หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็วในโลกเบื้องบน เวลาที่นี่ดูเหมือนจะไหลช้าลงในบางจังหวะ แต่สำหรับใครบางคน มันก็กลับเร็วเกินกว่าจะทันตั้งตัว
มู่ ซือซ่านนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของร้านอาหารเล็กๆ ภายในเมืองลอยน้ำรอบนอกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ มือของนางค่อยๆ ใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในชามเบาๆ แววตาของนางว่างเปล่าเล็กน้อย คล้ายกับว่ายังจมอยู่กับความคิดที่พาให้นางหลุดออกจากโลกตรงหน้า
นางยังไม่เข้าใจ...
เมื่อวานนี้ นางเฝ้ามองอยู่ตลอด แต่ไม่พบแม้แต่เงาของหานหมิง หรือศิษย์พี่ของนางสักคน พวกเขาไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ไหน และเขาไม่ได้มาหานางด้วยซ้ำ
“หรือว่าข้าทำตัวแตกต่างไปจากชาติที่แล้ว หรือว่าเขาไม่ถูกใจข้างั้นเหรอ?!” มู่ ซือซ่านพึมพำในใจเบาๆ
ในชาติก่อน เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนี้ นางจำได้ดี เมื่อวานนี้ในอดีต นางเคยถูกศิษย์รับใช้ด้วยกันรุมกระทืบจนเกือบตาย แขนขาบวมช้ำ หายใจไม่ทั่วท้อง เลือดซึมออกจากมุมปากและหน้าผากจนเลอะใบหน้า ในตอนนั้นนางพร้อมที่จะตายได้ตลอดเวลา แต่ก่อนที่สติสุดท้ายจะผลักให้นางตัดสินใจลุกขึ้นสู้กลับ ทั้งที่ไม่มีแม้แต่อาวุธในมือ นางใช้ทุกวิถีทางในการต่อสู้กับศิษย์รับใช้เหล่านั้นทั้งกัด ทั้งใช้ฝุ่นโยนใส่ แต่สุดท้ายก็ไม่ไหวอยู่ดีจนในที่สุดแล้วหานหมิงก็ปรากฏตัว
เขาเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบในขณะที่ศิษย์รับใช้เหล่านั้นยังหัวเราะกันอย่างสะใจ เขาไม่ได้แสดงสงสารต่อนาง หรือพยายามห้ามคนเหล่านั้น นอกจากเพียงถามนางด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เจ้าต้องการเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่”
แม้สติจะเลือนราง แต่มู่ ซือซ่านก็ยังจำได้ว่า ที่เอวของหานหมิงในตอนนั้นมีสัญลักษณ์ของผู้อาวุโสภายในประดับอยู่ นางเงยหน้าขึ้นไปถามกลับด้วยเสียงแผ่วเบาแต่แน่วแน่
“ท่านจะทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นได้หรือไม่”
หานหมิงไม่ได้ตอบ เขาแค่โยนดาบเล่มหนึ่งมาให้นางและป้อนโอสถรักษาให้นาง จากนั้นก็ยกมือขึ้นเพื่อสร้างรูปแบบพลังขึ้นมาปิดกั้นพื้นที่โดยรอบ เพียงเท่านั้น นางก็เข้าใจทุกอย่างทันที
นางใช้ดาบเล่มนั้น ไล่สังหารศิษย์รับใช้เหล่านั้นอย่างเยือกเย็น นั้นเป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นด้านมืดของตัวนางเอง นางสังหารคนเหล่านั้นด้วยความโหดร้ายราวกับตัวตนอีกตัวตนหนึ่งของนางได้ตื่นขึ้นในชั่วขณะ
และนั่นคือการพบกันครั้งแรกระหว่างนางกับหานหมิง และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่นางได้ฆ่าคนด้วยมือตัวเอง แต่ทว่าในชีวิตนี้...ทุกอย่างกลับแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
มู่ ซือซ่านถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยกน้ำขึ้นมาจิบ แต่ยังไม่ทันได้ยกชามขึ้นจรดริมฝีปาก เสียงสนทนาจากโต๊ะข้างๆ ก็ทำให้นางต้องชะงัก
“เจ้าได้ยินข่าวหรือยัง ว่านายน้อยโจวหลัวเฉินได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเดินทางไปโลกเบื้องล่าง”
หญิงสาวอีกคนตอบขึ้นทันควัน “จริงเหรอ?!! ข้านึกว่าเป็นแค่ข่าวลือเสียอีก”
มือของมู่ ซือซ่านชะงักกลางอากาศทันทีที่ได้ยินชื่อของชายผู้นั้น นางไม่ได้เอ่ยอะไร ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ แต่นัยน์ตากลับฉายแววแห่งความสับสน
นางไม่ได้ลุกขึ้นไปถามหญิงสาวเหล่านั้น และนางก็ไม่ได้แทรกการสนทนา นางเพียงนั่งเงียบๆ แล้วเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
