ตอนที่ 51 เท่าเทียม! เสมอภาค! รักชาติ!
หลินฟานมองภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้าด้วยอารมณ์พอใจ มันต้องแบบนี้ ท่าแบบนี้แหละที่เป็นท่าที่ถูกต้องก่อนเริ่มการเจรจาต่อรอง แต่! การเจรจาต่อรองอะไรนั่น หลินฟานไม่คิดจะทำมันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
หลินฟานกวาดตามองพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“ ท่าแบบนี้แหละถูกต้อง ถ้างั้นก็อยู่แบบนี้ไปอีกสัก 10 ปี ห้ามขยับไปไหน ถ้าถึงตอนนั้นพวกแกยังมีชีวิตรอดได้อยู่ ฉันจะลองคิดดูถึงเรื่องการเจรจาอีกครั้ง “
พูดจบ หลินฟานก็เดินกลับไปทางรถที่นั่งมา
??????
ทุกคนที่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นต่างก็พูดอะไรไม่ออกกับเหตุการณ์ตรงหน้า แม้แต่จางหยานผู้ฉลาดหลักแหลม เขาก็ไม่รู้จะต้องพูดอะไรในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่เพียงแค่บังคับให้คุกเข่า แต่หลังจากคุกเข่าแล้วยังไม่ยอมเจรจาด้วยอีก แบบนี้มัน…
ทางด้านผู้นำตระกูลเว่ยก็ไม่สามารถใจเย็นได้อีกต่อไป เขาลุกขึ้นแล้วตะโกนสุดเสียงของเขาไปทางหลินฟานว่า
“ หยุด!!! มันจะรังแกกันมากเกินไปแล้ว!!! “
หากให้ทนโดนดูถูกผู้นำตระกูลเว่ยทนได้ หากให้ทนโดนด่าผู้นำตระกูลเว่ยทนได้ แต่หากให้คุกเข่าให้แล้วไม่ยอมเจรจาด้วยแบบนี้ ผู้นำตระกูลเว่ยทนไม่ได้จริงๆ นี่มันมากเกินไปแล้ว
ตอนนี้ผู้นำตระกูลเว่ยเข้าใจแล้วว่า หลินฟานไม่ต้องการเจรจากับตัวเองตั้งแต่แรก ที่ให้คุกเข่าก็ทำเพื่อความสนุกเท่านั้น
หลินฟานหยุดเดิน เขาหันกลับไปทางผู้นำตระกูลเว่ยแล้วพูดขึ้นว่า
“ เว่ยฉางอาน อย่าคิดว่าฉันไม่กล้าฆ่าแกที่นี่ แกคิดว่าตัวเองมีค่ากับฉันมากมายขนาดนั้นเลยหรือไง ต่อให้ฉันฆ่าแกตายที่นี่ตระกูลเว่ยก็ทำอะไรไม่ได้ ต่อให้ฉันฆ่าตัวแทนตระกูลทรยศอีก 5 คน ทั้งหมดที่นี่ ตระกูลทรยศของพวกแกก็ทำอะไรไม่ได้
“ อย่าลำพองตัวเองมากเกินไปเว่ยฉางอาน คิดว่าฉันไม่ฆ่าแกที่นี่เพราะอะไร คิดว่าฉันกลัวตระกูลเว่ยมาล้างแค้นงั้นเหรอ เหอๆ! กลับไป กลับไปยังตระกูลของแกแล้วทำหน้าที่ของแกต่อไปเถอะ อย่ามาเล่นกับความอดทนของฉัน ความอดทนของฉันมันมีจำกัด “
พูดจบ หลินฟานก็หันไปทางจางหยานต่อ
หลินฟานพูดขึ้นว่า
