เวียสต้ามองไปที่ไลท์ด้วยแววตาเปร่งประกายและต้องการที่จะสู้มากยิ่งขึ้น
ไลท์สามารถสัมผัสได้ถึงความต้องการที่จะสู้ออกมาจากแววตาของเวียสต้า เขาจึงพูดขึ้นว่า “ ถ้าหากเธออยากที่จะสู้กับฉันมากนักก็เอาไว้พรุ่งนี้แล้วกัน ”
“ ตกลง ” เวียสต้าตอบรับด้วยความยินดี
“ จริงสิฉันยังไม่ได้แนะนำตัวเองเลย ฉันชื่อ เวียสต้า วัลแคน ” เวียสต้าแนะนำตัวเอง
ไลท์และคนอี่นๆที่ได้หยุดก็หยุดชะงักก่อนที่จะมองไปที่เวียสตาด้วยความประหลาดใจ
“ วัลแคนไม่ใช่ว่านี้คือหนึ่งในห้าตระกูลผู้พิทักษ์งั้นหรอ ” คอลรุยพึมพำออกมาด้วยความประหลาดใจ คนอื่นๆเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน พวกเขาไม่คิดเลยว่าเวียสต้าที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาจะเป็นคนของห้าตระกูลผู้พิทักษ์
“ ฉันคิดอยู่แล้วล่ะว่าเธอจะต้องเป็นหนึ่งในห้าตระกูลผู้พิทักษ์ ” ไลท์มองไปที่เวียสต้าด้วยรอยยิ้ม
“ ทำไมนายถึงคิดแบบนั้น ” เวียสต้าถามออกมาด้วยความสงสัย
“ แล้วจะมีตระกูลไหนบ้างล่ะที่มีผู้ติดตามเป็นถึงตัวตนระดับSSS แบบนี้? ” ไลท์พูดพร้อมกับมองไปที่คานท์และไมน์ตี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากลานฝึกซ้อม
เวียสต้าที่ได้ยินไลท์พูดก็เข้าใจได้ทันที ก็จริงอย่างที่ไลท์บอกมา จะมีตระกูลไหนบ้างที่มีตัวตนระดับSSS เป็นผู้ติดตามแบบนี้ถ้าหากไม่ใช่หนึ่งในตระกูลผู้พิทักษ์
“ งั้นแสดงว่าพวกฟีเลียเองก็เป็นหนึ่งในห้าตระกูลผู้พิทักษ์ด้วยงั้นหรอ ” เดซี่ถามออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ ใช่แล้วล่ะ ” เป็นฟีเลียที่กระโดดขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับพยักหน้าให้กับเดซี่
“ ตระกูลของฉันคือฟรอส ฟีเลีย ฟรอส ” ฟีเลียยิ้มและพูดขึ้น
“ งั้นก็เหลืออีกสามตระกูลที่ฉันยังไม่เจอสินะ ” ไลท์พึมพำออกมา
“ เจ้าพวกนั้นเองก็มาเหมือนกันแหละ แต่เจ้าพวกนั้นมันไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แม้แต่พวกฉันก็แทบจะไม่เจอหน้ากันเลย อีกอย่างฉันรู้แค่ว่าพวกนั้นก็มาที่นี้ด้วยแม้ว่าตอนนี้ฉันยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าพวกนั้นเลย ” ฟีเลียพูดขึ้นพร้อมกับถอนหายใจออกมา
“ ดูเหมือนว่าห้าตระกูลของพวกเธอก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยถูกกันงั้นหรอ? ” ไลท์สงสัย
“ เปล่าหรอก ห้าตระกูลผู้พิทักษ์ก็ใช่ว่าจะไม่ถูกกันซะทีเดียว ทุกตระกูลต่างก็ทำเพื่อผลประโยชน์ให้กับตระกูลของตัวเองทั้งนั้น เพราะแบบนั้นจึงทำให้พวกเราห้าตระกูลไม่ค่อยไว้ใจซึ่งกันและกัน อีกอย่างตระกูลของพวกเราก็อยู่คนละทิศคนละทางทำให้ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กัน นอกจากการชุมนุมของห้าตระกูลที่จะเกิดขึ้นทุกสิบปี ” เวียสต้าส่ายหน้าตอบ
