นับตั้งแต่วันนั้น โย่ว หลิงจี ก็ไม่ปรากฏตัวออกมาหาอาหารให้เห็นอีกเลย
แต่ว่า ภายในพระราชวังเทียนอู่ในวันนั้น จิ่ว ซื่อจุ้น ได้ตกปากรับคำกับ องค์หญิง อู่หยู ว่าจะให้นางพักฟื้นร่างกายเป็นเวลา 1 เดือน และ ถึงแม้ว่าความหฤหรรษ์ของ โย่ว หลิงจี นั้นสูญหายไป แต่พวกมันก็ไม่ได้รีบเร่งที่จะเดินทางจากไป
องค์หญิง อู่หยู รู้วิธีเชื่อมสายสัมพันธ์กับทารก เนื่องจากนางเคยเลี้ยงดูทารกที่กำเนิดในนครเย่ว อู่แห่งนี้มาก่อน จึงทำให้นางรู้วิธีรับมือกับทารกน้อยหลายวิธี
ในเวลานี้ โย่ว หลิงจี ยังไม่ได้สร้างปัญหาแต่ประการใด จึงทำให้ อู่ อวี้ มีเวลาคิดค้นหาวิธีในทะลวงผ่านระดับขั้น
เหตุการณ์ในครั้งนี้ คล้ายคลึงกับเมื่อครั้ง ซือตู๋ หมิงหลาง มันคือการต่อสู้ขั้นแตกหักที่ตัวเขานั้นจำเป็นต้องทุ่มสุดตัว เพื่อควานหาวิธีในการทะลวงผ่านสู่ระดับขั้นต่อไป แต่ในครั้งนั้นเขามีโอกาสได้รับ ' หยดโลหิตปีศาจวานร ' มาอย่างบังเอิญ เห็นได้ชัดว่าในครั้งนี้เขาอาจไม่โชคดีเหมือนกับที่ผ่านมา
อู่ อวี้ ไม่ทราบว่าการทะลวงผ่านขั้น พลองเทวะทะลวงจิต จะต้องแลกกับค่าใช้จ่ายยิ่งใหญ่มหาศาลมากแค่ไหน
" การทะลวงผ่านในแต่ละขั้นของ 'กายาเพชรอมตะ' จนถึง 'เซียนวานรจำแลง' ล้วนต้องใช้ความเพียรพยายาม มานะอดทน โชควาสนาและโอกาส ยกเว้นขั้นที่สิบ 'พลองเทวะทะลวงจิต' ข้าจะต้องทำความเข้าใจกับมันให้ลึกซึ้ง "
ดูเหมือนว่านี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ได้มาถึงทางตัน
ความยากลำบากในครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าหนักหนายิ่งกว่าที่เขาเคยเจอมาทั้งหมด
หลังจาก อู่ อวี้ ใช้เวลาใช้เวลาไตร่ตรองครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ได้ข้อสรุป
" ทะลวงจิตวิถีนักรบ พลองเทวะทะลวงจิต ถ้ามีโอกาส ในการรู้แจ้งทะลวงผ่านระดับ ทั้งสองนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้เพียงหนึ่งวัน ข้าเกรงว่ามันอาจต้องใช้เวลาอีกเป็นทศวรรษ หรือข้าอาจจะติดอยู่ในระดับนี้ตลอดไปเลยก็ได้"
เขามีเวลาเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น เป็นหนึ่งเดือนที่ลุ้นระทึกอย่างยิ่ง
" หนึ่งในวิถีของผู้ฝึกตนในเส้นทางเต๋านั้น ล้วนต้องใช้ความพยายามเฉกเช่นดั่งปลาคราฟ ว่ายทวนกระแสน้ำ[1](#_ftn1) โอกาสที่จะสำเร็จนั้นมีอยู่ไม่มาก ตัวข้านี้ไม่ได้มีความพิเศษอันใด และ ข้ามิอาจดูแคลนเหล่าเซียนเต๋าได้ หากดูแคลนวิถีแห่งเต๋า เท่ากับดูแคลนตัวเอง แต่ถ้าข้าต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป ความหวาดกลัวก็มิใช่สิ่งที่จะทำให้ข้าทะลวงจิตได้"
หากเขาไม่สามารถทะลวงจิตวิถีนักรบได้ โอกาสชนะ โย่ว หลิงจี มีเพียงแค่ 2 ใน 10 ส่วนเท่านั้น
