กระบี่นิรนาม: ตำนานจอมยุทธ์พลิกฟ้า (The Nameless Blade: Legend of the Sky-Reverser)

    ตอนที่ 42 ผู้อาวุโสแห่งวิหารพิสุทธิ์ และปราการแห่งผู้ร่วงหล่น

     

    **ปฐมบทแห่งแรงกดดันเหนือโลกียะ**

     

    เมฆาเหนือจัตุรัสดาราวิถีที่เคยสว่างไสวด้วยแสงอาทิตย์สีทองบัดนี้กลับบิดตัวเป็นเกลียวคลื่นอย่างเกรี้ยวกราด ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีขาวขุ่นมัวที่แผ่รังสีแห่งความหนาวเหน็บและศักดิ์สิทธิ์จนน่าสะพรึงกลัวแรงกดดันทางจิตวิญญาณที่หนักหน่วงประหนึ่งยอดเขาไท่ซานถล่มลงมากดทับลงบนทุกตารางนิ้วของลานศิลาเหล็กกล้าดาราอัจฉริยะนับแสนคนที่มารวมตัวกันเพื่อลงทะเบียน ต่างรู้สึกเหมือนอากาศในปอดถูกสูบออกไปจนหมดสิ้นขาทั้งสองข้างของพวกเขาอ่อนแรงและทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นโดยอัตโนมัติไม่เว้นแม้แต่ยอดฝีมือระดับผสานจิตวิญญาณขั้นต้นอย่างทหารองครักษ์เกราะทองคำที่บัดนี้ต้องหมอบราบกับพื้นประหนึ่งมดปลวกที่เผชิญหน้ากับพญาคชสาร

     

    ท่ามกลางผู้คนนับแสนที่หมอบกราบมีเพียงบุรุษผู้เดียวที่ยังคงยืนหยัดอย่างองอาจ!แผ่นหลังของหลินเทียนตั้งตรงดุจทวนที่ปักแน่นบนผืนปฐพีเสื้อคลุมหนังสัตว์ที่ขาดวิ่นสะบัดพริ้วอย่างบ้าคลั่งตามกระแสลมปราณที่กดทับลงมาทว่าสองเท้าของเขากลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนหรือสั่นคลอนแม้แต่มิลลิเมตรเดียว

     

    จากใจกลางของเกลียวเมฆสีขาวร่างของชายชราผู้หนึ่งค่อยๆ ลอยตัวลงมาอย่างเชื่องช้าเขาสวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ไร้ลวดลายใดๆทว่าเนื้อผ้านั้นกลับทอประกายแสงในตัวเอง เรือนผมสีขาวโพลนยาวสยายไปด้านหลังใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตาคู่นั้นกลับใสกระจ่างและลึกล้ำประหนึ่งห้วงอวกาศที่ไร้ที่สิ้นสุด

     

    เขาคือ **'ผู้อาวุโสไป๋มู่' (Elder BaiMu)** หนึ่งในสิบสองผู้อาวุโสสูงสุดแห่ง 'วิหารพิสุทธิ์สวรรค์' ผู้มีระดับการบ่มเพาะอยู่ในขอบเขต **'ผสานจิตวิญญาณขั้นปลาย'(Late-stage Soul Merge)** ตัวตนที่เปรียบเสมือนครึ่งเทพในสายตาของผู้คนบนมหาทวีปฝั่งตะวันออก!

     

    ทันทีที่ปลายเท้าของผู้อาวุโสไป๋มู่สัมผัสพื้นศิลาแรงกดดันทั้งหมดก็ถูกดึงกลับเข้าสู่ร่างกายของเขาในพริบตาทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่บาดลึกถึงกระดูก เขากวาดสายตามองลงไปยังพื้นที่มี 'ป้ายเบิกทางวิหารพิสุทธิ์' และ 'ตราสัญลักษณ์ดาราทองคำ' ปักอยู่ก่อนจะเลื่อนสายตามาจับจ้องที่เด็กหนุ่มในชุดคลุมซอมซ่อเบื้องหน้า