พวกไลท์ต่างก็เข้าใจความสัมพันธ์ของห้าตระกูลแล้ว และพวกเขาก็คิดว่ามันไม่แปลกที่พวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าหากเป็นพวกเขา พวกเขาก็คงจะทำแบบเดียวกับห้าตระกูล เพราะไม่มีใครอยากที่จะถูกกดให้ตกต่ำและหายไปจากโลกใบนี้
“ แล้วมีตระกูลไหนที่ไม่ถูกกันบ้างล่ะ? ” ไลท์ถามด้วยความสนใจ
“ ก็มีตระกูลซันไทม์ไม่ถูกกับตระกูลเครอส ส่วนตระกูลวัลแคนของฉันไม่ถูกกับตระกูลอูเบกอสสักเท่าไหร่ เพราะพวกนั้นชอบมาอ้างว่าที่ตระกูลของฉันชนะพวกมันก็เพราะเวทย์ของพวกมันแพ้ทางกับเวทย์ของพวกฉัน ส่วนตระกูลฟรอสนั้นวางตัวเป็นกลางแต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตระกูลฟรอสนี้แหละตัวดีเลยเพราะชอบทะเลาะกับอีกสี่ตระกูลไปทั่ว ” เวียสต้าพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ฟีเลียและฟลินท์
หลังจากที่คุยกันพักหนึ่ง ทั้งหมดก็พากันไปกินอาหารที่ชั้นหนึ่งก็พบว่าผู้คนที่ชั้นหนึ่งก็ยังเหลืออยู่อีกเยอะ ซึ่งพวกเขาต่างก็ยืนพูดคุยกันเกี่ยวกับสมบัติที่นำมาประมูล
เมื่อพวกไลท์เดินเข้ามาในห้องอาหาร ทุกคนก็พากันสนใจพวกไลท์และพูดคุยกัน
“ นี้ทุกคน พวกนายเห็นกลุ่มคนที่สวมชุดสีม่วงที่อยู่ตรงมุมห้องนั้นไหม ” ฟีเลียพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปยังมุมห้อง
ไลท์และคนอื่นๆมองตามไปก็พบว่าตรงนั้นมีกลุ่มคนสี่คนยืนอยู่ ซึ่งพวกเขาต่างก็สวมชุดหรูหราและมีรูปแบบเดียวกันแม้ว่าสีของชุดจะแตกต่างไปเล็กน้อยก็ตาม
“ เจ้าพวกนั้นคือตระกูลซันไทม์ ” ฟีเลียพูดขึ้น
ไลท์มองดูคนของตระกูลซันไทม์ด้วยความสนใจ เพราะเขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงออร่าของพวกเขาได้เลย
คนของตระกูลซันไทม์เป็นผู้หญิงสองคนและผู้ชายหนึ่งคน ซึ่งอายุของทั้งสองนั้นพอๆกับพวกฟีเลียและยังมีชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งที่น่าจะเป็นผู้คุ้มกันรุ่นเยาว์ของตระกูลซันไทม์
“ ผู้หญิงผมม่วงนั้นมีชื่อว่า เฮเลน เธอเป็นลูกสาวของผู้นำตระกูลซันไทม์คนปัจจุบัน ความแข็งแกร่งของเธออยู่ในระดับSS เธอใช้พิณเป็นอาวุณในการต่อสู้
คนต่อมาก็คือผู้หญิงผมทอง เธอชื่อว่า ลูซิน เธอเป็นลูกสาวของผู้อาวุโสระดับสูงคนหนึ่งของตระกูลซันไทม์ ความแข็งแกร่งระดับS ใช้ขลุ่ยเป็นอาวุธ
ส่วนชายหนุ่มนั้นชื่อว่า ลูเซียน เขาเป็นน้องชายของลูซิน ความแข็งแกร่งก็อยู่ในระดับSเหมือนกัน ใช้ขลุ่ยเป็นอาวุธเหมือนกับพี่สาวของเขา
และสุดท้ายก็คือผู้คุ้มกันที่เป็นชายวัยกลางคน คนๆนั้นมีชื่อว่า คูลิน ตัวตนระดับSSS นอกจากนี้ยังเป็นผู้ใช้ขลุ่ยเป็นอาวุธ
