เมื่อวานเธอทำตัวซุ่มซ่ามต่อหน้าคนที่เธออยากเจอ แถมขอเป็เพื่อนกับเขา เขาก็ยังเมินเธออีก หลังจากเหตุการณ์นั้นเธอก็ไม่ได้คุยอะไรกับเขาเลย และดูเหมือนเขาก็ไม่ได้ยินดียินร้ายในการมีตัวตนอยู่ของเธอสักนิด
คิดก็หงุดหงิดใจนัก เธอล่ะอุตส่าห์อดทนรอมา 5ปี เพื่อตามมาดูว่าเขาดีขึ้นรึยัง แต่เห็นทีความเห็นใจของเธอที่มีต่อเขาจะไม่ได้ถูกส่งผ่านไปให้คนเ็าที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอสักนิด
เวลานี้เป็เวลา 8 โมงเช้า หลังจากให้อาหารม้าเป็สิบๆ ตัวเมื่อตอนเช้าตรู่ ก็ถึงเวลาอาหารเช้าของทุกคน ไม่รู้ยังไงเมื่อวานตอนอาหารค่ำ ที่โต๊ะอาหารเธอจับพลัดจับผลูมานั่งฝั่งตรงข้ามเขาได้ซะงั้น นับจากนี้เวลาอาหารเลยต้องมานั่งปั้นหน้าไม่ถูกต่อหน้าเขาไปตลอด
มีรดาคิดก็ถอนหายใจเบาๆ พลางเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร จังหวะเดียวกับธวินทร์ที่ทานเสร็จแล้วและเงยหน้าขึ้นมาพอดี
มีรดาทำอะไรไม่ถูก เลยได้แต่ยิ้มแฉ่งส่งไปให้ ทว่านอกจากจะไม่ได้รอยยิ้มตอบกลับมาแล้ว ยังถูกคนตรงหน้าเมินอีกต่างหาก
ยิ้มเก้อไง จะอะไรล่ะ…
“ยิ้มให้ตู้เก็บของเหรอมีไซน์” เสียงทุ้มของกอร์ดอนดังขึ้นเบื้องหน้าเธอ พร้อมกับความมือไวของเ้าตัวที่เอื้อมมือมาขยี้หัวเธอเล่น
มีรดาไม่ถือสา เพราะเมื่อวานมีโอกาสล้อมวงคุยกับเพื่อนๆ อาสาสมัครที่เหลืออยู่ค่อนคืนจนเริ่มสนิทกัน มีแต่คุณชายจอมเ็าเท่านั้นที่ขอปลีกตัวไปอ่านหนังสือในห้อง ไม่ยอมมาร่วมวง
มีรดาแยกเขี้ยวตอบกลับหนุ่มอเมริกันจอมกวน ก่อนจะยกจานอาหารตัวเองไปล้าง ่ฤดูหนาว งานที่ฟาร์มม้าไม่หนักมาก มีแค่ให้อาหารม้า และทำความสะอาดคอกม้าเท่านั้น เพราะอากาศหนาวอย่างนี้ จึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวอยากมาขี่ม้าหรือพักผ่อนหย่อนใจที่นี่เท่าไหร่ งานของอาสาสมัครเลยมีแค่ตอนเช้าตรู่กับตอนเย็นเท่านั้น ่เวลาอื่นทุกคนสามารถพักผ่อนได้เต็มที่ แต่สิ่งที่เป็อุปสรรคสำหรับอาสาสมัครต่างชาติทุกคนในที่นี้กลับเป็อากาศหนาวเหน็บของที่นี่ซะเอง เพราะเป็ภูมิภาคฮอกไกโดใน่เดือนมกราคมที่ขึ้นชื่อว่าเป็เดือนที่หนาวที่สุดของญี่ปุ่น อีกทั้งฟาร์มม้าคาวางาชิแห่งนี้ยังอยู่บนูเา อากาศที่นี่เรียกได้ว่าหนาวจนถึงกระดูกเลยทีเดียว วันไหนตื่นขึ้นมาอากาศ -8 องศาเซลเซียสคือปกติ
หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ อาสาสมัครทุกคนต่างแยกย้ายไปพักผ่อนตามห้องพักตัวเอง มีรดาที่อยู่ห้องเดี่ยว กลับมาห้องตัวเองก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยคิดหาโอกาสไปพูดคุยกับอีตาเ็านั่นอีกรอบ