     

    "ป้ายหยกประจำตัวของเซียวเฉียนผู้สืบทอดลำดับที่หนึ่งแห่งวิหารพิสุทธิ์..."เสียงของผู้อาวุโสไป๋มู่ดังกังวานก้องในมิติจิตวิญญาณของผู้ที่ได้ยินโดยตรงมันเป็นเสียงที่นุ่มนวลทว่าแฝงไปด้วยพลังทำลายล้าง "ในรอบหนึ่งพันปีป้ายชิ้นนี้ไม่เคยตกไปอยู่ในมือของคนนอก... เจ้าหนุ่ม เจ้าได้มันมาด้วยวิธีใด? หากคำตอบของเจ้ามีแม้แต่เศษเสี้ยวของคำลวงข้าจะสกัดวิญญาณของเจ้าออกมาย่างไฟสวรรค์นับหมื่นปี"

     

    หลินเทียนไม่ได้หลบสายตาที่ทรงพลังนั้นดวงตาสี sapphire ของเขาทอประกายเย็นเยียบและตอบโต้แรงกดดันนั้นด้วย'สัจธรรมมังกร' ที่ถูกบีบอัดอยู่ภายใน"นางมอบมันให้กับข้าด้วยมือของนางเอง...หลังจากการปะทะกันเพียงหนึ่งกระบวนท่า ณ สุดขอบของทะเลเมฆาไร้ขอบเขต"

     

    คำตอบที่ราบเรียบของหลินเทียนทำให้เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลานกว้าง!ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าเด็กหนุ่มสภาพเหมือนขอทานผู้นี้จะสามารถรับมือกับเทพธิดาเซียวเฉียนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในหมู่รุ่นเยาว์ได้!

     

    ผู้อาวุโสไป๋มู่หรี่ตาลงเล็กน้อยรังสีพลังวิญญาณที่มองไม่เห็นถูกปลดปล่อยออกมาพุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างกายของหลินเทียนหมายจะสแกนความทรงจำและตรวจสอบความจริง ทว่า...ทันทีที่พลังวิญญาณของผู้อาวุโสสัมผัสกับเส้นชีพจรของหลินเทียนมันกลับถูกตีกลับอย่างรุนแรงด้วยพลังอำนาจที่เก่าแก่และดุดันยิ่งกว่า!

     

    *ตึกตัก!*

     

    เสียงหัวใจมังกรครามเต้นเพียงหนึ่งครั้งทว่ามันกลับสะท้อนกลับไปกระแทกจิตวิญญาณของผู้อาวุโสไป๋มู่จนชายชราต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว!ดวงตาของผู้อาวุโสเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตะลึงที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่ง

     

    > *"วิญญาณที่ถูกปกป้องด้วยสัจธรรมระดับนี้...พละกำลังกายเนื้อที่แฝงกลิ่นอายของสัตว์อสูรบรรพกาล...ไม่แปลกใจเลยที่เซียวเฉียนถึงยอมมอบป้ายนี้ให้ เจ้านี่ไม่ใช่คนธรรมดาแต่มันคือตัวแปรที่ไม่อาจคาดเดา"*ผู้อาวุโสไป๋มู่คิดวิเคราะห์ในใจอย่างรวดเร็ว

     

    "สัจธรรมของเจ้าลึกล้ำ...และจิตใจของเจ้าหนักแน่นประหนึ่งศิลา" ผู้อาวุโสไป๋มู่กล่าวพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อป้ายหยกสีฟ้าอมเขียวและตราดาราทองคำที่ปักอยู่บนพื้น พลันลอยขึ้นมาอยู่ในมือของเขา"ป้ายของวิหารพิสุทธิ์เป็นของจริงและตราดาราทองคำจากสังเวียนโลหิตคนบาปก็เป็นของจริง...การครอบครองสัญลักษณ์แห่งแสงสว่างสูงสุดและสัญลักษณ์แห่งความมืดมิดที่โสมมที่สุดในเวลาเดียวกันช่างเป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจยิ่งนัก"

