ตอนที่ 4 สำรวจหมู่บ้าน
หมู่บ้านเฟิงเดิมทีแล้วก็ไม่ได้มีประวัติความเป็มายาวนานอะไรนัก ผู้คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็อพยพมาจากหลายพื้นที่ นายพรานเซียว เซียวอวี้หาน สามีของนางเองก็หนีโรคระบาดมาตั้งถิ่นฐานที่นี่เช่นกัน
ชื่อของเขาจึงค่อนข้างดูเหมือนพวกบัณฑิตอยู่บ้าง
แต่เพราะเหตุนั้นทำให้เวลาเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านหลายคนจึงหนีเอาตัวรอดไปแค่เฉพาะครอบครัวของตัวเอง ขอไม่รวมครอบครัวของนางก็แล้วกัน
[อลิสสแกนได้ไหม]
เดินลงเขามาได้ไม่นานก็เห็นบ้านดินหลังแรกแล้ว นางค่อนข้างกังวลไม่น้อย นางไม่ชินกับการนับเวลาแบบโบราณแล้วจะยามอะไรนางก็ไม่อาจรู้ได้
ดีหน่อยที่ระบบสมองกลมันรู้
[ข้างในบ้านไม่มีสิ่งมีชีวิต ข้าวของก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว] นางจึงเดินต่อไป หมู่บ้านร้างมาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วนางไม่แน่ใจว่าจะมีคนนอกเข้ามาหรือไม่
หมู่บ้านร้างส่วนใหญ่แล้วมักจะมีโจรูเาเข้ามาค้นหาของที่ยังหลงเหลืออยู่ นางกลัวพวกมันนี่แหละ
ตอนนี้นางมือเปล่าแถมยังมียุตรชายหญิงอีกหลายชีวิตให้ต้องดูแล ระบบสมองกลก็ทรัพยากรไม่พอ ไม่มีของเอาไว้ให้นางป้องกันตัวเองเลยสักอย่าง
ต่อให้เป็ทหารมาก่อนนางก็หวั่นใจไม่น้อยเลย
[ห้าโมงกว่าแล้ว ถ้ายังไม่รีบจะมืดก่อนนะ] เพราะนางไม่อยากอยู่ในหมู่บ้านร้างนี้คนเดียวตอนฟ้ามืด และไม่อยากปล่อยให้เด็ก ๆ อยู่ด้วยกันโดยไม่มีผู้ใหญ่
จึงบอกให้อลิสเตือนก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
หลินจิ้งหนิงตัดสินใจเดินไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ถ้าบ้านเขาไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลยบ้านอื่นก็ไม่น่าจะซ่อนของอะไรไว้ได้แล้ว
ในความทรงจำบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านค่อนข้างร่ำรวยเลยทีเดียว ในหมู่บ้านก็มีบ้านเขาเพียงหลังเดียวที่ทำด้วยอิฐ ขนาดบ้านเก่าของนางที่พ่อเป็หมอเท้าเปล่าก็ยังทำด้วยดินอยู่เลย
แต่จะว่าอะไรได้ ในเมื่อบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านเป็เ้าหน้าที่อยู่ที่กรมเ้าเมืองของเมืองนี้
[ตรวจพบของมีค่า]
[ที่ไหน?]
[บ้านทางซ้ายมือ] หลินจิ้งหนิงหันไปมองรอบกาย นางค่อนข้างจะคุ้นหน้าคุ้นตากับบ้านหลังนี้
นั่นบ้านเก่านางนี่!!
