“มิบังอาจมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางเป่ยกงจะไปรับคำว่า“โปรดรอ” ได้ที่ไหนกัน?
อย่างไรก็ตามหลงเฟยเยี่ยก็พูดอีกครั้งว่า “หากฉินหวังเฟยไม่สามารถช่วยมู่ชิงอู่ได้เ้าก็พากลับไปจัดการได้ แต่ถ้าฉินหวังเฟยสามารถช่วยมู่ชิงอู่ได้...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็หยุดชั่วคราว น้ำเสียงเปลี่ยนเป็เ็า“เ้ากักขังหวังเฟยของข้าโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอเช่นนั้นก็อย่ามาโทษข้าที่ทำตามหน้าที่ก็แล้วกัน!”
ขุนนางเป่ยกงตกตะลึงเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหานอวิ๋นซีกำลังช่วยชีวิตหรือทำร้ายผู้คนเพราะทุกอย่างเขาฟังมาจากองค์หญิงฉางผิงและไท่เฮา!
ทุกคนกำลังรอด้วยความกลัวไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นองค์หญิงฉางผิงและมู่หลิวเยวี่ยหวังว่ามู่ชิงอู่จะไม่เป็อะไรแต่ก็ไม่้าให้หานอวิ๋นซีเป็อิสระ ทั้งสับสนทั้งกังวล จนผ้าเช็ดหน้าในมือแทบจะขาด
คนรับใช้นำเก้าอี้มาหลงเฟยเยี่ยก็นั่งอย่างมีชัยที่ประตูห้องราวกับเทพเ้าเ้าเล่ห์ที่ปกครองทุกสิ่ง
เมื่อฉินอ๋องบอกว่าให้รอต่อให้ต้องรอสามวันสามคืนก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรเขาได้
ยิ่งขุนนางเป่ยกงคิดเกี่ยวกับเื่นี้มากเท่าไรเขาก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น เขาแตกต่างจากคนอื่นๆ เขาเป็เพียงคนตัวเล็กๆของศาลต้าหลี่เท่านั้น ความเป็ความตายของมู่ชิงอู่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาหากเป็แบบนี้ต่อไป แล้วคนตื่นขึ้นมาจริงๆ เขาจบเห่แน่
ไม่ได้ต้องหาวิธีเข้าไปให้ได้!
ทว่าในขณะเดียวกันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านหลังหลงเฟยเยี่ย
เอ่อ...คนข้างในเคาะประตูหรือ?
ครู่หนึ่งทุกคนต่างเงียบกริบ สายตาของทุกคนจับจ้องมา เสียงเคาะประตูราวกับกระแทกใจทุกคน ปังปัง ปัง!
มีเพียงมู่ชิงอู่และหานอวิ๋นซีอยู่ในห้องเป็ใครกันที่เคาะประตู?
เห็นเพียงหลงเฟยเยี่ยลุกขึ้นอย่างเกียจคร้านแล้วดึงเก้าอี้ออกมาด้วยตัวเอง ประตูถูกลงกลอนจากด้านนอกแม่กุญแจที่ถูกแงะก็ยังแขวนอยู่บนนั้น
หานอวิ๋นซีล้างพิษของมู่ชิงอู่ได้แล้วใช่หรือไม่? แม่ทัพมู่ทั้งรู้สึกตื่นเต้นและกระวนกระวายใจอยากจะก้าวไปข้างหน้าและผลักประตูให้เปิดออกเสียเหลือเกินแต่เมื่อเห็นว่าฉินอ๋องไม่ได้มีความคิดที่จะเปิดเขาจึงทำได้เพียงระงับความกังวลไว้
หลงเฟยเยี่ยไม่ได้รีบร้อนที่จะเปิดประตูและมองไปที่ขุนนางเป่ยกงอย่างมีนัย หัวใจของขุนนางเป่ยกงแทบจะะโออกมาจากหน้าอกขาทั้งสองข้างอ่อนแรง ภาพตรงหน้ามืดมน ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็อย่างไร อยากจะหลับตาไม่อยากมองเลยจริงๆ
หลงเฟยเยี่ยดึงเก้าอี้ตัวเองออกปลดโซ่เหล็กและดึงสลักประตู สายตาของทุกคนจับจ้องที่มือของเขาติดตามทุกการเคลื่อนไหว ทุกคนต่างตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว ถึงขั้นกลั้นหายใจ
คนข้างในดูเหมือนจะได้ยินเสียงกลอนประตูที่ถูกดึงออกจึงหยุดเคาะประตู ตอนนี้บริเวณโดยรอบเงียบอย่างมาก ตึกตักตึกตักหัวใจของทุกคนก็เต้นเร็วขึ้นเช่นกัน
ทันใดนั้นหลงเฟยเยี่ยก็ผลักประตูให้เปิดออก
“ตึง!”
