ในระหว่างทางที่นั่งรถม้าของหลี่หานอี้กลับไปที่หมู่บ้านหนานซาน เว่ยเจ๋อิก็เอาแต่นึกถึงเื่ที่เถียนสวี่หลันถูกบุรุษมากมายห้อมล้อมก่อนหน้านี้ ั้แ่ได้เห็นภาพนั้นในใจของเขาตอนนี้ก็ยากที่จะสงบลงได้
มือของคนทั้งสองยังคงจับกันเอาไว้แน่น ถึงแม้จะขึ้นมานั่งบนรถม้าแล้วก็ตาม ดูเหมือนเ้าดื้อของเขาจะยังไม่รู้ตัว ช่างเถอะ นางยังเด็กนักยังเห็นโลกไม่มากพอ นางยังไม่รู้ว่าบุรุษนั้นน่ากลัวเพียงไรรวมทั้งตัวเขาเอง วันหน้าหากได้อยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องแล้ว เขาค่อยสอนนางก็แล้วกัน
รถม้าของหลี่หานอี้หยุดลงที่หน้าเรือนตระกูลเถียนเพื่อส่งให้เถียนสวี่หลันลง จากนั้นจึงเคลื่อนตัวไปที่ท้ายหมู่บ้านที่เป็ที่ตั้งเรือนของเว่ยเจ๋อิ
หลังจากที่เถียนสวี่หลันลงไป ภายในห้องโดยสารของรถม้าที่มีบุรุษสองคนนั่งอยู่ ก็เงียบลงทันที หลี่หานอี้ขยับตัวอย่างอึดอัดเขารู้สึกว่าที่แผ่นหลังของตนกำลังเปียกชุ่ม
เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามไรผมและแผนหลังของเขา เด็กหนุ่มอายุย่างสิบแปดสามารถแผ่กลิ่นอายที่น่าเกรงขามออกมาได้มากมายเพียงนี้เชียวหรือ เขาที่อายุมากกว่ายังไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เลย ความจริงแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้เขาเป็ใครกันแน่
เมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าเรือนของเว่ยเจ๋อิ หลี่หานอี้ก็รีบพุ่งออกจากห้องโดยสารไปยืนหอบหายใจอยู่ด้านนอกรถม้า การแสดงออกของเขาทำให้คนขับรถม้าหันไปมองคุณชายของตนด้วยความไม่เข้าใจ
“เชิญเข้าไปในเรือนเถิด”
เว่ยเจ๋อิก้าวลงมาจากรถม้าด้วยท่าทางสง่างามทั้งที่เขาอยู่ในชุดสำนักศึกษาจื้อกั๋วเช่นเดียวกับหลี่หานอี้ แต่บุคลิกของทั้งสองนั้นกลับดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“พี่ใหญ่ท่านกลับมาแล้ว”
น้องชายของเว่ยเจ๋อิที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในศาลาหน้าเรือนรีบเดินมาหาพี่ชาย ด้านหลังของเขามีหลี่หานอี้กำลังก้าวตามเข้ามา หลี่หานอี้สำรวจใบหน้าของสองพี่น้อง อืม!!ใบหน้าของพวกเขาค่อนข้างมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
หรือว่าผู้หนึ่งเหมือนบิดาอีกคนเหมือนมารดา พี่น้องไม่จำเป็จะต้องหน้าเหมือนกันเสมอไปมิใช่หรือ หลี่หานอี้พยักหน้าให้กับความคิดของตน
ทั้งสามคนเดินเข้าไปนั่งในศาลาหน้าเรือนที่เว่ยหลี่หนานกำลังอ่านหนังสืออยู่ เว่ยเจ๋อิเดินเข้าไปในเรือนเพื่อยกน้ำชามาให้เขา ทำให้หลี่หานอี้ได้อยู่กับเด็กชายตามลำพัง
“นี่เ้าหนู ปกติพี่ชายของเ้าเป็เช่นนี้หรือ ข้าหมายถึงเขาเงียบขรึมเช่นนี้เป็เื่ปกติหรือ”