     

    ผู้อาวุโสไป๋มู่โยนป้ายทั้งสองชิ้นคืนให้หลินเทียนหลินเทียนรับมันมาเก็บไว้ในเสื้อคลุมอย่างเงียบเชียบ

     

    "ตามกฎของนครสวรรค์ผู้ถือครองป้ายเบิกทางวิหารพิสุทธิ์ จะได้รับสถานะวีไอพีระดับสูงสุด... ทว่า"ผู้อาวุโสเว้นจังหวะ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลินเทียน"เจ้าไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักใด ไม่มีสายเลือดของตระกูลขุนนางในนครสวรรค์การที่เจ้าครอบครองทั้งสองสิ่งนี้ จะทำให้เจ้ากลายเป็น 'เป้าหมาย' ของทุกขั้วอำนาจ ทั้งในที่สว่างและในเงามืด...จงเตรียมใจไว้ให้ดี เส้นทางสู่ดวงดาวของเจ้าจะถูกปูด้วยหนามแหลมและอาบด้วยเลือดของเจ้าเอง"

     

    "หากเส้นทางนั้นมันโรยด้วยกลีบกุหลาบมันคงเป็นได้แค่เส้นทางเดินเล่นของพวกไส้เดือน" หลินเทียนตอบกลับด้วยวาทะที่เชือดเฉือนและโอหังอย่างถึงที่สุด"หนามแหลมงั้นรึ? ให้มันรู้ไปสิ ว่าหนามของนครสวรรค์จะทิ่มแทงเกล็ดมังกรของข้าเข้าหรือไม่!"

     

    คำประกาศกร้าวของหลินเทียนทำให้อัจฉริยะนับแสนคนต้องกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่นชายผู้นี้กล้าท้าทายกฎเกณฑ์ของมหาทวีปต่อหน้าผู้อาวุโสสูงสุด!

     

    ผู้อาวุโสไป๋มู่ไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวทว่ากลับมีรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "ความจองหองที่มาพร้อมกับสัจธรรม...ข้าจะคอยดู ว่าเจ้าจะยืนหยัดไปได้ไกลเพียงใดในงานประลองคัดเลือกดารา...ทหารองครักษ์! ดำเนินการลงทะเบียนให้เขาซะ และมอบสิทธิ์ในการเข้าพักที่ **'ปราการผู้ร่วงหล่น' (Fortressof the Fallen)** ให้กับเขา"

     

    สิ้นคำสั่งทหารองครักษ์เกราะทองคำก็รีบกุลีกุจอเข้ามาทำรายการลงทะเบียนให้หลินเทียนด้วยความสั่นกลัวส่วนผู้อาวุโสไป๋มู่ก็เลือนหายไปกลายเป็นละอองแสงสีขาว พุ่งกลับขึ้นสู่สวรรค์เบื้องบนปล่อยให้ความโกลาหลและความตื่นตระหนกแผ่ซ่านไปทั่วจัตุรัสดาราวิถี

     

    **อัปยศแห่งตระกูลอัสนีม่วง**

     

    หลังจากผู้อาวุโสจากไปสายตาของทุกคนก็พุ่งเป้าไปที่ 'เหลยเจิ้น' นายน้อยแห่งตระกูลอัสนีม่วงที่บัดนี้ยังคงนั่งคุกเข่าคลุกฝุ่นอยู่บนพื้น ข้างๆ ซากปรักหักพังของพยัคฆ์อัสนีกลไกที่เคยเป็นพาหนะคู่ใจใบหน้าของมันซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นมันเพิ่งจะรับรู้ว่าตนเองเพิ่งไปกระตุกหนวดของตัวตนที่แม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งวิหารพิสุทธิ์ยังต้องให้ความสนใจ

     

    หลินเทียนรับแผ่นหยกบันทึกข้อมูลการเข้าแข่งขันเสร็จสิ้นเขี้ยวตัวกลับและเดินผ่านหน้าเหลยเจิ้นไปอย่างช้าๆ โดยไม่มีแม้แต่การเหลือบตามองราวกับว่านายน้อยผู้นี้เป็นเพียงก้อนหินริมทางที่ไร้ค่า

     

    การถูกเพิกเฉยอย่างสมบูรณ์แบบนี้ยิ่งสร้างความอัปยศอดสูให้กับเหลยเจิ้นมากเสียยิ่งกว่าการถูกทุบตี!

