หลังจากที่เฟลิเซียและเมอริสกลับมาจากไปเที่ยวในเมืองนั้นตกค่ำวันนั้นเฟลิเซียได้อาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนเป็ชุดนอน เธอกลับห้องนอน เปิดไฟห้องนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ เปิดลิ้นชักหยิบสมุดเล่มหนาขึ้นมาเล่มหนึ่งและบรรจงเขียนไดอารี่ของเธออย่างใจจดใจจ่อนับว่าเป็การเขียนบันทึกความทรงจำเลยก็ว่าได้ เพราะไดอารี่ของเธอในแต่ละวันนั้นส่วนมากมักจะซ้ำซากและจำเจทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่ค่อยมีอะไรแปลกเป็พิเศษสักเท่าไหร่ มีเพียงบางโอกาสนานๆทีที่เธอมีความรู้สึกแตกต่างจากวันธรรมดาๆอันแสนน่าเบื่อ… … ‘ขอบคุณนะเมอริส ฉันมีความสุขมากเลย คุณช่างดีกับฉันตลอดเลยจริงๆ’ เธอคิดในใจและยิ้มอ่อนพลางนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในบ่ายวันนี้ …แต่หลังจากนั้น ความรู้สึกของเธอก็ยังคงกลับมาพะวงถึงเื่ ‘เวททายาท’ของเธอ เธอมีความ้าในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับมันเพิ่มเติม หลังจากที่เธอเขียนไดอารี่เสร็จแล้วนั้นเธอเก็บสมุดไดอารี่เล่มนั้นใส่ในลิ้นชักเหมือนเดิม จากนั้นเธอขึ้นไปนั่งบนเตียงนอนและยื่นมือหยิบหนังสือสองเล่มที่ตั้งอยู่บนโต๊ะโคมไฟข้างๆเตียงของเธอขึ้นมาอ่าน
‘‘นี่คงจะเป็เวลาเหมาะเจาะที่ฉันจะได้เริ่มอ่านมันเสียที’’ เฟลิเซียพูดกับตัวเอง
เธอเริ่มพลิกเปิดหน้าปกของหนังสือ เป็หนังสือที่มีหน้าปกเป็รูป‘‘พระเ้า’’ เธอจำได้แล้วว่า พระเ้านั้นคือ ‘เทพธิดากาเบล’ ที่เธอได้พบเจอในฝันนั่นเองจากนั้นเธอก็ได้เข้ามาสู่เนื้อหาต่างๆ …..
เทพอุปถัมภ์(เทพธิดากาเบล) เทพธิดาสายเืบริสุทธิ์มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้คนและมิอาจละสายตาที่ได้เห็นผู้คนแบกรับความทุกข์ทรมานได้เลย พร์ในการรักษาของเธอนั้นได้ช่วยชีวิตนับล้านรวมถึงเป็ที่ได้รับการสืบทอดจากเหล่าบรรพบุรุษของตระกูลเบลลิต…แต่จงระวังมิใช่ทุกคนจะได้รับการไว้ชีวิตจากพระเ้าไม่แม้นแต่บุคคลที่ปนเปื้อนไปด้วยสายเืมลทิน แต่รวมถึงบุคคลเชื้อเทพผู้ที่มีการกระทำผิดต่อคำสาบานของตนต่อหน้าพระเ้าอย่างเจตนาจงใจ… แต่ถ้าหากกล่าวถึงในด้านของ‘เวททายาท’ ที่นอกเหนือจากพลังรักษานั้นละก็.. การที่เวทจะสำแดงพลังขึ้นมานั้นในบางความเชื่อได้กล่าวไว้ว่า …ขึ้นอยู่กับคำสาบานที่ได้กล่าวต่อหน้าพระเ้า แต่อีกด้านหนึ่งคือ…ชะตากรรมที่จะต้องแบกรับไว้ในแต่ละบุคคลซึ่งมิอาจพบกับคำตอบที่แน่นอนได้เวททายาทจะถูกพบเร็วหรือช้านั้นไม่ใช่มีเพียงปัจจัยของอายุหรือการเจริญเติบโต บางครั้งสามารถถูกพบเห็นในการต่อสู้หรือการกระทำรูปแบบต่างๆในแต่ละบริบทหรือสิ่งที่แสดงถึงการเตือนต่ออนาคตที่อาจเกิดอันตรายต่อบุคคลที่มีสายโลหิตโดยตรงจากตระกูลอีกเช่นกัน หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘ทายาท’นั่นเอง…
