ความจริงแม้เจ็บปวด แต่ไม่อาจหลีกหนี
ฝูอวี้ฉยงไหนเลยเป็นสตรีอ่อนแอคร่ำครวญมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเพียงครู่เดียวน้ำตาของนางก็หยุดไหล ร่างที่ทรุดลงโดยมีอีกฝ่ายประคองก็ลุกขึ้นยืน
“ข้าเสียกิริยาไปสักหน่อย ขอท่านอย่าถือสา”นางยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา กล่าวขออภัยด้วยสุ้มเสียงราบเรียบแตกต่างจากเมื่อครู่ราวคนละคนเอ้าเฟิงถึงกับเงยหน้าขึ้นมองพลางลุกขึ้นยืน เขาพบว่าหญิงสาวผู้นี้สามารถตัดอารมณ์อ่อนไหวได้เด็ดขาดฉับไว แม้ใบหน้าจะยังมีคราบน้ำตาหลงเหลือ แต่ดวงตาของนางกลับไร้ประกายอ่อนแอเช่นก่อนหน้า
“เจ้า...”
“ข้ามิเป็นอันใดเพียงคิดถึงเรื่องเก่าก็เท่านั้นเอง” หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อยไม่คิดรื้อฟื้นสิ่งใดขึ้นมาอีกนับแต่นี้เรื่องราวระหว่างนางกับเหอวั่ง จะถูกเก็บฝังไว้ในความทรงจำชั่วชีวิต
“เจ้า”เอ้าเฟิงหมายพูดบางอย่างออกมาแต่กลับถูกเสียงแสบหูดึงดูดความสนใจเสียก่อน
วี้ด !!!
ร่างสูงใหญ่หันกายไปยังต้นเสียงก็พบว่ามันดังมาจากด้านบนเจดีย์เซียนส่วนที่เขากับหญิงสาวยืนอยู่คือถ้ำใต้ดินเบื้องล่าง ส่วนเจดีย์เซียนหลังใหญ่สร้างครอบถ้ำแห่งนี้ขึ้นไปเป็นระเบียงวนสิบชั้นขนาดที่ตรงกลางเจดีย์กลับมีลักษณะกลวง สามารถมองเห็นได้ถึงยอดหลังคาที่สูงขึ้นไปเกือบร้อยจั้ง
วี้ด !!!
เสียงหวีดร้องแสบหูดังขึ้นอีกครั้งและยามนี้เอ้าเฟิงก็เห็นว่าเหนือขึ้นไปตรงระเบียงวนชั้นที่ห้า มีกลุ่มศิษย์ที่เข้าทดสอบเลื่อนขั้นกำลังไล่ล่าสมบัติเวทชิ้นหนึ่งโดยใช้นกหวีดกระดูกมังกรติดตามกลิ่นอายอีกพวกก็ใช้ปราณของตนส่งเข้าไปหมายกระชากจานหยกมาครอบครอง
“โง่เง่า” หญิงสาวถึงกับสบถทันทีที่เห็นว่าสิ่งที่พวกคนมากกว่าครึ่งร้อยกำลังไล่ตามอยู่ตอนนี้ คือสิ่งที่นางกำลังตามหา
“มีสิ่งใดหรือ ?” เอ้าเฟิงจับสังเกตได้จากน้ำเสียงของอีกคนเขาจึงหันไปมองหน้าของนางแล้วถามขึ้น เพราะจากที่เขาเห็นจานหยกที่กำลังลอยหนีควรเป็นสมบัติเวทระดับสูงชิ้นหนึ่งมิเช่นนั้นมันจะสามารถหลบหนีด้วยตัวมันเองได้อย่างไร
“ท่านเห็นว่ามันกำลังหนีพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องสำนักท่านสินะ”ดวงตากลมเงยขึ้นมองคนข้างกาย พลางถามขึ้นอย่างหยั่งเชิง
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“ผิดแล้ว !! ก่อนหน้าที่ข้าจะมาปรากฏตัวที่นี่ ข้าติดตามมันมาจากค่ายโจรหมาป่าใกล้เชิงเขาวาตะตะวันตกท่านคิดว่าจานหยกที่มีความสามารถสร้างช่องว่างแห่งมิติ หลบหนีมาที่นี่ได้ในชั่วพริบตาจำเป็นต้องหวาดกลัวต่อลูกวัวแรกคลอดระดับปฐพีฝูงนั้นด้วยหรือ”
