Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 257 ขีดจำกัดในการขาย

ขีดจำกัดในการขาย

 

            เมื่อวันเดินทางมาถึงกัสที่เตรียมตัวจนพร้อมตั้งแต่วันหยุดก็ออกเดินทางในทันทีหลังจากเสร็จสิ้นธุระในช่วงเช้า

            สมาชิกที่ร่วมเดินทางไปประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วยกัสที่เป็นผู้นำของดินแดนอิจิโกะที่ไปในฐานะข้ารับใช้ใกล้ชิดของเขา บลูอายที่มีสถานะเป็นพันธมิตรโรสลูกจ้างและสการ์เล็ตต์ที่ออกไปด้วยเพราะมีธุระที่ต้องทำซึ่งไม่ต้องเดาก็บอกได้ว่าเธอนั้นออกไปพร้อมกับกัสก็เพื่อติดต่อไปหาหลานสาวของเธอนั่นเอง

            เมื่อกัสเห็นสการ์เล็ตต์ยืนอยู่ในกลุ่มคนที่จะตามเขาไปด้วยสีหน้ากัสก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันดูเกร็งๆ อยู่บ้างเพราะข้อเสนอที่เธอให้กับเขานั้นมันน่าลำบากใจอยู่บ้าง

            “มีกันแค่นี้สินะ..เอาละในเมื่อพร้อมก็ออกเดินทาง!”

            กัสหันกลับไปมองสมาชิกครั้งหนึ่งซึ่งมีน้อยกว่าทุกทีอย่างเห็นได้ชัดเหตุผลหนึ่งนั้นเป็นเพราะวันนี้เป็นวันทำงานทำให้มีคนว่างไม่มากนักอีกอย่างคือการประชุมในครั้งนี้ค่อนข้างที่จะพิเศษจึงไม่มีใครคิดจะเข้าร่วมเพราะรู้ดีว่าการประชุมในวันนี้คงไม่มีอะไรพิเศษอีก

            เมื่อเห็นความพร้อมของทุกคนกัสก็พยักหน้ารับน้อยๆจากนั้นก็ยื่นมือออกไปกุมมือบลูอายกับอิจิโกะเอาไว้ ก่อนที่พวกเขาจะจับมือต่อๆกันแล้วก้าวเข้าไปในประตูมิติ

            พริบตาสั้นๆกัสกับคนของเขาก็หายไปจากลานกว้างและไปปรากฏตัวบนลานกว้างด้านนอกของดันเจี้ยนที่พวกเขาคุ้นเคยดีแล้ว

            วินาทีที่กัสปรากฏตัวอุปกรณ์เวทมนตร์ทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ก็ส่งเสียงร้องออกมาทันทีสัญญาณเตือนที่แสดงผลอยู่บนอุปกรณ์ที่มีรูปร่างหน้าตาที่หลากหลายต่างแสดงค่าในความหมายเดียวกันขึ้นมา

            สัญญาณที่บ่งบอกถึงผลผลิตวิเศษจำนวนมากถูกนำออกมาจากดันเจี้ยนนั้นปรากฏขึ้นบนอุปกรณ์เวทมนตร์ทุกตัวที่ติดตั้งอยู่ส่งผลให้กลุ่มกองกำลังกลุ่มต่างๆบังเกิดความโลภขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

            ช่วงเวลานั้นระยะห่าง100 เมตรที่ถูกเว้นว่างเอาไว้ได้เกิดบรรยากาศที่แปลกประหลาดขึ้นสายตาของผู้คนมากมายมองตรงไปยังจุดกึ่งกลางของลานกว้างบริเวณทางออกของดันเจี้ยนที่มีแสงสว่างปรากฏขึ้นและพริบตาต่อจากนั้นใบหน้าที่ยากจะลืมเลือนก็ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคน

            พริบตานั้นสีหน้าของกลุ่มกองกำลังที่เฝ้ามองอยู่ก็แข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อเห็นใบหน้าที่ประดับไว้ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ กับดวงตาที่เย็นชาของกัส

            ช่วงเวลานั้นหัวใจหลายสิบดวงที่เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นก็สั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วกลายเป็นความเย็นเยียบ