หากเขาผิดพลาดเพียงก้าว เขาจะสูญเสียองค์หญิง อู่หยู ไปตลอดชีวิต นางจะต้องเสมือนตกอยู่ในขุมนรกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จะไม่อาจจินตนาการได้
เพราะเหตุนี้ยิ่งทำให้ อู่ อวี้ เกิดแรงกดดันมหาศาลมากอย่างยิ่ง ลำพังแค่เพียงการแก้แค้นของตนเอง แรงกดดันที่เขาแบกรับก็ไม่สู้ดีนัก
ด้วยแรงกดดันที่รายล้อมรอบตัวเขา เปรียบได้ดั่งหนอนที่ติดกับกระดูก[2](#_ftn2) ช่วงเวลาที่ อู่ อวี้ กำลังฝึกตนอยู่นั้น เขาไม่อาจมุ่งเน้นไปที่การฝึกแบบเพียงอย่างเดียวได้ ภายในจิตใจของเขายังคงสับสนปั่นป่วน แม้เขาจะใช้เวลาในการฝึกฝนอยู่นาน แต่ก็ไร้ซึ่งความคืบหน้า
ยิ่งเจ้าปรารถนาให้สงบ ก็ยิ่งไม่สงบมากขึ้นเท่านั้น
ความสงบที่ว่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่คิดอยากจะได้ มันก็จะมาให้
นั่นเพราะว่าเขากังวลในเรื่องของ องค์หญิง อู่หยู เขาจึงปรารถนาที่จะเพ่งสมาธิ เพื่อทำให้จิตใจของเขาสงบลง แต่ทว่ามันช่างเป็นเรื่องยากยิ่งนัก
อู่ อวี้ จะนับวันเวลาในทุก ๆ ชั่วยาม เวลาหมุนผ่านไปวันแล้ววันเล่า โอกาสของเขาเหลือไม่มากนัก
องค์หญิง อู่หยู เองก็กังวลเช่นกัน และวันที่นางต้องเดินทางไปยังอาณาจักรตงเสินเพื่อเข้าร่วมอภิเษกก็ได้คืบคลานเข้ามา ราษฎรมากมายต่างไม่เห็นด้วย ฝูงชนรวมตัวร่วมชุมนุมตามท้องถนน แม้กระทั่งภายในกลุ่มนั้นยังมีขุนนางอยู่ด้วย พร้อมกับโห่ร้องตะโกน ด้วยความเกรี้ยวกราดไม่เห็นด้วย ฝูงชนจำนวนมากเคลื่อนไหว มารวมตัวกันอยู่ตรงย่านใจกลางนครเย่วอู่ โชคยังดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต
วันคืนหมุนผ่าน แสงจากคบเพลิงยังคงถูกจุดอยู่ท่ามกลางนครหลวงเย่ว อู่ มีผู้คนมากมายกว่าแปดในสิบส่วน ไม่พอใจกับการอภิเษก และ ทำให้องค์หญิง อู่หยู ต้องเดินทางไปยังอาณาจักรตงเสิน โดยระหว่างเดือนนี้ทหารองครักษ์ของอาณาจักรตงเสินที่มาประจำการอยู่นครหลวงเย่ว อู่ ได้มีการขัดแย้งกับชาวบ้านในพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง แต่ฝ่ายตรงข้ามนั้นช่างเหี้ยมโหด มันได้ตอบโต้กลับมาอย่างไร้ซึ่งความปรานี
ดังนั้นอาณาจักรตงเสิน จึงมีชื่อเสียงเน่าเฟะเลวร้ายมากยิ่งขึ้น
แต่องค์หญิง อู่หยู ก็ล่วงรู้อยู่แล้วว่า ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับ อู่ อวี้
แม้ว่าหลังจากนี้ คือการตัดสินใจชะตาชีวิตว่านางจะอยู่ หรือ ตาย แต่ องค์หญิง อู่หยู ก็ไม่แยแสแม้แต่น้อย แม้ อู่ อวี้ จะเป็นความหวังอันน้อยนิดของนาง
" เพียงแค่ข้าได้ล่วงรู้ความจริงที่ว่า เจ้านั้นยังมีชีวิตอยู่มันก็ถือว่าเป็นข่าวดีอันใหญ่หลวงยิ่งแล้วสำหรับข้า ส่วนตัวข้านั้นจะอยู่หรือ ตาย ก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป " ในค่ำคืนนี้องค์หญิง อู่หยู มาอยู่ด้านบนของหอคอย นางอิงกายข้างกำแพงเหม่อมองทัศนียภาพของนครเย่วอู่ในยามราตรี ตลอดค่ำคืนนั้น