“เชิงเขาวาตะตะวันตกอยู่ห่างจากสำนักบัณฑิตมังกรถึงสองพันลี้นี่เจ้าจะบอกว่ามันสามารถข้ามระยะทางได้ไกลถึงเพียงนี้เลยหรือ” ชายหนุ่มไหนเลยไม่ตกใจยิ่งสุ้มเสียงของผู้พูดไม่มีแววล้อเล่นหลอกลวง เขาไม่อยากเชื่อก็ต้องยอมเชื่อไปก่อน
“สองพันลี้เชียวรึ ?” ฝูอวี้ฉยงถึงกับเบิกตากว้างมองคนข้างตัวนี่มันมีความสามารถขนาดนี้เชียวหรือ แค่กลุ่มพลังอสูรเพียงเท่านี้ กลับมาปรากฏในพื้นที่ที่ห่างกันถึงสองพันลี้ได้บอกตามตรงนางเริ่มเกิดความกลัวขึ้นมาแล้วจริง ๆว่าบางทีว่าจอมอสูรหลัวช่าอาจเป็นดาวพิฆาตของนางก็เป็นได้
เพียงพลังงานกลุ่มเดียวนางยังต้องไล่ล่าตามติดถึงเพียงนี้มิรู้ว่านายใหญ่ของมันจะสร้างความสั่นประสาทระดับใดหากต้องพบเจอเข้าจริง ๆ
กรี๊ด อ๊ากกกก
เสียงกรีดร้องของศิษย์หญิง ศิษย์ชายดังขึ้นอย่างเจ็บปวดมันเต็มไปด้วยความทรมานที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดเอ้าเฟิงรีบหันกลับไปมองก็พบว่าศิษย์หลายคน ถูกพลังปราณสีดำจากจานหยกวิเศษโจมตีเข้าใส่แต่ที่ทำให้พวกเขากรีดร้องกลับไม่ใช่เพราะเจ็บปวดจากปราณประหลาดหากเป็นการจู่โจมต่อสู้กันเองระหว่างพวกศิษย์สำนักเดียวกันต่างหาก
ว้ายยย ศิษย์หญิงหลายคนถึงกับร้องกรี๊ดพยายามถอยหนีอย่างหวาดกลัว ยามนี้พวกเขาไม่สนใจจานหยกล้ำค่าใบนั้นแล้วที่ต้องทำคือหนีออกจากสถานการณ์พลิกผันที่เกิดขึ้น
ยังดีที่คนด้านหลังๆ เห็นว่าเรื่องราวชักบานปลายใหญ่โต จึงหยิบป้ายทดสอบกระตุ้นปราณของตนใส่เข้าไปแล้วแจ้งเหตุร้ายแก่ผู้ควบคุมที่อยู่ด้านนอกเจดีย์เซียน
“นี่มันเรื่องอะไรกัน” เอ้าเฟิงที่มองดูสถานการณ์พึมพำอย่างไม่อาจเข้าใจเรื่องราวแม้เขากับคนพวกนั้นจะเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน แต่ในสำนักระดับสามดาวเขาเข้าสำนักช้ากว่ารุ่นเดียวกันหากใช้ความสามารถไต่เต้ามาจนกลายเป็นศิษย์กลางในเวลาไม่กี่ปี ย่อมทำให้ผู้อื่นอิจฉาริษยา
แม้กระทั่งแผนอุบาวท์คิดวางยาปลุกกำหนัดหวังให้เขาเสพสมกับเดรัจฉานคนพวกนั้นก็กล้าใช้ออกอย่างไม่ละอายใจ คนเหล่านี้ในสายตาของเอ้าเฟิงจึงเป็นเพียงศิษย์ร่วมรุ่นเป็นเพียงคนรู้จักอย่างผิวเผิน ไม่จำเป็นต้องออกแรงช่วยเหลือ สหายจริง ๆ ของเขามีเพียงสามสี่คนซึ่งล้วนไม่ผ่านรอบคัดเลือกในครั้งนี้ เขาจึงทำหน้าที่เพียงเฝ้าสังเกตการณ์มิออกแรงยุ่งเกี่ยว
เปรื่อง เปรื่อง !!!