จงจำไว้เสมอว่า …‘‘ชะตากรรม’’… คือสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้.. และหากเลือกที่จะสาบานต่อหน้าพระเ้าเพื่อขอให้ท่านประทานพลังมาให้ล่ะก็‘‘จงคิดดีดีให้ถี่ถ้วน’’ … เพราะสามารถตัดสินใจได้เพียงแค่ ‘‘ครั้งเดียว’’ เท่านั้น…
‘‘ฉัน ไม่เห็นจะเข้าใจเลย….’’ เฟลิเซียตอบด้วยความแอบท้อ ‘‘นี่มัน ..คือเื่อะไรกันน่ะ’’
เฟลิเซียพลิกอ่านต่อไปยังหน้าอื่นๆเรื่อยๆในหนังสือมักจะเต็มไปด้วยรูปภาพประกอบสีขาว-ดำและสีน้ำตาล-ขาวที่ยากที่จะดูออกตัวอักษรที่เธออ่านไม่ออกมีรอยน้ำหมึกสีดำขีดเขียนที่พอคาดได้ว่าเป็ลายมือแบบผู้ใหญ่เขียนหวัดๆ และแผนผังสายตระกูลที่ถูกเขียนโดยบรรพบุรุษเป็การอธิบายถึงโครงสร้างครอบครัวต่างๆแบบรุ่นสู่รุ่นต่อๆกันไป บางหน้าได้ขาดหายไปแล้วบางหน้ามีรอยขาดเป็สองซีกและแหว่งตามอายุของหนังสือเก่า เธอพยายามศึกษาให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
‘‘ทำไมคุณพ่อ คุณแม่ไม่เคยบอกฉันเื่แบบนี้บ้างเลยนะ’’ เฟลิเซียพูดกับตัวเองเธอยังคงสงสัยว่าคุณพ่อคุณแม่ของเธอนั้นคิดอย่างไรต่อตัวเธอกันแน่ตอนสมัยที่เธอเป็เด็ก เธอได้แต่ไปไหว้ขอพรจากเทพธิดาที่โบสถ์เก่าหลังคฤหาสน์เนื่องในโอกาสต่างๆธรรมดาๆซึ่งไม่มีความแตกต่างกับผู้คนธรรมดาทั่วไปที่ร่วมใจกันไปยังโบสถ์ในเมืองเลย ตัวเธอนั้นเริ่มมีความไม่แน่ใจแล้วว่าเคยได้เห็นหรือได้ััอะไรที่เกี่ยวกับเื่พรรคนี้บ้างหรือเปล่าหรืออาจจะเป็่ที่ตัวเธอนั้นจำความไม่ได้ แต่ตอนนี้รอบข้างตัวเธอเองนั้นก็ไม่มีใครให้ถามเลยเพราะว่าเธอคือบุคคลที่มีสายเืของตระกูลเบลลิตคนสุดท้าย
‘‘บางที ฉันอาจจะเห็นอะไรเพิ่มเติมจากไดอารี่ของคุณแม่ก็ได้นะ’’เธอปิดหนังสือเล่มแรกวางไว้ข้างตัวและจากนั้นเอื้อมมือไปหยิบไดอารี่ของคุณแม่ที่ยังคงวางอยู่บนโต๊ะโคมไฟข้างเตียง
‘‘ขอโทษนะคะคุณแม่ หนูรู้ดีว่ามันไม่ใช่ของๆหนูแต่หนูก็อยากรู้อะไรมากกว่านี้นะคะ’’ เฟลิเซียจับไดอารี่ของแม่ด้วยมือทั้งสอง สายตาแน่วแน่ว่าจะเปิดอ่านเธอพลิกอ่านทีละหน้าๆ เธอพบว่าแต่ละเื่ราวก็ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างไปจากคนทั่วไปสักเท่าไหร่… ‘โถ่ คิดมากจังเฟลิเซีย คุณแม่ก็เป็มนุษย์นะมีชีวิตอยู่เหมือนกันกับทุกๆคนน่ะแหละ’ … เธอพลิกอ่านแต่ละหน้าเรื่อยๆโดยมากจะมีแต่กิจวัตรประจำวันที่คุณแม่ของเธอทำเป็ประจำแต่แล้วเธอก็ได้เปิดมาเจอในส่วนหน้าท้ายๆที่เริ่มมีร่องรอยเว้นวางเหมือนเป็การเขียนที่ขาดตอน
‘‘เอ๊ะ!.. คุณแม่ไม่ได้เขียนต่อหรอ… หืมมม?’’ เฟลิเซียเริ่มสงสัย เธอพยายามรวบรวมสมาธิและอ่านต่อ
‘‘สถิติของตำแหน่งที่เธอปรากฏตัว … โบสถ์หลังบ้าน’’
หืมมม… โบสถ์หลังบ้าน? ทำไมหรอ..?ทำไมแม่ถึงไปที่นั่นคนเดียว แม่ไปทำอะไรที่นั่นกันน่ะ??? …
‘หญิงสาวผมยาวในชุดเดรสสีขาวกำลังยืนเผชิญหน้ากับหญิงสาวในชุดราตรีสีดำ ทั้งสองกำลังทำอะไรกันน่ะ …… หืม แม่กำลังตกอยู่ในอันตรายงั้นหรอ..?? … ไม้กางเขน …หนามแหลมคำสีดำ ไม่นะ..!!! .. ระวัง!!!’
