เสียงที่อ่อนโยน กับท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติ ราเชนถึงกับใจอ่อนลงทันที
จึงจับแขนของ เสี่ยวหลีให้ลุกขึ้น นางจึงได้สติกลับมา
“ เกิด..อะไรขึ้น เจ้านักพรตนี่ทำอะไรองค์หญิงหรือเปล่า เอ๊ะ ทำไมข้ามีเลือดที่หน้าผาก”
เสี่ยวหลียืนงงพร้อมกับลูบหน้าผากของตัวเองอย่างสงสัย
“ ท่านนักพรตเป็นศิษย์สำนักเมฆาขาวรึ?”
ราเชนส่ายหัว
“ แล้วทำไม ท่านถึงใช้วิชาเนตรสวรรค์ได้?”
“ ข้าไม่รู้จักวิชาเนตรสวรรค์”
องค์หญิงจะถามต่อ แต่ทันใดนั้น ก็มีขบวนม้าองครักษ์มากันอีกเป็นจำนวนมาก
“ ถวายบังคมองค์หญิง นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
หัวหน้าองครักษ์เอ่ยพร้อมกับมองดูซากม้าที่ตายส่วนคนขี่ไม่ตายแค่บาดเจ็บแต่ก็ร้องครางอย่างเจ็บปวด
“ ไม่มีอะไร พอดีม้ามันตื่นผู้คน เลยเป็นแบบนี้ พวกเราไปกันเถอะ”
องค์หญิงพูดจบ ก็กลับไปขึ้นรถม้า ไม่สนใจราเชนอีก แล้วองครักษ์หนุ่มก็นำม้ามาลากออกไป แต่ก็มองหน้าราเชนอย่างไม่เป็นมิตร
ราเชนไม่สนใจพวกนาง แต่หันกลับมาหาปู่กับหลานสาว แล้วมอบเงินให้ไป
“ ไม่ต้องพูดอีก มันสมควรเป็นของท่านแล้ว”
ชายชราเลยต้องรับเอาไว้ ปู่และหลานสาวเลยขอบคุณราเชนที่ได้ช่วยเอาไว้
ราเชนแค่พักดื่มน้ำชา เพราะข้างหน้าเขาคือ สำนักเมฆาขาวแล้ว
ราเชนยื่นป้ายประจำตัวถูเฟย จากสำนักเมฆาม่วงให้กับ เจ้าหน้าที่เฝ้าประตู
“ อ๋อ เป็นศิษย์ของอาจารย์ลุง ท่านคงทราบข่าวเรื่องของท่านเจ้าสำนักแล้ว”
ราเชนพยักหน้า
“ เชิญท่านไปพบกับ ท่านรองเจ้าสำนักก่อน”
ราเชนมองไปรอบๆ ก็พบกับรถม้ามากมาย ที่พากันเข้ามาที่สำนัก มีธงผ้าขาวดำ ประดับเอาไว้รอบๆ สำนัก คล้ายกับเตรียมทำพิธีไว้ทุกข์ ลูกศิษย์ทุกคนแต่งกายไว้ทุกข์กันหลายคน ราเชนถูกพาเข้าไปด้านในสำนัก ระหว่างทางเดินราเชนอดเอ่ยถามไม่ได้ว่า
“ เกิดอะไรขึ้น กับท่านเจ้าสำนัก”
ราเชนถามตรงๆ เจ้าหน้าที่หันมากระซิบเบาๆ กับราเชนว่า
“ เรื่องเกิดเมื่อวาน ไม่มีใครรู้รายละเอียดการตาย ตอนนี้มือปราบหลายสิบคน กำลังตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ “ ราเชนถูกพามาอยู่ที่ตึกอำนวยการของสำนักเมฆาขาว