เว่ยหลี่หนานทำท่าครุ่นคิดก่อนที่จะพยักหน้า
“ขอรับ”
“อ่อ”
หลี่หานอี้รับคำ เขาได้แต่คิดในใจว่า มันคงจะเป็นิสัยที่ติดตัวมาั้แ่เกิดของเขากระมัง จากนั้นหลี่หานอี้ยังถามเื่ราวเกี่ยวกับเว่ยเจ๋อิจากน้องชายของเขาอีกหลายเื่ แล้วเสียงประตูหน้าเรือนก็ดังขึ้น
“เ้าไม่ต้องเดี๋ยวข้าไปเปิดเอง”
เว่ยหลี่หนานอายุเจ็ดขวบเกาหัวตนเองด้วยความไม่เข้าใจ ข้าเป็เ้าของบ้านมิใช่หรือ ท่านเป็แขกผู้มาเยือนเหตุใดต้องไปเปิดประตูด้วย เด็กชายเลิกสนใจพี่ชายขี้สงสัยผู้นั้นก่อนที่จะหันกลับมาอ่านตำราในมือของตนเองต่อ
“พี่หานอี้ พวกเรามาแล้ว”
ทันทีที่หลี่หานอี้เปิดประตูเรือน เถียนสวี่หลันก็ทักทายเขาก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน โดยทิ้งให้คนทั้งสองยืนมองตากันหวานซึ้งที่หน้าประตู
“หลี่หนานเ้ากำลังอ่านอันใดอยู่หรือ”
เถียนสวี่หลันเดินเข้าไปนั่งด้านข้างเด็กชาย ความจริงเว่ย หลี่หนานยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับพี่สาวผู้นี้เท่าใดนัก เมื่อก่อนนางแสดงท่าทางรังเกียจตนทำให้เว่ยหลี่หนานยังรู้สึกฝังใจ
“ขะ...ข้าอ่านคัมภีร์หลุนอวี่”
“จริงหรือ เ้าเก่งมากๆ เลยทั้งที่อายุพึ่งจะเจ็ดขวบ ต่างจากน้องชายของข้าที่อายุเท่ากับเ้า แต่เขายังเรียนคัมภีร์ตรีอักษรอยู่เลย”
เว่ยหลี่หนานที่ได้รับคำชมของเถียนสวี่หลัน เขาก็รู้สึกหัวใจพองโตจนคับแน่นอก ในยามปกติเขาจะไม่ค่อยกล้ามองหน้าของนางสักเท่าใดเพราะกลัวว่าตนจะถูกนางดุ แต่ครั้งนี้เว่ยหลี่หนานเห็นว่าพี่สาวเอ่ยชมตน เขาจึงเงยหน้ามองใบหน้าด้านข้างของนาง
ทันทีที่เห็นนางเต็มตา ใบหน้าเล็กของเว่ยหลี่หนานก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที เขารีบก้มหน้าลงเช่นเดิมเพื่อไม่ให้นางรู้ว่าตนกำลังเขินอาย เว่ยเจ๋อิที่ยืนมองอยู่นานเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที เ้าเด็กแก่แดดนั่นพึ่งจะเจ็ดขวบก็รู้จักเขินอายสตรีแล้วอย่างนั้นหรือ แล้วสตรีผู้นั้นยังเป็ผู้หญิงของเขาอีก มันน่านัก
“อาหนาน เข้าไปอ่านหนังสือในห้องของเ้าเสีย”
เว่ยเจ๋อิเอ่ยกับน้องชายเสียงเย็น ก่อนจะวางถาดน้ำชาที่ตนยกมากระแทกลงบนโต๊ะ เถียนสวี่หลันมองเขาด้วยสีหน้างงงัน นางทำอันใดให้เขาโกรธอีกแล้วละเนี่ย ก่อนหน้านี้ก็ยังดีๆ อยู่เลย
“มานี่”
เว่ยเจ๋อิยื่นมือให้นางจับจากนั้นจึงจูงมือนางเดินออกจากเรือนไป หลี่หานอี้และเถียนซู่เจิงที่เดินสวนคนทั้งสองมายังศาลาหน้าเรือน มองใบหน้าถมึงทึงของเว่ยเจ๋อิแล้วหันไปมองใบหน้าห่อเหี่ยวของเถียนสวี่หลัน พวกเขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดสิ่งใดขึ้นแต่ทั้งสองก็ได้แต่ไว้อาลัยให้นางเท่านั้น
“เ้าเดินช้าหน่อย ข้าเดินตามไม่ทัน”