" เหลืออีกกี่วัน " อู่ อวี้ เปล่งเสียงแหบออกมาอย่างแผ่วเบา
" สามวัน "
" สามวัน! " เขาฟาดพลองพิชิตมารลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง
ไม่ว่าเขาจะเค้นสมองออกมามากเท่าไหร่ เขาก็ไม่พบแม้แต่วิธีเดียว เส้นทางสู่การฝึกตน กลายเป็นลำบากยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง!
มีเวลาเหลืออีกเพียงแค่ 3 วัน แล้วเขาจะเอาอะไรไปต่อสู้กับ โย่ว หลิงจี?
" อู่ อวี้ เจ้าสงบจิตใจแล้วฟังข้าก่อน" องค์หญิง อู่หยู กลับมาดูเขาด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของนางยังคงไว้ด้วยความสงบ นางกลุ่มมือทั้งสองข้างของ อู่ อวี้ เอาไว้ ดวงตาคู่สวยจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ จากนั้นนางก็เอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวลแผ่วเบาว่า " น้องชายของข้า ข้าเข้าใจในความพยายามและแรงผลักดันของเจ้า แต่ในยามนี้ เวลา 1 เดือนกำลังจะล่วงเลยผ่านไป โอกาสชนะของเจ้ายังคงเป็น 2 ใน 10 ส่วน แล้วพี่สาวอย่างข้า จะปล่อยให้เจ้าไปเผชิญชะตากรรมจนต้องตกตายไปได้อย่างไร "
" ไม่! "
" เจ้าต้องสุขุมเยือกเย็น ข้าอยากจะถามเจ้าสักอย่างได้หรือไม่ เจ้าจะสามารถช่วยปกป้องบรรดาเครือญาติของข้าได้หรือไม่? " องค์หญิง อู่หยู เอ่ยถาม
" แน่นอน ข้ารับปาก " ตราบใดที่ อู่ อวี้ ยังอยู่ หยวน ฮ่าว ก็ไม่มีทางที่จะทำร้ายบรรดาเครือญาติขององค์หญิง อู่หยู ลงได้อย่างแน่นอน อีกทั้งเหล่าบรรดาเครือญาติของอู่หยู ยังเป็นสายเลือดของขุนนางตระกูลใหญ่ ดังนั้นตระกูลของนางจึงมีอิทธิพล และ กำลังรบอยู่บ้าง
เมื่อ องค์หญิง อู่หยู ได้ยินดังนั้น นางก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า " เมื่อได้ยินเช่นนี้ข้าก็ค่อยเบาใจหน่อยหากในอีก 3 วัน ฝีมือของเจ้าก้าวหน้าขึ้นได้ เมื่อถึงวันนั้นทุกอย่างก็จะประสบความสำเร็จ ถ้าหากในวันนี้เจ้าไม่สามารถทะลวงผ่านมันได้ แม้เจ้านั้นจะพากเพียรพยายามอย่างหนัก แต่มันไม่เป็นไรหรอก เพราะสิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือปกป้องเหล่าบรรดาเครือญาติ ต่อให้ข้าต้องเดินทางออกจากนครเย่วอู่ ข้าก็ยังสามารถหลบหนีโดยการใช้ยาพิษปลิดชีพตนเองได้ ให้ จิ่ว ซื่อจุ้น อภิเษกกับศพ ขณะที่พวกมันกำลังเดินทางกลับไปยังอาณาจักรตงเสิน "
" น้องชายของข้า สำหรับตัวข้าแล้วถือเป็นการปิดฉากชีวิตที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยข้าก็ได้รู้ว่าเจ้านั้นยังมีชีวิตอยู่ แล้วตัวข้าเองก็มีสิทธิ์เลือกที่จะปลิดชีพตัวเอง แถมเจ้ายังสามารถทำสิ่งที่ข้าไม่อาจทำได้ก็คือ การปกป้องเหล่าเครือญาติของข้า ... " ยามนี้ภายในดวงตาของ องค์หญิง อู่หยู มีหยาดน้ำตาไหลซึมออกมา หยาดน้ำตานี้ได้แสดงถึงความพึงพอใจของนางอย่างแท้จริง
