Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 141 ปิดทั้ง 2 คดี

    อ้ากกกก!!!

     

    ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันมากจนแม้กระทั่งจางฉวนซึ่งมองเห็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นด้วยดวงตาของตนเอง แต่กลับไม่สามารถยื้อชีวิตของคนทั้งสองที่ตนรักดังลูกแท้ ๆ เอาไว้ได้เลย 

    จึงทะยานร่างเข้าซัดฝ่ามือใส่หลิวชิ่งด้วยหวังจะสังหารให้ตกตายตามกันไปในทันที แต่หลิวชิ่งนั้นยกกระบี่ขึ้นมารับเอาไว้จนจางฉวนจำเป็นต้องชักมือกลับด้วยเกรงคมกระบี่ จากนั้นใช้ฝ่ามือฆ่ามังกรกระบวนท่าที่ 1 ‘มังกรทะยาน’ ด้วยหวังจะใช้พลังแปรสภาพควบคุมอีกฝ่ายเอาไว้เสียก่อน 

    ซึ่งในจังหวะนั้นเอง หยางไคซึ่งอยู่ในระยะที่ห่างออกไปก็ใช้กระบวนท่ามังกรทะยานเพื่อประสานและเสริมกำลังเข้าไปด้วยอีกแรก จึงทำให้หลิวชิ่งที่ตกอยู่ในกระแสลมปราณไร้สภาพได้ถูกซัดลอยขึ้นไปจากพื้นสู้ขึ้นไปราว 1 จั้ง (3 เมตร)

    แต่เมื่อคนทั้งสองเปลี่ยนไปใช้ฝ่ามือที่ 2 ‘มังกรเหิน’ เพื่อชักนำให้ศัตรูเข้ามาใกล้ในระยะสังหาร ฝ่ายหลิวชิ่งกลับใช้โอกาสนี้สวนกลับด้วยกระบวนท่าที่ 5 'ฝ่ามือสยบมังกร’ อันเป็นกระบวนท่าที่ใช้สยบกระบวนท่าทั้ง 4 ประเภทอย่างเด็ดขาด โดยกระบวนท่านี้ถูกบัญญัติและสงวนเอาไว้สำหรับประมุขของพรรคกระยาจกเท่านั้น โดยมีเจตนาใช้กดข่มบุคคลอื่นเอาไว้ เพื่อมิให้มีโอกาสทรยศหักหลังนั่นเอง!!

     

    เมื่อหลิวชิ่งถูกปลดปล่อยจากพันธนาการไร้สภาพอย่างง่ายดายแล้วก็กระโดดเข้าโจมตีจางฉวนทันทีด้วยหวังจะซัดให้ตายคามือในครานั้นเช่นเดียวกัน แต่หยางไคซึ่งกำลังร่ายรำกระบวนท่าที่ 2 พลันเปลี่ยนเป้าหมายจากหลิวชิ่งมาเป็นจางฉวน แล้วลากเอาร่างของชายกลางคนเหินออกมาหาตนพร้อมทั้งวิ่งสวนขึ้นไปแทนที่

     

    ซึ่งแม้หยางไคจะมีใจโกรธแค้นหลิวชิ่งผู้นี้สักปานใด แต่ดูเหมือนเคล็ดวิชาระดับสูงของมหาขันทีปี้หลันกลับส่งผลให้ชายหนุ่มสามารถควบคุมและใช้งานพลังหยางของตนได้ดีกว่าเดิมเป็นอันมาก จนสามารถสงบอารมณ์ที่กำลังคุโชนเอาไว้ในจังหวะสุดท้ายอย่างไม่น่าจะเป็นได้ 