ด้านบนสุดของเจดีย์เกิดเสียงสั่นของพลังปราณระดับสูงยอดเจดีย์ที่เปิดออกทำให้แสงตะวันสาดส่องลงมาจนเกิดแสงขาวเจิดจ้า เมื่อมันปิดลงก็มีร่างของสามอาวุโสผู้ควบคุมการแข่งขันครั้งนี้ก้าวลงมาจากอากาศเบื้องบน
ทั้งสามล้วนเป็นชายชราเคราขาวอายุแต่ละคนคงไม่ต่ำกว่า ๗๐ ปี ซึ่งปราณพลังที่แสดงออกมาฝูอวี้ฉยงสามารถระบุได้ทันทีว่าทั้งสามเป็นผู้ฝึกตนระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์
ชายชุดเขียวที่ยืนอยู่ตรงกลางมีระดับสูงสุดในกลุ่มคือขั้น ๓ ส่วนชายชุดขาวขนาบซ้ายขวาล้วนเป็นขั้น ๑ เฉกเช่นเดียวกัน
อาวุโสชุดขาวคนซ้ายขยับร่างวูบลงไปจนหยุดที่ด้านนอกระเบียงวนชั้นห้ามือขวาขยับเล็กน้อยขลุ่ยหยกยาวสองฉื่อก็อยู่ในมือแล้ว ท่านผู้เฒ่ายกขลุ่ยยกขึ้นตั้งท่ามาตรฐานสองมือเคลื่อนไหวร่ายพรมแล้วถ่ายทอดพลังปราณจากลมหายใจเข้าไปในเลาขลุ่ย เกิดเป็นทำนองสงบจิตหนึ่งในลำนำแห่งฝ่ายดนตรีกาลของสำนักบัณฑิตมังกรแห่งนี้
แม้นท่วงทำนองที่ปลดปล่อยพลังปราณสงบจิตออกมาจะมีอานุภาพสูงส่งแต่กลับไม่สามารถบรรเทาจิตอันฟุ้งซ่านของเหล่าศิษย์ที่ยกอาวุธฆ่าฟันกันเองได้เลยอาวุโสชุดขาวจึงต้องรามือเพราะรู้ว่าไม่อาจยับยั้งภัยร้ายได้เพียงลำพัง
“เกรงว่าคงต้องทำลายจานหยกวิเศษนั้นลง”อาวุโสขั้น ๓ กล่าวขึ้นด้วยท่าทีสงบ ดวงตาของผู้สูงวัยฉายความเสียดายเล็กน้อยแต่ดูจากเหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้า เกรงว่าหากปล่อยให้นานเข้า ศิษย์ทุกคนที่เข้าร่วมทดสอบครั้งนี้คงสิ้นชื่อลงเสียก่อน
“ศิษย์ทุกคนรับคำสั่งการทดสอบครั้งนี้ยกเลิกลงก่อน พวกเจ้าที่เหลือหักป้ายทดสอบแล้วออกไปจากเจดีย์เซียนให้เร็วที่สุด” ผู้เฒ่าขั้น๓ เอ่ยวาจาหนักแน่นกังวานไปทั้งเจดีย์หลังใหญ่เหล่าศิษย์ที่อยู่ชั้นห้าเห็นเหตุการณ์มาตลอด บางคนก็หักป้ายทดสอบหนีออกไปด้านนอกแต่แรกแล้ว
ยังเหลือแค่บางคนที่ยังลังเลแต่เมื่อได้รับคำสั่งไหนเลยจะกล้าขัด ไม่ช้าศิษย์ทั้งหมดก็ถูกส่งออกไปด้านนอกเจดีย์ทดสอบเหลือเพียงไม่กี่สิบคนที่ถูกครอบงำและยังฟาดอาวุธใส่กัน แม้ร่างจะมีบาดแผลฉกรรจ์เต็มไปด้วยโลหิตจนไม่น่าเหลือชีวิตรอดแต่ร่างกายกลับเคลื่อนไหวได้ราวไม่เจ็บปวด
ฝูอวี้ฉยงที่เป็นผู้สังเกตการณ์...นึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่พบเสี่ยวปา รวมถึงเรื่องราวก่อนที่พวกเสี่ยวปาจะข้ามประตูหลุนเหมินมาไหนจะเหตุฆ่าฟันกันเองของคน ๔ เผ่าที่ข้ามกาลมิติมาเมื่อพันปีก่อน รวมครั้งนี้ก็เป็น๔ ครั้งแล้วที่เหตุการณ์เดิม ๆ เกิดขึ้นซ้ำ
มันเป็นรูปแบบที่เกิดวนซ้ำคล้ายว่าเป็นความจงใจที่ไร้เหตุผลแต่ในฐานะผู้เฝ้ามอง ฝูอวี้ฉยงเริ่มจับสังเกตจุดร่วมบางอย่างได้จากเหตุการณ์ทั้งหมดหรือวิธีการนี้จะเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้ปราณอสูรหลัวช่าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมก่อนหน้าเพราะนางทำลายอาคารสามชั้นในค่ายโจรจึงทำให้มันไร้ที่สถิต
