บทที่1 สิ่งสืบทอด
ใน่ พ.ศ. 2488 ปลายสมัยาโลกครั้งที่2 ตอนนั้นประเทศไทยเกิดาขึ้นมากมาย ผู้คนล้มตายกันเป็ผักปลาทุกครั้งที่มีเสียงเตือนจากทหารดังขึ้น นั่นหมายถึงจะมีเครื่องบินทิ้งะเิในอีกไม่กี่นาที
ค่ำคืนหนึ่งหลังจากที่ตะวันพึ่งลับขอบฟ้าในขณะที่เล้ง หนุ่มจับกังชาวจีนที่ย้ายถิ่นถานจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองสองทะเลจังหวัดทางใต้ของประเทศไทย กำลังคีบบะหมี่คำโตเข้าปากอยู่นั้นเสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้นโดยไม่ตั้งตัว
หวออ หวอ หวอ ! !
ทันทีที่เสียงดังขึ้นผู้คนทิ้งทุกอย่างที่ทำแปะพ่อค้าขายบะหมี่รถเข็นทิ้งร้านหนีตายวิ่งเข้าไปอุโมงหลบภัยที่ทางการสร้างไว้โดยไม่แม้แต่จะหันมามองลูกค้าชายที่กำลังกินบะหมี่คำโตเลย เล้งนั่งกินบะหมี่ของตนต่อไปโดยไม่ได้คิดจะวิ่งหนีไปไหนเพียงเงยหน้ามองฟ้าบ้างเป็บาง่จนกระทั้ง
ฟ้าววว !! เสียงะเิถูกทิ้งลงมาจากฟ้า
ตูมมม ตูมมม !! ะเิทิ้งมากลางตลาดห่างจากร้านบะหมี่และหลุมหลบภัยไม่เกิน 100 เมตร ไฟลุกไหม้ร้านค้ามากมาย แต่ยังโชคดีที่เป็
เพียงการะเิระลอกเล็ก ๆจึงมีเพียงะเิไม่กี่ลูก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนตายกัน 3 – 4 ศพ หลังจากที่ทุกอย่างเงียบลง ผู้คนก็เริ่มทยอยออกมาจากจุดหลบซ่อนด้วยท่าทางตื่นตระหนก
แปะพ่อค้าบะหมี่ก็เป็หนึ่งในคนเ่าั้ที่ทยอยกันกลับบ้านกลับร้านค้าตัวเองแต่ก็ต้องแปลกใจกับสิ่งที่เห็นคือ ลูกค้าชายที่นั่งกินบะหมี่จน
หมดนั่งดูดน้ำอย่างสบายใจทั้งที่พึ่งจะเกิดเหตุการณ์อันตรายร้ายแรงมาหมาด ๆ
“ เห้ ! ไอหนุ่ม ” “ เอ็งไม่กลัวหรอวะ?ะเิตู้มต้ามขนาดนั้นอ่ะ” พ่อค้าถามไปด้วยความสงสัย
“กลัวรึอั๊วไม่กลัวหร๊อก วันนี้ไม่ใช่วันตายอั๊วซะหน่อยกลัวทำไมเล่า อาแปะ ฮ่า ฮ่า”เล้งตอบด้วยท่าทางสบายไม่ได้ใส่ใจอะไร
ได้ยินคำตอบจากปากของเล้งพ่อค้ายิ่งแปลกใจเข้าไปอีก “เอ็งรู้ได้ไงว่าวันไหนเป็วันตายเอ็ง?”
“ ฮ่ะ ฮ่ะ อั๊วพูดแล้วจะหาว่าคุยนาแปะนา อั๊วมีเทพคุ้มครอง อั๊วรู้หมดนั่นแหระว่าคนไหนใกล้ตาย”เล้งพูดด้วยท่าทางเล่น ๆ มองออกว่าพ่อค้าไม่มีทางเชื่อ
“ลื้อไม่เชื่ออั๊วะ ใช่ไหม? งั้นอั๊วจะพิสูจให้ลื้อดู!”