    ทั้งยังได้ใช้ ‘เท้าท่องลม’ ทะยานร่างเข้าไปประชิดโดยฉับพลัน ส่วนฝ่ามือและฝ่าเท้าทั้งสองข้างนั้นก็ฉาบไปพลังลมปราณควบคุมอย่างละเอียดเพื่อใชัสำหรับรองรับคมกระบี่ในมือขวาของหลิวชิ่ง เพราะหยางไคนั้นไม่อาจจะใช้ฝ่ามือฆ่ามังกร เนื่องจากทราบดีแล้วว่าศัตรูนั้นมีท่าสุดท้ายไว้สำหรับกดข่มกระบวนท่า 1 ถึง 4 ที่ตนมี

     ฝ่ายหลิวชิ่งเห็นหยางไคจู่โจมเข้ามาเช่นนั้นก็ใช้ฝ่าเท้าดีดกระบี่ของหยางรุ่นชิงขึ้นมาถือไว้อีกเล่มด้วยมือซ้ายก็กลายเป็นกระบี่คู่ ด้วยหลิวชิ่งย่อมมีความเชี่ยวชาญกระบี่คู่สกุลหลิวมากกว่าฝ่ามือฆ่ามังกรที่เพิ่งฝึกฝนได้ไม่กี่เดือนอย่างแน่นอน จึงร่ายรำปราณกระบี่เอาไว้แน่นหนารออยู่แล้ว

     

    คว้างงง!!

    เรื่องเหลือเชื่อนั้นเกิดขึ้นแล้ว เมื่อหยางไคได้เข้าต่อสู้กับกระบี่ด้วยมือและเท้าเปล่า พอฝ่ายหนึ่งรุกฝ่ายหนึ่งรับ พอฝ่ายหนึ่งรับอีกฝ่ายก็รุกเข้าไป สองมือกับสองกระบี่ช่างก้ำกึ่งสูสีจนไม่อาจทราบว่าผู้ใดเหนือกว่าทั้งยังมีท่าเตะมันเผาที่ใช้ตัดจังหวะและสามารถพลิกกลับขึ้นมาเป็นฝ่ายมีเปรียบ อีกทั้งยังมีตัวแปรที่ชื่อ ‘หลี่ฉวน’ ที่แปรเปลี่ยนความสูสีนั้น จนกลับกลายเป็นหยางไคที่มีความเหนือชั้นกว่าเป็นอย่างมาก ด้วยการใช้ฝ่ามือฆ่ามังกรกระบวนท่าที่ 1 และ 2 สอดแทรกเข้ามาเป็นระยะ ๆ  จึงทำให้หลิวชิ่งจำเป็นต้องคอยหลบหลีกแก้ไขอย่างวุ่นวายและหากปล่อยสภาพให้คงอยู่เช่นนี้ต่อไปย่อมพลาดท่าแล้วโดนรุมสังหารอย่างแน่แท้ 

    หลิ่วชิ่งจึงรีบชักเท้าเพราะหวังจะหลบหนีจากคนทั้งสองออกไป แต่องครักษ์เสื้อแพรซุนเหว่ยและจ้าวยู่ร์ ซึ่งล้อมสกัดไว้นั้นก็ใช้กระบี่ทิ่มแทงสกัดตัดทางหนีเอาไว้ในท้ายที่สุด จนกลายสภาพมาเป็น 4 ต่อ 1 ล้อมเอาไว้ทั้ง 4 ทาง

     

    หากแม้หลิวชิ่งยังดื้อดึงอยู่ฉะนี้แล้วย่อมตกตายในไม่ช้า หนำซ้ำยังนับได้ว่าเป็นคนฉลาดหลักแหลมผู้หนึ่ง ย่อมสามารถประเมินความแค้นระหว่างคู่กรณีกันตนว่ายิ่งใหญ่คับฟ้าสักปานใด และคงไม่มีวันปล่อยจะให้ตนรอดชีวิตต่อไปได้แน่ แต่จุดอ่อนประการสำคัญของของศัตรูคือการเป็นขุนนาง และย่อมไม่อาจฆ่าสังหารผู้ต้องหาที่ยอมจำนนอย่างแน่นอน หลิวชิ่งจึงลดกระบี่ลงแล้วตะโกนไปว่า