อู่ อวี้ รู้สึกเศร้าหมองใจเป็นอย่างยิ่ง เขาส่ายหัวแล้วกล่าวขึ้นว่า " ท่านพี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ อีก 3 วัน ข้าจะไปปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าของท่าน "
" อู่ อวี้ เจ้าไม่ฟังคำของข้าเช่นนั้น? " สีหน้าของ องค์หญิง อู่หยู จริงจังขณะมองไปที่หน้าของเขา ความรู้สึกกดดันบีบคั้นจนนางไม่อาจฝืนทนได้อีกต่อไป ในที่สุดหยาดน้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมาอย่างสุดจะกั้น
" ข้าเชื่อฟังคำท่านทุกอย่าง แต่สำหรับเรื่องนี้ ข้าไม่อาจฟังได้ " อู่ อวี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
" เจ้า … ข้าจะขอบอกเจ้าตรงนี้ หากในวันนั้นเจ้าไม่มีความมั่นใจมากเพียงพอ แต่เจ้าก็ยังดื้อดึงที่จะปรากฏกาย ในวันนั้นข้าจะตกตายไปต่อหน้าเจ้า " การที่องค์หญิง อู่หยู กล่าวออกไปเช่นนั้นก็เพราะว่า นางเป็นห่วงในชีวิตของ อู่ อวี้ เพราะสำหรับนางแล้วมันคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุด แต่นางนั้นไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางแห่งการฝึกฝน นางจึงได้มอบโอกาสให้ไป 1 เดือนเพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่กระนั้น เส้นทางแห่งการฝึกตนมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
ถือได้ว่าเป็นครั้งแรก ที่พวกเขาทั้งสองนั้นขัดแย้งกัน ...
อู่ อวี้ รู้สึกสับสน เขาคิดอย่างรอบคอบอยู่ครู่หนึ่ง การที่มันมานั่งถกเถียงกับ อู่หยู อยู่ที่นี่หาได้มีประโยชน์อันใดไม่ เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็กล่าวว่า "พี่หญิง เหลือเวลาอีกสามวัน ถึงจะครบกำหนดหนึ่งเดือน ที่ท่านตกลงไว้กับพวกมัน ภายในจิตใจของข้าสามารถสัมผัสได้ถึงขอบเขตบางอย่าง ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องรู้สึกอึดอัด หรือ ลำบากใจ เชื่อในตัวข้า”
ถึงแม้จะถกเถียงกันไปก็หาได้มีประโยชน์ไม่ ไม่มีใครสามารถชักจูงใครได้ ซึ่งมันก็ทำให้ อู่หยู ต้องสะอื้นอยู่หลายครา แต่นางรู้ดีว่า ด้วยลักษณะนิสัยของอู่ อวี้ ไม่ว่านางจะข่มขู่เขาอย่างไร เขาก็จะมุ่งมั่นไปตามเส้นทางของตนเอง
"เอาล่ะ ข้าต้องไปแล้ว ดูแลตนเองด้วย"
จากนั้นนางก็เดินจากไป
เมื่อเขาจ้องมองร่างผ่ายผอมที่กำลังเดินจากไป อู่ อวี้ กำหมัดของตนเองแน่น โทสะ ความเกลียดชัง ความบ้าคลั่ง ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตัวของเขานั้นทวีความบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น
"ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย นี่คือเส้นทางแห่งเซียน! "
ไม่ใช่เพียงแค่ชีวิตของเขาคนเดียวเท่านั้นที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่ชีวิตขององค์หญิงอู่หยูก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายนี้ด้วยเช่นกัน!