            กลุ่มคนที่ตระหนักถึงความน่ากลัวของกัสดีหยุดยั้งความคิดช่วงชิงของพวกมันไว้ในทันทีในขณะที่กลุ่มอื่นที่จำไม่ได้หรือไม่รู้จักก็ต่างพากันครุ่นคิดและลอบสังเกตท่าทางของกลุ่มอื่นๆจนพบกับพิรุธบางอย่างที่ชวนให้หวาดหวั่น

            สัญญาณแปลกๆที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้คนมากมายบ่งบอกถึงความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่จนทำให้พวกมันพากันหยุดคิดและทบทวนการตัดสินใจอีกครั้ง

            ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้บรรยากาศบนลานกว้างเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดอยู่บ้าง

            ทว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เมื่ออยู่ภายใต้สายตาของกัสพวกมันล้วนไม่มีความหมายเพราะในความคิดของเขา ขอเพียงมีใครเล็งดาบมาทางเขาเขาก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกมันรอดชีวิตไปได้แน่

            ความโหดเหี้ยมที่สั่งสมมาจากสนามรบของกัสนั้นอยู่ในจุดที่คนที่ไม่เคยผ่านสงครามที่แท้จริงมาก่อนไม่มีทางเข้าใจได้เลย

            สายตาของกัสกวาดมองไปรอบๆครั้งหนึ่งก็เค้นเสียงออกมาเบาๆ จากนั้นก็เดินนำหน้าทุกคนออกไปโดยไม่พูดอะไรเพราะเขารู้ดีว่าตอนนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะกล้าลงมือกับเขา

            แต่หลังจากเดินออกไปพ้นระยะห่าง100 เมตรรอบลานกว้าง กัสก็พบว่าเขาคิดผิด รอยยิ้มที่เย็นชาถึงกับกระตุกขึ้นมาครั้งหนึ่งเมื่อพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนตัวตามเข้ามาอย่างกระชั้นชิดทั้งยังไม่มีความคิดที่จะเก็บซ่อนหรืออำพรางเจตนาของพวกมันแต่อย่างใด

            ช่วงเวลานั้นรอยยิ้มของกัสยกสูงขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมสการ์เล็ตต์ที่เดินตามหลังเขามาก็เหยียดยิ้มออกมาจางๆส่วนอิจิโกะกับบลูอายนั้นต่างพากันขยับเข้ามาชิดกันแล้วเริ่มเตรียมพร้อมเงียบๆ โดยมีโรสยืนอยู่ด้านข้าง

            “ดูเหมือนว่าข้าจะคิดผิดสินะที่นำคนออกมาน้อยเกินไป”

            พูดแล้วกัสก็ส่ายหน้าโดยไม่รู้ว่าเขาส่ายหน้าด้วยอารมณ์แบบไหน ผิดหวังยินดีหรือว่ารำคาญใจ

            สการ์เล็ตต์ได้ยินกัสบ่นแบบนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆขณะที่เดินต่อไปในจังหวะเดิมจนกระทั่งกลุ่มคนที่ไล่ตามมาตรงเข้ามาโอบล้อมพวกเขาได้สำเร็จ

            กัสไม่มีความคิดที่จะต่อต้านเลยสักนิดหรืออาจจะบอกว่าเขาไม่เห็นกลุ่มคนที่มุ่งร้ายต่อเขาอยู่ในสายตาเลยก็ว่าได้

            สิ่งเดียวที่กัสให้ความสนใจคือหน้าตาและสัญลักษณ์ของกลุ่มคนตรงหน้า

            ‘แบบนี้เอง..กลุ่มใหม่สินะเพราะแบบนี้ก็เลยไม่รู้จักข้า..’

            กัสหัวเราะในใจพลางมองดูกลุ่มคนตรงหน้าราวกับคนที่ตายไปแล้วเช่นเดียวกับสการ์เล็ตต์ที่เหยียดยิ้มพลางเลียริมฝีปากด้วยความหิวกระหายหลังจากที่ไม่ได้ฆ่าคนมานานหลายปี

            “ขอข้าได้ไหมกัส..ข้าไม่ได้ออกแรงมานานแล้ว ให้ข้าเล่นสนุกหน่อยได้ไหม”

            คำขอร้องของสการ์เล็ตต์นั้นทำให้กัสประหลาดใจเล็กน้อย แต่หลังจากนิ่งคิดไปอึดใจเขาก็พยักหน้ารับเพราะมันไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องปฏิเสธ

            สำหรับเขากลุ่มคนตรงหน้าไม่ได้มีคุณค่าอะไรเลยพลังวิญญาณก็ไม่น่าสนใจ พลังชีวิตยิ่งไม่ต้องพูดถึงด้วยระดับของเขาตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรกับคนกลุ่มนี้ก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว

            “ตามสบายเลยครับท่านสการ์เล็ตต์..แต่รบกวนลงมือเร็วๆหน่อยนะครับ ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำ”

            “ได้สิ..”