ในขณะนี้หัวใจของขุนนางเป่ยกงแทบจะะโออกมาจากหน้าอกเห็นแค่เพียง...คนคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตู รูปร่างสูงเพรียว มีคิ้วหนา ตาโตเครื่องหน้าของเขาดูดีเป็พิเศษ ถึงแม้ใบหน้าจะซีดเซียวราวกับกระดาษขาวทว่าในดวงตากลมโตทั้งสองนั้นยังคงเป็ประกาย
คนคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากแม่ทัพใหญ่มู่ชิงอู่!
เขาฟื้นแล้ว!ไม่เพียงแค่ฟื้นเท่านั้น แต่เขายังยืนอยู่ที่ประตูพร้อมกับสายตาโกรธเกรี้ยวที่พุ่งตรงไปที่ขุนนางเป่ยกง
หลังจากการล้างพิษเขาก็ฟื้นขึ้นมา หานอวิ๋นซีจึงเล่าทุกอย่างให้ฟังในขณะที่กำลังพันผ้าพันแผลให้เขา
ก่อนที่ทุกคนจะได้สติกลับมามู่ชิงอู่พูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคืองว่า “ขุนนางเป่ยกงเ้าหมายความว่าอย่างไร? ฉินหวังเฟยเป็ผู้มีพระคุณของข้าเหตุใดเ้าจึงเรียกนางว่านักฆ่าและใส่ร้ายนางเพราะการวินิจฉัยผิดพลาดเล่า? เ้ามีสิทธิ์อะไร? ถ้าไม่มีนาง ข้าคงตายไปนานแล้วทำไมล่ะ เ้าเองก็อยากให้ข้าตายอย่างงั้นหรือ?”
พระเ้าจู่ๆ มู่ชิงอู่ก็ฟื้นขึ้นมา! หานอวิ๋นซีช่วยเขาได้จริงๆ!
จบแล้วจบแล้ว เื่ทั้งหมดมันจบแล้ว!
ขาทั้งสองของขุนนางเป่ยกงสั่นเทาเดินโซเซจนเกือบล้ม “เข้าใจผิดแล้ว! แม่ทัพใหญ่ ข้าถูกปรักปรำ ข้าไม่รู้จริงๆว่าฉินหวังเฟยจะสามารถช่วยท่านได้!”
มู่ชิงอู่จ้องมองแม่ทัพมู่อีกครั้ง“ท่านพ่อ! ฉินหวังเฟยกับลูกไม่มีความข้องใจใดๆ ต่อกัน นางจะทำร้ายลูกได้อย่างไรแล้วนางจะเป็นักฆ่าได้อย่างไร? วันนั้นลูกถูกนักฆ่าวางยาพิษและเป็หวังเฟยที่ช่วยลูกไว้ หลังจากที่ลูกเห็นนาง ลูกก็หมดสติไป!”
ใบหน้าของแม่ทัพมู่แดงก่ำด้วยความรู้สึกละอายใจ“ท่านพ่อ เื่นี้ไม่ใช่เื่ที่น่ากังวล...”
“ท่านแก่จนสับสนไปแล้วหรือไร!ท่านเกือบฆ่าหวังเฟยกับลูกนะ!” มู่ชิงอู่ตำหนิ
แม่ทัพมู่รู้ว่าตนเองผิดมานานแล้วจึงรีบคุกเข่าลง “ข้าผิดไปแล้ว! ผิดแล้วจริงๆ!”