ซึ่งก่อนที่นางจะปรากฏตัวกลางค่ายโจรพลังชั่วร้ายกลุ่มนี้ถูกใช้พลังไปมากมาย ทั้งการสร้างค่ายกลลวงตา กำแพงทมิฬหรือจะพายุสูงเสียดฟ้า ล้วนแต่ทำให้มันสูญเสียพลังไปมาก เมื่อหลบหนีข้ามมาที่นี่เจ้าปราณอสูรจึงต้องรีบเพิ่มพลังให้ตัวมันเองก่อนที่นางจะติดตามจนเจอ
“พวกเราโจมตีพร้อมกัน” อาวุโสชุดเขียวขั้น๓ เป็นผู้สั่งการ สามร่างพุ่งฝ่าอากาศ ในมือปรากฏอาวุธประจำตัวแตกต่างกัน คนชุดเขียวมีพู่กันเหล็กด้ามใหญ่ที่แผ่ไอวิเศษสีเหลืองหนาแน่นปล่อยสนามพลังระดับหวงล้อมกรอบ
ส่วนชายชุดขาวใช้ขลุ่ยเลาเดิมที่ใช้บรรเลงทำนองสงบจิตก่อนหน้าและชายชราอีกคนถือป้ายงาช้างเฉาฮู่เป็นอาวุธ สามร่างแยกย้ายออกกระบวนท่าตามอาวุธที่ใช้อาวุโสพู่กันเหล็กใช้อักษรปราณที่ลากขึ้นด้วยปลายพู่กันวิเศษ เกิดเป็นอักษรสีเหลืองตัวใหญ่พุ่งซัดเข้าหาจานหยกที่ยังคงไม่ใส่ใจพวกเขาและทำเพียงดูดซับปราณจากการสู้รบของเหล่าศิษย์ที่ชั้นห้า
การจู่โจมแม้รุนแรงหนักหน่วง แต่กลับรู้สึกไม่ต่างจากโยนก้อนกรวดถมมหาสมุทรไม่ว่าพยายามโยนสักเท่าไหร่มหาสมุทรก็ไม่มีวันเหือดแห้ง
ด้านอาวุโสป้ายงาช้างตวัดฝ่ามือข้างซ้ายผ่านแผ่นป้ายยาวที่ตนถือเกิดเป็นปราณคมกริบคล้ายปราณดาบโจมตีเข้าใส่ แต่เนื่องจากระยะห่างมีค่อนข้างมากอาวุโสผู้นั้นจึงโถมกายลงเข้าไปจนใกล้ เมื่อระยะห่างลดลง
อาวุโสเฒ่าก็ถูกปราณจากจานหยกซัดเข้าใส่จนป้ายงาช้างถึงกับหลุดร่วงลงไปเบื้องล่างขณะที่ร่างในชุดขาวก็ถูกซัดจนลอยคว้างไปกระแทกราวระเบียงฝั่งตรงข้ามกันซึ่งห่างออกไปถึงเกือบ ๒๐ จั้ง บาดเจ็บหนักถึงกับกระอักโลหิตออกมาราวสายฝน
อาวุโสขั้น ๓ รีบส่งปราณของตนเข้าไปดึงร่างคนเจ็บไว้พลางหันไปพูดกับอาวุโสขลุ่ยหยกเสียงเครียด
“จานหยกประหลาดนี้ร้ายกาจนักเห็นทีต้องออกไปตั้งหลักกันใหม่ก่อน”
“พวกเขาเล่า ?”อาวุโสอีกท่านเอ่ยถามอย่างหนักใจ มิรู้ว่าควรทำอย่างไรดี เพราะพวกศิษย์ที่เหลืออยู่ยังคงฆ่าฟันกันไม่หยุดหย่อน
“ไม่มีประโยชน์ ข้าไม่อาจจับสัมผัสลมหายใจพวกเขาได้แม้แต่คนเดียว”
“เหตุใดพวกเขาจึงเคลื่อนไหวได้” ชายชราเจ้าของขลุ่ยหยกถามอย่างสงสัยดวงตาของเขาไม่ยักเชื่อคำของผู้มีฐานะสูงสุดแต่เมื่อใช้ปราณของตนตรวจสอบดูก็เป็นจริงดังที่อีกฝ่ายว่า
“พลังชั่วร้ายเกินกว่าพวกเราจะรับมือได้รีบออกไปก่อนเถอะ เห็นทีต้องเปิดค่ายกลกักเซียนไว้ก่อน เพื่อปิดทางเข้าออกเจดีย์เซียนไว้ชั่วคราวจนกว่าจะหาวิธีกำจัดพลังนี้ได้”
“ขอรับ” อีกคนได้แต่รับคำเพราะเขาเองก็ไม่มีวิธีจัดการกับจานหยกปีศาจใบนั้น หลังจากนั้นไม่นาน สามร่างจึงลับหายไปทางด้านบนยอดเจดีย์สองคนด้านล่างสุดจึงเผยตัวออกมา แต่เพียงเสี้ยวลมหายใจที่ฝูอวี้ฉยงปรากฏตัวจานหยกที่รับรู้การมาเยือนของอีกฝ่าย ไม่สนใจที่จะดูดซับปราณชั่วร้ายต่อ มันรีบหนีขึ้นไปบนชั้นที่สูงขึ้นไปราวกับหนูหวาดกลัวแมว