เอาเถอะ เธอสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า การมาครั้งนี้ เธอก็อยากเห็นเขายิ้มได้อีกครั้ง ตราบใดที่เธอยังไม่เขายิ้ม เธอก็ยังไม่ยอมแพ้หรอก
มีรดาเดินออกจากห้อง เห็นส่วนกลางที่มีห้องรับแขกมีเพื่อนๆ อาสาสมัครคนอื่นรวมตัวกันอยู่ รวมทั้งธวินทร์ด้วย เขานั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา ถัดมาเป็กอร์ดอนที่นั่งเล่นเกม คาร่ากำลังเอาฟืนใส่ในเตาผิงอย่างขะมักเขม้น ส่วนเอมิกำลังนั่งอ่านนิยายภาษาญี่ปุ่นที่มีรดาจำได้ว่าเคยเห็นอยู่บนชั้นหนังสือในห้องนอนด้านขวาของตัวบ้านที่เธอเคยนอน
จะว่าไป เขาจะเก็บนิยายกับจดหมายกลับไปรึยังนะ…
“อ้าว มีไซน์ ออกมาแล้ว” คาร่าที่ก้มๆ เงยๆ จากเตาผิงทักทายเธอคนแรก ทำให้คนอื่นหันมาทางเธอกันหมด
“มาครบ5คนพอดี เรามาเล่นเกมกันมั้ย” กอร์ดอนที่เงยหน้าขึ้นจากเกมในโทรศัพท์เสนอไอเดียขึ้นมา
“เกมอะไรเหรอคะ” เอมิเอ่ยถาม และหยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่ตัวเองอ่านไว้
“เพิ่ง 9 โมงเช้า เรามีเวลา 3 ชั่วโมงก่อนเวลาอาหารเที่ยง อืม… เล่นเกมพระาาเป็ไง” กอร์ดอนว่าพลางลุกขึ้นยืนเท้าสะเอวอย่างมาดมั่น
“ขอบาย” ธวินทร์ปฏิเสธทันทีโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือ
“อ้าว วินทร์ ได้ไง เราอยู่กันครบคนทั้งที ต้องเล่นครบคนดิ เมื่อวานนายก็โดดกิจกรรมสังสรรค์ของพวกเรา” กอร์ดอนนั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง พร้อมกับเอื้อมมือกอดคอธวินทร์ ทำให้ชายหนุ่มที่โดนกอดหันมองหน้าเพื่อนอย่างอ่อนใจ
“นั่นสิ มาเล่นเกมกันก็ดี เน็ตก็เล่นไม่ได้ น่าเบื่อมาก” คาร่าเสริมอีกทัพ พลางปัดเศษไม้ออกจากตัวและมานั่งข้างเอมิ
มีรดายิ้มบางๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้นวมเดี่ยวข้างโซฟา
“เอาล่ะ ทุกคนเล่นเป็ใช่มั้ย เกมนี้น่าจะเล่นกันทุกประเทศนะ” กอร์ดอนว่า ก่อนจะหันไปหยิบกระดาษมาทำเป็ฉลาก เขียนเลข 1-4 และ King เอาไว้ “คนน้อยไปหน่อย แต่ก็พอได้”
หนุ่มอเมริกันเอาฉลากออกมาวางบนพื้นให้ทุกคนจับ คนที่เหลือมานั่งล้อมวงอยู่หน้าเตาผิง และเอื้อมมือมาหยิบฉลากคนละอัน
มีรดาได้เลข 2
“เย่ ฉันเป็พระาา! ” คาร่าว่าพลางะโอย่างดีใจ
“เอาล่ะ เธออยากออกคำสั่งอะไร” กอร์ดอนยิ้มขำ
“อืม… เอาง่ายๆ ก่อนละกัน” คาร่ายิ้มกริ่ม “พระาาขอสั่งให้หมายเลข 3 ออกไปยืนหน้าบ้าน 3 นาที โดยห้ามเอาเสื้อโค้ทออกไป”
“โหวววว” เอมิส่งเสียงเหว
