พอสิ้นสุดเสียงอันอาจหาญของวารุตทุกอย่างก็หยุดนิ่งไปชั่วขณะ มีสายลมพัดผ่านแผ่วเบา กระทบชายผ้าคลุมพลิ้วไหวดบกสะบัด
“ฟังดูเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นดี ข้าก็ไม่ได้จงเกลียดจงชังเด็กจอมอวดดีอย่างเจ้านักหรอกนะ ไม่สิ ออกจะชอบเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็เถอะ เจ้าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตาน เรื่องนี้ข้าเป็นผู้ตัดสินเอง ตายซะ!”
เสียงตะเบ็งดังลั่นลอยเข้ามากระทบหู ฉับพลันทันใดมีดสั้นปลายแหลมก็ถูกเขวี้ยงออกมาพุ่งตรงดุจดั่งดอกธนู ด้วยความเร็วที่สายตาไม่อาจจะมองตามได้ทัน หมายจะปลิดชีพเด็กหนุ่มตามความประสงค์ ขณะที่วารุตไม่ทันแม้แต่จะขยับร่าง
เพล้ง!
วารุตสะดุ้งเฮือก ดวงตาเบิกโพลง
ปรากฏเห็นร่างของหญิงสาวปริศนาโผล่มายืนอยู่เบื้องหน้า ผมยาวมัดรวบของนางโบกพลิ้วฉวัดเฉวียนไปมา คงเป็นเพราะนางเคลื่อนที่ทะยานมาด้วยความเร็ว
ชายผ้าคลุมผู้ที่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแจ่มชัด สายตาของเขาจ้องมองไปยังหญิงสาวอย่างไม่กะพริบตา เขาใช้เวลาพินิจพิจารณาเพียงไม่นานนัก
“คนของเมืองมันตรายางั้นหรือ”
เขาเอ่ยถามอีกฝ่ายหวังว่าจะได้คำตอบ
แต่หญิงสาวปริศนากลับยืนแน่นิ่งไม่พูดอะไร นางชำเลืองหันกลับมามองเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างหลังด้วยหางตา
“เจ้าคือวารุตใช่ไหม”
นางถาม
“ใช่ ขอรับ”
วารุตตอบตะกุกตะกักสีหน้าสีตาประหลาดใจ
หญิงสาวเหลียวหลังกลับไปอีกข้าง นางแลเห็นหมาป่าสีเทาขนาดใหญ่ มีความรู้สึกตกใจปะปนออกมาจากแววตาของนาง แต่นางก็ไม่ได้แสดงกิริยาใดๆ ออกมานอกจากนั้น
“เจ้าจงถอยไปก่อน พาหมาป่าตัวนี้ออกไปด้วย”
หญิงสาวปริศนากระซิบกระซาบบอกวารุตพลางหันกลับไปมองชายผ้าคลุมผู้คนนั้นอีกครั้ง
เสียงทุ้มเข้มดังแทรกขึ้นมา
“เจ้าคงเป็นคนของเมืองมันตรายาสินะ สังเกตได้จากลายกนกตรงแถบคอเสื้อ ไหนจะผ้าที่ย้อมด้วยสีแดงเลือดหมูซึ่งก็เป็นสีประจำแคว้นนั้นอีก แล้วเด็กคนนี้ก็คงเดาได้ไม่ยาก ว่าเขาคงเป็นคนของแคว้นมันตรายาเช่นเดียวกัน”
แม้ชายผ้าคลุมจะเอ่ยถามอะไรมาหญิงสาวก็ไม่มีทีท่าว่าจะโต้ตอบ นางจ้องมองชายที่อยู่เบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง แต่ทว่า! กลับมีสิ่งที่เหนือกว่าความคิดของนางปรากฏขึ้น
จู่ ๆ ก็มีพญาอีกาขนาดใหญ่ตัวหนึ่งบินโผมาพร้อมกับเสียงร้องดังลั่น กา! กา! กา! มันกระพือปีกบินร่อนถลาลงมา จะงอยเท้าแล่นฉิวมาถึงระยะเงื้อมมือของชายผ้าคลุม เขาคว้าหมับ! ทั้งตัวเขาและพญาอีกาล่องลอยขึ้นตามกันไป โดยมีแววตาสองคู่ที่ยืนมองอย่างอึ้งตะลึงงัน
“ครั้งนี้ข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปก่อน ถ้าหากเจ้ายังทำตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตาน ข้าคนนี้นี่แหละที่จะตามไปฆ่าเจ้า”
ชายผ้าคลุมเอ่ยพลางแผ่รังสีอำมหิตเพ่งใส่วารุตอย่างไม่ปิดบัง ต่อมาพญาอีกาตัวใหญ่ก็ตวัดปีกบินผ่าร่างของเขาทะยานขึ้นท้องฟ้าและหายลับจากสายตาไปในท้ายที่สุด
หญิงสาวปริศนากลับตัวมาหาวารุตหลังจากเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้าคลี่ลงแล้ว
เพียงแต่วารุตนั้นไม่เห็นจะเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย ไหนจะเรื่องของชายผ้าคลุม ไหนจะผู้หญิงคนนี้ที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้
“ท่านเป็นใครอย่างงั้นหรือ ขอรับ”
วารุตตัดสินใจเอ่ยถาม ทั้ง ๆ ที่รู้สึกคุ้นตากับการแต่งกายของหญิงสาวปริศนาคนนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นนางเป็นคนของเมืองมันตรายาแน่ ๆ
“ข้าชื่อวิภา ถูกตาแก่ขอร้อง ให้มาพาเจ้าเดินทางกลับแคว้น”
หญิงสาวเอ่ยเสียงแข็ง
วารุตได้คำตอบแทนที่เขาจะรู้ความ เขากลับรู้สึกมึนงงมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ยังไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากเขาก็ถูกหญิงสาวตวาดใส่อย่างไม่ยั้ง
“นี่เจ้าอายุเท่าไหร่ เหตุไฉนถึงมาเที่ยวเล่นไกลขนาดนี้ รู้ไหมว่าที่นี่มันอันตรายแค่ไหน แล้วพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร ที่ลูกชายของตัวเองไม่กลับเข้าบ้านมานานกว่าสิบกว่าวันแล้ว เจ้าเด็กบ้า!”
