บทที่ 66
คนอยู่ต้องหาให้พบ คนเป็นศพต้องเอาไปเผา
ภายในฐานอันมืดมิด แสงสลัวที่สั่นไหวไปมานั้น มีเซลล์สาวในชุดยูนิฟอร์มถูกมัดไว้แน่นอยู่กับเก้าอี้นั่ง
เธอถูกมัดไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนาจนทำให้สัดส่วนของเธอมันปรากฏออกมาเห็นได้ชัดดูเย้ายวนขึ้นไปอีก
ตรงหน้าเธอนั้นมีชายชุดดำอยู่มากกว่าโหล และทุกๆคนต่างมองเธอด้วยสายตาที่ดุร้าย
“พวกนายเป็นใคร? แล้วจับฉันมาต้องการอะไร?”
เซลล์สาวคนนั้นสั่นกลัว เพราะการโดนกระทำแบบนี้ มันถือเป็นครั้งแรกของเธอเลยในชีวิต แล้วแบบนี้จะไม่ให้กลัวได้อย่างไร?
ชายชุดดำคนหนึ่งเดินเข้าไปหาเธอและพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ขึ้นมา “มีชายที่ชื่ออู๋ตี้เข้าไปซื้อเฟอร์นิเจอร์จากร้านของเธอเมื่อ 2 วันก่อนใช่ไหม? เธอเป็นคนเซ็นต์ใบเสร็จนี่ ใช่หรือเปล่า?”
“ใช่---อ๊ะ ไม่ๆๆ!”
เธอเกือบจะยอมรับไปแล้ว แต่ก็รีบปฏิเสธไปในทันที นั่นเพราะว่าเธอเพิ่งคิดได้ถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด และ 1 ในความเป็นไปได้ที่น่ากลัวนั้น ก็คืออู๋ตี้ตายแล้ว และเธอกลัวว่าตระกูลของชายคนนั้นจะตามหาตัวเธอเพื่อล้างแค้น
ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมรับอะไรใดๆทั้งสิ้นตอนนี้
“ปล่อยฉันไปเถอะนะ คุณอู๋น่ะมาที่ร้านของเราเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ก็จริง แต่ว่าการตายของเขาน่ะไม่เกี่ยวกับฉันหรอก”
หญิงสาวร้องไห้ออกมาด้วยความน่าสงสารและร้องขอความเมตตา เธอนั้นหวังแค่ว่าเธอจะได้โอกาสที่จะหนีออกไปเท่านั้น
แต่ในทันทีทันใดที่เธอพูดเรื่องนี้ออกไป ชายชุดดำพวกนั้นก็พากันตกตะลึงไปหมด
1 ในชายชุดดำที่นั่งอยู่ที่ด้านหลังนั้น ลุกขึ้นมาและเดินตรงมาด้านหน้าทันที
ในขณะที่ชายชุดดำคนอื่นๆก็ลุกขึ้นมาและเรียงเป็น 2 แถวขนาบทางเดินด้วยความเคารพ ราวกับกันทางไว้ให้ ดูเหมือนว่าตำแหน่งของชายชุดดำที่กำลังเดินเข้ามานั้นจะสูงที่สุดในนี้แล้ว
ชายคนนั้นเดินเข้ามายังเซลล์สาวอย่างเร่งรีบ เขาก้มตัวลงจนใบหน้าเกือบจะชิดกันแล้วสังเกตได้จากปลายจมูก
ใบหน้าของเขาดูหยาบกร้านและน่ากลัว ด้วยรอยแผลเป็นบนหน้าผากนั้นทำให้มันดูเหมือนหนอนตัวใหญ่บนนั้นเลย
“เธอพูดว่าอะไรนะ? อู๋ตี้นั่นตายแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงของเขามันกดต่ำและฟังดูข่มขู่ไม่น้อยเลย ยิ่งเมื่อได้ควบคู่ไปกับใบหน้าที่เหี้ยมโหดนั้นแล้ว การที่เธอต้องมาจ้องหน้าเขาใกล้ๆแบบนี้มันทำเอาเธอกลัวจนแทบจะสลบไปเลย
“ฉันไม่รู้ ฉ-ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”
เซลล์สาวในตอนนี้กลัวขี้หดตดหายไปหมดแล้ว สิ่งที่เธอรู้ตอนนี้มีแค่การส่ายหน้าแบบหนักๆเท่านั้น
“บอกมา! ไม่งั้นฉันจะฆ่าเธอ!”