เส้นทางการเดินของ อู่ อวี้ ในยามนี้ดูราวกับมีอุปสรรคขวากหนามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
" ข้าไม่อาจจะช่วยผู้ใดไว้ได้ แม้กระทั่งพี่สาวของตนเองแท้ ๆ ยังไม่สามารถปกป้องนางได้ แล้วตัวข้า อู่ อวี้ จะฝึกตนไปเพื่ออะไร จะบ่มเพาะพลังในวิถีแห่งเต๋าไปเพื่ออะไร! "
“สามวันที่ผ่านมา ไม่มีอะไรมากไปกว่าช่วงเวลาที่เสียเปล่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการฟาดทุบ แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ข้าก็จะฟาดมันต่อไป ฟาดจนพลิกสวรรค์ และ ปฐพี!
เขาไม่ได้อยู่ภายในห้องฝึกฝนของพระราชวังอู่หยู แต่เขาได้เดินทางไปยังหุบเขาซ่างเซียนเฟิง บนพื้นที่ว่างเปล่ากว้างขวางขนาดใหญ่ เนื่องจากความเป็นจริงที่กำลังบีบคั้นเข้ามา และบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของอู่หยู ในตอนนี้หัวใจของเขานั้นสั่งสมเพลิงโทสะ และ ความปวดร้าว จนเรียกได้ว่ามากจนเกินทน!
บนพื้นที่กว้างขวางขนาดใหญ่ ณ ใจกลางของที่แห่งนั้น มีหุบเขาซ่างเซียนตั้งตระหง่านอยู่ ภายในสถานที่รกร้างว่างเปล่าไร้ผู้คน อู่ อวี้กำลังถือพลองพิชิตมารไว้ในมือ เขากำลังฟาดมันลงไปอย่างรื่นรมย์ เพลิดเพลินไปกับความเสียหายที่ตนเองก่อขึ้น ในช่วงเวลานั้นเขาก็ร้องคำรามเสียงดังออกมา การฟาดของเขา ก่อให้เกิดเสียงดังสะเทือนเลือนลั่นกึกก้องไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี การฟาดทุบแต่ละครั้ง ก่อให้เกิดเป็นพลังมหาศาลที่พลิกฟ้าพลิกปฐพี!
อย่างไรก็ตาม ตัวของเขาก็ยังคงไม่สามารถบรรลุสู่พลองเทวะทะลวงจิตได้
จนกระทั่งตัวของเขานั้นเหนื่อยหอบอ่อนแรง อู่ อวี้ ก็ล้มตัวลงนอน ท่ามกลางเศษดินเศษหินที่แตกกระจายอยู่รอบ ๆ เขาแหงนหน้าจ้องมองขึ้นไปบนท้องนภา
"ข้าไม่เข้าใจเลย ท่านราชาวานร ทำไมตัวของข้าถึงได้ไร้อำนาจเช่นนี้"
"ข้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ทำไมตัวข้าถึงไม่อาจทะลวงผ่านไม่ได้"
อู่ อวี้ยืนขึ้น พร้อมกับจ้องมองไปยังพระราชวัง เย่ว อู่ ด้วยความหวัง ปราณโลหิตภายในร่างของเขาหมุนวนเดือดพล่านอย่างรุนแรง
.........