“แค่ออกไปยืน 1 นาทีก็หนาวตายละนะ ตอนนี้หิมะตกด้วย” มีรดาแย้งอย่างนึกสงสารคนโดน แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นว่าคนที่โดนจะเป็ใคร
“โว้ย โหดไปไหมเนี่ย” กอร์ดอนปากระดาษที่เขียนเลข 3 ลงบนพื้นก่อนหันไปมองค้อนคาร่าที่หัวเราะเสียงดัง
“งั้นลดให้เหลือ 1 นาทีก็ได้ ห้ามเอาโค้ทออกไปนะ ไปทั้งอย่างนี้แหละ ฮ่าๆๆ ”
กอร์ดอนจิ๊ปาก ก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่ลานหน้าบ้าน
สักพักร่างสูงก็สั่น แล้วะโโหยงๆ วิ่งอยู่กับที่ไปมา ก่อนที่ทุกคนในบ้านจะได้ยินเสียงะโดัง “หนาวโว้ย หนาวโว้ย กลับเข้าไปได้ยัง! ”
ตาต่อไป มีรดาไม่รู้ว่าใครเป็พระาา แต่เธอได้หมายเลข 3 ซึ่งดูจากคำสั่งที่กอร์ดอนโดนเมื่อกี้แล้ว เธอก็เสียวๆ อยู่บ้างเหมือนกัน
“ครั้งนี้ฉันเป็พระาาโว้ย วะฮ่าฮ่า” กอร์ดอนชูฉลากในมือก่อนหัวเราะเสียงดัง
ซวยละไง อีตานี่จะเล่นอะไรแผลงๆ ไหมนะ
ก่อนดอร์ดอนยิ้มกว้างอย่างนึกสนุก ก่อนสั่งเสียงดัง
“ด้วยอำนาจของพระาา ขอสั่งให้หมายเลข1 เต้นยั่วหมายเลข 3! ”
“โอ้ว” เอมิ
“ฮ่าๆๆ ” คาร่า
“...” มีรดา
“...” ธวินทร์
“มิซุจัง เธอหมายเลข 1 หรือ 3” เอมิถาม พร้อมส่งสายตาเห็นใจไปให้
“เลข 3” มีรดาตอบเสียงเบา ทำให้สายตาเห็นอกเห็นใจของเอมิถูกส่งไปให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่างธวินทร์แทน
“ไม่เต้น” ร่างสูงผู้กำฉลากหมายเลข 1 ไว้แน่นเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าส่งแววตาความคุกรุ่นไปให้คนคิดคำสั่ง
“ได้ไงวิน กติกาคือกติกานะ” กอร์ดอนเมินสายตาของเพื่อน พลางเร่งให้ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ทำตามคำสั่ง “เต้นยั่วมีไซน์เร็วๆ ”
“นายอยากตายเหรอ” ธวินทร์มองเพื่อนที่ส่งยิ้มทะเล้นมาให้อย่างหงุดหงิด เขาเคยเต้นซะไหน แล้วนี่มาเต้นยั่ว ให้ตายก็ไม่ทำ
“อยากเห็นวินเต้นยั่วเหมือนกันนะ ยังไม่เคยเห็นนายทำหน้าตาอย่างอื่น นอกจากหน้านิ่งๆ เลย” คาร่าที่ยิ้มขำมาพักใหญ่ช่วยเสริมทัพกอร์ดอน
“เอ่อ นั่นสิคะ แค่วินซังลองยิ้ม กัดปาก แล้วเต้นเลื้อยๆ ก็พอได้แล้วนะคะ” เอมิแนะนำธวินทร์ด้วยแววตาใสซื่อ แต่กลับทำให้คนที่เหลือในห้องหัวเราะกลิ้ง เว้นเสียแต่เ้าตัวที่แค่คิดภาพตัวเองยิ้ม กัดปาก เต้นเลื้อยๆ นั่นก็รับไม่ได้แล้ว
ธวินทร์ส่ายหน้าทำท่าจะเดินกลับเข้าห้องนอน แต่โดนกอร์ดอนดึงตัวกลับมาก่อน
“อย่าหนีดิวินทร์” ชายหนุ่มเ้าของเขี้ยวทรงเสน่ห์ยิ้มขำ “อืม… งั้นลดความแรงให้ เอาเป็พูดน่ารักๆ กับมีไซน์หน่อย เอาแบบให้มีไซน์เขินไปเลย”
“...”