เจ้าหน้าที่เดินเข้าไปแล้วนำ ป้ายกับหนังสือแนะนำตัวไปมอบให้ ชายชราที่กำลังนั่งดื่มชา แล้วมองราเชนหัวจรดปลายเท้า
“ นี่คือท่านรองเจ้าสำนักลำดับที่ 1 นักพรตจื่อชุน”
ราเชนคำนับชายชราที่กำลังนั่งอ่านจดหมายรายงานตัวอยู่ แล้วหันมามองหน้าราเชนอย่างละเอียด
“ ข้าเป็นคนส่งข่าวให้กับท่านนักพรตทงเทียน เพื่อให้ท่านมาช่วยสืบสวนการตายของเจ้าสำนัก แต่ท่านส่งเจ้ามาแทนแสดงว่า ท่านนักพรตต้องไว้วางใจในตัวเจ้ามากตอนนี้พวกมือปราบ กำลังตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ข้าจะพาเจ้าไปดูพร้อมกันเลย”
ราเชนถูกพามาที่สถานที่หวงห้ามของสำนัก เป็นถ้ำขนาดใหญ่ เป็นที่พำนักของเจ้าสำนัก ด้านหน้ามีมือปราบและองครักษ์หลายสิบคน ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก ราเชนจำได้ หนึ่งในองครักษ์คือคนขององค์หญิงที่เขาพบมาก่อน
ในขณะที่ราเชนเดินเข้าไปข้างใน เห็นมือปราบเต๋อคุน ยืนอยู่ในกลุ่มคนนักพรตหลายคน มีองค์หญิง กับ นางกำนัล เดินเคียงคู่มากับชายชราหนึ่งคน แต่งกายคล้ายกับหมอ ทุกๆ คนเข้าไปด้านหลังของอาคาร พอเห็นราเชนก็รีบเข้ามาหาทันที
“ ไต้ซือน้อย ท่านมาอยู่นี่ได้ยังไง เอ๊ะ ! นี่ท่านสึกมาเป็นนักพรตแล้ว?”
ราเชนเองได้แต่พยักหน้ายิ้มให้
“ ว่าแต่ท่านมากันทำไมนี่”
“ พวกเรามาตรวจศพของท่านนักพรตทงเต่าตามหน้าที่”
“ พวกท่านรู้จักกันมาก่อนรึ?” นักพรตจื่อซุนเอ่ยอย่างสงสัย
มือปราบเต๋อคุน พยักหน้า คราวนี้ทุกๆ คนต่างก็หยุดทำการตรวจ หันมามองราเชนเป็นจุดเดียว นักพรตจื่อซุนเลยเอ่ยต่อว่า
“ นี่คือนักพรตถูเฟย เป็นศิษย์สืบทอดของ ท่านนักพรตทงเทียนแห่งสำนักเมฆาม่วง เขาจะมาช่วยพวกเราหาคนร้าย “
ทุกๆ คนพยักหน้ารับรู้ มือปราบเต๋อคุนแสดงสีหน้ามึนงงเล็กน้อย
“ นี่ท่านเป็นศิษย์ของท่านนักพรตทงเทียนด้วยรึ?”
ราเชนได้แต่พยักหน้ารับ
“ อ้อ ..หมอหลวงถูอี้ ก็เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของท่านนี่ ท่านจำเขาได้ไหม?”
ราเชนเห็นชายชราที่ดูแก่กว่า อาจารย์เทพโอสถเสียอีก ไม่คิดว่าเขาจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของเขา
“ เจ้าคือถูเฟย ศิษย์น้องเจ็ดของข้ารึ?”