ชายผู้มีแผลเป็นบนใบหน้ายกมือใหญ่ๆทั้งสองข้างนั้นมาจับไหล่เธอเอาไว้ ดวงตาเสมือนพยัคฆ์ร้ายนั้นดูดุร้ายยามที่ได้จ้องมาผู้ที่ไม่ยอมตอบให้ตรงคำถาม
“ฉ-ฉ-ฉ-ฉันไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น!”
เธอกลัวที่จะตายแบบสุดๆ ด้วยการสะอึกสะอื้นและน้ำตาที่ไหลไม่หยุดนั้น เธอกังวลมากๆจนในท้ายที่สุดก็เล่าเรื่องทั้งหมดออกไป
หลังจากที่เล่าเรื่องทั้งหมดไปหมดแล้ว เซลล์สาวคนนั้นก็เหมือนได้ตายกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว ทั่วทั้งร่างมันเหมือนว่าเธอเป็นอัมพาต สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือรอความตายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ชายหน้าบากได้ยินเรื่องนั้นทั้งหมด เขาก็ปล่อยเธอ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและโทรออก
“สวัสดีครับท่านเฉิน”
“ตี๋อู้ เป็นยังไงบ้างล่ะ?” เสียงที่ฟังดูขี้เกียจและกดต่ำดังมาจากปลายสาย
“ท่านเฉิน ผมได้นำตัวเซลล์สาวมาแล้ว แต่ก็ได้รู้อีกเรื่องหนึ่งด้วย เธอบอกว่า….”
ชายหน้าบากไม่ได้พูดต่อหลังจากพูดถึงจุดนี้
“ยัยคนนั้นบอกอะไร?” เสียงจากปลายสายนั้นเริ่มดังขึ้นด้วยความอยากรู้เรื่องต่อจากนี้
ได้ยินดังนั้นชายหน้าบากจึงพูดต่อ “เธอบอกว่า อู๋ตี้ตายแล้ว ครับ”
“ห้ะ? ตายแล้ว?” เสียงปลายสายฟังดูประหลาดใจก่อนจะถามต่อ ”ตายได้ยังไงน่ะ?”
สิ่งที่ชายหน้าบากทวนซ้ำจากที่เซลล์สาวพูดนั้นทำเอาปลายสายที่ได้ยินถึงกับเงียบไปอยู่นานเลย
“คนอยู่ต้องหาให้พบ คนเป็นศพต้องเอาไปเผา ตี๋อู้ นายรีบพาคนของเราไปที่อยู่ของมันแล้วเอาร่างกลับมาเลยนะ” เสียงจากปลายสายพูดต่อด้วยความเยือกเย็น
“ครับ ท่านเฉิน”
เมื่อวางโทรศัพท์ลงไปแล้ว ชายหน้าบากก็ยกมือขึ้น จากนั้นชายชุดดำหลายคนก็เข้าไปคลายเชือกให้เซลล์สาว
“เธอ พาฉันไปที่บ้านของอู๋ตี้”
ขณะเดียวกันที่อีกฟากหนึ่ง
ในตอนนี้ อู๋ตี้ไม่รู้จะช่วยเธอยังไงจริงๆหลังจากที่ได้เห็นว่าเซลล์สาวที่เกือบจะฆ่าเขาได้แล้วคนนั้นถูกพวกชายชุดดำลากตัวไป
แต่ถ้ายึดตามสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น คนที่เกือบจะตายเพราะหญิงสาวใจทรามนั้นอย่างเขาควรจะดีใจเสียด้วยซ้ำที่เธอถูกจับตัวไป แต่ทว่าเขากลับไม่รู้สึกมีความสุขเลย
นั้นก็เพราะว่า เมื่อตอนที่เขาเห็นพวกชายชุดดำนั้น เขาก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีเสียเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องดีแน่ๆ