“ห้ามปฏิเสธหน่า ลดคำสั่งให้แล้วนะ”
“นั่นสิวิน ของง่ายๆ เพื่อนกันนี่นา มาจากไทยเหมือนกันด้วย” คาร่ากระทุ้งศอกใส่ธวินทร์ แล้วบุ้ยปากมาทางมีไซน์ ที่นั่งมองดูชายหนุ่มที่มาจากประเทศเดียวกันอยู่ว่าเขาจะเอายังไง
ใช่ว่าเธอไม่อยากเห็นเขาเต้นยั่วหรอกนะ แต่แค่จินตนาการ เธอยังจินตนาการไม่ออกเลย แล้วเปลี่ยนมาให้อีตานี่พูดจาน่ารักๆ กับเธอเหรอ ได้ข่าวเมื่อวานยังไม่รับเธอเป็เพื่อนเลยด้วยซ้ำ
ขณะที่เธอนั่งคิดอยู่ในใจ ชายหนุ่มแว่นสีเงินก็มานั่งอยู่ตรงหน้าเธอ ห่างกันแค่หนึ่ง่แขน เขาจ้องหน้าเธอนิ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ฉันชอบรอยยิ้มของเธอ ฉันคิดว่ามันน่ารักมาก”
เอ่อ เขาชมเธออยู่รึเปล่านะ ทำไมน้ำเสียงเหมือนกำลังขู่ฆ่าเธอแบบนั้นล่ะ
“เอ้ย วินทร์ เสียงแข็งอย่างนั้น ไม่มีผู้หญิงคนไหนเขาเขินหรอกนะ” กอร์ดอนตบไหล่ธวินทร์พลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “เอาใหม่ๆ ขอน้ำเสียงอ่อนโยน”
ธวินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนหันกลับไปเผชิญหน้ากับหญิงสาวร่าเล็กตรงหน้าอีกครั้ง ด้วยแววตาที่อ่อนลง
แววตาที่เปลี่ยนไปของเขา ทำให้เธอใจเต้นรัวอย่างห้ามไม่อยู่
“ฉันชอบรอยยิ้มของเธอนะ มันน่ารักดี” ธวินทร์เอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงความอ่อนโยนขึ้นกว่าตอนแรก
มีรดาหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเขาพูดจริง หรือแกล้งพูดไปอย่างนั้น ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกดี มีรดานึกอยากแกล้งคนตรงหน้ามากขึ้น จึงตอบกลับพร้อมกับยักคิ้วกวนๆ ให้ชายหนุ่มหนึ่งที
“ไม่เห็นจะเขินเลย นี่คำพูดน่ารักสุดแล้วเหรอ”
“...”