     

    "แก... ไอ้สวะนิรนาม! ฝากไว้ก่อนเถอะ!ในงานประลอง ข้าจะสับแกเป็นหมื่นๆ ชิ้น!" เหลยเจิ้นกัดฟันกรอดคำรามอยู่ในลำคอ ทว่าก็ไม่กล้าพอที่จะส่งเสียงดังหรือลงมือทำอะไรเพราะเกรงกลัวอำนาจของป้ายวิหารพิสุทธิ์

     

    หลินเทียนหยุดฝีเท้าเพียงชั่วครู่แผ่นหลังของเขายังคงหันให้ศัตรู "ผู้ที่ฝากความแค้นไว้มักตายก่อนที่จะได้กลับมาทวง... หากเจ้าอยากตายเร็วขึ้น ก็จงมาหาข้า" พูดจบเขาก็ก้าวเดินจากไป ทิ้งความอัปยศที่ไม่มีวันลบเลือนไว้ให้กับตระกูลอัสนีม่วง

     

    **ปราการแห่งผู้ร่วงหล่นสลัมแห่งอัจฉริยะนอกคอก**

     

    ตามพิกัดที่ระบุไว้ในแผ่นหยกหลินเทียนเดินทางออกจากเกาะหยกขาวชั้นกลางที่หรูหรามุ่งหน้าลงสู่เกาะชั้นล่างสุดของนครสวรรค์สถานที่ที่เป็นรอยต่อระหว่างความเจริญรุ่งเรืองระดับเทพเจ้าและความเสื่อมโทรมระดับไซเบอร์พังค์

     

    **'ปราการผู้ร่วงหล่น' (Fortressof the Fallen)** ไม่ใช่ที่พักตากอากาศหรูหราอย่างที่ผู้ถือป้ายวีไอพีควรจะได้รับแต่มันคือ 'เจตนา' ของผู้อาวุโสไป๋มู่ที่ต้องการทดสอบหลินเทียนที่แห่งนี้คืออพาร์ทเมนต์เวทมนตร์ขนาดมหึมาที่สร้างจากโครงเหล็กกล้าสีดำและเศษซากของอาวุธเก่าๆซ้อนทับกันขึ้นไปสูงนับร้อยชั้น มันเป็นแหล่งรวมตัวของ 'อัจฉริยะนอกคอก' ผู้เข้าแข่งขันจากทวีปชั้นล่างพวกนักฆ่ารับจ้างและพวกที่มีประวัติอาชญากรรมแต่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงานประลองด้วยโควต้าพิเศษ

     

    ที่นี่คือกรงขังสัตว์ร้ายที่รอวันปลดปล่อยไม่มีทหารองครักษ์คอยตรวจตรา กฎหมายของนครสวรรค์ส่งมาไม่ถึง ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ได้เตียงนอนที่อบอุ่นส่วนผู้อ่อนแอต้องนอนในท่อระบายน้ำหรือกลายเป็นศพที่ไม่มีใครเหลียวแล!

     

    แสงไฟนีออนปราณสีแดงและสีม่วงกะพริบติดๆดับๆ สะท้อนลงบนถนนที่เต็มไปด้วยน้ำขังและคราบน้ำมันปราณเสียงดนตรีที่หนักหน่วงและเสียงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพยากรดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะบรรยากาศของที่นี่ดุดันและมืดมนขัดแย้งกับคำว่า 'นครสวรรค์' อย่างสิ้นเชิง

     

    หลินเทียนเดินผ่านซุ้มประตูเหล็กสนิมเขรอะเข้าสู่เขตปราการทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองลงมาจากระเบียงห้องพักแต่ละชั้นสายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความละโมบ การประเมิน และรังสีสังหาร