มู่ชิงอู่โกรธเกรี้ยวอย่างมากเขากุมาแ ก้าวไปที่ธรณีประตู เมื่อกำลังจะตำหนิต่อก็พบว่าฉินอ๋องหลงเฟยเยี่ยยืนอยู่ข้างๆเขาใและ้าคุกเข่าลงเพื่อทำความเคารพทันที
ฉินอ๋องอยู่ที่นี่แล้วเขาจะกล้าพูดเสียงดังขนาดนั้นได้อย่างไร!
“ไม่ต้องหรอกหานอวิ๋นซีล่ะ?” หลงเฟยเยี่ยถามอย่างเ็า
ในขณะเดียวกันหานอวิ๋นซีเพิ่งจะเก็บข้าวของเสร็จ ล้างมือและเดินออกมาขณะที่นางได้ยินหลงเฟยเยี่ยพูดชื่อของตนไม่รู้ว่าเป็เพราะเสียงต่ำของเขาน่าฟังหรือชื่อของนางเพราะกันแน่มันทำให้หานอวิ๋นซีรู้สึกสบายใจเมื่อได้ยิน
“ข้าอยู่นี่”หานอวิ๋นซีเดินออกมาด้วยใบหน้าอ่อนโยนและยืนข้างกายเขาอย่างเชื่อฟัง
เพียงพริบตาสายตาของทุกคนหันไปจากมู่ชิงอู่และมองไปที่หลงเฟยเยี่ยกับหานอวิ๋นซีเพราะว่าั้แ่วันที่ทั้งสองคนอภิเษกจนถึงวันนี้ไม่เคยมีใครเห็นพวกเขายืนอยู่ด้วยกันเลยส่วนความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคนเป็อย่างไร ก็ไม่มีใครรู้
หานอวิ๋นซีมีรูปร่างเล็กแต่กลับมีพลังแข็งแกร่งเมื่อยืนถัดจากหลงเฟยเยี่ยและทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนเป็นกน้อยในทันที
ทันทีที่หานอวิ๋นซีเข้าประตูจวนฉินอ๋องโลกภายนอกก็มีข่าวลือเลวร้ายทุกประเภทบางคนถึงกับทำนายว่าหานอวิ๋นซีไม่มีทางได้เจอกับฉินอ๋องอย่างแน่นอน แต่คราวนี้อี้ไท่เฟยไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ แต่เป็ฉินอ๋องที่มาที่นี่ด้วยตัวเองทุกคนจึงต่างตื่นใ เป็ไปได้หรือไม่ว่า เป็เพราะความงามของหานอวิ๋นซี?
สรุปแล้วทัศนคติของฉินอ๋องที่มีต่อนางเป็อย่างไรกันแน่?
“ทำไมถึงหนีออกจากคุกได้?” หลงเฟยเยี่ยถามอย่างเ็า
“หนีคุก? มีเพียงผู้ทำผิดเท่านั้นที่จะหนีคุก! ข้าไม่ได้มีความผิดเสียหน่อยเช่นนั้นก็ไม่ถือว่าข้าเป็ผู้ต้องหาหลบหนีใช่หรือไม่?” หานอวิ๋นซีที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาหันหน้าไปมองและถามอย่างจริงใจว่า “ขุนนางเป่ยกง เ้าพูดสินะว่าข้าหนีออกจากคุก?”
ทันทีที่มู่ชิงอู่ฟื้นขึ้นมาหานอวิ๋นซีก็เล่าทุกอย่างให้เขาฟัง มีมู่ชิงอู่เป็พยานในเื่นี้แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่สามารถลงโทษนางได้
และในเมื่อหลงเฟยเยี่ยอยู่ที่นี่นางไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอนเขาคงไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำให้ตัวเองขายหน้าหรอกใช่หรือไม่?
หานอวิ๋นซีในตอนนี้มั่นใจสุดๆ!
หนีคุก?
เมื่อเผชิญกับปัญหานี้ขุนนางเป่ยกงรู้สึกละอายใจเหลือเกิน “ไม่ไม่ หวังเฟยไม่มีความผิดไม่ใช่ผู้ต้องหาหลบหนี”
“ข้าไม่มีความผิดเช่นนั้นเ้าขังข้าทำไมกัน?” หานอวิ๋นซีถามอย่างจริงจัง
ขุนนางเป่ยกงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและสับสนเขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จึงคุกเข่าลงและโค้งคำนับ “เข้าใจผิด มันคือความเข้าใจผิดกระหม่อมกราบขออภัยหวังเฟย กระหม่อมขอโทษท่านจริงๆ โปรดหวังเฟยยกโทษให้กระหม่อมด้วย!”
