บทที่ 27 ชีวิตผู้คนช่างไร้ค่าเสียจริง!
เซียวอวี้เฉินเดินออกจากเรือนซื่ออาน พลางคิดถึงคำพูดที่ถังซูอี๋เพิ่งกล่าวกับเขาอยู่ในใจ เขายังคงรู้สึกไม่อยากเชื่อ คุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋้าถอนหมั้นกับเขา แม้เขาเองจะไม่ได้คิดว่าตนเองดีเลิศอะไร ทว่าการถอนหมั้นสำหรับสตรีนั้นสร้างความเสียหายมากเพียงใด นางรู้บ้างหรือไม่?
“เ้าว่าคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋เป็คนเช่นไร?” เซียวอวี้เฉินถาม ฉางิที่อยู่ข้างกาย
ฉางิถูกถามจนรู้สึกงุนงง “ข้าน้อยจะรู้ได้เช่นไร”
ปกติคุณชายใหญ่แทบไม่เคยกล่าวถึงคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋เลย เหตุใดวันนี้จึงได้ถามขึ้นมากะทันหัน?
“ไม่รู้ก็ช่างเถิด ต่อไปก็ไม่จำเป็ต้องรู้แล้ว”
เขาเพียงแค่สงสัย อย่างไรก็ตามคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋ใช้วิธีรุนแรงเช่นนี้เพื่อถอนหมั้นกับเขา เขาเองก็ไม่ต้องเป็ห่วงนาง เพียงแค่รู้สึกเสียดายเท่านั้น
…
คุณชายรองเหลียงและฮูหยินรองเหลียงกลับมาถึงจวน ทั้งสองนั่งด้วยกันด้วยความโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แม้แต่คนรับใช้ในห้องก็ไม่กล้าแม้จะหายใจแรง
"ถังซูอี๋กลายเป็แม่ม่ายแล้ว นางมีอะไรน่าภูมิใจนัก? ก็แค่ฮ่องเต้พระราชทานบรรดาศักดิ์ขั้นหนึ่งเท่านั้น มีสิ่งใดดีนักหรือ?” ยิ่งฮูหยินรองเหลียงนึกถึงคำพูดของถังซูอี๋ในจวนโหวเมื่อครู่ รวมถึงสีหน้าเยาะเย้ยนางที่มองมา ยิ่งทำให้โกรธจนเจ็บหัวใจและเจ็บปอดไปหมด
เหลียงเจี้ยนอันที่มีอารมณ์โกรธอยู่แล้ว เมื่อได้ยินฮูหยินรองเหลียงะโอยู่เช่นนี้ เขาก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “เงียบปาก! นางจะภูมิใจหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับเ้า เซียวไฮว่ตายไปแล้ว เ้ายังคิดถึงอยู่อีกหรือ?”
“เหลียงเจี้ยนอัน ท่านอย่าได้กล่าววาจาเพ้อเจ้อ” ฮูหยินรองเหลียงย่อมไม่ยอมรับความรู้สึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีต่อเซียวไฮว่ ยิ่งไปกว่านั้น เซียวไฮว่ได้จากไปแล้ว ทว่านางก็ยังไม่ชอบขี้หน้าถังซูอี๋อยู่ดี
บัดนี้เหลียงเจี้ยนอันไม่อยากโต้เถียงเื่ไร้สาระกับนางอีก เขาจึงมองนางแล้วถามขึ้นอย่างจริงจัง “จดหมายของเ้ามาได้อย่างไร? บอกให้ข้าฟังอีกครั้ง”
จนถึงบัดนี้ เขายังสงสัยอยู่ว่าคงจะมีผู้ใดกำลังเล่นตลกอยู่จริง ๆ