     

    > **"ในป่าทึบสัตว์นักล่ามักซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและเฝ้ามองเหยื่อที่เดินหลงเข้ามา...ทว่าพวกมันคงลืมไปว่า บางครั้งสิ่งที่เดินเข้ามา ไม่ใช่เหยื่อแต่เป็นราชันมังกรที่กำลังหาที่ลับเล็บ!"**

     

    "เฮ้ย! ไอ้หน้าใหม่!ดูจากชุดขอทานของแกแล้ว คงไม่มีผลึกปราณมาจ่ายค่าคุ้มครองสินะ!"ชายร่างยักษ์ที่มีผิวหนังเป็นเกล็ดงูสีเขียวและแขนขวาที่ถูกดัดแปลงเป็นปืนใหญ่กลไกปราณ กระโดดลงมาจากชั้นสามขวางหน้าหลินเทียนไว้ มันคือหนึ่งในอันธพาลเจ้าถิ่นที่คุมทางเข้าปราการแห่งนี้ระดับพลังอยู่ที่ 'ก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด'

     

    "ทิ้งแหวนมิติและแผ่นหยกที่พักของแกไว้ แล้วไสหัวไปนอนในท่อซะ! ที่นี่คือถิ่นของพวกข้า!"สมุนอีกสี่คนเดินล้อมกรอบเข้ามาพวกมันทุกคนมีร่างกายที่ถูกดัดแปลงด้วยเทคโนโลยีวิญญาณระดับสูง (Cyber-Cultivators)

     

    หลินเทียนถอนหายใจยาวความเบื่อหน่ายฉายชัดในดวงตา "สวะก็ยังเป็นสวะอยู่วันยังค่ำไม่ว่าจะอยู่ในตรอกสกปรก หรือในเมืองสวรรค์...พวกเจ้านี่มันไม่มีความสร้างสรรค์ในการหาเรื่องเอาเสียเลย"

     

    "ปากดีนัก! สับมัน!"ชายเกล็ดงูคำรามพร้อมกับยกปืนใหญ่กลไกปราณที่แขนขวาขึ้นเล็งตรงมาที่ศีรษะของหลินเทียน พลังงานสีเขียวสะท้อนแสงควบแน่นที่ปลายกระบอกปืนหมายจะเป่ากะโหลกของเด็กหนุ่มให้หายไปในนัดเดียว

     

    ทว่า ก่อนที่มันจะได้เหนี่ยวไกมรณะ...

     

    *ชิ้งงงง!*

     

    เสียงกระบี่ดังเสียดสีกับฝักดังกังวานกังวานใส!หลินเทียนไม่ได้ใช้มือซ้าย ไม่ได้ใช้มือขวาและไม่ได้แม้แต่จะชักกระบี่มังกรพลิกฟ้าที่เอว!

     

    เขาเพียงแค่กระทืบเท้าขวาลงบนพื้น!

     

    **"กระบี่ไร้ลักษณ์:สัจธรรมสะท้อนกลับ!"**

     

    *เปรี้ยงงงงงง!*

     

    แรงสั่นสะเทือนจากการกระทืบเท้าพุ่งทะลวงผ่านผืนดินและสะท้อนกลับขึ้นมาตามสรีระของชายเกล็ดงูอย่างแม่นยำประหนึ่งมีดผ่าตัด!ปราณสีม่วงทองพุ่งสวนเข้าไปในกระบอกปืนใหญ่กลไกที่กำลังรวบรวมพลังงานทำให้ระบบการไหลเวียนของค่ายกลเวทภายในเกิดความปั่นป่วนจนถึงขีดสุด!

     

    "อ๊ากกกกก! มะ... ไม่!ปืนข้า!" ชายเกล็ดงูร้องเสียงหลง เมื่อพบว่าพลังงานสีเขียวไม่ได้ถูกยิงออกไปแต่มันกำลังไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างกายของมันเอง!