“ลื้อ มีเื่ที่ลำบากอยู่ใช่ไหมหร่ะเมียลื้อเป็โรคแปลก ๆ ชอบปวดท้องเฉพาะหลังเที่ยงคืน! รักษายังไงก็ไม่หายถูกไหม? หิหิ” เล้งมองพ่อค้ายืนนิ่งตาโตพูดไม่ออก
“เอ่า อึ้งเลย เห้! หัวใจวายตายแล้วป่าวเนี๊ยแปะ! ไม่เอานาอย่าตายนา”
“ไม่ ๆ ข้ายังไม่เป็อะไร ยังไม่ตาย ๆ เอ็งรู้ได้ไงเอ็งมีผีบอกรึ?” พ่อค้ายิ่งสงสัยหัวโตไปอีก
“อ่าวๆ แก่แล้วปากเสียนาลื้อเนี่ย อั๊วบอก อั๊วมีเทพมาว่าอั๊วเลี้ยงผี ไม่ติดลื้อแก่นี่จะตีให้หนุ่มเลยเดี๋ยวก่อน! อั๊วรู้หน่าว่าแปะรักเมียแปะมากใช่ไหม อั๊วเลยอยากช่วยแต่แปะต้องเลี้ยงบะหมี่อั๊วตอบแทน โอเคไหม” เล้งตอบแปะไปด้วยความจริงใจกอดอกวางมาดน่าเชื่อถือ ถึงสภาพเสื้อกล้ามกางเกงขากล้วยของเค้าจะไม่น่าเชื่อถือเลยก็เถอะ
“จริงนะ เอ็งช่วยเมียข้าได้จริง ๆนะถ้าเมียข้าหาย เอ็งกินฟรีตลอดชีพเลย แต่! เอ็งไม่ได้เลี้ยงผีใช่ไหม?”แปะดีใจน้ำตาคลอ ยืนมองเล้งกอดอกเชิดหน้าอยู่แบบนั้น
“งั้นเอ็งช่วยข้าเก็บร้านแล้วเราไปช่วยเมียข้ากัน คงไม่มีคนมากินบะหมี่หลังะเิแบบเอ็งแล้ว ฮ่า ฮ่า”ท่าทางของแปะพ่อค้าเต็มไปด้วยความหวังและดีใจที่บังเอิญมาเจอกับคนที่จะช่วยเขาได้แบบไม่ได้ตั้งตัวแบบนี้
หลังจากปิดร้าน เดินลากรถเข็นลึกเข้ามาในฝั่งที่ห่างไกลจากชุมชนหากมองกลับไปทางที่เดินผ่านมาจะเห็นถนนดินแดงเส้นเล็ก ๆ ขับรถยนต์ได้เพียงคนเดียวมีต้นไม้สองข้างทางและไฟถนนดวงน้อย ๆ เว้นระยะทุก 200-300เมตรมันเป็ระยะห่างที่ไกลมากสำหลับหลอดไฟสั้นที่ใช้กันตามบ้านเรือนแบบนี้ ทำให้ทางจะสลับกันมืดสนิทกับสว่างค่อนข้างชัดเจนหลังเดินเข็นรถผ่านไฟมา 5-6 ต้น ก็จะมองเห็นบ้านของแปะอยู่ที่หัวมุมทางสามแยกพอดีเล้งอดที่จะชื่นชมความสู้ชีวิตของแปะพ่อค้าคนนี้ไม่ได้จริง ๆ ชายวัย ห้า หกสิบปีลากรถเขียนเก่า ๆ หนัก ๆ ไปกลับคนเดียวบนเส้นทางแบบนี้ทุกวัน
พอมาหยุดหน้าบ้านเล้งหยุดมองตัวบ้านบ้านเป็บ้านไม้ทั้งหลังชั้นเดียวประตูเป็บานพับไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าค่อนข้างใหญ่ คล้ายกับอาคารพานิชสมัยนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่ยังมองเห็นหน้าบ้านได้จากไฟติดถนนที่สาดเข้ามาถึง
หลังจากเข็นรถเข็นเข้ามาในตัวบ้านเล้งสังเกตว่าบ้านนี้ไม่ได้มีห้องนอนอะไรมีเพียงเตียงไม้มีเสื่อปูรองและหมอนตั่งอยู่ มีโต๊ะกินข้าวที่มุมหนึ่งของบ้าน ประตูออกไปห้องน้ำและลานที่ใช้ทำกับข้าวด้านหลังใช้แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่ฝาบ้าน สังเกตรอบ ๆได้พักนึง ก็มีเสียงะโออกมาจากหลังบ้าน
“กลับมาแล้วรึ ตาเอ้ย!” พร้อมเงาคนที่เดินออกมาจากประตูหลังบ้าน พอเข้ามาด้านในจึงเห็นเป็ผู้หญิงสูงวัยคนนึงรูปร่างท้วม ผมสั้นเท่าติ่งหูยิ้มแย้มท่าทางใจดี เดินถือขันน้ำเข้ามาให้แปะแต่มีความแปลกก็คือ เล้งสังเกตว่าที่ประตูหลังบ้านนั้นเอง เหมือนมีเงาคนเป็ผู้หญิงผมยาวยืนอยู่ แต่ทำไมยืนนิ่ง ๆ ไม่เห็นเดินออกมา
ทันทีที่ยายเห็นเล้งยายแปลกใจ จึงถามออกไปว่า “พ่อหนุ่มคนนี้ใครหรือตา?”
