มหาศึกสัตว์ซาตาน โกลาหลปฐพี

    ตอนที่ 38 ยัยแมวป่า

    พอสิ้นสุดเสียงอันอาจหาญของวารุตทุกอย่างก็หยุดนิ่งไปชั่วขณะ มีสายลมพัดผ่านแผ่วเบา กระทบชายผ้าคลุมพลิ้วไหวดบกสะบัด

     

    “ฟังดูเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นดี ข้าก็ไม่ได้จงเกลียดจงชังเด็กจอมอวดดีอย่างเจ้านักหรอกนะ ไม่สิ ออกจะชอบเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็เถอะ เจ้าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตาน เรื่องนี้ข้าเป็นผู้ตัดสินเอง ตายซะ!”

     

    เสียงตะเบ็งดังลั่นลอยเข้ามากระทบหู ฉับพลันทันใดมีดสั้นปลายแหลมก็ถูกเขวี้ยงออกมาพุ่งตรงดุจดั่งดอกธนู ด้วยความเร็วที่สายตาไม่อาจจะมองตามได้ทัน หมายจะปลิดชีพเด็กหนุ่มตามความประสงค์ ขณะที่วารุตไม่ทันแม้แต่จะขยับร่าง

     

    เพล้ง!  

     

    วารุตสะดุ้งเฮือก ดวงตาเบิกโพลง 

     

    ปรากฏเห็นร่างของหญิงสาวปริศนาโผล่มายืนอยู่เบื้องหน้า ผมยาวมัดรวบของนางโบกพลิ้วฉวัดเฉวียนไปมา คงเป็นเพราะนางเคลื่อนที่ทะยานมาด้วยความเร็ว 

     

    ชายผ้าคลุมผู้ที่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแจ่มชัด สายตาของเขาจ้องมองไปยังหญิงสาวอย่างไม่กะพริบตา เขาใช้เวลาพินิจพิจารณาเพียงไม่นานนัก

     

    “คนของเมืองมันตรายางั้นหรือ” 

     

    เขาเอ่ยถามอีกฝ่ายหวังว่าจะได้คำตอบ 

     

    แต่หญิงสาวปริศนากลับยืนแน่นิ่งไม่พูดอะไร นางชำเลืองหันกลับมามองเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างหลังด้วยหางตา

     

    “เจ้าคือวารุตใช่ไหม” 

     

    นางถาม

     

    “ใช่ ขอรับ” 

     

    วารุตตอบตะกุกตะกักสีหน้าสีตาประหลาดใจ

     

    หญิงสาวเหลียวหลังกลับไปอีกข้าง นางแลเห็นหมาป่าสีเทาขนาดใหญ่ มีความรู้สึกตกใจปะปนออกมาจากแววตาของนาง แต่นางก็ไม่ได้แสดงกิริยาใดๆ ออกมานอกจากนั้น

     

    “เจ้าจงถอยไปก่อน พาหมาป่าตัวนี้ออกไปด้วย” 

     

    หญิงสาวปริศนากระซิบกระซาบบอกวารุตพลางหันกลับไปมองชายผ้าคลุมผู้คนนั้นอีกครั้ง

     

    เสียงทุ้มเข้มดังแทรกขึ้นมา 

     

    “เจ้าคงเป็นคนของเมืองมันตรายาสินะ สังเกตได้จากลายกนกตรงแถบคอเสื้อ ไหนจะผ้าที่ย้อมด้วยสีแดงเลือดหมูซึ่งก็เป็นสีประจำแคว้นนั้นอีก แล้วเด็กคนนี้ก็คงเดาได้ไม่ยาก ว่าเขาคงเป็นคนของแคว้นมันตรายาเช่นเดียวกัน”

     

    แม้ชายผ้าคลุมจะเอ่ยถามอะไรมาหญิงสาวก็ไม่มีทีท่าว่าจะโต้ตอบ นางจ้องมองชายที่อยู่เบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง แต่ทว่า! กลับมีสิ่งที่เหนือกว่าความคิดของนางปรากฏขึ้น

     

    จู่ ๆ ก็มีพญาอีกาขนาดใหญ่ตัวหนึ่งบินโผมาพร้อมกับเสียงร้องดังลั่น กา! กา! กา! มันกระพือปีกบินร่อนถลาลงมา จะงอยเท้าแล่นฉิวมาถึงระยะเงื้อมมือของชายผ้าคลุม เขาคว้าหมับ! ทั้งตัวเขาและพญาอีกาล่องลอยขึ้นตามกันไป โดยมีแววตาสองคู่ที่ยืนมองอย่างอึ้งตะลึงงัน

     

    “ครั้งนี้ข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปก่อน ถ้าหากเจ้ายังทำตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตาน ข้าคนนี้นี่แหละที่จะตามไปฆ่าเจ้า” 

     

    ชายผ้าคลุมเอ่ยพลางแผ่รังสีอำมหิตเพ่งใส่วารุตอย่างไม่ปิดบัง ต่อมาพญาอีกาตัวใหญ่ก็ตวัดปีกบินผ่าร่างของเขาทะยานขึ้นท้องฟ้าและหายลับจากสายตาไปในท้ายที่สุด

     