     

    *ตูมมมมมมมมมม!*

     

    การระเบิดจากภายในเกิดขึ้นอย่างรุนแรง!แขนขวาที่เป็นปืนใหญ่กลไกและร่างกายซีกขวาของชายเกล็ดงูถูกฉีกกระชากจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นเนื้อและเศษเหล็ก!เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วกำแพงตึก! ร่างของมันล้มตึงลงกับพื้นสิ้นใจตายในทันทีโดยที่หลินเทียนยังไม่ได้ยกมือขึ้นมาด้วยซ้ำ!

     

    สมุนอีกสี่คนที่เหลือต่างเบิกตากว้างจนแทบถลนอาวุธในมือร่วงหล่นลงพื้นดังกราวขาทั้งสองข้างอ่อนปวกเปียกทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นอย่างไม่อาจควบคุม

     

    การกระทืบเท้าเพียงครั้งเดียวสังหารยอดฝีมือระดับก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุดพร้อมอาวุธกลไกโดยอาศัยหลักการสะท้อนพลังของศัตรูกลับไปทำลายตัวมันเอง! นี่คือการประยุกต์ใช้ 'สัจธรรมกระบี่' ที่ก้าวล่วงรูปแบบทางกายภาพไปอย่างสิ้นเชิง!

     

    "ใคร... อยากจะเก็บค่าคุ้มครองข้าอีกหรือไม่?" หลินเทียนปรายตามองไปยังเหล่าอัจฉริยะนอกคอกที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตามระเบียงชั้นต่างๆน้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังมากนัก ทว่ากลับแฝงไปด้วย 'เจตจำนงแห่งกระบี่' ที่คมกริบจนบาดลึกลงไปในจิตวิญญาณของผู้ที่ได้ยิน

     

    ความเงียบสงัดระดับป่าช้าเข้าปกคลุมปราการผู้ร่วงหล่นทันที!ไม่มีใครกล้าส่งเสียง ไม่มีใครกล้าสบตาทุกคนต่างรีบหลบเข้าไปในห้องพักของตนเองราวกับนกกระจอกที่เห็นพญาเหยี่ยวสัตว์ประหลาดตัวใหม่ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว และมันดุร้ายเกินกว่าที่ใครจะกล้าแหย่!

     

    หลินเทียนเดินผ่านกองเลือดและซากกลไกอย่างไม่แยแสเขามองดูหมายเลขห้องบนแผ่นหยก "ชั้นที่แปดสิบแปด ห้องหมายเลขศูนย์..."เขาเดินตรงไปยังค่ายกลลิฟต์เวทมนตร์ มุ่งหน้าสู่ห้องพักของตนเองเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่แท้จริง

     

    **เงามืดแห่งลัทธิคนบาปและพันธมิตรที่ไม่คาดฝัน**

     

    เมื่อหลินเทียนเปิดประตูเข้ามาในห้องพักหมายเลขศูนย์สภาพภายในไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด มันเป็นห้องโถงกว้างที่สร้างจากหินซับเสียงมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวของนครสวรรค์ชั้นบนได้อย่างชัดเจนทว่าความมืดมิดของห้องถูกทำให้สว่างขึ้นด้วยแสงจากดาบเล่มหนึ่งที่พาดอยู่บนคอของเขา!

     

    ในเงามืดด้านหลังประตูมีคนผู้หนึ่งซ่อนตัวอยู่ และความเร็วนั้นอยู่ในระดับ 'ผสานจิตวิญญาณขั้นต้น' ที่ลอบเร้นมาได้อย่างแนบเนียนจนหลินเทียนเกือบจะสัมผัสไม่ได้!คมดาบที่อาบด้วยปราณสีดำจ่ออยู่ที่เส้นเลือดใหญ่ที่คอของเขา!