หานอวิ๋นซีกะพริบตาอย่างไร้พิษสง“ท่านอ๋อง ความหมายของคำพูดขุนนางเป่ยกง ไม่ใช่ว่าเขาใส่ร้ายข้าหรอกหรือ?”
เข้าใจผิดกับใส่ร้ายความหมายมันไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย!
ใส่ร้ายฉินหวังเฟย? ความผิดครั้งนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน!
ขุนนางเป่ยกงก้มคำนับด้วยท่าทางแข็งทื่ออยากจะร้องไห้จริงๆ แต่ถึงเขาจะร้องจนตายก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดีดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงก้มคำนับร้องขอต่อไป “ฉินอ๋อง ได้โปรดยกโทษให้กระหม่อมด้วยหวังเฟย ได้โปรดยกโทษให้ด้วย กระหม่อมผิดไปแล้ว ผิดไปแล้วจริงๆ!”
ความเกลียดชังแวบเข้ามาในดวงตาของหานอวิ๋นซีในตอนที่เขาเทน้ำแข็งใส่นางเมื่อตอนกลางคืน ในตอนที่เขาส่งคนมาลอบสังหารนางขุนนางเป่ยกงเคยคิดว่าจะเจอจุดจบเช่นนี้หรือไม่?
หากวันนี้หลงเฟยเยี่ยไม่ปรากฏตัวได้ทันเวลาเพื่อหยุดคนกลุ่มนี้ตอนนี้มู่ชิงอู่คงเสียชีวิตด้วยยาพิษไปแล้ว และด้วยหลักฐานที่น่าเชื่อถือนางคงได้รับโทษปะาชีวิตเป็แน่
แม้ว่าขุนนางเป่ยกงจะคุกเข่าก้มกราบให้ตายอย่างไรหานอวิ๋นซีก็ยังคงไม่แยแส ดีมาก็ดีกลับ แต่ถ้าหากร้ายมา นางก็ไม่ไว้หน้าเช่นกัน
นางเป็หมอไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ไม่สามารถช่วยทุกคนได้ นางเป็เด็กสาวตัวเล็กๆ ไม่ใช่บุรุษและไม่ได้ใจดีมากมายขนาดที่จะให้อภัยผู้ที่ทำร้ายนาง
ด้วยการสนับสนุนที่แข็งแกร่งของหลงเฟยเยี่ยหานอวิ๋นซีก็รู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ฮวงจุ้ยจะต้องพลิกผัน
นางสงบสติอารมณ์และมองไปยังองค์หญิงฉางผิงองค์หญิงฉางผิงรู้สึกผิดอย่างมาก จนไม่สามารถมีความสุขที่มู่ชิงอู่ฟื้นขึ้นมาได้นางจึงก้มหน้าลงอย่างโศกเศร้า
เพียงแต่ใจของนางยังคงมีความเกลียดอยู่!
รับความจริงที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้หานอวิ๋นซีผู้ไร้ประโยชน์ช่วยพี่ชิงอู่ของนางจริงๆ หรือ? ขนาดพ่อของหานอวิ๋นซียังไม่สามารถรักษาได้แล้วหานอวิ๋นซีผู้นี้ไปเอาความสามารถมาจากที่ไหนกัน? นางไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ!
เมื่อเห็นว่าพี่ชิงอู่มีผ้าพันแผลพันอยู่ที่หน้าอกมีแค่พระเ้าที่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ทำอะไรกับพี่ชิงอู่ในห้องเท่านั้นหญิงสาวเห็นเรือนร่างของบุรุษ นางไม่อายบ้างหรือไร?
และสิ่งที่ทำให้นางรับไม่ได้ที่สุดคือพี่ชิงอู่ที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาก็โกรธเกรี้ยวทันที ไม่ใช่แค่ปกป้องหานอวิ๋นซี แต่ยังเป็พยานให้นางด้วย?
ปกติแล้วพี่ชิงอู่จะปกป้องมู่หลิวเยวี่ยน้องสาวของเขานางยังรู้สึกอิจฉา แล้วนับประสาอะไรกับการปกป้องผู้หญิงคนอื่นล่ะ?