    หญิงสาวปริศนากลับตัวมาหาวารุตหลังจากเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้าคลี่ลงแล้ว 

     

    เพียงแต่วารุตนั้นไม่เห็นจะเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย ไหนจะเรื่องของชายผ้าคลุม ไหนจะผู้หญิงคนนี้ที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้

     

    “ท่านเป็นใครอย่างงั้นหรือ ขอรับ” 

     

    วารุตตัดสินใจเอ่ยถาม ทั้ง ๆ ที่รู้สึกคุ้นตากับการแต่งกายของหญิงสาวปริศนาคนนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นนางเป็นคนของเมืองมันตรายาแน่ ๆ

     

    “ข้าชื่อวิภา ถูกตาแก่ขอร้อง ให้มาพาเจ้าเดินทางกลับแคว้น” 

     

    หญิงสาวเอ่ยเสียงแข็ง 

     

    วารุตได้คำตอบแทนที่เขาจะรู้ความ เขากลับรู้สึกมึนงงมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ยังไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากเขาก็ถูกหญิงสาวตวาดใส่อย่างไม่ยั้ง

     

    “นี่เจ้าอายุเท่าไหร่ เหตุไฉนถึงมาเที่ยวเล่นไกลขนาดนี้ รู้ไหมว่าที่นี่มันอันตรายแค่ไหน แล้วพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร ที่ลูกชายของตัวเองไม่กลับเข้าบ้านมานานกว่าสิบกว่าวันแล้ว เจ้าเด็กบ้า!”

     

    วารุตหูผึ่ง

     

    ทว่าเพียงครู่เดียวความโกรธเกรี้ยวของวิภาก็จางหายไป เมื่อนางเหลือบไปเห็นหมาป่าสีเทาที่อยู่ห่างจากนางออกไปไม่ไกลนัก มันกำลังแยกเขี้ยว แถมยังส่งเสียงข่มขู่ที่สามารถได้ยินได้อย่างชัดเจน มันแผดเสียงดังขึ้นเมื่อวิภาทำท่าจะเดินเข้าไปใกล้

     

    “เจ้าขวาน เขาเป็นคนเมืองเดียวกันกับเรา” 

     

    วารุตปรี่เข้าไปหามันเชิงอธิบาย ใช้ฝ่ามือลูบไล้แผ่นหลังของมันไปมาหวังให้มันสงบลง แต่เจ้าหมาป่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดความเกรี้ยวกราดลงเลยแม้แต่น้อย

     

    “เจ้าหาพวกมันเจอได้อย่างไร สัตว์ซาตานไม่มีใครค้นพบพวกมันมาแล้วกว่าสามสิบปี ช่างน่าเหลือเชื่อ นี่มันอะไรกัน”

     

    แววตาของวิภาเปล่งประกาย แม้อยากจะเข้าไปสัมผัสสักครั้ง แต่มันคงไม่ยอมให้นางทำอย่างนั้นง่ายๆ วิภาจึงระงับความอยากของตัวเองเก็บเอาไว้ก่อนและหันกลับมาตั้งใจทำหน้าที่ของตนต่อ

     

    “เอาล่ะ ตาแก่ให้ข้ามาพาเจ้าเดินทางกลับ พวกเราจะเดินทางกลับเมืองมันตรายากันเดี๋ยวนี้เลย  --  โดยมีหลักการง่ายๆ ก็คือ เจ้าจะต้องวิ่งตามข้าให้ทัน ถ้าไม่เช่นนั้นเจ้าอาจจะถูกข้าทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่ง”

     

    “-- ข้าหิวข้าวขอรับ” 

     

    วารุตเอ่ยแทรกขึ้น  ตาของวิภาแทบจะถลนออกจากเบ้า ขณะที่นางกำลังนัดแนะแผนการอยู่

     

    “ข้าไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เมื่อวาน เพราะข้าพลัดตกลงไปในลำธาร ชุดทั้งชุดเปียกโชก จนมันแห้งเองไปแล้วขอรับ” 

     

    วารุตอธิบายอย่างหมดอาลัยตายอยาก เขาคงจะรู้สึกหิวจริงๆ สัมผัสจากเสียงท้องร้องที่ดังก้องกังวานออกมา

     

    วิภาไม่มีทางเลือกนางเฉือนกระต่ายป่าและก่อกองไฟย่างพวกมันให้ทั้งตัวเองและวารุตได้กิน แถมยังเดินหาสมุนไพรในพื้นป่าละแวกนั้นมาชโลมบาดแผลตามร่างกายให้กับวารุตอีกด้วย 

     

    วารุตรู้สึกหนังท้องตึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เนื้อกระต่ายป่าก็อร่อยใช่เล่นในความคิดของเขา และเมื่อท้องวารุตอิ่มทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าจะพร้อมแล้วสำหรับการออกเดินทาง

     

    ขณะที่เขากำลังยืนรอคำสั่งเพิ่มเติมจากวิภา จู่ ๆ นางก็ส่งเสียงแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นออกมา ทำเอาคนที่ได้ยินอย่างวารุตมีสีหน้างงงวยเป็นที่สุด

    คล้ายกับเรื่องมหาศึกสัตว์ซาตาน โกลาหลปฐพี ที่คุณอ่าน