“ ผู้นำตระกูลจาง ผมรู้ว่าคุณเป็นห่วงลูกสาวของคุณ แต่คุณมั่นใจได้ยังไงว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ คุณเห็นตัวเธอแล้วงั้นเหรอ คุณเชื่อคำพูดของคนทรยศทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นหน้าลูกสาวของคุณงั้นเหรอ …ผมจะไม่ว่าเรื่องที่คุณเป็นห่วงจางหลี่ แต่อย่าทำให้แผนของผมเสียเพราะคุณเพียงคนเดียว หวังว่าคุณจะเข้าใจคำเตือนนี้ “
“ ครับ! “
จางหยานพยักหน้าตอบ
ใจจริง จางหยานก็ไม่ค่อยเชื่อคำพูดของผู้นำตระกูลเว่ยเท่าไหร่ ตอนนี้มันมีเพียงคำพูดของผู้นำตระกูลเว่ยเท่านั้นที่บอกว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้เห็นตัวเธอเลย และคนภายนอกไม่เหมือนกับคนในคฤหาสน์ตระกูลหลิน ทุกๆ คน ต่างก็ต้องหมุนรูเล็ตกลายพันธุ์เพื่อมีชีวิต
ถึงแม้ว่าจะรอดจากการหมุนรูเล็ตกลายพันธุ์ แต่มันก็คงมีโอกาสไม่มากที่รอดจากพวกซอมบี้อยู่ดี เพราะฉะนั้นแล้ว โอกาสที่จางหลี่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้
แต่… ถ้ายังมีโอกาสให้หวัง จางหยานก็ยังไม่อยากทิ้งความหวัง เพราะงั้น เขาเลยทำให้ผู้นำตระกูลเว่ยพบกับหลินฟานตามคำขอ
หลินฟานเดินที่ไปรถทันทีหลังพูดจบ เป้าหมายการมาครั้งนี้ของเขาสำเร็จแล้ว
“ แกคิดจะทรยศต่อประเทศชาติจริงๆ งั้นเหรอ!!! “
ผู้นำตระกูลเว่ยตะโกนไปทางหลินฟาน เขายังไม่ย่อมแพ้ในการเจรจา อะไรที่สามารถเอามาใช้ได้ ผู้นำตระกูลเว่ยก็จะขุดออกมาใช้ให้หมด
หลินฟานหยุดเดินอีกครั้ง หลินฟานเตรียมตะโกนด่าว่า มึงจะมาพูดเรื่องประเทศชาติอะไรตอนนี้ ตอนนี้โลกมันล่มสลายไปแล้ว ประเทศมันจะไปเหลืออะไร แต่ก่อนที่หลินฟานจะได้ตะโกนด่ากลับ ผู้นำตระกูลเว่ยก็พูดขึ้นก่อน
“ ตอนนี้ตระกูลเว่ยและตระกูลอื่นๆ กำลังรวมตัวอยู่กับคุณโม่ คุณโม่เป็นคนที่รัฐบาลกลางส่งมาเพื่อเผยแพร่แนวคิดระบอบคอมมิวนิสต์ให้คนในหลินหนานเข้าใจ หากแกยังรักประเทศชาติ หากแกยังคิดว่าตัวเองเป็นคนจีน แกก็ควรเข้าร่วมกับพวกเราและรับคำสั่งจากคุณโม่ที่เป็นคนของรัฐบาลกลาง!! “
หลินฟานอยากหัวเราะเมื่อได้ยิน รักชาติ! คิดว่าตัวเองเป็นคนจีน! คือถ้าจะรักชาติหรือถ้าอยากเป็นคนจีน ก็ต้องเชื่อฟังคนที่รู้ลึกระบอบปกครองคอมมิวนิสต์งั้นเหรอ?
หลินฟานอยากหัวเราะออกมาดังๆ แต่ด้วยสถานะของเขา เขาต้องเก็บอาการเอาไว้
หลินฟานไม่ได้คิดว่าระบอบปกครองไม่ดี
คอมมิวนิสต์!
ประชาธิปไตย!
หรือระบบอื่นๆ!