    “ช้าก่อน! ข้ายินยอมให้จับกุมแล้ว”

     

    จางฉวนซึ่งมีความแค้นใจอย่างใหญ่หลวงจนคิดใคร่จะกลืนกินเลือดเนื้อของคนโฉดผู้นี้ลงไปทั้งเป็น ย่อมไม่สนใจการเจรจาที่ไร้สาระนี้เลย แต่สำหรับหยางไคที่เป็นขุนนางระดับสูงทั้งครอบครองอำนาจการบัญชาการอีกหลายตำแหน่ง จึงพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่ประเดประดังภายในใจเอาไว้ จนบริเวณศีรษะเกิดหมอกควันที่เกิดจากการถ่ายเทความร้อน แลดูไม่ต่างจากหม้อน้ำที่กำลังเดือดแม้แต่น้อย

     

    แต่ในขณะนั้นเอง ตัวช่วยชั้นหนึ่งของหลิวชิ่งก็กลับปรากฏตัวขึ้นมาในเวลาสำคัญ เมื่อเห็นหลิวเย่พี่ชายพร้อมด้วยองครักษ์เสื้อแพรราว 20 นาย ได้เข้าล้อมกรอบคนทั้งปวงเอาไว้อีกชั้นอย่างแน่นหนานัก

    ฝ่ายหลิวชิ่งเห็นทางรอดของตนแล้วก็ทำความเคารพแล้วกล่าวกับหลิวเย่ผู้พี่อย่างนอบน้อมว่า

    “ข้าพเจ้ารบกวนท่านพี่เร่งปิดปากคนเหล่านี้ด้วยเถิด!!”

     

    หลิวเย่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ปรากฏแววตาผิดหวังขึ้นวูบหนึ่ง แต่กว่าที่หลิวชิ่งจะรู้สึกตัวลำแสงของกระบี่ก็สาดใส่ที่ลำคอของตนอย่างรวดเร็วจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ ได้อีก มีเพียงแต่หูที่ยังได้ยินเสียงของรองผู้บัญชาการสำนักซีฉ่างกล่าวเบา ๆ ขึ้นมาว่าว่า

    "ข้ามิเคยเป็นพี่ชายของอาชญากรเช่นเจ้า และบัดนี้น้องชายของข้าก็ได้ตกตายลงไปแล้ว"

     

    โดยไม่มีผู้ใดทันสังเกตว่ากระบี่ของรองผู้บัญชาการหลิวเย่ถูกชักและตวัดออกไปตั้งแต่ตอนไหน เพราะแม้แต่คราบโลหิตยังไม่ปรากฏบนคมกระบี่ก่อนที่เขาจะเก็บลงฝักเสียด้วยซ้ำก็เห็นหลิวชิ่งประมุขพรรคกระยาจกใช้มือทั้งสองข้างกุมเอาไว้ที่คอ จากนั้นก็ล้มลงขาดใจตายได้ในลักษณะนั้น

     

    หลิวชิ่งเมื่อปรากฎกายขึ้นแล้วก็เดินตรงเข้ามาทำคารวะต่อผู้บังคับบัญชาของตน พร้อมทั้งขออภัยจางฉวนซึ่งตนนั้นได้ทำผิดต่อเขาผู้บริสุทธิ์และไร้มลทิน

    ฝ่ายจางฉวนแม้มิได้เป็นผู้ลงมือสังหารเอง แต่เมื่อเห็นแววตาก่อนตายของอ้ายชายชู้ผู้นี้เบิกค้างอยู่อย่างคนโง่งมและสิ้นหวังก็รู้สึกสาแก่ใจจึงไม่คิดตำหนิ ส่วนหยางไคเองแม้มิได้ล้างแค้นให้พี่น้องของตนที่ต้องตายไปด้วยมือของตนเอง แต่การจัดการของหลิวเย่ก็เป็นการกำจัดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะหากจะต้องใช้เวลาต่อสู้ในชั้นศาลที่เนิ่นนานออกไป ก็ไม่ทราบว่าระหว่างกระบวนการยุติธรรมนั้นจะเกิดเรื่องราวอีกสักเท่าใดกันแน่