            พูดจบสการ์เล็ตต์ก็ยิ้มหวานด้วยท่าทางที่ยั่วยวนใจเป็นอย่างมาก แต่ในสายตาของกลุ่มคนที่มุ่งร้ายต่อกัสและพวกแล้วการแสดงออกของพวกเขาไม่ต่างอะไรจากการดูถูกพวกมันเลย

            “บัดซบ!! พวกเจ้ากล้าเมินข้างั้นหรือ!!”

            มันเป็นธรรมดาของกลุ่มคนจากภายนอกที่มักจะมีความคิดดูถูกผู้บุกเบิกของดันเจี้ยนแห่งนี้

            ดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวนั้นได้ชื่อว่าเป็นดันเจี้ยนที่ปลอดภัยที่สุดผู้บุกเบิกดันเจี้ยนส่วนใหญ่แทบจะเป็นเกษตรกรจึงไม่น่าแปลกถ้าภาพลักษณ์ของผู้บุกเบิกของดันเจี้ยนแห่งนี้จะอ่อนแอในสายตาของคนนอก

            โดยเฉพาะกัสที่ดูแล้วก็เป็นเพียงคนหนุ่มอีกทั้งยังผนึกพลังของตัวเองเอาไว้ตลอดเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตทำให้คนนอกไม่อาจมองเห็นความน่ากลัวของเขาได้

            ส่วนสการ์เล็ตต์นั้นระดับของเธออยู่ในจุดที่คนทั่วไปมองไม่ออกอยู่แล้วเนื่องจากวิชาที่เธอฝึกฝนนั้นเป็นแนวทางที่พิเศษจึงยากที่จะมองระดับความแข็งแกร่งได้

            นี่ยังไม่ได้พูดถึงทักษะการอำพรางที่แม้จะไม่โดดเด่นเท่าทักษะของเหล่าเมดสาวของตระกูลแต่ก็ดีพอจนสามารถอำพรางพลังที่แสนพิเศษของเธอได้

            ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้กลุ่มของกัสดูเหมือนกลุ่มคนอ่อนแอที่ร่ำรวยจึงไม่น่าแปลกเลยที่คนนอกจะมองเห็นพวกเขาเป็นหมูสีทองตัวหนึ่งที่รอให้พวกมันเชือด

            แต่ใครจะไปคิดว่าหมูสีทองที่ว่าแท้จริงกลับเป็นอสูรร้ายกระหายเลือดตัวหนึ่งที่คนในเมืองแห่งนี้ไม่กล้าที่จะลงมือ

            แต่ก็น่าสงสารที่กลุ่มนี้เพิ่งจะเข้ามาใหม่ได้ไม่ถึงเดือนทั้งยังเข้ามาในจังหวะที่สถานการณ์ภายในเมืองสงบสุขจนทำให้การปะทะกันระหว่างกลุ่มกองกำลังมีน้อยข้อมูลข่าวสารที่ถูกแลกเปลี่ยนกันก็เลยน้อยตามไปด้วย

            ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้พวกมันดูถูกทั้งกลุ่มคนที่อยู่ในเมืองและผู้บุกเบิกอย่างกัสไปโดยปริยาย

            ซึ่งก็แน่นอนว่ากฎของป่าไม่มีคำว่าเห็นใจอยู่แล้วกลุ่มอื่นที่มองดูการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ต่างพากันเหยียดยิ้มด้วยความสมเพชและหัวเราะในความโง่เขลาของคนที่กล้าลงมือกับกัสและพวก

            ในสายตาของพวกมันคนกลุ่มนี้คือคนตายไม่มีค่าอะไรให้ต้องส่งเสียงเตือน สิ่งเดียวที่พวกมันคิดมีเพียงจดจำสัญลักษณ์ของคนกลุ่มนี้เอาไว้เพื่อเตรียมตัวที่จะฉีกกระชากพวกมันหลังจากถูกโค่นล้มโดยกัสเท่านั้น