“ คำนับ ศิษย์พี่ใหญ่”
“ ทำไมเจ้ากลายเป็นนักพรตไปได้”
“ เรื่องมันยาว เอาไว้ค่อยเล่าให้ฟังทีหลัง” หัวหน้าหมอหลวงพยักหน้า แล้วเอ่ยต่อว่า
“ ตอนนี้ศิษย์น้องรอง ก็พักอยู่ที่บ้านของข้าแล้วด้วย เสร็จเรื่องนี้เจ้ากลับไปที่บ้านของข้า”
ราเชนได้แต่พยักหน้าไม่ได้เอ่ยอะไร เอาไว้ชันสูตรศพ เรียบร้อยก่อนค่อยปฏิเสธไปก็ได้ ส่วนรองเจ้าสำนักจื่อชุน กลับขมวดคิ้วสงสัยราเชน แต่ไม่ทันได้เอ่ยถามอะไร
“ ที่แท้ท่านก็คือ นักพรตถูเฟยนี่เอง” นางกำนัลเข้ามาเอ่ยทักราเชน ด้วยน้ำเสียงนอบน้อมกว่าเดิม
“ นี่คือองค์หญิงจางเชี่ยน เป็นธิดาของอ๋องจางเตี้ยน พระอนุชาของจักพรรรดิ องค์หญิงเป็นศิษย์ของจอมแพทย์เทวะบูรพา มีชื่อเสียงเคียงคู่มากับอาจารย์ของเรา”
ราเชนประสานมือคารวะตามธรรมเนียม
“ ที่แท้เป็นท่านนักพรตถูเฟยที่ เสด็จพี่สิบสี่กล่าวชื่นชมท่านตลอด”
ราเชนได้แต่ยิ้มไม่ได้กล่าวอะไร จนกระทั่งหมอหลวงถูอี้เอ่ยขึ้นมาว่า
“ จักรพรรดิทรงให้ความสำคัญกับการตายของ ท่านนักพรตทงเต่ามาก จึงส่งองค์หญิงจางเชี่ยนมาช่วยตรวจสอบด้วย”
ราเชนพยักหน้า แล้วมองไปรอบ ๆ พบว่า ภายในห้องพบว่า สิ่งของภายในห้องหลายจุดถูกทำลาย เสียหาย แทบทั้งหมด พบเศษซากขี้เถ้าอยู่ตามพื้นห้อง หลายซาก แต่ตรงริมห้องมีซากศพในชุดนักพรตที่แห้งกรังคล้ายกับถูกดูดเลือดไปจนหมดตัว ดวงตาถูกควักออกไป ทั้งสองข้าง
“ นั่นคือศพของ ท่านนักพรตทงเต่า เลือดถูกดูดออกจากร่างจนหมดตัว ดวงตาก็ถูกควักออกไป รอบๆ ถ้ำมีซากขี้เถ้าของคนร้ายจำนวนสามร่าง น่าจะเกิดจะพลังดวงตาสวรรค์ของท่านนักพรตทงเต่าเผาผลาญ คนร้ายน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 9 คน"
“ ท่านเจ้าสำนักมีพลังเนตรสวรรค์ขั้นเซียนแล้ว คนที่เอาชนะท่านได้ คงต้องมีพลังขั้นเซียนเช่นเดียวกัน”รองเจ้าสำนักจื่อซุนเอ่ยออกมา
“ รองเจ้าสำนักทั้งสี่ ทราบหรือไม่ว่าใครเคยมีเรื่องโกรธแคนกับ ท่านนักพรตทงเต่ามาก่อน” มือปราบเต๋อคุนเอ่ยถาม
รองเจ้าสำนักผู้หนึ่งกล่าวว่า
“ สำนักของเราเป็น สถาบันพรตที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งภายนอก ไม่เคยมีศัตรูที่ไหนมาก่อน”
“ แล้วทำไมถึงต้อง ควักดวงตาของเจ้าสำนักของท่านไป?”