     

    จากนั้นหยางไคจึงออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเคลื่อนย้ายร่างของรองผู้บัญชาการหยางรุ่นชิงพร้อมภริยาไปประกอบพิธีศพอย่างสมเกียรติโดยมีสำนักซีฉ่างเป็นเจ้าภาพ ส่วนร่างของหลิวชิ่งซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงประมุขพรรคกระยาจกก็ให้เคลื่อนย้ายไปที่พรรคพร้อมกันกับพยานทุกคนที่เห็นเหตุการณ์

     

    ทางด้านพรรคอันดับหนึ่งของแผ่นดินในทีแรกที่เห็นร่างไร้วิญญาณของหลิวซิ่ง ย่อมเกิดความเศร้าโศกเสียใจในการจากไปอย่างไม่ทันตั้งตัวของประมุขพรรคป้ายแดงในเวลาเพียงไม่ถึง 5 วัน ซึ่งก็คือหลิวชิ่งที่เป็นเหมือนเสาหลัก แต่กลับต้องมาด่วนจากไปก่อนวัยอันสมควร แล้วทิ้งไว้เพียงตำนานอันเสียสละของอดีตประมุขและผู้อาวุโสคนสำคัญภายในพรรค

    แต่เมื่อหลิวเย่ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของประมุขหลิว กล่าวเปิดโปงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของน้องชายแท้ ๆ ด้วยตนเอง ทั้งยังได้รับการยืนยันจากราชบุตรเขยหยางไคพร้อมทั้งเหล่าราชองครักษ์เสื้อแพรอีกหลายสิบชีวิต พี่น้องในพรรคพอทราบเช่นนั้นแล้วต่างคนก็ต่างใช้ส้นเท้ากระทืบเอาร่างไร้วิญญาณนั้นคนละทีสองที บ้างก็ถ่มน้ำลายและปัสสาวะใส่ใบหน้าศพด้วยความรังเกียจ จากนั้นใช้วัวลากเอาซากศพนั้นแห่ประจานไปรอบเมืองเป่ยจิง 

    ฝ่ายอาณาประชาราชฏร์เมื่อทราบข่าวก็นึกชัง บ้างราดน้ำมันจุดไฟเผา บ้างก็เอาไม้ค้อนมาทุบตีจนร่างนั้นเปื่อยไม่เหลือซากให้กลบฝังแม้แต่เพียงชิ้นเดียว

     

    แล้วหลังจากนั้นเพียงไม่นาน หลี่ซื่อซิ่นซึ่งได้กลับมารับตำแหน่งประมุขพรรคก็เกิดอาการทรุดหนักจนสามารถคาดเดาเวลาตายได้ว่าตนคงอยู่ได้อีกไม่กี่เวลา แต่ในครานี้กลับมิได้เรียกผู้อาวุโสในพรรคที่เหลือเพียง 3 คนเข้ามาสั่งเสียอย่างที่ควรจะเป็น กลับเรียกขานเอาหลี่ฉวนผู้น้องของตนให้เข้ามาพร้อมกันกับหลี่ลี่หลินบุตรสาวเป็นการลับ

     

    ฝ่ายจางฉวนเมื่อได้รับข่าวนี้ก็มีความร้อนใจ จึงจูงแขนพายุ่นซีหลานสาวซึ่งอยู่ในอุปการะของตนเข้าไปในห้องพักของประมุข ก็เห็นหลี่ซื่อซิ่นพี่ชายนอนหายใจโรยรินอยู่บนเตียงนอนโดยมีลี่หลินบุตรีคอยดูแลอยู่