ลางสังหรณ์แบบนี้ทำให้เขารู้สึกไม่น่าไว้วางใจเสียเท่าไหร่ เพราะมันไม่แน่ใจซักเท่าไหร่ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเรียกแท็กซี่เพื่อกลับไป
“ไปเขตหลงจูครับ”
ตอนนี้ห้องของเขาที่หลงจูอี้ปินนั้นพร้อมที่จะอยู่อาศัยแล้ว ด้วยเฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่เต็มห้อง เพราะงั้นอู๋ตี้ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในหอที่มหาลัยอีกต่อไปในอนาคต
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขามองไปยังรอยเท้าดำๆที่อยู่บนพื้น อู๋ตี้ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้และถอนหายใจ
มันเกิดจากเขาเองเมื่อคืนนี้ เขายังไม่มีเวลามาทำความสะอาดมันเลย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองไปยังห้องนอนหลักที่ประตูปิดสนิทอยู่ เขาก็รู้สึกทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา
ในห้องนอนหลักตอนนี้ มันมีเพียงซากของขี้เถ้าจากการเผาไหม้เท่านั้น และซากนั้นก็มาจากเตียงขนาดใหญ่ตัวใหม่เอี่ยมที่เพิ่งซื้อมาและโดนสายฟ้าฟาดจนไฟลุกไหม้นั่นแหละ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องขอบคุณจริงๆที่สิ่งที่ถูกเผานั้นเป็นเตียง ไม่ใช่ตัวเขาเอง
เซลล์สาวถูกจับไปแล้ว เพราะงั้นเขาเองก็คงไม่มีที่ให้ไปเรียกหาคนที่จะมารับผิดชอบเรื่องนี้แล้ว ดังนั้นทำความสะอาดก่อนดีกว่า
คิดได้ดังนั้นอู๋ตี้ก็เริ่มที่จะไปหยิบไม้ถูพื้นมาและเริ่มถูกพื้นเพื่อขจัดคราบรอยเท้าสีดำบนพื้นนั้นออกไปก่อน
ในขณะเดียวกัน รถเบนซ์สีดำหลายคันก็ขับเข้ามาและหยุดอยู่ที่ประตูของหลงจูอี้ปิน
ประตูรถเปิดออกพร้อมกับชายชุดดำหลายคนเดินลงมาพร้อมกับหญิงสาว
“ห้องไหน?”
ชายหน้าบากดึงแขนของเซลล์สาวมาพร้อมกับถามด้วยเสียงโทนต่ำ
“ห้อง 802 ยูนิท 1 ตึกที่ 6” เซลล์สอบตอบ
กลุ่มคนขนาดใหญ่เดินไปตามทางที่บอก เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านหน้าตึกเห็นชายชุดดำที่ดูร้ายกาจพวกนี้ เขาก็ไม่กล้าที่จะหยุดไว้
ในตอนนั้น ห้อง 802 ยูนิท 1 ตึก 6
“เอาล่ะ พื้นห้องนั่งเล่นกับห้องน้ำเสร็จแล้ว เท่านี้ก็เหลือแค่ห้องนอนละ”
เมื่อคิดถึงห้องนอน อู๋ตี้ก็กังวลขึ้นมานิดหน่อย เพราะห้องนั้นมันเต็มไปด้วยฝุ่นและขี้เถ้า หากเขาเริ่มทำแล้วเขาคงจะต้องวุ่นอยู่กับมันอีกพักใหญ่ๆเลย