มือปราบเต๋อคุนเอ่ยซักต่อ
“ ดวงตาเซียนของเจ้าสำนัก มีพลังทั้งหมดที่เจ้าสำนักฝึกฝนเอาไว้ หากนำไปดูดซับ จะช่วยเพิ่มพลังดวงตาของคนผู้นั้นเพิ่มมากขึ้น แต่ว่า คนธรรมดาไม่มีทางทำได้ นอกจากผู้ที่ฝึกฝนพลังเนตรสวรรค์มาก่อนเท่านั้น” รองเจ้าสำนักจื่อซุนเอ่ย
“ ในสำนักของเรา มีผู้ที่ศึกษาวิชาเนตรสวรรค์กันทุกๆ คน แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าใครคือฆาตกร” รองเจ้าสำนักลำดับที่ 2 นักพรตฟู่เสียงเอ่ย
“ ทุกๆ คน ล้วนเป็นผู้ต้องสงสัยทั้งหมด” มือปราบเต๋อคุนเอ่ยอย่างไม่ไว้หน้ารองเจ้าสำนักทั้งสี่ ที่รู้สึกแย่ที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้
ระหว่างนั้น หมอหลวงถูอี้กับ องค์หญิงจางเชี่ยน ก็มาดูที่ซากศพของ นักพรตทงเต่ากันอย่างละเอียด
หมอหลวงถูอี้ ปักเข็มเงินไปที่เส้นโลหิตบริเวณลำคอของ นักพรตทงเต่า แล้วดึงออกมา พบว่ามีโลหิตสีดำ
“ นี่อาจเป็นพิษที่ทำให้ ท่านนักพรตเสียชีวิต จากนั้นพวกมันคงใช้วิชามารเพื่อดูดเลือด และควักดวงตาของท่านไป” หมอหลวงสันนิษฐานออกมา แต่ องค์หญิงจางเชี่ยนกลับส่ายหน้า แล้วชี้ให้ดูรอยแผลที่มีรูอยู่ตรงกลางหน้าอก
“ ข้าขอผ่าตรวจสอบ รอยแผลนี้ เพื่อให้แน่ใจหน่อยได้ไหม?”
องค์หญิงจางเชี่ยน เอ่ยออกมา หมอหลวงถูอี้ได้แต่พยักหน้าให้ ลูกน้องอุ้มซากศพของนักพรตทงเต่ามาวางเอาไว้บนเตียงหิน
องค์หญิงจางเชี่ยน นำเสื้อคลุมคล้ายกับหมอมาใส่ แล้วใช้ผ้าคลุมหัว และปิดจมูก เปิดกล่องเครื่องมือของตนเอง หยิบมีดออกมา ราเชนเห็นมีดของนางก็ถึงกับอ้าปากค้าง
“ นี่มันมีดผ่าตัด?” ราเชนตกใจ จนอุทานออกมาเบาๆ จนองค์หญิงจางเชี่ยนหันมามอง แต่ก็ไม่ได้สนใจ ใช้มีดกรีดลงหน้าอกของนักพรตทงเต่า แล้วแหวกออกมา ราวกับ หมอนิติเวช ยุคปัจจุบันผ่าศพเลยทีเดียว ราเชนถึงกับขมวดคิ้วสงสัย
คนหลายคนต่างก็ตกใจ กลิ่นคาวเลือดโชยออกมา หลายคนถึงกับผงะถอยหลังแต่องค์หญิงจางเชี่ยนกลับไม่รู้สึกอะไร ดึงแผ่นหนังออกมาอย่างหน้าตาเฉย แล้วใช้ครีมคีบเม็ดโลหะออกมาวางเอาไว้บนผ้าขาวให้ทุกคนเห็น
“ นี่คือ กระสุนที่ปลิดชีพนักพรตทงเต่า ไม่ใช่ตายเพราะพิษอย่างแน่นอน”
“ ท่าน ๆ รู้ได้ยังไง” หมอหลวงถูอี้ เอ่ยอย่างสงสัย
“ นี่เรียกว่า กระสุนปืน มันถูกยิงผ่านผิวหนังชั้นนอก ทะลุแกนซี่โครง เจาะเข้าเส้นเลือดแดงที่นำเลือดจากหัวใจส่งไปที่อวัยวะต่างๆ พอมันขาดก็จะ ทำให้ไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ภายใน10นาที ท่านจึงเสียชีวิต ดังนั้นท่านจึงมีเวลาที่ฆ่าคนร้ายได้ ถึง สามคน ส่วนพิษที่ท่านได้รับนั้นไม่อาจซึมเข้าหัวใจได้ เห็นไหม หัวใจของท่านยังมีสีแดงปกติอยู่เลย”