“คิดหนีรึ ?”ทันใดร่างของหญิงสาวก็ขยับวูบขึ้นสู่กลางอากาศ ตรงดิ่งสู่ด้านบนสุดของเจดีย์ ชั่วพริบตานั้นฝ่ามือสองข้างของนางได้ปล่อยปราณยะเยือกไว้ทุกชั้นด้านล่างรอเพียงกระตุ้นออกใช้งาน
การเคลื่อนไหวในคราเดียวถึงยอดบนสุด ทำให้ชายหนุ่มที่ยืนคู่กับนางเมื่อครู่ถึงกับตกใจเอ้าเฟิงเป็นชนชั้นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ อีกครึ่งก้าวก็เข้าสู่ระดับนภาแต่เขากลับไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำได้เช่นหญิงสาวร่างบอบบางผู้นั้นอีกอย่างก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งสองถูกรั้งรวมกันไว้ด้วยเชือกล่องหน แต่เหตุใดยามนี้นางจึงสามารถกระโดดห่างออกไปเกือบร้อยจั้งได้เล่า
ความสามารถและปริศนาของสตรีผู้นี้ดูจะมากเกินกว่าที่เขาจะทำใจสงบหยุดยืนรออยู่กับที่ได้
ด้วยแม้แต่ระดับนภาก็ไม่สามารถทะยานตัวสู่อากาศในระยะร้อยจั้งได้ในคราเดียวเช่นนางมีเพียงระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่สามารถทำเช่นนี้ได้ชายหนุ่มแม้ตกใจแต่ก็รีบเคลื่อนไหวติดตามขึ้นไปด้านบนโดยต้องแวะพักแตะฝ่าเท้าที่ราวระเบียงทุกสามชั้น เมื่อเขามาหยุดที่ราวระเบียงชั้นสิบก็เห็นว่านางกำลังไล่ล่าเจ้าจานหยกประหลาดอย่างไม่ลดละ
จานหยกที่คิดหนีออกจากเจดีย์แต่กลับไม่อาจทลายยอดเจดีย์ออกไปด้านนอกได้ ทั้งนี้ก็เพราะเหล่าอาวุโสได้เปิดค่ายกลกักเซียนผนึกเจดีย์หลังนี้เอาไว้แล้ว ทำให้คนในไม่อาจออก คนนอกไม่อาจเข้า ต่อให้มันเจ้าเล่ห์เพียงใดแต่มันยามนี้สูญเสียพลังไปมากไม่อาจสร้างช่องว่างแห่งมิติได้เป็นครั้งที่สองในเวลาติดต่อกัน
ทางเดียวที่ทำได้คือต้องหนีและซ่อนตัวให้มิดชิดที่สุดจานหยกจึงรีบพุ่งย้อนกลับไปเบื้องล่าง
หากฝูอวี้ฉยงเตรียมการณ์ไว้ก่อนแล้วเมื่อมันเลื่อนลงเบื้องล่างปราณยะเยือกที่นางวางไว้แต่แรกก็ถูกกระตุ้นขึ้นอากาศถูกความเย็นแช่แข็งจนจับตัวเป็นชั้นน้ำแข็ง ครอบคลุมพื้นที่ว่างกลางเจดีย์ชั้นด้านล่างๆ ทั้งหมดไว้ เมื่อมันถูกกระตุ้นอย่างสมบูรณ์ก็เกิดเป็นชั้นน้ำแข็งหนาและแข็งแรงยิ่งกว่ากำแพงเหล็ก
จานหยกพยายามพุ่งชนแต่ไม่อาจทำลายปราณน้ำแข็งที่หญิงสาวสร้างขึ้นได้มันจึงคิดปล่อยปราณอสูรออกมาต่อกรแต่ฝูอวี้ฉยงกลับส่งกระบี่เหล็กเย็นพุ่งตรงเข้าไปด้านล่าง ระหว่างเดินทางก็มีไอปราณน้ำแข็งพุ่งนำทางไปก่อนแล้ว
“ข้าวางแหฟ้าตาข่ายดินครอบคลุมถึงเพียงนี้อยากรู้นักว่าเจ้าจะหนีไปที่ใดได้อีก” ฝูอวี้ฉยงกล่าวเสียงเฉียบขาด ยามร่างของนางถลาลงมาจุดสูงสุดของเจดีย์มิต่างจากนางเซียนเหยียบย่างเมฆาลงมาพื้นพิภพท่าทางและรัศมีอันน่าเกรงขามของนางทำให้เอ้าเฟิงราวตกอยู่ในห้วงความฝัน