“อ๋อ พ่อหนุ่มคนนี้เค้าอาสาจะมาช่วยยายนั้นแหระที่ปวดท้องน่ะ”
“เอ้อ ว่าแต่เอ็งชื่อไรหร่ะ? ชั้นยังไม่ได้ถามชื่อเอ็งเลย”แปะถามเล้งด้วยท่าทางสุภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับตอนอยู่กันสองคน
“เรียกอั๊วว่าอาเล้งก็ได้ แล้วอาแปะกับอาซิ่มชื่ออะไรหระ?”เล้งตอบอย่างให้เกียรติ
“ยายชื่อกิมลั๊ง ส่วนตาชื่อตาดอนน่ะจ่ะเป็คนจีนหรอ? ยายก็มีเชื้อสายทางพ่อมาเหมือนกันจ่ะ”ท่าทางยายเป็คนอัธยาสัยดีมากเล้งเริ่มแปลกใจทำไมแปะแบบนี้จีบคนดีๆขนาดนี้ติดเนี้ย
“อั๊วะมาจากจีนได้หลายปีแล้วจ่ะ ท่าทางอาซิ่มไม่ค่อยดีเลยนะแล้วบ้านนี้อยู่กันกี่คนหระ?” เล้งถามด้วยความคาใจอยากมั้นใจว่าเงาที่ประตูคืออะไรกันแน่!
“ ข้าอยู่สองคนตายายนี่แหระ ลูกข้ามันไปทำงานอยู่ในเมืองกรุงนู้น”ทันทีที่ได้ยินคำตอบจากแปะดอน เหมือนเงาดำจะรู้ถึงจุดประสงค์ของเล้งเงาดำเคลื่อนเข้าใกล้มายืนหลังยาย ห่างไปเพียง 3ก้าวไม่เกินนั้นตาจ้องมามาที่ตาเล้งอย่างไม่กลัวเกรง
เล้งยืนเงียบไม่พูดอะไรต่อ ทำให้บทสนทนาเหมือนหยุดไปเสียอย่างนั้นเมื่อมีแสงจากตะเกียงสาดไปที่เงาเล้งจึงสามารถเห็นรายละเอียดของเงาชัดเจนมากขึ้น เงาดำนั้นคือ ผู้หญิงอายุประมาณ 40ปี ตาโต ยิ้มแสยะปากฉีกถึงหู แต่งตัวด้วยชุดคลุมท้อง มีรอยเชือกที่คอกำลังมองมาที่เขาด้วยท่าทางไม่พอใจอย่างมาก
“ ไอหนุ่ม! เป็อะไรไปหน่ะ?”แปะดอนไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะมีเพียงเล้งเท่านั้นที่มองเห็นผู้หญิงคนนี้
" . . . . ."