ต้องบอกว่าขลุ่ยของตระกูลซันไทม์นั้นพิเศษมากเพราะขลุ่ยของพวกเขามีลักษณะเป็นมีดสั้น ส่วนด้ามจับก็สามารถนำมาเป่าเป็นขลุ่ยได้
คนของตระกูลซันไทม์เกือบทั้งหมดจะเป็นจอมเวทย์สายดนตรี พวกเขาเชี่ยวชาญเวทย์ดนตรีเป็นอย่างมาก ซึ่งเวทย์ของพวกเขาเป็นเวทย์สายสนับสนุนได้ดีเลยทีเดียว แต่เจ้าพวกซันไทม์นั้นชอบอยู่แบบส่วนตัวและไม่ชอบสุงสิงกับใคร เป็นพวกเอ้อละเหยลอยชายก็ว่าได้ ส่วนที่เจ้าพวกนี้ไม่ถูกกับตระกูลเครอส ถ้าหากพวกนายเจอตระกูลเครอสพวกนายก็จะรู้เลยว่าทำไมตระกูลซันไทม์ถึงถูกกับตระกูลเครอส ” ฟีเลียอธิบาย
ไลท์และคนอื่นๆก็ชักอยากจะรู้แล้วว่าพวกตระกูลเครอสทำอะไรกันแน่ถึงทำให้ตระกูลซันไทม์ไม่พอใจแบบนั้น
“ แล้วพวกเธอเองก็น่าจะเป็นลูกของตัวตนระดับสูงของตระกูลใช่ไหม ไม่อย่างนั้นทางตระกูลคงจะไม่ส่งตัวตนระดับSSSมาคุ้มกันหรอก ” ไลท์มองไปที่พวกฟีเลียและเวียสต้าด้วยความสงสัยและพอที่จะคาดเดาได้
“ ก็เป็นอย่างที่นายคิดแหละ ฉันเป็นลูกของผู้นำตระกูลวัลแคน ” เวียสต้าพูดขึ้น
“ ส่วนฉันก็เป็นลูกของผู้นำตระกูลฟรอส ” ฟีเลียหัวเราะคิกคัก
“ จริงสิแล้วเวทย์มนต์ของตระกูลฟรอสและตระกูลวัลแคนคืออะไรหรอ? ” เดซี่ถามด้วยความอยากรู้และสนใจ คนอื่นๆเองก็รอฟังคำตอบของฟีเลียด้วยเหมือนกัน
“ พวกเราตระกูลฟรอสเชี่ยวชาญเวทย์ธาตุน้ำและน้ำแข็งเป็นพิเศษ แน่นอนว่าก็มีธาตุอื่นๆในตระกูลอยู่บ้างแต่ที่โดดเด่นก็คือน้ำและน้ำแข็ง เพราะว่าคนส่วนมากในตระกูลจะเป็นธาตุน้ำและน้ำแข็งซะส่วนใหญ่ ส่วนฉันเป็นตัวตนพิเศษเพราะเวทย์ของฉันคือการดูคุณสมบัติของคนๆอื่น
ด้วยการมีอยู่ของฉันตระกูลจึงสามารถมองหารุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์เข้าร่วมกับตระกูลได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ฉันกลายเป็นหนึ่งในบุคคลระดับสูงของตระกูลทั้งๆที่ฉันอายุเพียงแค่นี้
ส่วนทางด้านของตระกูลวัคแคน พวกเขาเชี่ยวชาญสองธาตุคือ ไฟและลม แต่ส่วนมากในตระกูลจะเป็นไฟมากกว่า ถ้าหากคิดเป็นสัดส่วนก็น่าจะเจ็ดต่อสาม เจ็ดส่วนคือคนที่มีธาตุไฟและสองคือคนที่มีธาตุลมและหนึ่งคือธาตุอื่นๆ นอกจากนี้ไฟของตระกูลวัลแคนก็พิเศษมากๆและจะมีลักษณะเฉพาะตัวอีกด้วย
ทางด้านตระกูลอูเบกอส พวกเขาเชี่ยวชาญธาตุดินและไม้ ซึ่งคนส่วนมากของตระกูลอูเบกอสคือธาตุไม้ เพราะฉะนั้นพวกมันเวลาเจอพวกเราตระกูลวัลแคนก็มักจะชอบมาบอกว่าที่พวกเราตระกูลวัลแคนชนะตระกูลอูเบกอสได้ก็เพราะธาตุไม้ที่แพ้ให้กับธาตุไฟ
สุดท้ายคือตระกูลเครอส เจ้าตระกูลนี้ผิดแปลกไปจากตระกูลอื่นๆก็ตรงที่เวทย์ของเจ้าพวกนี้คือเวทย์พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเวทย์อัญเชิญ เวทย์เสริมพลัง อะไรพวกนี้ ซึ่งบางคนก็มีทั้งเวทย์อัญเชิญและเวทย์เสริมพลังภายในตัวคนเดียวเลย สาเหตุที่เจ้าพวกตะรกูลเครอสมีเวทย์เหล่านี้ก็เพราะตระกูลเครอสชอบที่จะแต่งงานกับคนนอก พวกเขามักจะหาจอมเวทย์สายพิเศษและก็พากลับเข้าไปในตระกูลเพื่อสร้างจอมเวทย์สายพิเศษออกมา ” ฟีเลียอธิบาย