หมอถูอี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เพราะเขาเองก็พอจะรู้เรื่องอวัยวะภายในมาบ้าง แต่เรื่องอาวุธปืนแบบนี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ราเชนเข้ามาดูกระสุนปืนใกล้ ๆ มันเป็นลูกโลหะกลมๆ ราเชนได้กลิ่นของดินปืนแสดงว่ามันใช้แรงอัดของดินปืนยิงลูกระสุนเหล็กออกมา เหมือนกับปืนที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ใช้ยิงได้เพียงครั้งละนัดเท่านั้น แต่ทันใดนั้นเอง ราเชนก็เห็นตัวเลข 7 บนลูกโลหะชิ้นนั้น จึงหยิบขึ้นมาดูเพื่อความแน่ใจ
“ เซเว่น” ราเชนเอ่ยออกมาเพราะในโลกก่อน มีนักฆ่าที่อยู่อันดับ 7 เรียกมันว่า เซเว่น มันชอบสลักอักษรเลข7บนอาวุธของมัน ไม่ว่าจะเป็นบนมีด ปืนพก หรือแม้กระทั่งกระสุนปืนของมัน ราเชนไม่คิดว่าโลกใบนี้จะมีเขามาเกิดใหม่เพียงคนเดียว เขาเคยเห็นองค์ชายมู่ฉินอาณาจักรฮาน ที่มีใบหน้าเหมือนอาเหลียง นักฆ่าอันดับ 8 มาก่อน แต่ไม่แน่ใจว่า นักฆ่าผู้นี้ จะใช่เจ้าเซเว่นหรือไม่
“ ท่านนักพรตถู รู้จักคนใช้อาวุธประเภทนี้ด้วยรึ?” มือปราบเต๋อคุนเอ่ยด้วยความสงสัย
ราเชนส่ายหัว แล้วบอกว่า
“ ข้าไม่รู้ว่า มันเป็นใคร แต่ที่รู้ก็คือ คนร้ายมีไม่ต่ำกว่า 3 คน และมีขุนพลวิญญาณอีก 7 ตน ถูกนักพรตทงเต่า เผาทำลายร่างมันไป 3 ตน”
ทุกๆ คน คราวนี้ต่างก็ตื่นตะลึงยิ่งนัก หันมามองราเชนอย่างจริงจัง
“ ขุนพลวิญญาณ พวกมันมาได้ยังไง” มือปราบเต๋อคุนตื่นเต้นกว่าใคร
“ ข้าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คนร้าย1 ในนั้นต้องเป็นคนของนักฆ่าฟ้าดินอย่างแน่นอน”
“ อะไรนะ ท่านรู้ได้ยังไง” มือปราบเต๋อคุนถามอย่างสงสัย
“ ศิษย์น้องนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นักฆ่าฟ้าดิน มีผู้มีอำนาจในราชสำนักบางคนหนุนหลังอยู่ เจ้ามีหลักฐานอะไรหรือไม่”
“ พิษของนักฆ่าฟ้าดิน คือ พิษสลายพลัง ไร้สี ไร้กลิ่น มันจะทำให้นักพรตทงเต่าเคลื่อนไหวช้าลง”
“ ในเมื่อไร้กลิ่น ไร้สี เจ้าได้กลิ่นมันรึ?” หมอหลวงสงสัยแทนทุกคน
ราเชนยิ้มแล้วบอกว่า
“ ข้าใช้ประสาทสัมผัสทางจิต นี่คือวิชาลับในตำราจิตเทพจักรวาล ท่านรองเจ้าสำนักทั้งสี่คงจะเคยได้ยินวิชานี้ดี”
รองทั้งสี่ พยักหน้าเห็นด้วย
“ แล้วเรื่องขุนพลวิญญาณเล่า พวกมันกลายเป็นขี้เถ้าไปแล้วท่านยังจำมันได้อีกรึ?” มือปราบเต๋อคุนเอ่ยอย่างสงสัย........