“อ๊ะ จริงสิ ฉันนี่มันโง่จริงๆเลย ตอนนี้เรามีแม่บ้านแล้วนี่นา ถ้ายังไงเดี๋ยวเรียกแม่บ้านขึ้นมาดีกว่า ดูเหมือนชีวิตนี้อะไรๆก็ง่ายขึ้น” อู๋ตี้ปรบมือให้กับสิ่งที่ตนเองคิดได้ จากนั้นเขาก็หยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมา จากนั้นก็เปิดแอพและใส่สถานที่ที่จะให้มาทำความสะอาดลงไป
“พนักงานทำความสะอาดเหล่านี้ต้องเจองานหนักแน่ๆ บางทีฉันเองก็ควรจะตอบแทนอะไรเขาบ้าง เพราะงั้นเดี๋ยวฉันจะออกไปซื้อผลไม้มาเก็บไว้ละกัน เวลาคนพวกนั้นเหนื่อยจะได้มีอะไรให้กิน”
หลังจากที่เขาสั่งทำความสะอาดเสร็จ เขาก็เตรียมที่จะลงไปข้างล่างเพื่อซื้อผลไม้ แต่ทันใดนั้นที่ประตูก็มีเสียงเคาะขึ้นมาก่อน
“บ้าน่า!? จะมาเร็วเกินไปแล้ว! นี่เพิ่งจะเรียกเสร็จเองนะ มากันแล้วเหรอ? เร็วมากกกกก”
อู๋ตี้ตกใจสุดๆ เขาคิดว่าคนที่เคาะประตูนั้นเป็นคนทำความสะอาดห้อง เพราะงั้นเขาจึงรีบถือไม้ม็อบและวิ่งเหยาะไปเปิดประตูให้
“เข้ามาก่อนเลยครับ ไม่คิดเลยว่าจะมาเร็วขนาดนี้”
แต่หลังจากที่เปิดประตูออกมาแล้ว เขาก็ดูจะชะงักไปเลย
รอยยิ้มอันอบอุ่นนั้นหายไปในทันทีและเปลี่ยนเป็นความตกใจแบบสุดๆสลับกับความรู้สึกที่หมองคล้ำปรากฏขึ้นทั่วทั้งใบหน้าของเขา
คนที่มาเคาะประตูนั้นไม่ใช่พนักงานทำความสะอาดแต่อย่างใด แค่มันคือชายชุดดำจำนวนหลายคนที่ยืนเฝ้าอยู่ตรงนั้น!
ชายชุดดำเหล่านั้นเป็นคนตัวใหญ่และมีใบหน้าที่เหี้ยมโหด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหญิงสาวมาด้วยคนหนึ่ง หญิงสาวที่อู๋ตี้ไม่มีวันลืมใบหน้า นั่นเพราะว่าเธอเกือบจะฆ่าเขาเมื่อครั้งนั้น!
ทำไมคนพวกนี้ถึงมาอยู่ที่นี่!?
เครื่องหมายคำถามมากมายผุดขึ้นมาบนหัวของเขาและสมองมันก็เหมือนโดนไฟช็อตไปชั่วขณะเลย
“นี่คืออู๋ตี้งั้นเหรอ?” ชายหน้าบากมองไปยังอู๋ตี้แล้วหันไปถามกับเซลล์สาว
ในตอนนั้นอู๋ตี้มองไปยังเซลล์สาว ซึ่งเธอเองก็มองเขาเช่นกัน ทั้งสองจ้องมองกันด้วยความรู้สึกสับสนงุนงง
“ไม่ ไม่ใช่ค่ะ นี่ไม่ใช่อู๋ตี้...” เธอมองอู๋ตี้อยู่อีกหลายครั้งและในท้ายสุดก็ส่ายหน้า
จริงๆก็เพราะอู๋ตี้นั้นน้ำหนักลดฮวบไปกว่า 25 กิโลกรัม ดังนั้นตอนนี้รูปลักษณ์ของเขาจึงเปลี่ยนไปอย่างมาก แบบนี้ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกที่เธอจะจำเขาไม่ได้
“งั้นนายเป็นใคร?” ชายหน้าบากหันมาถามอู๋ตี้ด้วยสีหน้าโหดเหี้ยมอีกครั้ง
“เอ่อ ฉันคือ...ฉัน...” อู๋ตี้สับสนขึ้นมามากแล้วจริงๆ และเขาไม่รู้จะตอบอะไรดีไปอยู่พักใหญ่เลย