต็มไปด้วยไอหมอกหนาแน่น จึงบดบังการมองเห็นเป็นอย่างดี
หลงน้อยได้นำเสื้อผ้าของเด็กหัวโจกมาสลับเปลี่ยนในทันที เพราะตามทางสู่หนองน้ำนั้นมีเด็กคนอื่นมาตักน้ำและผ่านไปมาเป็นครั้งคราว
ไม้กับถังน้ำของเด็กทั้งสาม ถูกยกแทนของตนที่ถูกอาบไปด้วยสีเลือด อาจเป็นจุดผิดสังเกตได้
ท่ามกลางม่านหมอก หลงน้อยได้มุ่งตรงไปยังหนองน้ำอย่างรวดเร็ว เมื่อใดพบเด็กคนอื่นก็ได้ชะลอความเร็วลง ซึ่งปฎิกิริยาคนอื่นไม่ได้สนใจตนแม้แต่น้อย
ทำให้หลงน้องรู้สึกโล่งใจอันมาก
ในเหตุการณ์มิมีผู้ใดเห็น แต่เสียงที่เกิดขึ้นค่อนข้างดังพอสมควร จึงไม่อาจวางใจได้อย่างเต็มที่
ยิ่งเข้าใกล้แหล่งน้ำมากเท่าไหร่ หัวใจหลงน้อยก็ยิ่งเต้นถี่ระรัวขึ้นเท่านั้น
และเป็นอีกหนึ่งในความโชคดีของเขา ในยามเช้าเส้นทางสู่แหล่งน้ำนั้นไม่มีผู้คุมแต่อย่างใด มันไม่ใช่สิ่งที่พึ่งบังเอิญเกิดขึ้น
แผนการได้ถูกจัดเตรียมขึ้นจากการสังเหตุและวิเคราะห์มาอย่างดี ทว่าเส้นทางนี้คือเส้นทางที่เป็นไปได้มากที่สุด แม้มันจะอันตรายก็ตามที นอกจากนั้นไม่มีความหวังซักหนึ่งเซี้ยว
“ชีวิตอันบัดซบจะต้องจบลงวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตกตาย ข้าพร้อมยอมรับมัน” สายตาทอประกายอันแน่วแน่ไม่มีท่าหวาดหวั่น
วันนี้เป็นวันตัดสินความเป็นความตายของเขาทว่าหลงน้อยกลับไม่แสดงท่าทีหวาดกลัว เขาได้ยอมรับความตาย ไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัวอีกต่อไป แม้สวรรค์นภาทลายลง ผืนปฐพีแตกสลายก็ไม่อาจสั่นคลอนจิตวิญญาณที่แน่วแน่ลงได้เลย
หนทางแห่งผู่ฝึกตนได้รอเขาอยู่ อิสระภาพได้อยู่เบื้องหน้าเขา
ไม้และถังน้ำได้ถูกทิ้งไว้กลางทางพุ่มไม้
หลงน้อยได้สูดลมหายใจจนเต็มปอดกระทั้งรวบรวมความกล้าอย่างหนักหน่วง
พร้อมกับก้าวเท้าอย่างรวดเร็วและกระโจนลงสู่สายน้ำที่เชี่ยวกราดในทันที
ซู้ม !!
ร่างของหลงน้อยด่ำดิ่งลงสู่ส่วนลึกของหนองน้ำ กระแสน้ำได้พัดพาร่างเขาออกห่างพื้นที่ตระกูลเรื่อยๆ
ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าของเขาได้ถูกสะสมมาอย่างยาวนาน และพลังงานได้ถูกใช้ไปอย่างมากก่อนหน้านี้ สติของเขาเริ่มดับลงอย่างช้าๆ
กระแสน้ำที่เชี่ยวกราดไม่สามารถต่อต้านได้แม้แต่น้อย พลังธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เป็นทั้งผู้มอบชีวิตให้ทุกสรรพชีวิตและเป็นผู้ทำลายล้างอันหน้าพรั้นพรึง
ความหวังอันน้อยนิดของเขาจึงได้ถูกอธิษฐานขึ้น
‘โชควาสนาอันน้อยนิดของข้า จงนำทางข้า’
พร้อมกับสติได้ดับลงอย่างช้าๆ
วูบบบ!!
ร่างที่หมดสติได้ถูกสายน้ำอันเชี้ยวกราดกลืนกินในทันที
………………………….
2 วันได้ผ่านพ้นไป
ณ ถ้ำใต้บาดาล
ได้ปรากฏหลงน้อยนอนเกยตื้นอยู่ริมหาดหน้าปากถ้ำ คลื่นน้ำเล็กๆได้ซัดกระทบร่างเด็กน้อยอย่างแผ่วเบา
แค่กๆ แค่กๆ
เสียงไอสำลักน้ำได้ดังขึ้น
“นี้ข้ายังไม่ตาย ! แล้วข้าอยู่ที่ใดกัน” กล่าวขึ้นด้วยความสงสัย
สายตาได้กวาดมองรอบด้านอย่างพินิจพิเคราะห์
ภาพที่ปรากฏสู่สายตาเบื้องหน้าเด็กน้อยนั้น
คือถ้ำขนาดใหญ่ ผนังถ้ำปรากฏแสงสว่างอ่อนๆ สาดส่องออกมาจากหินสีฟ้า ได้ปรากฏขึ้นทั่วทั้งโถงถ้ำ ราวกับราตรีอันสว่างไสวรายร้อมไปด้วยหมู่ดาวสีฟ้า ประดับเติมเต็มไปทั่วท้องฟ้าจนไร้ซึ่งความมืด
นัยน์ตาหลงน้อยขยายม่านตาขึ้นเป็นประกาย สติของเด็กน้อยตกอยู่ในห้วงภวังค์ในชั่วระยะเวลานึง ที่ได้สัมผัสสิ่งสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ใจหลังสติของเขาฟื้นคืนจากการหลับใหล
เด็กน้อยสูดหายใจลึกก่อนเรียกสติกลับคืนอย่างสมบูรณ์