ร่างเล็กที่ขาสั้นกว่าแทบจะต้องวิ่งตามร่างสูงที่เอาแต่เดินเงียบมาตลอดทาง นางไม่รู้ว่าตนเองทำสิ่งใดผิดไปแต่นางก็ไม่ได้เอ่ยถามเขา เพราะ้าให้คนตรงหน้าอารมณ์เย็นลงกว่านี้ก่อน
เว่ยเจ๋อิหยุดลงหลังจากที่เขาได้ยินเสียงหอบของนาง เขาหันกลับมาช้อนอุ้มร่างเล็กเอาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะออกเดินอีกครั้ง
“เสี่ยวิ ข้าผิดไปแล้ว เ้าไม่โกรธข้าได้หรือไม่ ข้ายอมแล้วทุกอย่าง”
เสียงหวานเอ่ยออดอ้อนแกมขอร้อง ดวงตากลมโตของนางมีน้ำใสเอ่อคลอกลอกกลิ้ง ทำให้คนมองแล้วอดรู้สึกสงสารมิได้
เว่ยเจ๋อิถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ เขาแพ้ แพ้ให้นางอีกแล้ว ร่างสูงนั่งลงบนโขดหินทั้งที่ในอ้อมแขนยังมีร่างบางของเถียนสวี่หลันอยู่ นางไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเกี่ยวกับการขยับตัวไปมาของเขาเลยสักนิด กลับกันนางกลับรู้สึกถึงความปลอดภัยและอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากเขา และชีวิตก่อนนางได้สิ้นใจในอ้อมแขนแข็งแรงนี้
“เ้ารู้หรือว่าตนทำสิ่งใดผิด”
เถียนสวี่หลันส่ายหน้า ใบหน้างามถูกไถที่สาบเสื้อตรงหน้าอกของเขาไปมา ท่าทางออดอ้อนที่น่ารักนั่นทำเอาเว่ยเจ๋อิทนไม่ไหว จนต้องกดจูบที่แก้มของนางแรงๆ
“ต่อไปเ้าอย่าได้ไปที่นั่นอีก เ้าไม่รู้หรือว่าตนเองงดงามมากเพียงใด หากมีคนลักพาตัวเ้าไปข้าจะไปตามหาเ้าได้ที่ไหน ยังมีซ่งหยางเฉิงนั่นอีก เ้าด่าเขาขนาดนั้นคิดว่าคนเ้าคิดเ้าแค้นอย่างหมอนั่นจะไม่กลับมาเอาคืนเ้าอย่างนั้นหรือ เด็กโง่ เ้าเลิกทำให้ข้าเป็ห่วงได้หรือไม่ ต่อไปห้ามเข้าใกล้บุรุษใดอีกนอกจากข้าและคนในครอบครัวของเ้า เข้าใจหรือไม่ อ่อ...ต่อไปห้ามเรียกข้าว่าเสี่ยวิด้วย”
ใบหน้าหล่อเหลาคลายโทสะลงั้แ่ที่เขาได้เห็นน้ำตาที่คลอหน่วยของนางแล้ว หัวใจของเขายอมแพ้ให้กับนางั้แ่ที่ได้รู้ใจตนเอง แต่ที่เขาจำเป็ต้องแสดงท่าทางโมโหเช่นนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวนางเอง
หากวันหน้าเขามีอำนาจในมือเื่พวกนี้ก็ไม่จำเป็ต้องกังวลอีกต่อไป แต่ตอนนี้เขายังเป็เพียงเว่ยเจ๋อิ บุรุษชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น เขาไม่มีแรงหรืออำนาจมากพอที่จะปกป้องนางเอาไว้ได้
“เ้าค่ะ ต่อไปนี้ข้าจะทำตามที่ท่านบัณฑิตสั่งสอนทุกอย่าง เท่านี้เ้าก็จะไม่โมโหแล้วใช่หรือไม่”
ร่างเล็กในอ้อมแขนจูบที่ปลายคางของเขาแ่เบา เว่ยเจ๋อิตัวแข็งทื่อไปทันที ดูเอาเถิด เขาพึ่งจะสั่งสอนนางว่าบุรุษนั้นอันตรายเพียงใด แต่นางกลับยังกระทำเช่นนี้ มันน่าโดนดีนัก
เว่ยเจ๋อมิก้มลงกดจูบร่างบางในอ้อมแขนจนนางแทบสำลักเพราะหายใจไม่ทัน สองร่างนั่งคลอเคลียกันไม่ห่าง แต่ยังมีอีกคนที่เดินผ่านมาทางนี้ต้องรู้สึกเจ็บช้ำใจ