หากชั่วขณะลมหายใจเข้าออกต่อมา อยู่ ๆร่างของหญิงสาวกลับพลาดท่าตกสู่เบื้องล่าง ขณะที่ปราณน้ำแข็งทั้งหมดสลายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อนเป็นเหตุให้เจ้าจานหยกสามารถหลบหนีไปเบื้องล่างอย่างง่ายดาย
เอ้าเฟิงรีบขยับกายลงด้านล่างอย่างรวดเร็วมือหนึ่งกระตุกเชือกที่มือของตนก็พบว่าเชือกนั้นยังคงรั้งนางกับเขาไว้เช่นเดิมด้วยเหตุนี้ร่างของฝูอวี้ฉยงจึงถูกพลังปราณที่ถ่ายทอดผ่านเชือกล่องหนรั้งขึ้นมา
เงาร่างบุรุษสูงใหญ่ลงมารับร่างบางของนางได้ทันท่วงทีมือขวาโอบเอวประคองกอดขณะมือซ้ายแผ่พุ่งพลังเพื่อสร้างกระแสต้านของสายลมไม่ให้ลงสู่ด้านล่างเร็วเกินไป
“เจ้าบาดเจ็บตรงไหนบ้าง”
“ไม่” นางตอบกลับมาด้วยสุ้มเสียงกระด้างอย่างลืมตัว
แต่เพียงครู่ต่อมานางก็เอ่ยขออภัยอย่างสำนึกได้
“คุณชายโปรดอย่าถือสา”
หลังเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายนางหันมองไปอีกทาง นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้นนี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่อยู่ ๆ ปราณของนางก็ถูกสกัดกั้นจนใช้การไม่ได้
หญิงสาวเคยเข้าใจเมื่อครั้งแรกและครั้งที่สองว่าเพราะอยู่ในด่านทัณฑ์พยุหะสังสาร และด่านทดสอบของเทพศัสตราพลังปราณของนางจึงถูกจำกัดไว้ แต่ครั้งนี้ไม่มีด่านทดสอบใดด้วยซ้ำ ขณะที่นางกำลังจะเรียกพัดขน
นกออกมาสยบพลังปราณอสูรหลัวช่านางกลับรู้สึกว่าร่างของตนตกสู่เบื้องล่างอย่างไม่อาจควบคุมปราณในกายมิอาจเรียกใช้
นางไม่มีเวลาเหลือพอแม้แต่จะร่ายยันต์เวทขึ้นเพื่อประคองสถานการณ์หากไม่ใช่เพราะเอ้าเฟิงนางคงตกลงมาบาดเจ็บสาหัส หญิงสาวเห็นเอ้าเฟิงสามารถใช้ปราณช่วยเหลือนางไว้นางจึงรู้ได้ทันทีว่าปราณของตนเองที่ถูกปิดกั้น ไม่ได้เกิดจากพลังภายนอก หากเป็นเพราะพลังจากภายในร่างของนางนั่นเอง
และทุกครั้งล้วนเป็นนางที่กำลังตกอยู่ในความเป็นความตายทั้งสิ้นคล้ายว่าพลังนั้นต้องการกำจัดนางไปทุกครั้งที่มีโอกาส
เป็นตายห่างกันเพียงชุ่นเดียว
เมื่อรู้ว่าภายในกายของนางมีภัยร้ายซ่อนเร้นและอาจเล่นงานตนเองได้ตลอดเวลา มีหรือที่คนเช่นนางจะไม่บังเกิดโทสะแต่ฝูอวี้ฉยงยามนี้ไม่อาจใช้ปราณ แหวนจัดเก็บก็ไม่อาจใช้งานแม้แต่เดินพลังเพื่อตรวจสอบ
ตันเถียนของตนเองเพื่อหาต้นตอภัยร้ายก็ยังทำไม่ได้
“ยามนี้ข้าไม่อาจใช้ปราณออกได้รบกวนท่านสักหนึ่งเรื่อง”
“เจ้าบอกมาเถอะ” เอ้าเฟิงย่อมแปลกใจระดับพลังของนางน่าจะสูงส่งอย่างมาก แต่แล้วอยู่ ๆ นางก็ตกลงมาจากด้านบน ยามได้ยินว่านางไม่อาจใช้ปราณได้เขาจึงยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่
“ท่านช่วยพาข้าติดตามไล่ล่าจานหยกใบนั้นที”