หญิงสาวอีกคนพูดเสริม “ข้าไม่แน่ใจมาก เพราะว่ามีคนไปซื้อข่าวจากหอคอยเสียงสวรรค์ แล้วข่าวก็แพร่ออกมาทั่วเลยล่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่ ซือซ่านก็พยักหน้าเบาๆ อย่างเข้าใจดี
หอคอยเสียงสวรรค์เป็นสถานที่สำหรับขายข่าวสารที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเบื้องบน ข่าวที่ออกจากที่นั่น แม้จะไม่ใช่ความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นข่าวของกองกำลังใหญ่ๆ ในโลกเบื้องบนความน่าเชื่อถือมันน่าเชื่อถือซะยิ่งกว่ามองเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยตัวเองเสียอีก
หากข่าวนั้นออกมาจากหอคอยเอง ก็เท่ากับว่ามันเป็นเรื่องจริงแน่นอน แต่ในความทรงจำของมู่ ซือซ่าน เหตุการณ์ควรจะเป็นอีกแบบ
ในชาติก่อน โจวหลัวเฉินตายลงในโลกเบื้องล่างโดยการที่โลกเบื้องล่างแห่งนั้นระเบิดออก ซึ่งเรื่องนี้มันส่งผลให้ เขาเสียการบ่มเพาะลงไปครึ่งหนึ่งก่อนที่เขาจะกลับมาเกิดใหม่บนโลกเบื้องบน แต่สุดท้ายด้วยรากฐานที่พังทลายก็ต้องทำลายการบ่มเพาะและเริ่มฝึกฝนใหม่ในท้ายที่สุด
หลังจากนั้น ตระกูลโจวและกองกำลังภายใต้การควบคุมของพวกเขาก็ทำการเปิดฉากปะทะกับพันธมิตรหมื่นสวรรค์ทันที
สงครามครั้งนั้นยืดเยื้อรุนแรงจนแทบไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ มันกินเวลานานนับสิบปีจนกองกำลังหลายแห่งล่มสลายตามไปด้วย
แต่ในขณะที่มู่ ซือซ่านกำลังคิดไล่เรียงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในใจอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าร้านอาหาร
“ท่านมู่หนานซือกลับมาแล้ว!”
เสียงของศิษย์ผู้หญิงที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เหล่าศิษย์ภายในและศิษย์รับใช้หลายคนต่างลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วหันไปมองทางหน้าต่างกันอย่างพร้อมเพรียง
มู่ ซือซ่านเองก็หันสายตาไปเงียบๆ ในแววตานาง เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและสับสน เพราะว่าเหตุการณ์ในโลกเบื้องล่างนั้น โจวหลัวเฉินไม่ได้ตายคนเดียวแต่ว่ามู่หนานซือเองก็ตายไปด้วยเช่นกัน ซึ่งมู่ซือซ่านมารู้จากอาจารย์ของนางอีกทีว่า มู่หนานซือไม่ได้ตายจากการถูกใครฆ่าหรือตายไปพร้อมกับโลกเบื้องล่างที่ระเบิดออกแต่นางจงใจตายเพื่อลบข้อสงสัยในตัวนางก่อนที่นางจะเริ่มบ่มเพาะใหม่ด้วยแนวทางการบ่มเพาะของหานหมิง
มู่ ซือซ่านนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยความรู้สึกที่ทำอะไรไม่ถูก แม้จะมีเสียงผู้คนพลุกพล่านอยู่รอบข้าง แต่ในห้วงจิตของนางกลับเงียบงันราวกับโลกทั้งใบกำลังชะลอการเคลื่อนไหว
นางหลับตาลง ก่อนจะลืมตาขึ้นและมองเพียงแสงสะท้อนจากน้ำที่ไหวกระเพื่อมอยู่ในถ้วยแก้วเบื้องหน้า หัวใจของนางเหมือนกำลังถูกบีบรัดโดยสิ่งที่จับต้องไม่ได้
“นี่มันเป็นเพราะข้างั้นเหรอ...” นางคิดในใจอย่างสับสน
เหตุการณ์ทุกอย่างที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการหายตัวไปของหานหมิง หรือชะตากรรมของโจวหลัวเฉินและ มู่หนานซือ ที่ไม่เหมือนเดิมมันเป็นเพราะการกลับชาติมาเกิดของนางหรือเปล่า
หรือว่าทุกอย่างได้เริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ก่อนที่นางจะฟื้นขึ้นมาแล้ว
หรือแท้จริง...นางอาจจะไม่ใช่แค่นางในโลกเดิม แต่อยู่ในโลกคู่ขนานที่แม้จะเหมือนกันในเปลือกนอก แต่กลับแตกต่างกันจากภายใน นางไม่รู้คำตอบ ในตอนนี้นางสับสนไปหมด นางคิดว่าตนเองสามารถใช้ความรู้จากชาติก่อนเพื่อทำให้เส้นทางในชีวิตนี้ง่ายขึ้นได้