[บ้านดินโทรม ๆ นี่มีของมีค่าด้วยเหรอ]
[เป็หยก]
[หยก!!] สิ่งที่น่าเหลือเชื่อมากกว่าการที่นางได้กลับมายังร่างเดิม ก็คือมีหยกอยู่ในบ้านของนาง จะเป็ไปได้หรือแม้ว่าพวกเขาจะมีเงินจากการรักษาคนในหมู่บ้าน
ทว่าั้แ่จำความได้บ้านนางก็แทบจะอดมื้อกินมื้อ
[มันถูกฝังอยู่แถว ๆ พื้นดินข้างกำแพงบ้าน]
[ถ้าไม่เจอล่ะโดนดีแน่]
หลินจิ้งหนิงไม่เชื่อเลยด้วยซ้ำว่าจะมีของมีค่า แต่ถ้านางไม่ขุดระบบสมองกลมันก็จะเตือนนางอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืนจนนางรำคาญ
หลิงจิ้งหนิงจึงเดินเข้าไปในรั้วบ้านหลังจากถามแล้วว่าอยู่ตรงไหนก็หากิ่งไม้มาขุด นางคิดว่าของไม่น่าจะถูกฝังเอาไว้ลึกมาก เพราะระบบตอนนี้สามารถสแกนได้แค่ หนึ่งเมตรรอบตัวนางเท่านั้น
เป็อย่างที่คิดขุดไปได้หน่อยเดียวก็เจอกล่องเล็ก ๆ ใบหนึ่งทำจากเหล็ก เมื่อเปิดออกก็เจอป้ายหยกสีเขียวอ่อนจริง ๆ บนนั้นสลักคำว่า ‘ฉิน’ เอาไว้
“ฉิน แซ่ของน้องสะใภ้นี่” หญิงสาวหน้าตาสะสวยแต่จิตใจโเี้ ‘ฉินเว่ยเนี่ย’ สะใภ้ที่แต่งเข้ามาเพราะเงินค่าสินสอดของนาง เท่านั้นยังไม่พอ ฉินเว่ยเนี่ยเป็คนผลักนางทำให้ลมจนเกือบแท้ง
[มีอะไรอีกไหม]
[ไม่พบ]
หลินจิ้งหนิงยังไม่แน่ใจว่าทำไมหยกนี่ถึงถูกฝังเอาไว้ที่นี่ แต่นางก็เก็บเอาไว้ในช่องว่างก่อน จากนั้นก็หาก้อนหินที่ขนาดพอ ๆ กันใส่ลงไปและฝังเอาไว้อย่างเดิม
การที่ฉินเว่ยเนี่ยมีหยกนางไม่แปลกใจเท่าใดนัก เนื่องจากบิดานางเป็พ่อค้าขายเนื้อในตัวอำเภอ ด้วยนาง้าสินสอดราคาแพงหลินจิ้งหนิงจึงถูกขายไปแต่งงานกับนายพรานเซียว
ไม่เช่นนั้น คนใช้รองมือรองเท้าชั้นดีเช่นนาง จะได้แต่งงานได้เยี่ยงไร
นางใช้เวลาอยู่พักหนึ่งั้แ่ขุดแล้ว นางจึงไม่ไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ยังไงวันนี้ก็ถือว่าได้ของดีมาแล้ว หลินจิ้งหนิงจึงถือโอกาสเดินรอบ ๆ ตัวบ้านของตัวเอง
บ้านไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่ก็ถือว่ากว้างขวางพอสมควร เพราะท่านพ่อของนางเอาไว้ตากสมุนไพร ห้องมีอยู่แค่ ห้าห้อง แน่นอนว่าไม่มีห้องของนาง
หลินจิ้งหนิงอาศัยนอนในห้องเก็บฟืนมาตลอด นางเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ทว่าตอนนั้นนางฟังคำมารดาที่บอกว่าเป็พี่ต้องเสียสละให้น้อง
คิด ๆ ดูแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะด่าตัวเองว่าโง่
[เจอของมีค่ากล่องใหญ่ทางซ้ายมือ]
นางพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง เจอหยกในหมู่บ้านร้างก็ว่าโชคดีผิดมนุษย์มนาแล้ว นี่ยังจะเจอของอะไรอีก
บ้านนางจนมากมิใช่หรอกหรือ?!
อีกอย่างพวกเขาเป็บ้าอะไรกัน อพยพหนีภัยาแล้วเหตุใดจึงยังฝังของมีค่าเอาไว้ในบ้านอีก
ทางซ้ายมือของนางเป็หัวเตียงของบิดามารดา หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าผนังดินตรงนั้นหนากว่าตรงอื่นอยู่หน่อย หลินจิ้งหนิงไม่รอช้าใช้ไม้ที่นำติดตัวเข้ามาด้วยเผื่อว่าจะมีสัตว์จะได้ใช้ไม้ไล่ได้ทัน
ไม่คิดว่าจะได้ใช้แซะหาของมีค่าอีก
ไม่นานก็เจอกล่องเหล็กขึ้นสนิม กว้างประมาณเกือบสามฝ่ามือ ความหนาก็ใหญ่กว่าฝ่ามือนางไปหน่อย
[พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว] ระบบเตือนมาอีกครั้ง หลินจิ้งหนิงเก็บกล่องเข้าไปยังช่องเก็บของ และเดินกลับบ้านด้วยความอารมณ์ดี
พวกเขาจะซ่อนอะไรเอาไว้และใช้งานนางหนักแค่ไหนก็ช่างเถอะ ยังไงของก็อยู่ในมือนางแล้ว แม้ว่าจะแปลกใจที่พวกเขาไม่เอาของพวกนี้หนีไปด้วย
เพราะอะไรกัน?
หรือคิดว่าจะยังได้กลับมาอีกหรือ
ระหว่างทางกลับบ้านระบบก็ไม่ได้แจ้งเตือนอะไรอีก อาจจะเป็เพราะว่าไม่มีของมีค่าฝังอยู่ ไม่ก็เป็เพราะนางเดินค่อนข้างห่างจากกำแพง
หมู่บ้านร้างมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว มีความเป็ได้สูงว่าจะมีสัตว์เข้ามาอาศัย อย่างน้อยก็หนูกับงู
ตอนเดินมาฟ้ายังสว่างอยู่เล็กน้อยทว่าขากลับ แสงอาทิตย์เริ่มหมดลงแล้ว บรรยากาศรอบตัวเย็นลงเล็กน้อยสายลมฤดูร้อนยังคงพัดเอื่อย ๆ ร่างกายที่เพิ่งจะคลอดลูกแม้ว่าจะไม่ได้อยู่เดือนจึงไม่ได้รู้สึกหนาวสั่นมากนัก
สองท้องก่อนหน้านี้เซียวอวี้หานให้นางอยู่เดือน ก็อย่างตามมีตามเกิดเพราะเขาไม่เหลือครอบครัวฝั่งแม่อีกแม้แต่คนเดียว นางเองก็มิได้รู้เื่อะไรมากมาย แต่ก็เพราะอย่างนั้นทำให้ร่างกายนางแข็งแรงไม่ป่วยหรือหนาวสั่นง่ายเหมือนอย่างคนอื่นในหมู่บ้าน ดังนั้นท้องนี้ถึงนางจะไม่ได้อยู่เดือนแต่ก็พึ่งยาจากระบบแล้ว
หากไม่ติดที่ว่าบุตรสาวทั้งสองของนางยังเล็กมาก นางคงจะรีบอพยพหนีไปที่อื่นก่อนแล้ว
เดินคิดอะไรเพลิน ๆ ทางเลี้ยวข้างหน้าก็ได้ยินเสียงอะไรบ้างอย่าง หลินจิ้งหนิงหยุดนิ่งตามสัญชาตญาณ นางหลั้นหายใจย่องไปหลบอยู่หลังต้นไม้ไม่ไกล
เสียงฝีเท้าของคน!!
เพราะได้ยินแค่ชั่วครู่จึงไม่แน่ใจว่าเป็ของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้นั้น [อลิส แสกนดูหน่อย]
[เป็อาซือลูกชายคนโตของคุณ]
หลินจิ้งหนิงพ่นลมหายใจออกมา อุตส่าห์คิดไปไกลว่าจะต้องออกแรงสักหน่อยแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะเป็เขา นางไม่ได้บอกให้รออยู่ที่บ้านหรืออย่างไร
หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้น?!
“ใครน่ะ!!” นางก้าวเดินออกจากหลังต้นไม้ไม่กี่ก้าว เสียงที่แสร้งทำเป็รเข้มของเด็กชายก็ดังขึ้น “แม่เอง เ้าออกมาทำไม ที่บ้านเกิดอันใดขึ้น?”
ร่างเล็กของอาซือเดินเข้ามาหานาง ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลายลง
“ท่านบอกว่าจะกลับไปก่อนพระอาทิตย์ตกดิน อีกอย่างน้องสาวก็ร้องไห้มาพักหนึ่งแล้ว”
“เช่นนั้นก็กลับกันเถิด” ที่บ้านไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดีแล้ว หลินจิ้งหนิงทำท่าจะจูงมือบุตรชายกลับบ้าน แต่เขาก็ไหวตัวทันวิ่งนำหน้านางไปก่อน
นางยืนนิ่งมองมือตัวเอง
ไม่น่าจับเพียงนั้นเชียว?