“จานหยกนั้นร้ายกาจนักมิสู้ให้อาวุโสสำนักข้าหาวิธีจัดการไม่ดีกว่าหรือ”ไม่ใช่ว่าเขาดูแคลนความสามารถของสตรีตรงหน้า แต่เมื่อนางยังไม่อยู่ในสถานะที่พร้อมเต็มกำลังเขาเกรงว่าหักหาญมากเกินไปจะเป็นภัยต่อตัวนางเอง
“คุณชายเอ้า จานหยกนั้นคือแหล่งสถิตของปราณอสูรหลัวช่ามันเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรงเกินกว่าที่อาวุโสสำนักท่านจะรับมือได้” หากมียอดคนอยู่ใกล้เคียงนางไม่คิดขัดเขาเลยแต่ยามนี้กว่าจะหายอดคนมากความสามารถมาได้ จานหยกก็คงหลบหนีไปได้ก่อน
“หลัวช่า นี่เจ้า ...” เอ้าเฟิงย่อมไม่คิดว่าจานหยกวิเศษใบหนึ่งจะร้ายกาจเกินกว่าฝีมือเหล่าอาวุโสแต่ทันทีที่ได้เขาได้ยินว่ามันมีปราณอสูรหลัวช่าไหนเลยที่เขาจะไม่รู้ว่ามันมีความร้ายกาจเพียงใด
“ท่านรู้จักปราณหลัวช่าด้วยหรือ”
“อาวุโสในตระกูลของข้าเคยเอ่ยให้ฟัง”
“เช่นนั้นท่านน่าจะรู้ใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดมันจึงต้องถูกกำจัดให้เร็วที่สุด”
“ข้าเข้าใจแล้ว แต่เจ้าน่าจะรู้ว่าข้ามีระดับเพียงปฐพีก้าวย่างลำพังตัวคนเดียวข้ายังติดตามมันไม่ทัน หากอุ้มเจ้าไปด้วยเกรงว่าจะยิ่งช้าเข้าไปใหญ่”เมื่อนางระดับสูงกว่าตน ไหนเลยที่นางจะอ่านระดับของตนไม่ออก ชายหนุ่มกล้าพูดยอมรับตรงไปตรงมามิได้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเปลือกนอก
ด้วยเหตุเบื้องหน้าที่กำลังประสบ เป็นภัยร้ายแรงที่ไม่อาจกำจัดโดยง่ายหากเขามัวแต่ห่วงหน้าตาตนเอง เกรงว่าจะเป็นผลเสียต่องานใหญ่
ฝูอวี้ฉยงได้ยินเช่นนั้นจึงชะงักไปเพราะจริงดังคำที่เขาว่านางหลับตาลงรีบเรียกชิปพลังงานที่เก็บคลังข้อมูลของหนังสือหลิงโจวและผีโจวออกมา โดยค้นหาหนังสือทุกเล่มที่เกี่ยวข้องกับยันต์เวทไม่นานพวกมันก็ต่างเรียงรายเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบในความคิดของนาง หนังสือเหล่านี้แม้อยู่ในฐานข้อมูลภายในชิปพลังงานแต่ก็มีอยู่มากที่นางยังไม่ได้อ่าน ยามนี้เป็นสถานการณ์คับขันนางจึงระบุคำค้นหาเข้าไปเพื่อคัดกรองส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ไม่ช้าร่างสูงโปร่งก็ลืมตากลับขึ้นมา
‘ยันต์เวทยกระดับ’
คือคำตอบที่นางต้องการยามนี้หากมันต้องแลกมากับพละกำลังแห่งจิตมหาศาล เมื่อนางเลือกใช้มันนางก็จะอ่อนแอลงชั่วขณะเพราะไร้เรี่ยวแรงทั้งปราณที่ถูกสกัดกั้นไม่อาจออกมาช่วยเหลือนาง
หากเกิดอันตรายใดขึ้นนางมีแต่ต้องพึ่งบุรุษตรงหน้า
“ข้าหวังว่าสัญญาที่ท่านมอบให้ข้า จะเป็นไปดังคำที่กล่าวออกมา”ร่างโปร่งเงยหน้ามองตาอีกฝ่ายอย่างสื่อความหมายเวลานี้นางมีเพียงแต่ต้องเชื่อใจเขาเท่านั้น ค่ายกลกักเซียน ที่ปิดกั้นเจดีย์ก็ไม่รู้ว่าจะคงอยู่ได้นานเพียงใดยิ่งตอนนี้พวกที่ถูกปราณอสูรครอบงำก็ยังฟาดฟันต่อสู้กันไม่หยุดหย่อนทั้งที่ลมหายใจพวกมันต่างดับสิ้นลงหมดแล้วมันยิ่งทำให้ฝูอวี้ฉยงมั่นใจว่านี่คือการเพิ่มพลังรูปแบบหนึ่งให้กับจานหยก