แสงแว้บสีขาวตีกันกับแสงสีดำสนิท หยดเืกระเด็นผ่านแสงค่อยๆจางลงกลับมาเป็โบสถ์ตามเดิม เฟลิเซียลืมตาขึ้น หายใจติดขัด หันซ้ายหันขวาดูรอบๆห้อง เธอแค่เผลอเห็นภาพนิมิตอะไรบางอย่างขึ้นมา…เธอพยายามรวบรวมสติและพลิกไปยังหน้าถัดไป แต่ปรากฏว่าไม่มีลายมือที่เขียนไดอารี่ต่อไปแล้ว
‘‘แม่คะ เกิดอะไรขึ้นกับแม่อย่างนั้นหรอ?’’ เธอพูดขึ้นมาด้วยความเอะใจ
แต่แล้วเธอก็พบกับรูปถ่ายเก่าๆสีน้ำตาล-ขาวซีดที่ได้แนบติดไว้บางหน้ากระดาษเป็รูปคุณแม่สมัยเด็ก สมัยสาว รูปตอนแต่งงานและรูปครอบครัวที่มีเฟลิเซียตอนเด็กอยู่ด้วย โดยที่คุณพ่อยืนด้านซ้ายคุณแม่ยืนตรงกลาง คุณสเตฟานยืนด้านขวาของคุณแม่และหนูน้อยเฟลิเซียยืนข้างหน้าแม่ของเธอ…
‘‘คิดถึงจังเลยนะคะคุณพ่อ คุณแม่ คุณสเตฟาน’’ เฟลิเซียดูรูปครอบครัวแล้วรู้สึกระลึกถึงความหลัง
เฟลิเซียจำหน้าคุณพ่อไม่ค่อยได้เขาเสียชีวิตไปั้แ่เฟลิเซียมีอายุเพียง 2 ขวบเธอเพ่งสายตาและโฟกัสไปยังรูปคุณพ่อของเธอ จู่ๆเธอก็ได้เห็นภาพอดีต เหมือนบรรยากาศในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมอันน่ากลัวชวนเป็ภาพติดตาแว่บผ่านไปผ่านมา…‘สภาพบรรยากาศเหมือนอยู่ในา เหล่าทหารสู้รบ ฝุ่นพื้นดินลอยฟุ้ง รวมไปถึงมีคนาเ็ล้มตายก่ายกอง’…เธอรีบเอามือข้างหนึ่งปิดรูปภาพ มืออีกข้างหนึ่งก่ายหน้าผาก เธอมีความรู้สึกปวดหัวหายใจหอบ เริ่มร้องไห้และไม่อยากทนเห็นมันอีก เพราะสิ่งที่เธอกลัวที่สุดนั่นคือ ‘‘เื’’ นั่นเอง… หรือนี่จะเป็นิมิตที่บอกใบ้สาเหตุการเสียชีวิตของคุณพ่อของเธออย่างนั้นหรือ… แต่มันจะใช่จริงๆหรือเปล่านะ….
เฟลิเซียลองทำการจ้องมองดูรูปคุณสเตฟานอดีตหัวหน้าพ่อบ้านของเธอบ้างเธอคิดว่าเผื่อเธอจะได้เห็นอะไรที่แตกต่างกันบ้าง ไม่นานนักภาพนิมิตที่เธอเห็นนั้นก็ได้ปรากฏขึ้น … ‘มีเพียงแค่แสงสว่างว้าบจ้าขึ้นมาแสงหนึ่งแสบตาจนไม่สามารถทนลืมตามองเห็นอะไรได้อีกต่อไปเลย’ … เธอมองอะไรไม่เห็นเลยและภาพนั้นก็ได้เลืองจางหายไปแล้ว
‘‘ที่ฉันเห็นอยู่นี่ นี่มันคืออะไรกัน?’’ เฟลิเซียถามตัวเองพร้อมกับเอามือกุมขมับด้วยความปวดหัวหนักขึ้น
‘‘มันไม่ใช่ฝันร้ายใช่มั้ย?’’ เธอถามตัวเองอีกรอบ เธอร้องไห้เธอรู้สึกสับสนไปหมด ทุกอย่างเกิดอะไรขึ้นกันแน่… ทำไมเธอไม่เห็นจะรู้เื่พรรคนี้มาก่อนเลย…และถ้าหากสิ่งเหล่านี้เป็ความจริงดั่งในนิมิตหรือภาพที่แว่บเข้ามานั้นล่ะก็…เธอจะยอมรับความจริง หรือโชคชะตาแบบนี้ได้ไหมนะ?... ไม่..!! ไม่เอา..!! ไม่อยากทนเห็นอีกแล้ว… เฟลิเซียปิดไดอารี่ของคุณแม่ทันทีเธอเก็บหนังสือทั้งสองเล่มนี้วางไว้ที่โต๊ะโคมไฟข้างเตียงของเธอคิดว่าพรุ่งนี้เธอจะนำหนังสือสองเล่มนี้ไปเก็บไว้ที่ตู้เก็บของเก่าประจำตระกูลเหมือนเดิมไม่อยากจะแตะต้องมันอีก เธอลุกไปปิดไฟห้องนอน และนอนคลุมโปง เธอพยายามหลับและคิดถึงเื่อื่นๆที่ไม่ใช่เื่อันแสนโหดร้ายแบบนี้ตลอดยามราตรี