    แต่สิ่งที่หลี่ซื่อกล่าวขึ้นมาคำแรกเมื่อเห็นน้องชาย กลับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่าตำแหน่งประมุขพรรคที่กำลังจะว่างลง ซึ่งเป็นตำแหน่ง ‘บิดา’ ที่เขาต้องการจะส่งต่อไปยังกับน้องชายด้วยตนเอง จึงได้กล่าวกับลี่หลินว่า

    "จงคำนับบิดาเจ้าเสียสิ"

     

    ลี่หลินได้ยินก็มีความสงสัย แต่ก็ยังคุกเข่าคำนับหลี่ซื่อซิ่นผู้เป็นบิดาของตนโดยมิได้ไต่ถามแม้คำเดียว

    แต่ประมุขหลี่เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า

    "ข้าหมายถึงหลี่ฉวนบิดาแท้ ๆ ของเจ้าต่างหาก"

     

    อย่าว่าแต่ลี่หลินที่มึนงงสงสัย เพราะแม้แต่จางหลี่ฉวนเองก็ตกใจจนไม่อาจเอ่ยคำใด ๆ ออกมาได้เลย จากนั้นหลี่ซื่อซิ่นจึงถามบุตรสาวไปว่า

    "ลี่หลิน เจ้าเพียงทราบจากคนทั้งปวงว่าตนเป็นทารกวิเศษอยู่ในครรภ์มารดาเพียง 8 เดือนกระมัง ?"

     

    นางก็พยักหน้ารับว่า ‘จริง’ ตามคำบิดานั้น

    แต่หลี่ซื่อซิ่นกลับเฉลยว่า

    "แต่แท้จริงแล้วเจ้าอยู่ในครรภ์ของลี่เจีย 9 เดือนไม่แตกต่างจากผู้ใด เพียงแต่ก่อนงานวิวาห์ของพวกเราทั้งสอง มารดาของเจ้ากลับตั้งท้องเจ้าอยู่ก่อนแล้ว 1 เดือน"

     

    หลี่ซื่อซิ่นพักหายใจเพียงครู่เดียว แล้วเล่าต่อไปอีกว่า

    "ลี่เจียสารภาพตามตรงต่อข้าและขอให้ข้าเก็บไว้เป็นความลับไปจนตาย แต่บัดนี้ข้ากำลังจะตายแล้ว แต่รักนางมากแค่ไหนก็กลับมีรู้สึกผิดต่อหลี่ฉวนน้องชายผู้โชคร้ายและน่าสงสารที่สุดของตน รวมถึงตัวของเจ้าด้วยลี่หลินแม้ข้าจะมิใช่บิดาแต่ยังนับว่าเป็นลุงโดยสายเลือดอยู่ดี"

     

    ทั้งสองพี่น้องเกือบจะต้องมาสังหารกันเอง จากความริษยาอาฆาตของยุ่นฟางและแผนการร้ายจากหลิวชิ่งซึ่งต่างเป็นคนใกล้ตัวที่ไว้วางใจมาตลอด ..จนบัดนี้จึงค่อยสำนึกชัดว่า ‘เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ’ แม้เกลียดชังแค่ไหนก็ไม่อาจทำร้ายกันได้ลงคอเป็นอันขาด

    ครั้นประมุขหลี่ซื่อซินเห็นลี่หลินคำนับตนในฐานะลุงและหลี่ฉวนในฐานะของบิดาทั้งน้ำตาแล้ว จึงส่งต่อไม้เท้าหยกเจ้าสำนักแก่หลี่ฉวนผู้น้องพร้อมทั้งเคล็ดวิชาลับของเจ้าสำนักพรรคกระยาจก จากนั้นจึงสิ้นใจตายไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ผ่อนคลายในเวลาสุดท้ายของชีวิตตน..