“ ตระกูลเครอสน่าสนใจจริงๆ ” ไลท์พึมพำออกมาด้วยความสนใจ
“ นายสนใจพวกนั้นหรอ ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าเจ้าพวกนั้นน่ะมันเป็นพวกชอบกวนประสาทเลยทีเดียว และพอฉันนึกถึงพวกมันทีไรก็ทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดทุกทีเลย ” เวียสต้าพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิด
“ เจ้าพวกนั้นมันทำไมหรอ? ” เดซี่ถามด้วยความอยากรู้
“ ก็เจ้าพวกนั้นมันพูดจากวนโมโหยังไงล่ะ ชอบดูถูกคนอื่น ชอบบอกว่าธาตุธรรมดาอย่างดิน ไฟ ลม น้ำ หาได้ง่ายๆไม่เหมือนพวกมันที่เป็นธาตุสายพิเศษและที่ทำให้ฉันหงุดหงิดก็คือการที่พวกมันชอบโอ้อวดความหล่อความสวยของตัวเองโดยที่ไม่ได้ดูสารรูปของตัวเองเลย ตระกูลบ้านี้โคตรหลงตัวเองเลย ” เวียสต้าพูดขึ้น
พวกไลท์ได้ยินก็เกือบจะสำลักอาหารทันที
“ ไม่คิดเลยว่าเจ้าพวกนั้นจะอาการหนักขนาดนี้ ” ไลท์หัวเราะออกมา
“ นั้นสิ ” เบเรียลถึงกับกุมขมับ เธอเคยเจอคนประเภทนี้มาแต่ไม่เคยเจอใครที่จะเป็นได้ขนาดนี้
“ พูดถึงก็เจอเลย ” เวียสต้าพูดพร้อมกับถอนหายใจจากนั้นเธอก็ชี้ไปยังกลุ่มคนที่กำลังเดินเข้ามาที่ประตู
เป็นกลุ่มคนที่รูปร่างสูงใหญ่มีกล้ามเป็นมัดๆ สวมชุดหรูหราสีน้ำตาล แม้กระทั้งผู้หญิงก็ยังมีกล้ามเป็นมัดๆ ซึ่งทุกๆคนในกลุ่มสูงเกือบๆสองเมตรกันทั้งหมด นอกจากนี้สีหน้าของพวกเขาดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความโอ้อวดที่แผ่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด
เป็นชายหนุ่มสองคนที่อายุประมาณพอๆกับพวกฟลินท์และวาร์เลียน ตัวสูงเกือบสองเมตร กล้ามหนึ่งข้างก็มีขนาดใหญ่กว่าแขนทั้งสองข้างของไลท์มารวมกันเสียอีก ใบหน้าของพวกเขาดูยิ้มแย้มตลอดเวลา
ถัดจากชายหนุ่มก็เป็นหญิงสาว แม้ว่าเธอจะเป็นหญิงสาวแต่เธอก็สูงถึงหนึ่งเมตรแปดสิบเซนติเมตร กล้ามของเธอแม้ว่าจะไม่ได้ใหญ่มากแต่ก็นับว่าใหญ่กว่าแขนของไลท์ ใบหน้าของเธอดูมีชีวิตชีวาอย่างมาก
ส่วนด้านหลังของทั้งสามเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสูงกว่าสองเมตร กล้ามใหญ่กว่าชายหนุ่มสองคนนั้นเล็กน้อย ใบหน้าดูสบายๆชิลๆ แถมยังชอบยักคิ้วให้กับสาวๆอีกด้วย
ไลท์มองดูกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยความประหลาดใจและคิดว่าถ้าหากเขาเจอคนพวกนี้ที่ข้างนอกล่ะก็ เขาจะรีบเดินเข้าไปต่อยหน้าเจ้าพวกนี้สักทีเลย ที่สำคัญคือนี้พวกเขายังเก็บออร่าได้อย่างดีจนไลท์ไม่สามารถสัมผัสออร่าได้