หากปล่อยไว้นานกว่านี้ เจ้าจานหยกคงเติมพลังได้มากขึ้นจนอาจทลายค่ายกลหนีออกไปได้ในที่สุด
“คำที่ข้าเอ้าเฟิงเอ่ยไปเป็นจริงทุกคำ”เขาสบตามองกลับไป ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง
“ขอบคุณท่านมาก” นางยิ้มเพียงบางเบา
“แหวนจัดเก็บของท่านมีของล้ำค่า ๔ อย่างหรือไม่”
“ย่อมต้องมี” เขาตอบอย่างแปลกใจที่นางถามถึงเครื่องเขียน๔ ประการ
ด้วยฐานะศิษย์สำนักบัณฑิตมังกร ที่แนววิชาฝึกตนอิงกับ๔ ศาสตร์โบราณ พิณ หมาก ตำรา ภาพวาด
ไหนเลยจะขาดเครื่องเขียนทั้ง๔ เมื่อนางร้องขอ เขาจึงนำออกมาทั้งยังมีโต๊ะไม้เขียนอักษรตัวเตี้ยพร้อมสรรพหญิงสาวเอ่ยขอบคุณก่อนนั่งลงกับพื้นถ้ำด้วยท่าทีแคล่วคล่อง
บนโต๊ะไม้มีเครื่องเขียนทั้ง ๔ วางไว้อย่างเป็นระเบียบแต่ละอย่างล้วนเป็นของชั้นดี ประกอบด้วย กระดาษเซวียนจื่อ พู่กันขนกระต่ายหูปี่ หมึกหอมฮุยม่อจานฝนหมึกหินตวนสือ แม้แต่น้ำที่บรรจุในขวดหยกขาวยังเป็นน้ำค้างบริสุทธิ์แฝงกลิ่นอายสดชื่น
นางหยิบกระดาษที่มีกว่าสิบแผ่นวางซ้อนกัน ก่อนจะฝนหมึกลงบนจานหินด้วยความคล่องแคล่วและรวดเร็วผู้เฝ้ามองจับจ้องท่าทางของหญิงสาวไม่วางตา ด้วยสงสัยว่านางกำลังทำสิ่งใดอยู่ อีกทางก็รู้สึกต้องตาต้องใจท่าทีมุ่งมั่นยามที่อีกฝ่ายจดจ่อสมาธิกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เมื่อนางฝนหมึกจนได้ปริมาณที่ต้องการ ก็เช็ดมือทำความสะอาดก่อนจะหันไปจับพู่กันที่แขวนไว้บนราวไม้จื่อถานออกมา มาตรว่าปลายพู่กันแตะจุ่มหมึกหอมแต่มิทันได้แตะกระดาษ จานหยกอสูรก็พุ่งพรวดเข้ามาโจมตีทั้งสองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยคล้ายว่ามันแอบสังเกตอยู่นาน จนรู้ว่าตอนนี้ดาวพิฆาตของมันสูญเสียความสามารถชั่วคราวเพราะฉะนั้นมันจึงถือโอกาสนี้กำจัดนางลง ก่อนที่นางจะฟื้นฟูความสามารถกลับคืนมา
“โอหัง” ฝูอวี้ฉยงตวาดเสียงก้อง พลิกกายลุกถอยอย่างฉับไวเอ้าเฟิงเห็นเข้ารีบหยิบฉินโบราณเจ็ดสายออกมาจากแหวนจัดเก็บ มือซ้ายประคองใต้ฐานมือขวากรีดตวัด ร่ายทำนองสยบมาร ก่อเกิดวงปราณทำลายล้างเข้าขัดขวางจานหยกที่กำลังติดตามฝูอวี้ฉยงอย่างเกรี้ยวกราด
ปราณจากฉินเจ็ดสายแม้เปี่ยมอานุภาพแต่ก็ไม่ระคายต่อพลังปราณอสูร ขนาดอาวุโสระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ยังจัดการมันไม่ได้ไหนเลยที่ลำนำสยบมารที่เอ้าเฟิงบรรเลงจะจัดการกับมันได้ ยิ่งตอนนี้มันถือตัวว่าเหนือกว่าไม่ว่าถูกโจมตีขัดขวางเพียงใดมันล้วนไม่สนใจขอเพียงสังหารหญิงสาวผู้เป็นดาวข่มผู้นี้ลงได้ก็พอแล้ว
******************
** ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเมนต์ ช่วยแชร์และเข้ามาเยี่ยมชมนะ
ZHMX