สาบานว่าเธอเห็นเขาสูดหายใจเข้าลึกมาก
“นั่นดิๆ งั้นมีไซน์อยากให้หมอนี่พูดว่าอะไร บอกมาเลย” กอร์ดอนเห็นว่ามีรดากำลังจะแกล้งคนตรงหน้า ก็เห็นดีเห็นงามตามสมทบด้วย
“ให้พูดภาษาไทยได้มั้ย คิดออกเพียบเลย เดี๋ยวแปลให้ฟัง” มีรดายิ้มกริ่มบอกข้อเสนอกอร์ดอนที่บัดนี้มานั่งข้างๆ เธอ
“ก็ได้ แต่ต้องแปลให้ฟังด้วยนะ” กอร์ดอนพยักหน้ารับและหันไปยักคิ้วกับเพื่อนฝั่งตรงข้าม “ส่วนนายห้ามโกงนะ ฉันมองสีหน้ามีไซน์อยู่ว่าเขินหรือไม่เขิน”
ธวินทร์ได้แต่ถอนหายใจกับคนทั้งคู่ที่สรรหาวิธีมาแกล้งเขา ชายหนุ่มตอบรับเสียงเรียบก่อนจะเลิกคิ้วให้มีรดา เชิงบอกว่า จะให้พูดอะไรก็ว่ามา
หมอนี่มีมุมกวนเหมือนกันแฮะ หญิงสาวนึกขำในใจ ก่อนจะคิดหาประโยคเด็ดๆ ให้ชายหนุ่มตรงหน้าพูดกับเธอ อืม… ประโยคน่ารักๆ เหรอ งั้นเธอขอเป็
“มีไซน์ เราเป็เพื่อนกันแล้ว ช่วยดูแลวินทร์ด้วยนะ” มีรดาเอ่ยเสียงใสพร้อมส่งยิ้มหวานไปให้คนที่นั่งทำหน้าตายอยู่เบื้องหน้าเธอ
ธวินทร์นิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะสบตาร่างบางพลางยิ้มน้อยๆ พร้อมเอ่ยเสียงอ่อนลง
“วินทร์บอกไซน์แล้วว่าไม่อยากมีเพื่อน ขอบคุณสำหรับคำขอ แต่วินทร์ขอบาย” ชายหนุ่มตรงหน้ายิ้มให้เธออีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าห้องไป ทิ้งให้มีรดาอ้าปากค้าง แก้มขึ้นสีชมพูระเรื่อ จนคนที่เหลือเอ่ยปากแซว
“วินทร์พูดอะไรเหรอมีไซน์ ทำไมหน้าแดงจัง”
“วินซัง ต้องพูดอะไรที่น่ารักมากแน่เลยค่ะ มิซุจังถึงอ้าปากค้างขนาดนี้”
“มีไซน์ แปลให้ฉันฟังเร็วว่าวินพูดว่าอะไร”
คนที่เหลือเข้ามารุมจ้องเธอ สะกิดบ้าง เขย่าบ้าง
มีไซน์ดึงสติกลับมา ได้แต่เอาลิ้นกระทุ้งแก้มตามนิสัยเดิมเวลาหัวร้อน
พูดว่าอะไรน่ะเหรอ… การที่เขาแทนตัวเองด้วยชื่อ มันแปลกแต่ก็น่ารักจนทำเอาเธออ้าปากค้างก็จริง แต่ประโยคที่พูดมานี่ ทำให้หน้าเธอขึ้นสีไม่รู้เพราะเขินหรือโมโหกันแน่สินะ
ด้วยความหมั่นไส้อีกฝ่าย มีรดาจึงะโเป็ภาษาไทยตอบกลับไป
“วินทร์ไม่อยากมีเพื่อน งั้นมีแฟนแทนมั้ยล่ะ เดี๋ยวไซน์จัดให้เลย! ” ว่าจบก็เดินกลับเข้าห้องตัวเอง ทิ้งสามคนที่เหลือได้แต่นั่งงงว่าสองคนที่พูดภาษาไทยใส่กันไปมานี้ ที่แท้พูดว่าอะไรกันแน่