องค์หญิงฉางผิงก้มหน้าลงแต่ใจยังคงคุกรุ่น ยิ่งคิดเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกโกรธมากเท่านั้น
หลงเฟยเยี่ยไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะอยู่ที่นี่และฟังผู้คนะโขอความเมตตาเขามองไปที่ขุนนางเป่ยกงอย่างหมดความอดทนและพูดอย่างเ็าว่า “ข้าพูดไปแล้วหน้าที่ก็คือหน้าที่ ทหาร จับตัวส่งไปจัดการที่เสนาบดีกรมขุนนางอย่างเคร่งครัด!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาทหารภายใต้อำนาจขุนนางเป่ยกงก็เดินมาข้างหน้าทีละคน การได้รับใช้ฉินอ๋องถึงแม้จะเป็แค่ครั้งเดียว แต่ก็ถือว่าเป็เกียรติแก่พวกเขาไปตลอดชีวิต
และนี่เป็การตบหน้าขุนนางเป่ยกงอย่างไม่ต้องสงสัย
ขุนนางเป่ยกงไม่ได้สนใจแล้วว่าจะเสียหน้าหรือไม่เขารีบไปหาองค์หญิงฉางผิง คุกเข่าและขอร้อง “องค์หญิงฉางผิงเื่นี้กระหม่อมฟังมาจากท่าน ท่านต้องช่วยกระหม่อมอธิบาย ได้โปรดเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินอ๋องได้เข้ามาแทรกแซงในเื่นี้แล้วที่สำคัญคือมู่ชิงอู่ก็ฟื้นขึ้นมาแล้วเช่นกันแน่นอนว่าทางฝั่งไท่เฮาต้องเอาตัวรอดและปัดความรับผิดชอบทั้งหมดและเมื่อเขาถูกส่งมอบไปยังเสนาบดีกรมขุนนางแล้วขุนนางเป่ยกงไม่เพียงจะเสียตำแหน่งทางราชการเท่านั้นแต่ยังถูกลงโทษอย่างหนักอีกด้วย
องค์หญิงฉางผิงเตะขุนนางเป่ยกง“เ้ากล้าพูดได้อย่างไร! ไม่ใช่เ้าหรือไรที่ยุยงข้า ทหารยังไม่จับตัวเขาไปอีกหรือ!”
ขุนนางเป่ยกงะโว่า“ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ข้า! เป็มู่หลิว...”
ก่อนที่ขุนนางเป่ยกงจะพูดจบมู่หลิวเยวี่ยก็ปิดปากของเขา “เ้ามันสารเลว เกือบจะฆ่าพี่ชายของข้า ทั้งยังยุยงองค์หญิงฉางผิงอีกฉินอ๋องรู้ทุกอย่าง เ้าอย่ามาใส่ร้ายคนอื่นเลย!”
ใบหน้าของมู่หลิวเยวี่ยเต็มไปด้วยความชอบธรรมแต่ในใจกลับกังวล เพราะกลัวว่าฉินอ๋องจะไม่ประทับใจในตัวนาง หากเขารู้ความจริง
แต่น่าเสียดายที่นางพยายามแสดงมากขนาดนั้นทว่าหลงเฟยเยี่ยกลับมองนางเป็แค่อากาศ ไม่แม้แต่จะมองมาที่นางด้วยซ้ำ
หานอวิ๋นซีที่เห็นการแสดงของมู่หลิวเยวี่ยแล้วก็รู้สึกรำคาญขึ้นมาในใจ แม้ว่านางกับชายเ็าคนนี้จะไม่ได้มีอะไรกันแต่อย่างไรก็ยังคงเป็สามีภรรยากัน เ้าเล่นแง่ขนาดนี้ ไม่เห็นว่าข้ามีตัวตนเลยหรือไร?
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้หานอวิ๋นซีก็ยิ้มเบาๆ และพูดว่า “คุณหนูมู่ พูดถึงเื่นี้แล้วคนที่มักจะพูดตลอดว่าข้ามีแรงจูงใจซ่อนเร้นและ้าทำร้ายพี่ชายของเ้าดูเหมือนว่าจะเป็เ้าใช่หรือไม่?”