ฮูหยินรองเหลียงก็เกลียดชังผู้ที่ส่งจดหมายมาให้นางจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หากไม่รับจดหมายฉบับนั้นมา นางก็คงไม่บุกไปยังเรือนของถังซูอี๋จนมีปัญหาตามมา และวันนี้นางก็คงไม่ต้องไปขอโทษถังซูอี๋ จนถูกถังซูอี๋หัวเราะเยาะถึงเพียงนี้
นางเล่าเหตุการณ์ที่ได้รับจดหมายั้แ่ต้นจนจบอีกครั้ง เหลียงเจี้ยนอันได้ฟังก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแน่น สั่งให้คนไปตามทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าประตูในวันนั้นมาพบ วันนี้เขาเองก็ถูกเซียวอวี้เฉินทำให้โกรธจนรู้สึกอึดอัดหน่วงหนักอยู่ในอก จำเป็ต้องระบายความรู้สึกนี้ออกไป ทว่าไม่อาจระบายใส่คนของโหวหย่งหนิงได้ เลยไปลงที่ผู้อื่นแทน
ไม่นานทหารรักษาการณ์ทั้งสองก็เดินเข้ามาด้วยความหวาดกลัว พวกเขาก็รู้เื่ที่เกิดขึ้นจากจดหมายฉบับนั้นแล้วเช่นกัน ตลอดสองวันนี้ พวกเขาต่างรู้สึกกระวนกระวายใจ ทันทีที่พวกเขาเห็นเหลียงเจี้ยนอันก็คุกเข่าลง แล้วเล่าเื่ราวที่ยาจกน้อยนำจดหมายมาส่งให้ฟังอีกครั้ง โดยไม่จำเป็ต้องถาม
“ยาจกน้อยงั้นหรือ?” เหลียงเจี้ยนอันถาม
ทหารรักษาการณ์พยักหน้า เขาจึงถามต่อ “ไม่เห็นผู้อื่นเลยหรือ?”
ทหารรักษาการณ์ส่ายหน้า “ไม่เห็น เห็นเพียงยาจกน้อยเพียงผู้เดียว”
เหลียงเจี้ยนอันหรี่ตาคิด ผู้ใดกันที่ให้ยาจกน้อยนำจดหมายมาส่ง ฝ่ายฮูหยินรองเหลียงก็กล่าวด้วยเสียงเข้ม “ไปจับยาจกน้อยผู้นั้นมา”
ทหารรักษาการณ์ทั้งสองมองไปที่เหลียงเจี้ยนอัน เมื่อเห็นเขาพยักหน้า จึงลุกขึ้นออกไปทันที
พวกยาจกต่างมีแหล่งพักพิงของตัวเอง ขอทานน้อยที่ส่งจดหมายนั้นก็หากินอยู่ในละแวกจวนตระกูลเหลียง ไม่นานนักทหารรักษาการณ์ทั้งสองก็ตามตัวจนเจอ แล้วจับตัวมาที่จวนตระกูลเหลียงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
แน่นอนว่าคุณชายรองเหลียงและฮูหยินรองเหลียงจะไม่สอบปากคำยาจกน้อยที่สกปรกด้วยตนเอง พวกเขาจึงมอบให้พ่อบ้านเป็ผู้จัดการ ยาจกน้อยผู้นั้นใจนแทบสิ้นสติ เมื่อพ่อบ้านถามก็เล่าเื่ราวในวันนั้นออกมาโดยไม่ปิดบัง
จากนั้นพ่อบ้านก็ไปรายงานให้คุณชายรองเหลียงและฮูหยินรองเหลียงฟัง “ตามที่ยาจกน้อยผู้บอก วันนั้นมีสาวน้อยอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีให้เงินห้าเหรียญ ให้เขาเอาจดหมายมาส่งที่จวนของพวกเรา”
“หน้าตาผู้นั้นเป็เช่นไร?” ฮูหยินรองเหลียงถาม
“สาวน้อยผู้นั้นใช้ผ้าปิดบังหน้าตา ยาจกน้อยจึงไม่เห็นหน้า จำได้เพียงว่านางใส่เสื้อผ้าสีเขียวอ่อน หากดูจากเสื้อผ้า ข้าน้อยเดาว่าคงจะเป็สาวใช้”
“แค่นี้เองหรือ?” ฮูหยินรองเหลียงถามด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด “ไม่มีข้อมูลอื่นแล้วหรือ?”