     

    ทว่า หลินเทียนไม่ได้ตื่นตระหนกเขากลับยกยิ้มที่มุมปาก

     

    "การลอบสังหารด้วยการซ่อนตัวอยู่ในห้องพักของเป้าหมาย...เป็นวิธีที่คลาสสิก แต่ก็โง่เขลาที่สุดเพราะเจ้าตัดทางหนีของตัวเองทิ้งไปแล้ว"

     

    ผู้ที่ถือดาบจ่อคอหลินเทียนค่อยๆก้าวออกมาจากเงามืด มันไม่ใช่ศัตรูหน้าใหม่แต่คือหนึ่งในนักฆ่าที่สวมหน้ากากหัวกะโหลก... **'ลัทธิไร้เนตร'**! สมาชิกที่หลงเหลืออยู่ขององค์กรที่หลินเทียนเพิ่งจะทำลายไปที่ทวีปชั้นล่างบัดนี้พวกมันได้ตามรอยเขามาถึงมหาทวีปแล้ว!

     

    "หลินเทียน...แกทำลายหอคอยไร้เนตร ฆ่าจอมเทพของเรา วันนี้... ข้าจะขอทวงหนี้เลือดนั้น!"เสียงแหบพร่าดังลอดออกมาจากหน้ากาก

     

    ทว่าก่อนที่มันจะได้กดคมดาบลงบนคอของหลินเทียน...

     

    *ฉึก!*

     

    ปลายหอกเหล็กสีแดงเพลิงที่เต็มไปด้วยลวดลายอักขระสวรรค์พุ่งทะลวงกำแพงห้องด้านซ้ายเข้ามาอย่างรุนแรง!หอกนั้นแทงทะลุหน้าอกของนักฆ่าลัทธิไร้เนตรอย่างแม่นยำประหนึ่งจับวาง!ร่างของนักฆ่าถูกกระแทกปลิวไปติดกับกำแพงอีกฝั่ง ดาบในมือร่วงหล่นสิ้นใจตายโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง!

     

    กำแพงห้องฝั่งซ้ายพังทลายลงเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ฝุ่นผงคลุ้งกระจาย ท่ามกลางหมอกควันนั้นปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งเดินก้าวข้ามซากปรักหักพังเข้ามาเขาสวมชุดเกราะเบาสีแดงเพลิงที่เผยให้เห็นแผงอกกำยำใบหน้าหล่อเหลาแฝงไปด้วยความกวนประสาทและขี้เล่นดวงตาสีเพลิงคู่หนึ่งจับจ้องมาที่หลินเทียนพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง

     

    ชายผู้นี้ดึงหอกของตนออกจากศพของนักฆ่าก่อนจะหันมาทักทายหลินเทียนด้วยท่าทีสบายๆ ประหนึ่งเพื่อนเก่าที่แวะมาเยี่ยมบ้าน

     

    "ไง ไอ้หนุ่มหน้าตาย!ข้าได้ยินชื่อเสียงความโหดเหี้ยมของเจ้ามาตั้งแต่ตอนที่ทำลายพาหนะของเจ้าทึ่มเหลยเจิ้นที่จัตุรัสแล้ว...ข้าชื่อ **'เหยียนฟาน' (YanFan)** แห่งหุบเขาเพลิงสวรรค์!ดูเหมือนเจ้าจะมีศัตรูเยอะดีนะ สนใจจะมาจับมือเป็นพันธมิตรกับข้า ในงานประลองรอบ 'สมรภูมิดาราทะลวงนรก' วันพรุ่งนี้ไหมล่ะ?"

     

    หลินเทียนมองบุรุษผมแดงที่เพิ่งจะพังกำแพงห้องของเขาเข้ามาหมาดๆด้วยสายตาเรียบเฉย แววตาสี sapphire ทอประกายลึกล้ำ นี่คือการเผชิญหน้ากับอัจฉริยะที่แท้จริงของมหาทวีป...และดูเหมือนว่า เส้นทางในนครสวรรค์ของเขา จะไม่โดดเดี่ยวและน่าเบื่ออีกต่อไป!

     

    **จบบทที่ 42 (พันธมิตรและเงาสังหาร)**

    คล้ายกับเรื่องกระบี่นิรนาม: ตำนานจอมยุทธ์พลิกฟ้า (The Nameless Blade: Legend of the Sky-Reverser) ที่คุณอ่าน