            และพริบตาต่อจากนั้นการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นโดยเริ่มจากคนที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเริ่มอย่างสการ์เล็ตต์ที่ดูเหมือนสตรีที่อ่อนแอและงดงามคนหนึ่ง

            พริบตาที่พวกมันมองเห็นโลกทั้งใบก็ราวกับถูกย้อมไปด้วยสีเลือดทะเลเลือดที่ระเบิดออกมาจากฝ่ามือของสการ์เล็ตต์กลายเป็นอสรพิษสีเลือดนับสิบพุ่งตรงออกไปยังคนทุกคนที่ยืนอยู่และสูบเอาเลือดของพวกมันออกมาจนหมดสิ้นในพริบตา

            การลงมือในครั้งนี้ทำให้หัวใจทุกดวงสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว

            “เอาละจบแล้ว..ไม่สนุกเลยแฮะ”

            “มันช่วยไม่ได้นี่ครับท่านสการ์เล็ตต์ ข้ามีธุระนะ อีกอย่าง..พวกมันก็อ่อนแอจะตายต่อให้ท่านอยากจะเล่นสนุกก็คงเล่นได้ไม่นานหรอก”

            พูดจบกัสก็หัวเราะก่อนจะเดินนำต่อไปโดยไม่สนใจซากศพที่ถูกสูบเลือดจนแห้งเหือดแม้แต่น้อย

            การตายเช่นนี้ไม่ใช่อะไรที่น่ากลัวเลยสำหรับเขามันอาจจะส่งผลกระทบต่ออิจิโกะ บลูอายแล้วก็โรสอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเธอคนหวาดกลัวเท่าไหร่นักเพราะพวกเธอรู้ดีถึงกิตติศัพท์ของสายตระกูลเรดบลัดที่มีชื่อเล่นว่า‘ผีดูดเลือด’ เป็นอย่างดี

            ผลลัพธ์เช่นนี้จึงอยู่ในการคาดเดาของพวกเธอทำให้พวกเธอไม่นึกกลัวเท่าไหร่เพราะยังไงเสียพวกเธอก็เคยเห็นกัสลงมือแบบโหดๆมามากแล้ว พวกเธอจึงคุ้นเคยกับมันมากพอดู

            สการ์เล็ตต์เองก็แค่บ่นพอเป็นพิธีเท่านั้นเธอเองก็รู้ว่าศัตรูในครั้งนี้อ่อนแอเกินไป อ่อนแอจนเธอนึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถออกมามากกว่านี้

            ‘น่าเสียดาย..แบบนี้ข้าก็ยั่วเจ้าเด็กนี้ไม่ได้นะสิแย่จริงนะ’

            ความคิดในใจของสการ์เล็ตต์นั้นกัสย่อมไม่ทราบและไม่มีทางรู้ว่าการเสนอตัวในครั้งนี้ของเธอนั้นนอกจากจะอยากเล่นสนุกแล้วเธอยังอยากอวดวิชาของตระกูลเพื่อกระตุ้นให้กัสรับข้อเสนออีกทางหนึ่ง

            แต่แผนการของเธอก็ล้มเหลวไปเพราะศัตรูอ่อนแอเกินไป

            สการ์เล็ตต์ทำได้เพียงส่ายหน้าและเดินตามกัสไปจนถึงวิหารเทพจริงแท้โดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นอีก

            ทันทีที่มาถึงวิหารกัสก็ทักทายนักบวชสาวที่คุ้นเคยดีอย่างสนิทสนมจากนั้นก็ไปหาหัวหน้านักบวชแล้วติดต่อกลับไปยังตระกูลพร้อมกับส่งมอบผลผลิตประจำเดือน

            ขั้นตอนทุกอย่างนั้นกัสทำลงไปอย่างชำนาญเพราะส่งมาหลายครั้งแล้วหัวหน้านักบวชที่มาต้อนรับเองก็คุ้นเคยกับเขาดีแล้ว เธอจึงช่วยอำนวยความสะดวกให้เขาเต็มที่