เล้งไม่ตอบอะไรลุงเขาหลับตาลงตั้งจิตในใจปากพึมพำพูดอะไรบางอย่างฟังไม่ได้ศัพท์ ผ่านไปสองสามอึดใจเล้งลืมตาขึ้น “แปะ มีธูปไหม! เอาธูปมา16ดอก ให้อาซิ่มไปอธิฐานกับอาป๊าว่าให้มาช่วยปัดเป่าสิ่งชั้วร้ายทุdอย่างซะแล้วปักธูปกลางแจ้งหน้าบ้านนั้นแหระ!!” อยู่ ๆ เล้งก็พูดสั่งด้วยท่าทางจริงจังน้ำเสียงทรงพลัง แตกต่างจากชายขี้เล่นก่อนหน้าลิบลับ
“อาป๊า ป๊าไหน พ่อคนไหนหระวะเนี่ย อะไรของเอ็งวะอยู่ ๆก็จริงจัง” แปะดอนตอบด้วยท่าทางไม่พอใจ
“อาซิ่มรู้อยู่ในใจอยู่แล้ว! อย่าถามมาก! ถ้ายังไม่ทำ จากแค่ปวดท้องเดี๋ยวจะเป็ยิ่งกว่านั้น”เล้งหงุดหงิด
ปัง !! ประตูไม้หลังบ้านที่หนัก ๆ อยู่ ๆ ก็ปิดอย่างแรงเสียงทำเอาสะดุ้งไปตามกันบรรยากาศชวนอึดอัดเข้ามากลบทับ ไอเย็นชั่วร้ายแผ่ออกมาจนตายายทั้งสองขนแขนลุกโดยไร้สาเหตุทั้ง ๆที่ไม่มีลมสักนิดเดียว ความกลัวเข้ามาครอบงำ สองตายาย อย่างควบคุมไม่ได้
“เร็วสิ มัวชักช้า เดี๋ยวก็ตายกันหมด !”เล้งพูดเร่ง เริ่มหงุดหงิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ิญญาร้ายเริ่มอาละวาด “มึงมายุ่งกับกูทำไม! ไม่ใช่เื่ของมึง! ออกไป! กูจะเอาสิ่งที่มันรักไป!” เสียงที่มีเพียงเล้งที่ได้ยิน ไม่เพียงแค่พูดเปล่า มันพยายามหายตัวไป พลุบๆ โผล่ๆในบ้าน และ ทำตะเกียงไฟหล่นดับ
เคร้ง!! เสียงตะเกียงกะทบพื้น
พอไฟดับทำให้ความสงสัยที่มีของแปะดอนหายไปด้วยรีบคว้ามือ ยายกิมลั๊ง วิ่งไปหยิบธูปหมายที่จะออกไปทำตามที่เล้งบอก แต่เหมือนมีบางสิ่งปิดทางไว้แปะดอนเปิดประตูบ้านไม่ออกทั้งที่ไม่ได้ล็อก!
“แกทำให้อั๊วะโกรธแล้วนะ ตอนแรกจะมาคุยดี ๆ เดี๋ยวเถอะ!!”
“ข้าแต่องค์เทพไต้เสี่ยฮุกโจ๊ว(หนึ่งในปางเทพเห้งเจีย) โปรดจงมาประทับและปราบความชั่วร้ายทั้งปวงบัดนี้”พูดจบเหมือนมีแสงส่องลงมายังร่างเล้ง สายตาของเล้งเปลี่ยนไปแววตาดุดัน ทำท่าทางแปลก ๆ ะโกลับหลังลงนั่งคุกเข่า
“มา ! มีอะไรก็แสดงออกมาให้หมด!ฮิฮิ” เล้งคุกเข่าเอียงคอเกาไหล่ หัวเราะชอบใจ
กรี้ดดดดด !! เสียงดังลั่นทั่วบ้านทุกคนได้ยินพร้อมกันรวมไปถึงตายาย ด้วยสัญชาตญาณผีร้ายรู้ว่าตนไม่สามารถสู้กับเล้งได้ทำได้เพียงกรีดร้อง หายตัวไปมา พยายามไม่ให้เล้งจับเธอได้
“ ฮิ น่าเบื่อ ! ลูกไม้เดิมๆ” เล้งทำท่าเบื่อหนายยืนขึ้นเดินไปที่ประตู แถวถีบออกไปแรงๆ
ปัง ! ประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย
หลังจากเปิดประตูได้นั้นเล้งในร่างทรงเดินกลับไป กัดนิ้วตัวเองเอาเืเขียนยันต์อักขระภาษาจีนลงบนพื้นหน้าประตูบ้านทันทีที่เขียนเสร็จมีแสงสีทองแผ่ออกมาจากยันต์นั้น กลายเป็เหมือกำแพงบางกั้นประตูบ้านเอาไว้ก่อนทำแบบเดียวกันกับประตูหลังบ้าน บ้านทั้งหลังจึงเป็เหมือนกรงขังิญญา ด้านในไม่ให้ออก ด้านนอกไม่ให้เข้า ก่อนจะกำมือท่องคาถาพ่นออกไป กลายเป็เส้นเชือกสีทองหลายเส้นลอยไปในอากาศ