วารุตหูผึ่ง
ทว่าเพียงครู่เดียวความโกรธเกรี้ยวของวิภาก็จางหายไป เมื่อนางเหลือบไปเห็นหมาป่าสีเทาที่อยู่ห่างจากนางออกไปไม่ไกลนัก มันกำลังแยกเขี้ยว แถมยังส่งเสียงข่มขู่ที่สามารถได้ยินได้อย่างชัดเจน มันแผดเสียงดังขึ้นเมื่อวิภาทำท่าจะเดินเข้าไปใกล้
“เจ้าขวาน เขาเป็นคนเมืองเดียวกันกับเรา”
วารุตปรี่เข้าไปหามันเชิงอธิบาย ใช้ฝ่ามือลูบไล้แผ่นหลังของมันไปมาหวังให้มันสงบลง แต่เจ้าหมาป่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดความเกรี้ยวกราดลงเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าหาพวกมันเจอได้อย่างไร สัตว์ซาตานไม่มีใครค้นพบพวกมันมาแล้วกว่าสามสิบปี ช่างน่าเหลือเชื่อ นี่มันอะไรกัน”
แววตาของวิภาเปล่งประกาย แม้อยากจะเข้าไปสัมผัสสักครั้ง แต่มันคงไม่ยอมให้นางทำอย่างนั้นง่ายๆ วิภาจึงระงับความอยากของตัวเองเก็บเอาไว้ก่อนและหันกลับมาตั้งใจทำหน้าที่ของตนต่อ
“เอาล่ะ ตาแก่ให้ข้ามาพาเจ้าเดินทางกลับ พวกเราจะเดินทางกลับเมืองมันตรายากันเดี๋ยวนี้เลย -- โดยมีหลักการง่ายๆ ก็คือ เจ้าจะต้องวิ่งตามข้าให้ทัน ถ้าไม่เช่นนั้นเจ้าอาจจะถูกข้าทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่ง”
“-- ข้าหิวข้าวขอรับ”
วารุตเอ่ยแทรกขึ้น ตาของวิภาแทบจะถลนออกจากเบ้า ขณะที่นางกำลังนัดแนะแผนการอยู่
“ข้าไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เมื่อวาน เพราะข้าพลัดตกลงไปในลำธาร ชุดทั้งชุดเปียกโชก จนมันแห้งเองไปแล้วขอรับ”
วารุตอธิบายอย่างหมดอาลัยตายอยาก เขาคงจะรู้สึกหิวจริงๆ สัมผัสจากเสียงท้องร้องที่ดังก้องกังวานออกมา
วิภาไม่มีทางเลือกนางเฉือนกระต่ายป่าและก่อกองไฟย่างพวกมันให้ทั้งตัวเองและวารุตได้กิน แถมยังเดินหาสมุนไพรในพื้นป่าละแวกนั้นมาชโลมบาดแผลตามร่างกายให้กับวารุตอีกด้วย
วารุตรู้สึกหนังท้องตึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เนื้อกระต่ายป่าก็อร่อยใช่เล่นในความคิดของเขา และเมื่อท้องวารุตอิ่มทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าจะพร้อมแล้วสำหรับการออกเดินทาง
ขณะที่เขากำลังยืนรอคำสั่งเพิ่มเติมจากวิภา จู่ ๆ นางก็ส่งเสียงแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นออกมา ทำเอาคนที่ได้ยินอย่างวารุตมีสีหน้างงงวยเป็นที่สุด