พ่อบ้านส่ายหน้าอย่างระวัง “ไม่มีแล้ว ยาจกน้อยคงไม่กล่าวเท็จ”
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้ตายไป” ฮูหยินรองเหลียงโกรธจนเจ็บหน้าอก เดิมทีคิดว่าจะหาผู้ที่ส่งจดหมายมาให้พวกเขาเพื่อระบายความโกรธได้ ทว่ากลับไปพบแม้เงา
พ่อบ้านเหงื่อเย็นซึมที่หน้าผาก ยาจกน้อยตายก็แค่ตาย เขากลัวว่าฮูหยินรองเหลียงจะโทษเขาด้วย เพราะจดหมายฉบับนั้นก็ผ่านมือเขาเช่นกัน ในเมื่อกลัวสิ่งใดสิ่งนั้นมักจะเกิดขึ้นจริง ยามนี้ก็ได้เห็นฮูหยินรองเหลียงจ้องเขม็งมายังเขาและแม่นมไช่ “พวกเ้าจงไปรับโทษพร้อมทหารรักษาการณ์สองนายนั้น คนละสามสิบไม้”
แม่บ้านใจนอ้าปากค้าง แม่นมไช่ล้มลงกับพื้นในทันที สามสิบไม้ อย่างน้อยก็ต้องเอาชีวิตนางไปแล้วครึ่งหนึ่ง ทว่านางกลับไม่กล้าขอความเมตตา ด้วยนางรู้นิสัยของฮูหยินรองเหลียงดี หากขอร้องเมื่อใด ย่อมถูกลงโทษหนักกว่าเดิม
พ่อบ้านมองฮูหยินรองเหลียงด้วยสายตาอ้อนวอน ทว่านางเพียงโบกมือเบา ๆ ให้พวกเขาออกไป พ่อบ้านและแม่นมไช่จำใจต้องออกไปด้วยความหวาดกลัว เมื่อออกมานอกเรือน ทั้งสองก็มองหน้ากันโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก
จะกล่าวสิ่งใดได้เล่า? ได้ติดตามเ้านายเช่นนี้ ก็เป็เพราะชะตากรรมของพวกเขาไม่ดีเอง
เมื่อนึกถึงต้นเหตุที่ทำให้ตนต้องมารับโทษครั้งนี้ พ่อบ้านก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พลางก้าวยาว ๆ ไปยังเรือนที่คนรับใช้อาศัยอยู่ ยามนี้ยาจกน้อยก็อยู่ที่นั่น เมื่อเข้าไปในเรือนก็เห็นยาจกน้อยกำลังคุกเข่าตัวสั่นเทิ้มอยู่กับพื้น ข้าง ๆ มีองครักษ์ยืนอยู่สองนาย
“คุณชายรองและคุณนายรองบอกว่า พวกข้าโดนลงโทษคนละสามสิบไม้” แม่บ้านมององครักษ์ทั้งสองแล้วพูด “ขอทานตัวเล็กนี่...เฆี่ยนจนตาย ลงมือได้”
ยาจกน้อยได้ยินแล้วใจนเป็ลมหมดสติไป ทว่าจะมีผู้ใดในเรือนใส่ใจกัน องครักษ์ทั้งสองเข้าไปในห้องเก็บของ นายหนึ่งหยิบท่อนไม้ที่หนาเท่าแขนผู้ใหญ่ออกมา แล้วเดินไปข้าง ๆ ยาจกน้อยที่หมดสติ ก่อนจะยกไม้ขึ้นฟาดลงไปอย่างแรง
เสียงกระดูกหักดัง ‘กร๊อบ’ ยาจกน้อยเจ็บจนร้องโอดโอยอย่างน่าเวทนา พ่อบ้านขมวดคิ้ว “อุดปากมัน”
องครักษ์หาเศษผ้ามาอุดปากยาจกน้อย จากนั้นทั้งสองก็ผลัดกันใช้ท่อนไม้ฟาดลงบนร่างของยาจกน้อย เด็กแปดเก้าขวบร่างกายยังอ่อนแอ ตอนแรกยังพยายามดิ้นรนร้องไห้ ทว่าหลังจากโดนตีไปสิบกว่าครั้งก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีก
“โยนมันออกไปข้างนอก” พ่อบ้านกล่าวราวกับเป็การทิ้งหมาแมวตัวเล็ก ๆ