            ไม่นานนักกัสก็มาถึงห้องส่งจากนั้นก็หยิบเอากล่องไม้ของเขาออกมาทั้งหมด 4 กล่อง ซึ่งเป็นส่วนที่เขารับมาอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่

            “อาหารเหลวตามใบสั่งของฝ่ายวิศวกรรมมนตราครับ ทั้งหมด300 ขวด ส่วนอีกกล่องเป็นผลผลิตชนิดใหม่ที่ข้าค้นพบ รบกวนส่งไปยังฝ่ายวิศวกรรมมนตราด้วยครับข้าส่งข้อความไปแล้วคิดว่าทางนั้นน่าจะรู้เรื่องนี้แล้ว”

            กัสวางกล่องลงไปอย่างคล่องแคล่วพลางรายงานชนิดของผลผลิตกับจำนวนให้หญิงสาวในหน้าจอฟังอย่างละเอียด

            “รับทราบค่ะท่านกัสโทนีย่า..ตามใบสั่งของเดือนนี้นะคะ300 ขวดครบตามจำนวนค่ะ ส่วนรายการสั่งซื้อของเดือนหน้า..แหมน่าเสียดายนะคะ ลดเหลือ200 ขวดเสียแล้ว”

            ข่าวร้ายที่ได้ยินนี้ทำให้กัสยิ้มฝืนแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะเขาพอจะทราบแต่แรกว่ามันจะเป็นแบบนี้เมื่อเทียบกับผลผลิตชนิดอื่นแล้ว อาหารเหลวนั้นเป็นผลผลิตที่ได้รับความนิยมอย่างจำกัดซึ่งกลุ่มคนที่ใช้อาหารเหลวก็มีเพียงฝ่ายวิศวกรรมมนตราเท่านั้น

            ฝ่ายวิศวกรรมมนตราอาจจะเป็นหัวใจหลักของตระกูลก็จริงแต่ฝ่ายนี้กลับเป็นฝ่ายที่มีคนน้อยที่สุด อาหารเหลว 300 ขวดต่อเดือนนั้นนับเป็นผลงานที่น่าทึ่งพอแล้วสำหรับกัสซึ่งการที่มันลดลงแบบนี้ก็ไม่น่าแปลกเท่าไหร่เพราะอาหารเหลว 1ขวดสามารถใช้งานได้นานเป็นอาทิตย์จึงไม่น่าแปลกที่หลังจากใช้งานไปแล้วครั้งหนึ่งฝ่ายวิศวกรรมมนตราจะคิดคำนวณได้ว่าต้องใช้เท่าไหร่

            300ขวดของใบสั่งซื้อชุดนี้ก็นับว่าได้มาเพราะโชคช่วยโดยแท้ การที่เดือนต่อไปจะมีคำสั่งซื้อลดลงจึงไม่น่าแปลกอะไร

            “ทราบแล้วครับ ยังไงก็รบกวนด้วยนะครับ”

            “ด้วยความยินดีค่ะท่านกัสโทนีย่า”

            หญิงสาวในหน้าจอยิ้มรับอย่างอารมณ์ดีพลางรัวนิ้วลงบนอุปกรณ์ของเธอไม่นานนักผลตอบแทนก้อนโตก็ถูกส่งออกมาจนทำให้ใบหน้าของหญิงสาวสั่นกระตุกน้อยๆก่อนจะกลับเป็นปกติ

            “ค่าความดีความชอบทั้งหมด 3 หมื่นคะแนนนะคะ ส่วนผลผลิตอีกชนิดหนึ่ง..อ๊ะ!!พลังวิญญาณบรรจุขวด!! ตายจริงมีของแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย”

            สีหน้าตื่นๆ ของหญิงสาวในหน้าจอนั้นทำให้กัสยิ้มกว้างขึ้นมาเล็กน้อยแม้จะไม่อยากขายเท่าไหร่ แต่เมื่อมีคนตกใจกับผลงานของตัวเขา เขาก็ย่อมมีความสุข

            “ข้าโชคดีนะครับ พอดีทดลองอะไรบางอย่างแล้วได้ออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจนะครับแต่ว่ามันทำยากน่าดูเลยผลิตได้จำกัด”

            “แบบนี้เอง..น่าเสียดายนะคะท่านกัสโทนีย่า ถ้าผลิตได้มากๆ ละก็ คงช่วยท่านได้มากเลย”