เหมือนมันรู้เป้าหมาย พุ่งไปอย่างมีทิศทาง สุดท้ายจึงไปมัดิญญาผีที่หายตัวแอบอยู่ไว้ร้องด้วยความเ็ป
“โอ๊ยย ปล่อยข้า!! ข้าทำอะไรผิดมันทำข้าก่อนข้ามาแก้แค้น มันผิดตรงไหน”
“ไอ้คนชื่อดอนนั้น มันเคยข่มขืนข้าเมื่อ 30 ปีก่อน จนข้าท้องข้าทรมานทุกคืนวันแทบขาดใจ แล้วมันก็หนีมาทำตัวเป็คนดีอยู่กินอย่างมีความสุข ส่วนข้าก็ผูกคอตายั้แ่ท้องได้5เดือนแบบนี้หรอ ความยุติธรรม!!”ิญญาร้ายบอกทุกสิ่งที่ติดในใจ ทรุดตัวลงอย่างหมดทางสู้
“ผิดตรงที่เ้าทำคนที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างไรเล่าผู้หญิงคนนั้นไม่เคยรู้จักกับเ้าด้วยซ๊ำ คนทำผิดสร้างกรรมสิ่งลงโทษคือวิบากกรรม
หาใช่เ้าไม่? !! เ้าตายไปพร้อมความแค้น สร้างกรรมฆ่าตัวตาย ยังจะสร้างกรรมเพิ่มเมื่อไรหระถึงจะหลุดพ้น
หยุดเถอะ ข้าจะไม่ทำให้เ้าเจ็บอีก ถือเป็ความเมตตาจากข้า เดี๋ยวจะมีคนมารับเ้าจงไปตามทางของเ้าซะส่วนเ้าคนที่ทำเ้า กรรมมันก็กำลังตามมาจนทันแล้วเหมือนกัน
ระหว่างบทสนทนาทั้งสอง
ฉึก !! ทันทีที่ยายกิมลั๊งปักธูปตามที่เล้งบอก
ครืน!! จากท้องฟ้าที่เงียบสนิทมีฟ้าร้อง ครืน ดังสนั่นเหมือนตอบรับสัญญาณของยายกิมลั๊ง
“ผู้ทรงไต้เสี่ยฮุกโจ๊วนี่เอง” เสียงทรงพลังดังมาจากหลังของเล้ง
“องค์กวนอู รบกวนท่านแล้ว” เล้งยืนโค้งตัวด้วยความเคารพแก่เทพกวนอู ผู้ถือหนังสือชะตาชีวิต รูปร่างสูงใหญ่กำยำเกินสองเมตรออร่าสีขาวทรงพลังแผ่คลุมรอบตัว น่าเกรงขามอย่างยิ่ง
“ข้านึกว่าเ้าเลิกทำหน้าที่ั้แ่ที่เ้าได้ลูกสาวเสียแล้ว”องค์เทพถามไถ่เหมือนรู้จักกันมานาน
“ข้าขอทำหน้าที่แทนลูกข้าจนข้าสิ้นชีวีข้าไม่อยากให้ลูกสาวข้าโดนมองเป็ตัวประหลาด เขาจะไม่มีวันลับรู้เื่ใด ๆจากข้า”เล้งกล่าวด้วยความจริงจังแฝงด้วยความนอบน้อม
เทพกวนอูยกมุมปากยิ้มเล็กน้อย ยกมือลูบเครายาว “เ้ารู้ใช่ไหมว่าหน้าที่ของเ้า มันจะส่งต่อไปตามสายเืผู้สืบทอดของเ้าไม่มีวันหายไปหากเ้าคิดดีแล้ว ข้าจะไม่พูดอะไรอีก”
“ข้าเลือกแล้ว” สายตามุ่งมั่นเด็ดเดียวในคำตอบแฝงด้วยความห่วงหาที่มีต่อลูก
บทสนทนาจบลง เทพกวนอูเข้ามานำดวงิญญาหญิงสาวจากไปตามทางที่ถูกต้องโดยไม่หันมาสนใจเล้งอีก ส่วนเล้งก็ปลดสถานะร่างทรง กลับเป็คนเดิม หันกลับไปมอง ตาดอนยายกิมลั๊งที่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่หน้าบ้านเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น มันคือความว่างเปล่าสำหรับคนธรรมดารับรู้ได้เพียงบรรยากาศและเสียง หรือ กลิ่นบ้างในบางบุคคลเทานั้น