จวนโหวหย่งหนิง
ถังซูอี๋กำลังคุยกับชุ่ยอวิ๋นและชุ่ยจู้เื่ตัดเย็บเสื้อผ้า อากาศเย็นลงมากแล้ว ไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาว จะต้องเตรียมทำเสื้อกันหนาวั้แ่ตอนนี้
“พรุ่งนี้ให้ช่างตัดเสื้อมาวัดตัวด้วยนะ ข้าจะไปดูในห้องเก็บของว่ามีผ้าแบบใดเหลืออยู่บ้าง” ถังซูอี๋กำลังสั่งชุ่ยอวิ๋นและชุ่ยจู้ ทว่าจู่ ๆ พ่อบ้านก็เดินเข้ามาแล้วค้อมตัวคำนับ ก่อนจะยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีราวกับอยากจะกล่าวสิ่งใดสักอย่าง
ถังซูอี๋เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนจึงได้ถามออกไป “มีเหตุใดหรือ? กล่าวมาเถิด”
พ่อบ้านได้แต่ทอดถอนใจ “เมื่อครู่ข้าได้ส่งคนไปสืบดูที่จวนตระกูลเหลียง ได้ความว่าตระกูลเหลียงฆ่ายาจกน้อยตายไปผู้หนึ่ง พวกข้าได้สอบถามจนทราบว่า เมื่อสองวันก่อน ยาจกน้อยผู้นั้นได้รับเงินจากคุณหนูท่านหนึ่ง ให้นำจดหมายไปส่งที่จวนตระกูลเหลียง”
ถังซูอี๋ได้ฟังดังนั้นก็อึ้งอยู่พักใหญ่ ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่า อู๋จิ้งอวิ๋นให้ยาจกน้อยผู้นั้นเอาจดหมายไปส่งที่จวนตระกูลเหลียงแน่ ๆ เหลียงเจี้ยน อันคงไม่ได้อะไรดี ๆ จากเื่นี้ ทั้งยังพลาดจนได้เื่ใส่ตัว จึงเอาเื่ไปลงที่ยาจกน้อยผู้นั้น
ชีวิตผู้คนช่างไร้ค่าเสียจริง!
ถังซูอี๋รู้สึกอึดอัดหน่วงในอกขึ้นมาทันที
“ฮูหยิน” พ่อบ้านเห็นสีหน้าของถังซูอี๋ไม่ดีนัก จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ท่านว่าหลังจากนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
ถังซูอี๋เพิ่งจะได้สติ “ศพของยาจกน้อยอยู่ที่ใด?”
“สุสานไร้ป้าย”
“หาที่ฝังให้เรียบร้อยเถิด” ถังซูอี๋สั่ง “เก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด แล้วนำเื่นี้ไปแจ้งคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋ด้วย”
ถ้าไม่ใช่เพราะอู๋จิ้งอวิ๋นให้ยาจกน้อยผู้นั้นนำจดหมายไปส่ง ชีวิตของเขาคงไม่จบลงเช่นนี้
จริง ๆ แล้วหากอู๋จิ้งอวิ๋น้าจะแก้แค้นเซียวอวี้เฉินเพียงผู้เดียว โดยไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นในจวนโหว และตราบใดที่นางไม่ถึงขั้นลงมือฆ่าเซียวอวี้เฉิน ถังซูอี๋ก็คงไม่เข้ามาก้าวก่าย
พ่อบ้านไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องนำเื่นี้ไปแจ้งแก่คุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋ ทว่าเมื่อเห็นว่าอารมณ์ของถังซูอี๋ไม่ดีนัก จึงไม่ได้ถามให้มากความ