ผ่านไปเพียงชั่วพริบตา กำหนดเส้นตายสามวันก็มาถึง
ในวันนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นวันสำคัญสำหรับทุกคนในนครหลวงเย่ว อู่แห่งนี้ ถึงแม้ว่าอาณาจักรตงเสินจะเดินทางออกจากนครหลวงแห่งนี้ในยามเที่ยงวัน ตามท้องถนน ในนครหลวงเย่ว อู่ แห่งนี้ต่างเต็มไปด้วยเหล่าฝูงชนที่เข้ามาร่วมชุมนุมกัน
ถนนหลวงของนครเย่ว อู่ แห่งนี้มีนามว่า 'ถนนหลวงตงไห่' นอกจากนี้ในช่วงยามเช้า เหล่าองครักษ์จากนครหลวงเย่ว อู่ ตั้งได้รับคำสั่งให้มารวมตัวกันอยู่ที่ 'ถนนหลวงตงไห่' เพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ สร้างผลกระทบต่อกองคาราวานของอาณาจักรตงเสิน
ช่วงเวลาตลอดหนึ่งเดือนนี้ เหล่าราชนิกุลในนครเย่ว อู่ ต่างรับรู้โดยทั่วกันว่า เนื่องจากพิธีอภิเษกสมรสขององค์หญิง อู่หยู เป็นสาเหตุทำให้เหล่าราษฎร มาเรียกร้องความยุติธรรมในนครหลวง เย่ว อู่ ต่างร่วมชุมนุมแสดงความไม่พอใจกันเป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งเหล่าผู้ฝึกยุทธก็มารวมตัวกัน ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อเตรียมขัดขวางจิวซื่อจุน และ ปกป้องเจ้าหญิง อู่หยู เอาไว้ให้จงได้
ภายในกลุ่มคนเหล่านี้ มีเหล่าวีรบุรุษผู้บรรลุในเส้นทางแห่งการฝึกตนที่มากกว่าขั้นชั้นฟ้าที่ 5 อยู่ด้วย
สภาพอากาศของนครหลวง เย่ว อู่ ในวันนี้หนาวเย็นเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ในยามนี้จะมีพิรุณตกโปรยปรายลงมา เหล่าฝูงชนต่างหยุดยืนอยู่ท่ามกลางสายลมอันหนาวเหน็บนี้ ร่างกายต่างสั่นสะท้านด้วยความหนาวเย็น ซึ่งพวกเขาก็ทําได้เพียงขยับร่างกายเข้ามาชิดติดกัน อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ได้ล้มเลิกความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แล้วยังคงยืนกรานอยู่ตรงนี้ต่อไป
หลายคนต่างชะเง้อคอมองเข้าไปยังทิศทางของพระราชวัง
เหล่าผู้ฝึกยุทธบางคน ต่างขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคา พร้อมกับกระชับกระบี่ที่อยู่ในมือ ด้วยสีหน้าหนาวเย็นเด็ดเดี่ยว
องครักษ์บนถนนหลวงตงไห่ ต่างจ้องมองไปที่เหล่าผู้ฝึกยุทธที่รวมตัวกันอยู่ แรงกดดันที่แผ่ออกมานี้ ทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพตึงเครียด ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ก็ผู้ฝึกยุทธผู้มีชื่อเสียงกึกก้องสะท้านภพ ท่ามกลางความเหน็บหนาว และ หยาดพิรุณ ทำให้บรรยากาศโดยรอบนั้นเริ่มหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ
ฝั่งตะวันออกของพระราชวังอู่หยู สถานที่แห่งนี้ดูเศร้าหมองเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าของเหล่าข้ารับใช้ และ พี่เลี้ยงในวังหาได้ปีติยินดีต่องานรื่นเริงไม่ ตรงกันข้ามใบหน้าของเหล่าข้ารับใช้ต่างเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ พวกมันต่างได้ยินข่าวลือหนาหูมามากมาย ทั้งยังเข้าใจแจ่มแจ้งถึงความโอบอ้อมอารีขององค์หญิง ด้วยความที่เกรงว่า อนาคตในทุก ๆ วันขององค์หญิง จะมิต่างอะไรกับอยู่ในขุมนรก
ภายในพระราชวัง อู่หยู เหล่าข้ารับใช้สตรีมากมาย กำลังวุ่นวายอยู่กับการแต่งกายให้กับองค์หญิง อู่หยู ได้สวมใส่ชุดอภิเษก มี่ฉางกำลังค่อย ๆ ใช้หวีสางผมให้กับองค์หญิง พร้อมกับร่ำไห้ไปด้วย
อู่หยู สูดลมหายใจพร้อมกับจ้องมองตัวของนาง ในกระจกทองแดง
" อู่ อวี้ ไม่อยู่ที่นครหลวง เย่ว อู่ เป็นเวลาสามวัน..."
ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกภายในจิตใจของนางกับตึงเครียดมากขึ้น นางสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างภายในจิตใจ ว่าในวันนี้ต้องมิใช่วันที่เงียบสงบเป็นแน่
"ถ้ารู้ว่ามันยากลำบาก แล้วไม่ฝืนพยายามโดยไร้ประโยชน์ จนเขาล้มเลิกไปก็คงดี" องค์หญิง อู่หยู ใคร่ปรารถนาให้อู่ อวี้คิดเช่นนั้น...
อย่างไรก็ตามเมื่อภาพของ อู่ อวี้ ปรากฏขึ้นภายในจิตใจของนาง ยังไงนางก็มิอาจคาดคิดได้ ว่าเด็กหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว จะเลือกหนทางที่ยอมแพ้!
"องค์หญิงเพคะ กองคาราวานของอาณาจักรตงเสินมารวมตัวกันอยู่ด้านนอกพระราชวังแล้วเพคะ ครั้งนี้ฮ่องเต้จิว ซื่อจุนมารอรับพระองค์ด้วยตนเอง" ผ่านไปครู่หนึ่ง องครักษ์ก็รีบร้อนกระหืดกระหอบเข้ามา
เชิงอรรถ
1 . ปลาคราฟว่ายทวนกระแสน้ำ
เป็นสำนวน หรือ เรียกว่า ขึ้นประตูมังกร ความหมายก็คือ เป็นการเปรียบเทียบกับ ว่ามันเป็นดั่งด่านปราการสำคัญในชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ในอนาคตของคนผู้นั้น ว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากน้อยเพียงใด
ขึ้นประตูมังกร
ในประเทศจีน มีความเชื่อสืบทอดมาแต่โบราณว่า ที่ต้นน้ำของแม่น้ำฮวงโห เป็นช่วงที่กระแสน้ำมีความเชี่ยวกรากเป็นอย่างยิ่ง ปลาทุกตัวที่ว่ายทวนน้ำขึ้นไป จะถูกกระแสน้ำพัดตกลงมาตายหมดทุกตัว จะมีก็แต่เพียงปลาคราฟเท่านั้น ที่สามารถว่ายทวนน้ำตกขึ้นไปได้ ปลาคราฟที่ว่ายทวนขึ้นกระแสน้ำขึ้นไปถึงประตูมังกร (龍門 : ryuumon) จะกลายร่างเป็นมังกร และ บินไปสู่สรวงสวรรค์
ชาวจีนจึงถือว่า ปลาคราฟเป็นปลาที่มีความทรหดอดทน เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จในชีวิต ที่ควรค่าต่อการเคารพยกย่อง
2. ดั่งหนอนที่ติดกับกระดูก สำนวน หมายถึงสิ่งที่อยากจะหนี แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีได้ เหมือนอย่างเงาที่ติดตามตัวเรา เราไม่สามารถจะแยกเงาออกได้
---------------------------------------------------------------
[1](#_ftnref1)
[2](#_ftnref2)