ระบอบปกครองแต่ละอย่างมันก็เป็นระบบปกครองที่ดีทั้งนั้น แต่! ระบอบจะดีได้มันก็อยู่ที่คนปกครองด้วย หากคนปกครองมันเลว ต่อให้ใช้ระบอบปกครองแบบไหนระบอบมันก็เน่าเฟะได้ทั้งหมด
คอมมิวนิสต์ก็เช่นกัน คุณโม่อะไรนั่น หลินฟานจำชื่อของมันได้ขึ้นใจ มันเป็นคนหนึ่งที่หลินฟานบันทึกชื่อเอาไว้ในลิสต์ที่ต้องฆ่า ซึ่งมันมีชื่อว่า โม่ผู้บอกให้คนอื่นๆ เท่าเทียม บอกให้คนอื่นๆ ประหยัด แต่ตัวเองกินเหมือนหมู
ชื่อของมันยาวหน่อยเพราะเป็นคนแรกๆ ที่หลินฟานบันทึกชื่อเอาไว้
คุณโม่ ชื่อจริงๆ โม่หวงเฟย มันคือคนจากรัฐบาลกลางจริงๆ และมาเพื่อแพร่ขยายแนวคิดคอมมิวนิสต์ในเมืองหลินหนานจริงๆ ทว่า เมื่อรัฐบาลกลางล่มสลายไป แนวคิดของโม่หวงเฟยก็เปลี่ยนไป ช่วงแรกๆ มันก็ทำตามแนวคิดความเท่าเทียมของคอมมิวนิสต์
มีน้ำเท่าไหร่แบ่งเท่าๆ กัน
มีอาหารเท่าไหร่แบ่งเท่าๆ กัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่นาน มันก็เปลี่ยนไป โม่หวงเฟยตั้งตัวเองเป็นผู้ปกครองและปกครองผู้คนโดยใช้ความเท่าเทียม ทว่า ตัวของมันกลับไม่ยอมออกไปสู้ ไม่ออกไปหาอาหาร วันๆ เอาแต่พูดประมาณว่า
[ เราต้องเท่าเทียม ]
[ มีอะไรต้องแบ่งกัน มนุษย์ต้องเท่าเทียม ]
[ อย่าเห็นแก่ตัว เราต้องแบ่งกัน ]
หลินฟานในชาติก่อนก็เจอหลอกด้วยคำพูดพวกนี้
ตอนนั้นหลินฟานคิดว่า โม่หวงเฟยพยายามทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันจริงๆ แต่อยู่มาวันหนึ่ง หลินฟานก็ได้รู้ความจริงเข้า ความจริงที่ว่า โม่หวงเฟยหลอกผู้คนที่ออกไปหาอาหารไปเป็นอาหารซอมบี้
ส่วนเหตุผลนะหรือ แน่นอนว่ามันต้องการลดจำนวนคน
หรือบางครั้งถ้ามีผู้หญิงสวยๆ เข้ามาในค่าย มันก็จะหลอกให้สามีของเธอไปเป็นอาหารซอมบี้ แล้วมันก็เอาเธอมาเล่นสนุกด้วย โดยอ้างว่า จะดูแลเพราะสามีตายเพื่อค่าย มันคือปีศาจในคราบนักบุญชัดๆ
อีกทั้ง โม่หวงเฟยยังเลี้ยงพวกลูกน้องตัวเองเป็นอย่างดี มันให้ลูกน้องมันกินเต็มที่ มันให้ผู้หญิงกับลูกน้องของมันเต็มที่ แต่พอถึงเวลาแบ่งอาหารของค่าย มันก็บอกว่าอาหารเหลือน้อย แล้วก็พูดว่า พวกเราต้องแบ่งกันเท่าเทียม! เท่าเทียม! เท่าเทียม!
หลินฟานเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากที่ได้ยินชื่อมันอีกครั้งจากปากผู้นำตระกูลเว่ย
ส่วนเหตุผลที่หลินฟานโมโหขึ้นมาก็เป็นเพราะว่า ชาติก่อนของหลินฟาน หลินฟานก็โดนมันหลอกให้ไปเป็นอาหารซอมบี้เหมือนคนอื่นๆ และถ้าหากตอนนั้นหลินฟานไม่ผลักคนอื่นๆ ไปให้ซอมบี้กิน ตัวของเองเขาก็คงไม่รอด
ส่วนเรื่องการลงโทษโม่หวงเฟย หลินฟานก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะลงโทษมันยังไง ฆ่าตายง่ายๆ สำหรับคนแบบมันเป็นความตายที่สบายเกินไป หลินฟานจะให้น้ำ 1 ขวด ขนมปัง 1 ก้อน จากนั้นก็จะให้มันใช้ชีวิตอยู่ในห้องเปล่าๆ 3 วัน หรือมากกว่านั้น และไม่ให้อาหารหรือน้ำเพิ่มอีก