แต่ในความเงียบงันนั้น เสียงของหานหมิงกลับดังก้องขึ้นในหัวของนางชัดเจน...ราวกับเพิ่งได้ยินเมื่อครู่
“จงอย่าภาวนาขอให้เส้นทางของเจ้าราบเรียบ... แต่จงทำให้ตัวเจ้าเองแข็งแกร่งเพียงพอจะเหยียบย่ำทุกขวากหนามเหล่านั้น”
“ขวากหนามสำหรับข้านั้นมีไว้เพื่อคัดกรอง… ไม่ใช่เพื่อขัดขวาง คนที่แข็งแกร่งและเข้มแข็งเพียงพอจะผ่านมันไปได้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ได้เดินต่อ”
“เส้นทางสู่ยอดเขาไม่มีทางลัด มีแต่ต้องเหยียบร่างของคนที่ล้มลงและกลายเป็นบันไดให้คนแข็งแกร่งกว่าก้าวขึ้นไปต่อ”
“ความสำเร็จไม่ใช่รางวัลจากฟากฟ้า แต่มันคือการช่วงชิงพื้นที่ของโลกใบนี้ ที่ไม่ได้มีเพียงพอสำหรับทุกคน ข้าสร้างชีวิตของตัวเองขึ้นมา… ด้วยอิฐที่ก่อขึ้นจากความล้มเหลวและความตายของคนมากมาย”
“ที่โลกใบนี้โหดร้ายไม่ใช่เพราะมันเกลียดเจ้า… แต่มันไม่สนใจเจ้าเลยต่างหาก เพราะความแข็งแกร่งคือภาษากลางที่ง่ายที่สุดที่โลกจะเข้าใจ”
“เจ้าถามข้าว่าความแข็งแกร่งมันแก้ปัญหาได้จริงงั้นเหรอ? เจ้าจะเข้าใจเอง...ในวันที่โลกทั้งใบต่อต้านเจ้า
แล้วเจ้ายังคงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยพลังของตัวเอง”
คำพูดเหล่านั้นที่นางอยากลืมเลือนไป แต่ตอนนี้มันกลับดังก้องในหัวนางด้วยความรุนแรงอย่างแปลกประหลาด
จู่ๆ ร่างกายของมู่ ซือซ่านก็สั่นไหวเบาๆ ราวกับมีบางอย่างในเลือดเนื้อของนางกำลังขานรับกับคำพูดเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว
วินาทีต่อมา พลังบางอย่างก็ปะทุขึ้นจากกลางอกของนาง
ออร่าดำขาวผสานกันพลุ่งพล่านพวยพุ่งออกมาจากเรือนร่างของนางอย่างรุนแรง จนทำให้โต๊ะไม้ด้านหน้าแตกกระจายโดยไม่ต้องแตะต้อง แม้แต่ผืนหินใต้เท้ายังสั่นสะเทือนเป็นระลอก
“นี่มันบ้าอะไรกัน!” เสียงร้องของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก
ศิษย์หลายคนที่อยู่ในร้านอาหารต่างตกอยู่ในความโกลาหล บางคนถอยห่างด้วยสัญชาตญาณ บางคนลุกขึ้นอย่างพรวดพราดด้วยความกลัว บางคนที่มีประสบการณ์มากพอก็พึมพำออกมาด้วยเสียงเบาๆ
“...นี่มันคือการปลุกร่างกายพิเศษ...”
“ระดับพลังที่แผ่ออกมานี่ ร่างกายนี้ต้องมีระดับไม่ต่ำอย่างแน่นอน!”
ความโกลาหลแผ่ขยายออกไปในทันที ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งพลันมืดครึ้มลงราวกับราตรีพาดผ่านกลางวัน กลุ่มเมฆสีเงินเคลื่อนหมุนวนเป็นเกลียว ราวกับเวลาทั้งหมดถูกบิดให้ช้าลง
ในห้วงเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่ตำหนักของผู้นำดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ ในวังศักดิ์สิทธิ์พลังที่สงบนิ่งตลอดหลายปีกลับสั่นสะเทือนเบาๆ
ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งนั่งหลับตาอยู่ภายในวังก็ลืมตาขึ้นทันที ดวงตาของเขาเป็นสีเงินลึกคล้ายกาลเวลาที่ไม่มีจุดจบ ผมยาวสีขาวพาดลงบนชุดคลุมที่ประดับลวดลายเส้นแสงโบราณ เขาเอ่ยเสียงเบาเพียงคำเดียว
“...ร่างกายเทพเจ้าแห่งกาลเวลา?”
แล้วทันใดนั้น ร่างของเขาก็หายวับไปในทันที
ในเวลาเดียวกัน บนเรือเหาะขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่เหนือชั้นเมฆซึ่งเป็นพาหนะของมู่หนานซือ ชายชราผู้หนึ่งที่กำลังนั่งหลับตาอยู่ก็ลืมตาขึ้นทันทีเขาคือปู่ของมู่หนานซือ ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ
เขาลุกขึ้นจากที่นั่งทันที พลังวิญญาณของเขาปะทุออกมาโดยไม่ปิดบัง จากนั้นก็พุ่งตัวออกจากเรือราวกับอสนีบาต ทิ้งไว้เพียงเสียงแตกของอากาศเบื้องหลัง
เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียว ต้นกำเนิดของปรากฏการณ์ทั้งหมด และมันกำลังมาจากร้านน้ำอาหารเล็กๆ แห่งนั้น...