            กัสยิ้มรับโดยไม่ปฏิเสธอะไรเพราะถ้าเทียบกับอาหารเหลวที่มีการใช้งานจำกัดแล้วพลังวิญญาณบรรจุขวดนับเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงกว่ามากเพราะนอกจากฝ่ายวิศวกรรมมนตราแล้วไม่ว่าใครหากมีโอกาสก็ไม่มีทางปฏิเสธการใช้งานมันทั้งนั้น

            หากไม่เป็นเช่นนี้มีหรือที่วิชาวิญญาณราตรีจะได้ชื่อว่าเป็นวิชาฝึกฝนพลังวิญญาณที่ดีที่สุดของตระกูล

            “เรียบร้อยค่ะท่านกัสโทนีย่า พลังวิญญาณบรรจุขวดทั้งหมด10 ขวดนะคะ มูลค่าจากการประเมินอยู่ที่..แหมน่าอิจฉาจัง ขวดละ 2000 คะแนนค่ะ 10ขวดก็ 2 หมื่นคะแนน รวมแล้ว 5 หมื่นคะแนนนะคะท่านกัสโทนีย่า”

            กัสยิ้มกว้างออกมาทันทีเมื่อมูลค่าของพลังวิญญาณบรรจุขวดมีมากกว่าที่แองจี้ประเมินถึง1 เท่าตัว

            “ขอบคุณมากครับ! ถ้ายังไงรบกวนใช้คะแนนความดีความชอบของข้าแลกของตามรายการนี้ด้วยนะครับ”

            หลังจากระงับความตื่นเต้นยินดีได้สำเร็จกัสก็ส่งใบรายการที่บลูอายกับแองจี้ช่วยเขาจดออกไปทันทีพริบตาเดียวข้อมูลบนใบรายการก็ถูกตรวจสอบและส่งไปให้หญิงสาวที่อยู่ในหน้าจอ

            รอยยิ้มของหญิงสาวขยายตัวขึ้นเล็กน้อยเธอหันมายิ้มให้กัสด้วยความชื่นชมจากนั้นก็เริ่มทำหน้าที่ของเธอต่อโดยไม่พูดอะไรอีก

            “เรียบร้อยค่ะท่านกัสโทนีย่าแต่ค่าความดีความชอบยังเหลืออยู่นะคะ จะเพิ่มอะไรอีกไหมคะ”

            กัสอุทานออกมาเบาๆ ก่อนจะตระหนักได้ว่าใบรายการที่เขามอบไปนั้นเป็นรายการที่คิดคำนวณขึ้นมาจากค่าความดีความชอบ4 หมื่น จึงไม่น่าแปลกที่มันจะเหลือ

            “สักครู่นะครับ”

            “รับทราบค่ะท่านกัสโทนีย่า..”

            เนื่องจากเป็นคำสั่งซื้อชุดใหญ่จึงไม่น่าแปลกที่หญิงสาวจะยินดีรอให้กัสจัดการจนเสร็จไม่นานนักใบรายการชุดที่สองที่มีการคำนวณเผื่อเอาไว้ก็ถูกหยิบออกมาจากนั้นก็คิดคำนวณเล็กน้อยเพื่อหารายการที่จำเป็นที่สุดก่อนจะส่งออกไป

            หญิงสาวรับไปดูในทันทีจากนั้นก็ลงมือจัดการส่งคำสั่งขอแลกเปลี่ยนตามรายการใบที่สองของกัสจนกระทั่งค่าความดีความชอบทั้งหมดถูกใช้ไปจนแทบไม่มีเหลือ

            “ต้องการอะไรเพิ่มอีกไหมคะท่านกัสโทนีย่า”

            “ไม่แล้วละครับ ขอบคุณมากครับ”

            กัสรีบตอบรับอย่างรวดเร็วก่อนจะกล่าวขอบคุณเบาๆ ก่อนจะบอกลาหญิงสาวหลังจากกำหนดวันรับสิ่งของเรียบร้อย

            หลังจากจัดการคำสั่งซื้อเสร็จกัสก็โล่งใจและรู้สึกตัวเบาแปลกๆเนื่องจากเพิ่งจ่ายค่าความดีความชอบไปมากกว่า 5หมื่นคะแนนอย่างที่ไม่เคยจ่ายมาก่อน