และหลินฟานก็จะอัดเสียงคำพูดว่า แบ่งเท่าเทียม! แบ่งเท่าเทียม! แบ่งเท่าเทียม! ให้มันฟังในห้องทั้งวันทั้งคืน ทำแบบนี้จนกว่ามันจะตาย
‘ นึกถึงแล้วก็อยากทำตามแผนที่คิดเอาไว้เลย! โม่หวงเฟย ชาติก่อนแกโดนฆ่าตายก่อนที่ฉันจะได้ทำตามแผน แต่ชาตินี้ไม่ใช่ พวกเราได้เจอกันแน่ ‘
หลินฟานคิดในใจ
เมื่อจมอยู่ในความคิดสักพักเกี่ยวกับโม่หวงเฟย หลินฟานก็ได้สติกลับมา หลินฟานมองไปทางผู้นำตระกูลเว่ยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างว่า
“ ทำไมรักชาติต้องทำตามคำสั่งโม่หวงเฟย
“ ทำไมถ้ายังมองว่าตัวเองเป็นคนจีนต้องทำตามคำสั่งของโม่หวงเฟย ทำไมเป็นคนจีนต้องปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์อย่างเดียว สมัยก่อน ก่อนที่จะมีระบอบปกครองคอมมิวนิสต์ คนจีนก็รักชาติได้ คนจีนก็เป็นคนจีนได้
“ เว่ยฉางอานนะเว่ยฉางอาน ต่อให้แกเอาแนวคิดรักชาติมาพูดให้ตายยังไง เรื่องตอนนี้มันก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก อีกอย่าง ถ้าเจอกับนายกเทศมนตรีแซ่หมิงอะไรนั่น ก็ช่วยบอกมันด้วยว่าตอนนี้ลูกชายของมันอยู่กับฉัน
“ ถ้าอยากได้คืนก็เอาปืนของสถานีตำรวจทั้งหมดมาถ่ายตัวไป ถ้าไม่เอามาแลก ก็อย่าได้หวังว่ามันจะได้เห็นลูกชายของตัวเอง “
ในชาติก่อนของหลินฟาน หลินฟานจำได้ว่า กลุ่มใหญ่ๆ ในมณฑลหลินหนานมีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มของโม่หวงเฟยคนที่หลินฟานเคยไปอยู่ด้วย
ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มของนายกเทศมนตรีของเมืองหลินหนาน ชื่อของมันนะหรือ หลินฟานจำไม่ได้แล้ว เพราะหลินฟานไม่มีความแค้นด้วย
แต่สิ่งที่หลินฟานจำได้ก็คือ กลุ่มของคนแซ่หมิงมีตำรวจเป็นรากฐาน และพวกนั้นก็มีอาวุธของตำรวจในครอบครองทำให้สามารถสร้างกลุ่มขนาดใหญ่ได้
หลินฟานไม่ได้มีความแค้นอะไรกับนกยกเทศมนตรีหมิง เพราะงั้นเขาเลยไม่คิดจะใช้กำลังทำลาย หรือใช้กำลังบังคับ
หากทางนั้นยอมดีๆ หลินฟานก็พร้อมมอบหมิงเย่คืนไป หมิงเย่แลกกลับอาวุธปืนจำนวนมาก หลินฟานจะไม่เอาได้ยังไง
แต่นั่นคือกรณีที่ยอมดีๆ แต่หากไม่ยอมดีๆ หลินฟานก็พร้อมใช้กำลังบังคับ เพราะต่อให้นกยกเทศมนตรีหมิงจะมีอาวุธของตำรวจ แต่นั่นก็ยังสู้อาวุธที่หลินฟานครอบครองอยู่ไม่ได้อยู่ดี
ผู้นำตระกูลเว่ยทำหน้าแปลกใจ แล้วถามขึ้นว่า
“ คุณชายหมิงเย่ยังไม่ตายงั้นเหรอ!! “
“ ใช่! บอกนายกเทศมนตรีหมิงด้วยว่าตอนนี้ลูกของมันอยู่ในกองทัพตระกูลหลิน และทำงานที่อันตรายมากๆ หากมันชักช้าแล้วลูกมันตายก่อนขึ้นมา ฉันก็จะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น “