สวีม่านนีที่เห็นรถม้าวิ่งเข้ามาในหมู่บ้านและหยุดลงที่หน้าเรือนของเว่ยเจ๋อิ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นนางจึงแอบตามมาดู ไม่คิดว่าตนเองจะได้เห็นภาพบาดตาบาดใจเช่นนี้
ดวงตาของนางแดงก่ำ น้ำตาหยาดหยดไหลออกมาไม่หยุดดั่งสายฝน ในใจของนางรู้สึกปั่นป่วนเสียงคำรามดั่งฟ้าร้องดังกึกก้องอยู่ในหัว หูของนางไม่ได้ยินสิ่งใดหลังจากที่ได้เห็นภาพตรงหน้า นางกัดฟันทนไม่ให้ตนเองพุ่งเข้าไปฉีกกระชากเถียนสวี่หลันให้ออกห่างจากบุรุษที่ตนรัก
สวีม่านนีรีบหันหลังวิ่งกลับไปที่เรือนของตนทั้งที่ยังน้ำตานองหน้า ั้แ่ที่นางได้ยินข่าวเื่ที่พวกเขาหมั้นหมายกัน นางก็เ็ปจนแทบคลุ้มคลั่ง นางไม่ยอมกินไม่ยอมนอนจนผ่ายผอมดวงตาลึกโบ๋ ในหัวเอาแต่ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของเถียนสวี่หลันไม่หยุด
สวีม่านนีหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ร้อยปี นางนั่งลงตรงนั้นโดยที่ไม่สนใจว่าชุดของตนจะเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนเพราะฝนพึ่งจะตกไปเมื่อคืน
ร่างกายที่ผ่ายผอมลงอย่างเห็นได้ชัดนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นด้วยความเสียใจ ความจริงเว่ยเจ๋อิควรที่จะต้องแต่งงานกับนางมิใช่เถียนสวี่หลันสตรีร้ายกาจผู้นั้น เหตุใดเขาถึงเลือกนาง เหตุใดเขาถึงไม่ยอมมองมาที่นางเลยสักครั้ง สวีม่านนีได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับตนเอง จนกระทั่งได้ยินเสียงเดินห่างออกไปไม่ไกล
“โอ้!!ดูสิว่าข้าเจอใครมานั่งร้องไห้อยู่คนเดียวตรงนี้”
แม่หม้ายอู๋ที่แต่งหน้าจนหน้าเตอะเพื่อปกปิดริ้วรอย เดินกรีดกรายมายังสวีม่านนี นางมองต่ำไปยังเด็กสาวที่กำลังเป็ทุกข์เพราะความรักด้วยสายตาสมเพช
“เ้าแค้นนางมากใช่หรือไม่”
อยู่ๆ แม่หม้ายอู๋ก็เอ่ยสิ่งที่สวีม่านนีไม่เข้าใจขึ้นมา
“ท่านพูดอะไร”
แม่หม้ายอยู่นั่งลงยองๆ เอ่ยกับเด็กสาวเบาๆ
“หากเ้า้าแก้แค้นนางข้าก็มีวิธีดีๆ มาบอก เ้าก็แค่.....”
หลังจากที่แม่หม้ายอู๋เอ่ยจบ ดวงตาที่เคยมีแต่ความเศร้าโศกก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที แต่นางยังคงรู้สึกสงสัยในใจว่าแม่หม้ายอู๋ช่วยนางเพราะเหตุใด
“ข้ารู้ว่าเ้ากำลังสงสัยในตัวข้า แต่ข้าขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่าข้าเองก็ไม่พอใจคนตระกูลเถียนเช่นกัน ดังนั้นเราสองคนมาร่วมมือกันทำให้พวกเขาต้องเ็ปจนไม่มีวันลืมไม่ดีกว่าหรือ”
แม้สวีม่านนีจะมีท่าทีลังเลแต่นางก็พยักหน้ารับแม่หม้ายอู๋ นางหวังว่าแผนการครั้งนี้จะสามารถทำให้เถียนสวี่หลันถูกเว่ยเจ๋อิถอนหมั้น และทำให้นางอับอายจนไม่สามารถเดินเงยหน้าในหมู่บ้านได้อีก