            ในใจของเขาแอบนึกเสียดายอยู่บ้างแต่ก็จำต้องยอมรับว่าการลงทุนในครั้งนี้จำเป็นมากจริงๆ

            “โชคดีจริงๆ ที่ได้มาเพิ่มอีก 1 หมื่นแบบนี้แกนหลักของเตียงนอนโลกวิญญาณก็มีครบแล้ว”

            “นั่นสิคะท่านกัส แบบนี้พวกเราจะได้มีเตียงนอนโลกวิญญาณใช้กันแล้วใช่ไหมคะ”

            “ใช่! แล้วก็วิชาวิญญาณราตรีอีกวิชานี้เป็นวิชาที่ดีที่สุดของตระกูลเราเลยนะ”

            พูดแล้วกัสก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เพราะถึงจะได้รับวิชาวิญญาณราตรีมาแล้วแต่เขาก็ยังคิดไม่ออกสักทีว่าจะหาแหล่งพลังวิญญาณใหม่มาป้อนพลังวิญญาณให้ทุกคนยังไงดี

            “ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะท่านกัส..ข้าเชื่อว่าท่านกัสต้องหาทางออกได้แน่นอนค่ะ!!”

            ท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของอิจิโกะนั้นทำให้กัสยิ้มได้พลางพยักหน้ารับแล้วโอบกอดเธอไว้หลวมๆขณะที่เดินต่อไปยังห้องสื่อสารเพื่อติดต่อกลับไปหาครอบครัวของเขา

            กัสใช้เวลาไม่นานนักทักทายพ่อกับแม่ของเขาที่ดูเหมือนจะมีความสุขกันดีทีเดียวและที่สำคัญคือเขาได้รับข่าวดีจากแม่ที่บอกว่าจะมีน้องให้เขาเพิ่มอีก ซึ่งทำให้กัสทั้งดีใจและลำบากใจในเวลาเดียวกัน

            เพราะหลังจากแม่ของเขาท้องเธอก็ถามหาหลานจากเขาต่อทันที ทำให้กัสพูดไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ จนทำได้เพียงบอกเรื่องที่เขาคิดเอาไว้กับพ่อกับแม่ซึ่งทำให้ทั้งสองคนเข้าใจและหยุดการเร่งเร้าให้เขามีลูกในที่สุด

            “ดี!! เจ้าคิดแบบนี้ก็ดี ตอนนี้เจ้ายังเด็กยังไม่ต้องรีบมีก็ได้”

            “แหม..น่าเสียดายนะกัส แบบนี้แม่ก็อดเลี้ยงหลานนะสิ พี่ชายของลูกก็เหมือนกันแม่ขอยังไงก็ไม่ยอมมีให้แม่สักที”

            จากคำขอที่กลายเป็นการบ่น ทำเอากัสกับพ่อของเขายิ้มฝืนๆ พลางสบตากันด้วยความเข้าใจเพราะแม่ของเขานั้นเวลาท้องมักจะกลายเป็นคนขี้บ่นแบบนี้เสมอ

            สำหรับเรื่องนี้กัสค่อนข้างที่จะคุ้นเคยดีเพราะเขาเองก็มีน้องสาวตั้งสิบกว่าคนเรียกได้ว่าเห็นมาตั้งแต่เด็กจนชินไปแล้ว

            ส่วนเรื่องที่พี่ชายทั้งสองของเขายังไม่มีลูกเรื่องนี้พูดไปแล้วก็ปกติเพราะไม่มีทายาทวัยเยาว์ที่ไหนรีบมีลูกกันหรอกเนื่องจากหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์นั้นไม่อาจรับหน้าที่เป็นบ่อพลังให้บุรุษได้

            หากปล่อยให้หญิงสาวตั้งครรภ์มากๆการฝึกฝนของบุรุษในตระกูลก็จะชะลอตัวลง จึงทำให้ทายาทบุรุษไม่นิยมมีบุตรในวัยเยาว์

            ยกเว้นทายาทที่รู้ตัวดีว่าไร้ซึ่งพรสวรรค์จึงตัดสินใจมีลูกตั้งแต่เด็กเพื่อให้มั่นใจว่าตนเองจะได้ลูกชายก่อนที่จะแก่ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ทายาทบุรุษของตระกูลนิยมเช่นกัน

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน