“ถ้างั้นพี่ไม่กวนแล้วดีกว่าน้องลินพักผ่อนเถอะ” ผมเอ่ยพลางหยัดตัวลุกขึ้นแต่กลับถูกมือบางรั้งเอาไว้เสียดื้อๆคนตัวเล็กช้อนั์ตาหวานฉ่ำจากการร้องไห้เมื่อครู่ขึ้นสบกับผมแล้วเอ่ยเสียงแ่
“คือ... พี่เป็กซ์คะ”
“ครับ” ผมตอบรับเธออย่างงุนงงพลางมองตามสายตาหวาดวิตกของมิลินที่จ้องไปยังบานหน้าต่างซึ่งเป็กระจกใส
ดูเหมือนว่าพายุฝนั้แ่เมื่อเย็นจะไม่ยอมสงบลงง่ายๆทิวทัศน์นอกหน้าต่างเต็มไปด้วยกลุ่มก้อนเมฆฝนสีดำทะมึน ที่เคลื่อนตัวเสียดกันไปมาจนเกิดเป็แสงสว่างแลบแปลบปลาบอย่างน่ากลัวเสียงฟ้าร้องคำรามก้องจนบางทียังรู้สึกเหมือนผืนดินสั่นไหวเมื่อมีสายฟ้าแล่นวาบลงมาร่างบางสะดุ้งโหยงอีกครั้งเมื่อมีสายฟ้าฟาดลงมาที่ต้นมะพร้าวต้นหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากบ้านพักนัก
“พี่เป็กซ์คะ ช่วยนอนกับลินได้มั้ยคะ”มิลินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นไหวราวกับว่าเ้าตัวมีความกังวลใจอยูไม่น้อย
“ห๊ะ อะ... อะไรนะครับ”ผมเอ่ยขึ้นด้วยความใ สมองของผมประมวลผลตีความไปไกลจนแทบหาทางกลับไม่เจอแต่พอมาคิดๆ ดูแล้ว... หรือผมจะแปลความหมายผิดวะ
“นอนเป็เพื่อนลินหน่อยนะคะลินกลัวว่าไฟมันจะดับอีก แถมฟ้าก็แรงเสียด้วย... ลินกลัวเสียงฟ้าผ่า”มิลินขยายความจนผมกระจ่างใจกับความหมายของประโยคเมื่อครู่คำว่านอนของเธอกับคำว่านอนของผม ความหมายมันต่างกันคนละโยชน์เลย ให้ตาย...ไอ้ความรู้สึกแอบเสียดายนี่แม่งคืออะไร
“คิดดีแล้วหรอครับ ชวนพี่แบบนี้”ผมเอ่ยพลางมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย เพราะไม่ว่าความหมายที่เธอ้าจะสื่อออกมานั้นเป็อย่างไรแต่เด็กผู้หญิงอย่างเธอก็ไม่ควรชวนคนแปลกหน้าที่รู้จักกันได้ไม่กี่วันให้มานอนด้วย
“ลินหมายถึง... นอนเฉยๆค่ะ ไม่ได้หรอคะ” คนตัวเล็กเอ่ยเสียงเจื่อนเมื่อรู้ว่ากำลังถูกผมดุกลายๆพอได้เห็นแบบนั้นมิลินก็ยิ่งดูน่าสงสารเข้าไปใหญ่ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะเอ่ยกับเธออีกหน
“จำไว้นะครับห้ามไปพูดแบบนี้กับผู้ชายคนอื่นเด็ดขาด” จบประโยคคนตัวเล็กก็พยักหน้ารับเบาๆ
“ค่ะ”ดวงตาออดอ้อนช้อนมองผมอีกครั้ง
“พี่เป็กซ์... จะไม่นอนเป็เพื่อนลินจริงๆหรอคะ” มิลินวกกลับมาที่คำถามเดิม แววตาที่ทอดมองมานั้นก็กำลังข้อร้องกันอยู่กลายๆ
ผมคิดหนัก... ไม่ใช่อะไรผมไม่ไว้ใจตัวเอง ยอมรับเลยว่าผมชอบมิลินในระดับหนึ่งเพราะเธอเป็เด็กน่ารักไม่มีอะไรรับประกันได้ทั้งนั้นว่าผมจะนอนอยู่ข้างเธอทั้งคืนโดยที่ไม่เผลอทำอะไรลงไป
และในขณะที่ผมมัวแต่คิดตัดสินใจจู่ๆ เสียงฟ้าผ่าก็ดังสนั่นขึ้นจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเื
เปรี้ยง!
มิลินสะดุ้งพร้อมกับกระโจนเข้ามากอดผมทันทีอย่างเสียขวัญ
“พี่เป็กซ์ไม่ต้องมานอนกับลินก็ได้เดี๋ยวลินไปนอนกับพี่เป็กซ์เอง”เธอพูดรัวเร็วตอนที่ซุกหน้าอยู่กับอกผมจนน้ำเสียงหวานๆ ดังอู้อี้ดูเหมือนว่าคืนนี้ถ้าผมปล่อยให้มิลินอยู่คนเดียวเธอคงไม่ได้หลับไม่ได้นอนแน่
“ไม่เป็ไรหรอกครับ...นอนไป เดี๋ยวพี่อยู่เป็เพื่อน” ผมว่าพร้อมกับค่อยๆดันคนตัวเล็กออกแล้วจับให้เธอล้มตัวลงนอนหนุนหมอน ยามนี้ใบหน้าหวานยังคงซีดเผือดดวงตาคู่สวยก็มีหยาดน้ำใสคลอหน่วงอย่างน่าสงสาร
“ห้ามหนีนะคะ”มิลินว่าพร้อมกับรั้งแขนผมไปกกกอด ริมฝีปากผมกระตุกยิ้มเพราะการกระทำนั้นเธอคงกลัวว่าผมจะแอบหนีไปจริงๆ สินะ... ความคิดเด็ก
“พี่เป็กซ์...รำคาญลินรึเปล่าคะ” เสียงหวานติดจะงัวเงียเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมเราสองคนอยู่พักใหญ่ที่จริงผมคิดว่าเธอหลับไปแล้วด้วยซ้ำแต่ที่ยังนั่งให้มิลินขโมยแขนไปกอดอยู่ก็คงเพราะได้มองหน้าเธอแบบนี้มันก็เพลินดีเหมือนกัน
“ทำไมถามแบบนั้น”ผมเอ่ยเสียงนุ่มตอนที่ทอดมองร่างบาง ได้ยินดังนั้นมิลินจึงลืมตาขึ้นมองผม มันเป็สายตาของเด็กที่กำลังกังวลใจ สับสนและไม่รู้จะทำอย่างไร
สองสามวันมานี้มิลินเพิ่งเจอแต่เื่หนักๆไม่แปลกที่เธอจะนอยด์แบบนี้
“ก็ลินเื่มาก...ถ้าคุณพ่อไม่สั่งพี่เป็กซ์คงทิ้งลินไปแล้วแน่ๆ”คนตัวเล็กเอ่ยพร้อมกับเชิดริมฝีปากขึ้นนิดๆก่อนจะละสายตาไปจากผมแล้วขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่าให้นอนสบายขึ้น
“ไม่ทิ้งหรอกครับ...พี่ไม่มีทางทิ้งน้องลินหรอก” ผมเอ่ยหลังจากที่ทอดมองเธอซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่า ได้ยินดังนั้นคนตัวเล็กถึงได้ช้อนสายตาขึ้นมองผมอีกครั้งอย่างมีความหวัง
“จริงนะคะ”ร่างบางเอ่ยพร้อมกับที่หยาดน้ำใสเอ่อคลอดวงตาคู่สวยพอผมพยักหน้ารับเธอก็ทำสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาเสียอย่างนั้น
เด็กขี้แย...
ผมคิดก่อนจะค้อมตัวลงใช้มือช้อนปลายคางของคนตรงหน้ามันเหมือนกับว่าผมไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ชั่วขณะ ผมทาบทับร่างกายของเธอ อ้อมแขนของผมที่โอบรอบตัวเธอกระชับแน่นจนััได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กๆนั่น เสี้ยววินาที... ริมฝีปากของผมก็ัักับริมฝีปากอันอ่อนนุ่มของคนใต้ร่างเสียแล้ว
มิลินหอมหวานซะจนผมไม่สามารถที่จะหยุดการกระทำนั้นได้เลยผมกลายเป็คนตะกละตะกลามขึ้นมาทันที และในเมื่อเธอไม่ขัดขืนผมจึงไม่คิดจะหยุดผมตะโลมจูบร่างบางอย่างร้อนแรงจนเธอแทบทนไม่ไหวมิลินหายใจหอบหนักเมื่อผมละริมฝีปากออกจากเธอผมกระชับอ้อมกอดที่มีร่างบางอยู่ในอ้อมแขนอีกครั้งพลางซุกหน้าลงกับลำคอระหงส์
แม้จะอยาก...แต่ผมจะไม่ทำอะไรมากกว่านี้
ผมหลับตาลงพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อปรับสภาพอารมณ์ที่ยังคงว้าวุ่นอยู่ภายในกายผมได้ยินเสียงหัวใจของมิลินที่เต้นถี่รัว มือบางของเธอกอดกระชับแผ่นหลังของผมแน่นเช่นกัน
“คือว่าลิน...”มิลินเอ่ยขึ้นก่อนจะหยุดไปเสียดื้อๆผมรู้ว่าเธอกำลังสับสนและผมเองก็รู้สึกไม่ต่างอะไรไปจากเธอนักผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกับเธอดี... นี่เป็ครั้งแรกที่ทำให้คนอย่างผมถึงกับคิดไม่ตก
พวกเราเงียบกันไปพักใหญ่ผมรั้งร่างกายเธอเข้ามากอดและลืมตาขึ้นมองคนตัวเล็กในอ้อมแขนบ้างเป็ระยะเพียงไม่นานดวงตาคู่หวานที่ปิดสนิทกับเสียงลมหายใจที่ดังแ่ๆ เป็จังหวะของมิลินก็ทำให้ผมรู้ว่าเธอเข้าสู่นิทรารมณ์ไปแล้ว
ก็ดีเหมือนกัน... เพราะผมก็ยังไม่รู้ว่าจะอธิบายการกระทำของตัวเองให้เธอฟังยังไงดี
เช้าวันรุ่งขึ้น
โครม!
เสียงบางสิ่งบางอย่างดังขึ้นจากชั้นล่างจนผมและมิลินสะดุ้งตื่นด้วยความใร่างบางลุกขึ้นนั่งพร้อมกับหันมามองหน้าผมด้วยความตระหนกก่อนที่ผมจะเอานิ้วชี้แตะปากตัวเองเป็สัญญาณให้เธอเงียบเสียง
พวกเวรนั่นมันรู้แล้วแน่ๆว่ามิลินอยู่ที่นี่...
ผมยกมือขึ้นแตะเอวตัวเองตามความเคยชินแต่... ไม่มี เวรเอ๊ย! เมื่อคืนผมวางปืนไว้ที่ห้องนั่งเล่นแล้วอย่างนี้จะเอาอะไรไปสู้กับลูกตะกั่วของพวกมันวะ ทางเดียวที่พอจะต่อกรกับพวกมันได้คือผมต้องลงไปเอาปืนที่อยู่ในห้องนั่งเล่นชั้นล่างแต่การที่ผมจะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องต่อเมื่อผมรู้ว่ามิลินอยู่ในที่ๆ ปลอดภัยแล้วเท่านั้น
“น้องลินเข้าไปซ่อนในตู้เสื้อผ้าก่อนนะครับแค่แปบเดียว... พี่สัญญา” ผมหันมาเอ่ยกับร่างบางที่มีทีท่าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดแม้จะรู้ดีว่าเธอกลัวความมืดแต่นั่นจะทำให้เธอปลอดภัย
“แล้วพี่เป็กซ์ล่ะคะ”ดวงตาคู่สวยมองผมด้วยความเป็ห่วง และนั่นก็ทำให้ผม... ดีใจ ทั้งๆ ที่สถานการณ์ตอนนี้แม่งโคตรจะเลวร้าย
“พี่จะลงไปจัดการพวกมันน้องลินรอพี่อยู่ในนี้นะครับ ห้ามออกมาจนกว่าพี่จะบอก”ผมเอ่ยพลางดันร่างบางให้เข้าไปหลบในตู้ไม้ใบั์และเมื่อผมจะผละออกมามือเล็กของเธอก็รั้งแขนผมเอาไว้
“เดี๋ยวค่ะระวังตัวด้วยนะคะ... ลินเป็ห่วง” เธอจ้องใบหน้าของผมด้วยสายตาที่ถ่ายทอดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจและนั่นก็ทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ มิลินยังเด็ก... แล้วมันดีตรงไหนรู้มั้ย?
ก็ตรงที่เธอปกปิดความรู้สึกของตัวเองไม่เป็ไงล่ะ...
“ครับ รอพี่นะ... คนดี”ผมเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะก้าวเท้าออกไปจากห้องนี้ด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจสรรหาคำพูดมาอธิบายได้
[Banlang’s Talk]
ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!
ผมรัวนิ้วบนหน้าจอสมาร์ทโฟนของตัวเองจนมันแทบทะลุเป็รูเพราะกดโทรออกไปกี่รอบๆ ก็ได้ยินแต่เสียงผู้หญิงที่เป็โอเปอเรเตอร์พูดประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาทุกทีผมติดต่อมิลินไม่ได้มาสามวันแล้วนี่... แม้จะรู้จากคุณลุงแล้วว่าเธอมาพักอาศัยอยู่แถวเขตตะวันออกชั่วคราวแต่ว่าผมก็ยังอดห่วงเธอไม่ได้อยู่ดี
อ้อ... ต้องบอกก่อนว่าผมชื่อบัลลังก์เป็ญาติที่สนิทและเติบโตมาด้วยกันกับมิลิน เรียกได้ว่าเธอเป็เหมือนน้องสาวแท้ๆ ของผมเลยก็ว่าได้ส่วนยัยโอปอลพี่สาวเธอนะหรอ... โค-ตะ-ระ-เกลียดเลยว่ะ ยัยนั่นชอบจิกหัวใช้ผมแถมยังตวาดวี้ดว้ายราวกับว่าผมเป็คนใช้ส่วนตัวของเธอพักหลังๆ ผมเลยพยายามหลบหน้ายัยตุ๊กตาปีศาจนั่นซะเลย
ผมรู้ว่าครอบครัวของมิลินที่เป็ญาติแท้ๆกับผมเป็พวกแก๊งมาเฟียอะไรเทือกนั้น แต่ความจริงแล้วผมเองก็ไม่ได้ชอบใจสักเท่าไหร่หรอกดีแล้วที่มิลินไม่รู้เื่นี้ของครอบครัวตัวเองน่ะ ผมว่าเธอบอบบางเกินไปที่จะต้องมารับรู้เื่เลวร้ายแบบนี้
“มึงจะจิ้มให้จอหักเลยรึไง”ซันที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ ผมและกำลังขับรถอยู่เอ่ยขึ้นผมเหลือบมองมันทางหางตาอย่างหงุดหงิดแต่ก็ยังไม่หยุดจิ้มจอโทรศัพท์เพื่อลองพยายามโทรหามิลินดูอีกครั้ง
“เงียบปากแล้วขับรถไปเหอะนี่โทรศัพท์กูๆ จะจิ้มให้แม่งทะลุยันแกนโลกก็ยังได้” ผมเอ่ยตอบมันด้วยความหมั่นไส้แต่เพราะสนิทกันมานานซันจึงไม่ติดใจในคำพูดของผมเท่าไหร่นัก
ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าผมมัน...ปากหมา
“หนวกหูว่ะพวกมึงทะเลาะเชี่ยไรกันวะ... คนหล่อจะหลับจะนอน” รวมพลที่นอนอยู่เบาะหลังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงงัวเงียแถมแม่งยังปาหมวกแก๊บที่มันเอาไว้ปิดหน้าตอนนอนมาทางผมกับซันอีกต่างหาก
“เชี่ยพลกูขับรถอยู่!”ซันโวยวายลั่นเมื่อหมวกลอยมาฟาดหัวมัน ก่อนจะสบถเล็กน้อยแล้วโยนหมวกเ้ากรรมกลับไปหาเ้าของที่นอนอยู่เบาะหลัง
“อ้าว... หรอ โทษๆ”รวมพลเอ่ยพร้อมกับยื่นเท้ามาเขี่ยไหล่ซันที่เบาะหน้าดีนะที่แม่งเอาหัวนอนมาทางฝั่งผม
“ใกล้ถึงยังวะ”ผมถามขึ้นพลางมองวิวนอกหน้าต่างรถ อันที่จริงแล้วผมไม่เคยมาที่นี่หรอก ไม่รู้คุณลุงมาซื้อบ้านตากอากาศทิ้งไว้ั้แ่เมื่อไหร่เพราะว่าปกติเวลาที่ครอบครัวผมและคุณลุงไปเที่ยวพักผ่อนก็มักจะไปด้วยกันเสมอ แต่ทว่าก็ไม่เคยมาที่บ้านหลังนี้เลยสักครั้ง
“มึงเปิดแผนที่ดิ๊”ซันว่าขณะที่ตาก็มองไปยังท้องถนนข้างหน้าผมหยิบโทรศัพท์แล้วกดเข้าแอพพลิเคชั่นแผนที่ทันทีตามที่มันสั่ง
“เดี๋ยวเลยโค้งหน้าไปมึงเลี้ยวขวานะไอ้ซัน” ผมบอกก่อนจะหันไปมองรวมพลที่อยู่ด้านหลัง ก็เห็นว่ามันนอนหลับไปแล้วโดยที่มีหมวกแก๊ปใบเดิมปิดหน้าอยู่
หลังจากที่รถของพวกผมเลี้ยวขวาตามที่ดูในแผนที่แล้วก็เห็นว่าสองข้างทางดูต่างออกไปจากถนนเส้นเก่าอย่างเห็นได้ชัดริมฝั่งถนนถูกโอบล้อมไปด้วยต้นสนขนาดใหญ่ สุดปลายทางข้างหน้าผมมองเห็นบ้านไม้ขนาดกลางหลังหนึ่งที่มีฉากของผืนน้ำทะเลทาบทับจนบ้านสีฟ้าหลังนั้นดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติ
“อะไรวะนั่น” รวมพลที่อยู่เบาะหลังเอ่ยขึ้นจนผมต้องหันไปมองหน้ามันเป็เชิงถามว่ามันหมายถึงอะไร ตอนนี้ผมถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้นอนเหมือนเมื่อครู่แล้วดวงตาคู่คมของรวมพลจดจ้องไปยังหลังรถเหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
“มึงเห็นอะไรวะ”ผมถามขึ้นเมื่อมันหันกลับมามองหน้าผมอีกรอบ ดูเหมือนซันเองก็กำลังรอฟังอยู่ด้วยเหมือนกัน
“เมื่อกี๊กูเห็นผู้ชายว่ะ”รวมพลเอ่ยขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้วเป็ปม
“แล้วไง มึงเกิดปิ๊งขึ้นมาหรอ”ผมแกล้งกวนตีนถามมันทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ แต่เอาน่ามันอดไม่ได้นี่ เคยได้ยินมั้ย...กวนตีนวันละนิดจิตแจ่มใสน่ะ
“ปิ๊งเชี่ยไรล่ะเดี๋ยวจับซ่ำแม่งเลยนี่” มันด่าพร้อมกับทำท่าเหมือนจะเข้ามาล็อกตัวผม แต่แล้วจู่ๆ ซันที่ขับรถอยู่ก็เอ่ยขึ้น
“ไอ้บังนี่มันสถานที่ส่วนบุคคลไม่ใช่หรอมึง” อย่าถามว่า ‘ไอ้บัง’ ที่ซันเรียกมันคือใคร...แม่งคือผมเองแหละ ห่าเอ๊ย! ชื่อดีๆ มีไม่เรียกเสือกรวมคำว่าบัลลังก์มาเป็บังมันทำงี้กับผมได้ไงวะ แม่ผมอุตส่าห์ตั้งให้เท่ๆ เก๋ๆ
“เออบ้านพักส่วนตัวลุงกูเองแหละ แต่เห็นว่ามีคนมาคอยดูแลน้องลินด้วยนี่” ผมบอกมัน ตอนนั้นเห็นคุณลุงบอกว่าส่งลูกน้องมาคอยดูแลน้องลินด้วยคนนึงเพราะเหตุการณ์มันฉุกละหุกมากแถมไอ้คนนั้นแม่งยังเป็ผู้ชายอีกต่างหาก... ผมล่ะโครตอารมณ์เสีย
“อ้าวแล้วไอ้สองคนนั้นมันออกมาทำอะไรลับๆ ล่อๆ วะ ทำไมไม่อยู่เฝ้าน้องมึง”คำพูดของรวมพลถึงกับทำให้ผมชะงักกึก คิ้วของผมขมวดมุ่นก่อนจะหันไปจ้องหน้ามันด้วยสายตาจริงจัง
“มึงบอกว่ามึงเห็นผู้ชายสองคนหรอ”ผมเอ่ยด้วยท่าทางร้อนรนจนพวกมันเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ แม้ซันจะขับรถอยู่แต่ผมรู้ว่ามันกำลังเงี่ยหูฟังแล้วประมวลผลตามในสิ่งที่ผมและรวมพลพูด
“เออ ทำไมวะ...ดูเหมือนจะมีอีกหลายคนด้วยนะ กูเห็นพวกแม่งยืนกันเป็่ตามข้างทางเลย” รวมพลตอบพลางชะโงกหัวเข้ามาบริเวณช่องตรงกลางระหว่างเบาะหน้า
“ชิบหายแล้ว” ผมสบถขึ้นจนทั้งซันและรวมพลถึงกับหันมามองผมด้วยความงงของโคตรงง
“อะไรของมึงวะ รู้เชี่ยไรก็พูดออกมา...มาทำให้กูอยากรู้อยู่ได้” เสียงซันเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดมันบิดกุญแจรถจนเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอยู่เงียบลงไปทันทีตอนนี้ผมถึงได้รู้ว่าพวกเรามาถึงตัวบ้านพักกันเรียบร้อยแล้ว
“เดี๋ยวก่อนไอ้พลมึงอย่าเพิ่งเปิด” ผมเอ่ยห้ามทันทีที่รวมพลทำท่าจะเปิดประตูรถออกไป ทั้งมันและซันหันมามองหน้าผมด้วยความสงสัยผมจึงต้องอธิบายสำทับในการกระทำของตัวเอง
“กูคิดว่าคนที่พวกมึงเห็นไม่ใช่คนที่ดูแลน้องลินว่ะลุงบอกกูว่าส่งคนมาดูแลน้องลินแค่คนเดียวเพราะมันกะทันหันมากอีกอย่างตอนนี้แก๊งคู่อริลุงกูก็เล่นแรงจนลุงกูต้องหนีหัวซุกหัวซุนอยู่เหมือนกัน”
“มึงจะบอกว่าพวกที่ซุ่มอยู่ข้างทางคือคนของแก๊งคู่อริลุงมึง”ซันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง มันมองหน้าผมก่อนที่ผมจะพยักหน้ารับเพื่อยืนยันความคิดตัวเอง
“งั้นก็ได้เวลาแกะกล่องของเล่นใหม่ของกูแล้วดิ”รวมพลเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ริมฝีปากบางของมันกำลังฉีกยิ้มเ้าเล่ห์อย่างพึงพอใจพลางลูบเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองไปด้วย
ไม่ต้องงงหรอก...เพราะของเล่นใหม่ของรวมพลก็คือ ‘ปืน’ มันนี่แหละนักสะสมปืนตัวพ่อแต่อย่าคิดว่ามันจะซื้อมาเพื่อประดับฝาพนังไว้ดูสวยๆ เก๋ๆเจอคู่อริทีแม่งยิงชิบหายวายวอดเลยครับ ไม่รู้ว่าบ้านผลิตะุเองหรืออย่างไร
ถึงแม้พวกผมจะไม่ได้อยู่ในแวดวงพวกมาเฟียเต็มตัวแต่ในชีวิตลูกผู้ชายมันก็ต้องมีบ้างใช่มั้ยล่ะไอ้เื่ทะเลาะวิวาทเนี่ยยิ่งพวกผมเป็เ้าของผับขนาดกลางแห่งหนึ่งในย่านเซ็นทรัลด้วยแล้วล่ะก็คงหลีกเลี่ยงเื่พวกนี้ไม่ได้ถ้าเจอหนักหน่อยก็ได้คุณลุงนี่แหละคอยเคลียร์ให้แต่ผมก็ไม่ชอบวิธีนี้สักเท่าไหร่... ผมบอกแล้วว่าผมไม่ชอบแนวทางของมาเฟีย แต่ผมก็คงพูดอะไรไม่ได้มากนักหรอกเพราะตอนนี้ก็มีคุณลุงนี่แหละที่คอยคุ้มกะลาหัวอยู่