หลินฟานตอบแล้วเริ่มเดินไปที่รถอีกครั้ง
ครั้งนี้หลินฟานจะไม่เสียเวลาอีกแล้ว ต่อให้ผู้นำตระกูลเว่ยพูดอะไรออกมา เขาก็จะไม่หันไปเถียงกับมันให้เสียเวลาฟาร์มเลเวลของเขา
“ จางหยาน! ยังไงพวกเราก็รู้จักกันมานาน ช่วยให้ปืนไรเฟิลจำนวนหนึ่งกับกระสุนปืนจำนวนหนึ่งกับพวกเราหน่อยได้ไหม? “
ผู้นำตระกูลเว่ยพูดกับจางหยานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม หลังจากที่หลินฟานไปแล้ว
จางหยานมองด้วยแววตาเย็นชา จากนั้นก็ตอบว่า
“ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนายขู่ฉัน แต่ตอนนี้กลับมาขอร้องงั้นเหรอ “
“ ฉันจำเป็นต้องทำแบบนั้น อนาคตของตระกูลเว่ยขึ้นอยู่กับการเจรจาครั้งนี้ หากตระกูลเว่ยโดนทำลาย จางหลี่ก็ไม่รอดเหมือนกัน “
ผู้นำตระกูลเว่ยยังไม่ยอมแพ้
จางหยานทำหน้าคิดหนัก แต่คิดได้ไม่นานเขาก็สามารถตัดสินใจได้
จางหยานมองผู้นำตระกูลเว่ยด้วยใบหน้าจริงจัง แล้วก็พูดขึ้นว่า
“ ตระกูลเว่ยไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น หากนายพลาดเรื่องการเจรจาครั้งนี้ นายก็แค่โดนตระกูลอื่นๆ รุมประณาม ถ้าฉันไม่เห็นว่าลูกสาวของฉันมีชีวิตอยู่จริงๆ ตระกูลเว่ยก็อย่าได้หวังว่าจะได้กระสุนแม้แต่ลูกเดียวจากฉัน “
พูดจบ จางหยานก็เดินไปหนีทันที
ผู้นำตระกูลเว่ยมีใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความโกรธ เขาสบถอยู่ในใจว่า
‘ บัดซบ!!
‘ บัดซบ!! ทำไมเรื่องมันถึงได้เป็นแบบนี้!! ‘
หลังจากที่รู้ว่าตัวเองทำอะไรต่อไปไม่ได้ อยู่ที่นี่ไปก็ไร้ความหมาย ผู้นำตระกูลเว่ยก็ออกคำสั่งว่า
“ กลับกันก่อน ครั้งนี้การเจรจาล้มเหลว พวกเราจะมาเจรจาเพื่อขออาวุธกับพวกตระกูลหลินอีกครั้งในภายหลัง “
“ ครับ!! “
“ ค่ะ!! “
หนุ่มสาวจากตระกูลทรยศทั้ง 5 คน ตอบรับคำสั่ง
พวกผู้สังเกตการณ์พวกนี้ไม่ใช่พวกโง่ ถึงจะมีอารมณ์ร้อนไปบางแต่คนพวกนี้ต่างก็มองสถานการณ์ออก ตอนนี้ไม่มีหวังเลยที่จะเจรจา อย่าว่าแต่พูดข้อเสนอเลย แต่แค่พูดหลินฟานยังไม่สนใจจะฟังด้วยซ้ำ แล้วมันจะไปเจรจาได้ยังไง
“ ท่านผู้นำตระกูลเว่ย ท่านจะให้จางหยานเจอกับจางหลี่จริงๆ เหรอครับ ถ้าท่านให้พวกนั้นเจอกัน …มีหวัง- “
“ เงียบปาก!! “
ผู้นำตระกูลเว่ยหยุดเอาไว้ก่อนที่หวังชง ตัวแทนจากตระกูลหวังจะพูดจบ
ผู้นำตระกูลเว่ยพูดขึ้นอีกว่า
“ เรื่องในวันนั้นมีคนรู้เพียงแค่ 4 คน ตัวนาย เว่ยชาง ฉันและผู้หญิงคนนั้น หากเรื่องนี้หลุดออกไปนายจะเป็นคนแรกที่ฉันจะสั่งฆ่า เงียบปากเอาไว้ เงียบเอาไว้แบบเวลาที่ผ่านมาหลายปี เข้าใจใช่ไหม!? “
“ คะ ครับท่าน… “
หวังชงตอบด้วยน้ำเสียงสั่นๆ