“ เห็นรูปร่างของพวกมันไหมล่ะ เจ้าพวกนั้นมันชอบโอ้อวดรูปร่างที่สูงใหญ่กำยำของพวกมันและบอกว่าคนที่ตัวผอมแห้งแบบพวกเรานั้นเป็นพวกไม่มีแรงและอ่อนแอกว่าพวกมัน ” ฟีเลียพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ เจ้าพวกนั้นคือคนของตระกูลเครอส เป็นไงล่ะแค่เห็นหน้าของพวกมันแล้วก็อยากจะซัดสักหมัดไหมล่ะ? ” เวียสต้าพูดขึ้นพร้อมกับส่ายหน้าไปมา
เป็นอย่างที่เวียสต้าบอกจริงๆ แค่เห็นหน้าก็อยากซัดใส่สักหมัดแล้ว
“ หน้าตาของเจ้าพวกนี้มันยังกวนบาทาเหมือนเดิมไม่มีเปลื่ยน ” ฟลินท์มองไปยังกลุ่มของตระกูลเครอสด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหนาย วาร์เลียนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของฟลิน
" เจ้าคนหน้าสุดชื่อว่าเมอร์ยอส เป็นลูกชายของผู้นำตระกูลเครอส ส่วนผู้หญิงที่อยู่ข้างๆก็ชื่อว่ายุนก้าเป็นน้องสาวของเมอร์ยอส
เมอร์ยอสใช้ได้ทั้งเวทย์อัญเชิญและเสริมพลัง ซึ่งสัตว์อัญเชิญที่เมอร์ยอสทำพันธสัญญาด้วยก็คือไวเวิร์นเนตรเพลิง ส่วนเวทย์เสริมพลังของมันก็คือความแข็งแกร่ง ความเร็ว เจ้าหมอนั้นไม่ได้ใช้อาวุธแต่ใช้หมัดในการต่อสู้ ความแข็งแกร่งของมันอยู่ในระดับSS
ยุนก้า ก็เป็นทั้งจอมเวทย์อัญเชิญและจอมเวทย์เสริมพลัง สัตว์อัญเชิญที่ยุนก้าทำสัญญาก็คือเหยี่ยวทอร์นาโด ส่วนอาวุธก็คือหมัดเช่นเดียวกัน ความแข็งแกร่งอยู่ในระดับS
สุดท้ายคือยอเนียร์ เขาเป็นลูกของเท็มเบอร์ ซึ่งเป็นน้องชายของผู้นำตระกูลเครอส เป็นจอมเวทย์อัญเชิญ และสัตว์อัญเชิญก็คือตุ่นปฐพี ความแข็งแกร่งอยู่ในระดับS
ส่วนคนสุดท้ายก็คือผู้คุ้มกันของพวกเขาชื่อว่ากุนเด้ เขาเป็นจอมเวทย์เสริมพลัง ซึ่งเพิ่มความสามารถทางกายภาพทั้งหมดให้กับร่างกาย ความแข็งแกร่งของเขาอยู่ในระดับSSS ส่วนอาวุธก็คือหมัด " ฟีเลียอธิบาย
คล้ายกับคนของตระกูลเครอสรู้สึกตัวว่ามีคนกำลังมองอยู่ พวกเขาจึงมองมายังจุดที่พวกเขาสัมผัสได้ ก็พบว่ามีกลุ่มคนขนาดใหญ่กำลังมองมาที่พวกเขาจริงๆ
“ ยัยอัปลักษณ์ของตระกูลฟรอสกับตระกูลวัลแคนไม่ใช่หรอ? ทำไมถึงมารวมกลุ่มกันได้ล่ะเนี้ย นี้พี่พวกเราไปทักทายพวกอัปลักษณ์หน่อยไหม ” ยุนก้าถามขึ้นพร้อมกับแสดงสีหน้าเปร่งประกายออกมา
“ เอาสิ ฉันไม่ได้เจอเจ้าพวกนั้นก็นานพอสมควรแล้วไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะพัฒนาตัวเองมาถึงระดับไหนแล้ว โชคร้ายจริงๆที่ต้องมาอยู่ในยุคเดียวกับฉัน ตัวตนที่ทั้งอัจฉริยะและเพอร์เฟคที่สุดในโลกใบนี้ ” เมอร์ยอสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงโอ้อวด พร้อมกับจับไปที่กล้ามแขนของตัวเองด้วยความพึงพอใจ
“ ไปกันเถอะยุนก้า ยอเนียร์ ” เมอร์ยอสพูดขึ้นพร้อมเสยผมหนึ่งทีและเดินนำทั้งสองคน โดยที่มีกุนเด้เดินตามไปด้วยเพื่อคุ้มกันความปลอดภัย