ค่ำคืนนี้เป็อีกคืนที่อู๋เสี่ยวหรันนอนไม่หลับ เพราะนางกำลังตื่นเต้นที่จะรอฟังข่าวจากเหลียนฮวาไม่ไหวหากเป็ไปได้นางอยากจะออกไปทำด้วยตนเองด้วยซ้ำ แต่ติดที่นางจะไปเป็ตัวถ่วงมากกว่า
เื่สุขภาพของนางนับว่าดีวันดีคืนขึ้นเรื่อย ๆเพียงแต่ใช้กำลังติดต่อกันเป็เวลานานยังไม่ได้นางหวังเป็อย่างยิ่งว่าการกินยาของหมอพเนจรอีกไม่กี่วันคงจะได้ะโโลดเต้นตามที่เขาว่า
รออยู่เกือบค่อนคืนในที่สุดเหลียนฮวาก็กลับมาด้วยชุดสีดำที่นางใส่ออกไปทำภารกิจ
“เป็อย่างไรบ้าง”
“สำเร็จเ้าค่ะวันพรุ่งนี้พระชายารอฟังข่าวดีได้เลย”
“ไม่มีใครจับได้ใช่หรือไม่”
“ไม่มีอยู่แล้วเ้าค่ะองครักษ์จวนกั๋วกงฝ่ายบุ๋นมีหรือจะสู้องครักษ์ที่ท่านอ๋องฝึกมาเองอย่างพวกเรา” เหลียนฮวาตอบอย่างมั่นใจ
“ให้มันได้อย่างนี้สิพวกเ้าเก่งมาก”
หลังจากชื่นชมผลงานแล้วอู๋เสี่ยวหรันก็เข้านอนทันทีพรุ่งนี้นางจะรอฟังข่าวแต่เช้าหากนางเดาไม่ผิดคงมีคนจากจวนกั๋วกงส่งมาแจ้งว่าโจวเพ่ยเพ่ยป่วยกะทันหันแน่นอนและนางก็จะรับบทเมียเอกใจดีส่งเกี้ยวไปรับนางเพื่อกลับมาให้หมอหลวงตรวจรักษา
แต่เช้าวันต่อมาไม่มีคนที่มาแจ้งข่าวอะไรทั้งสิ้นกลับเป็โม่เสวี่ยเยวียนหรือเฉิงอ๋อง ที่มาเยือนตำหนักเจินจูแต่เช้าตรู่หลังจากที่เขาใช้เวลาหลายวันพักอยู่ที่ค่ายทหารนอกเมืองจากอาการอ่อนเพลียและปวดท้องอย่างรุนแรง แม้ว่าหน้าตาของเขายังคงซีดเซียวอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วนับว่าปกติดีอู๋เสี่ยวหรันพยายามอย่างยิ่งที่จะทำตัวให้ปกติที่สุดและไม่หัวเราะออกมา
“พี่เสวี่ยเยวียนจะรับอาหารเช้าพร้อมกันเลยหรือไม่เ้าคะ”
อู๋เสี่ยวหรันต้อนรับเขา
“ได้สิข้ามาเพื่อกินมื้อเช้าที่นี่”
หลังจากทั้งสองเริ่มกินข้าวคำแรกเข้าไปแล้วเฉิงอ๋องจึงพูดขึ้น
“ระหว่างทางที่ข้ามาที่นี่มีคนจากจวนโจวกั๋วกงมาแจ้งว่าชายารองกลับไปเยี่ยมมารดา แต่คงเป็เพราะเศร้าเสียใจมากเกินไปจนล้มป่วยจึงจะขอพักรักษาตัวที่นั่นก่อนสักสองสามวัน ซึ่งข้าก็ได้อนุญาตไปแล้ว”
หลังจากที่เขาพูดจบเขาก็หยุดการกินแล้วจ้องมองมาที่หน้าของอู๋เสี่ยวหรัน จนนางจะต้องหยุดกินและวางตะเกียบลง
“โถ่...เวรกรรมแท้ ๆพระชายารองโจวช่างเป็ลูกที่กตัญญูนักพี่เสวี่ยเยวียนท่านช่วยส่งหมอหลวงไปดูอาการนางได้หรือไม่เ้าคะ”
อู๋เสี่ยวหรันแสร้งตีหน้าเศร้าและแสดงความสงสารออกมาอย่างแเีแต่เฉิงอ๋องจะเชื่อหรือไม่นั้นก็เป็เื่ของเขา อู๋เสี่ยวหรันหาได้ใส่ใจไม่
เฉิงอ๋องยังคงมองที่หน้าของนางสายตาของเขากำลังค้นหาสืบเสาะอย่างชัดเจน
“พี่เสวี่ยเยวียนเหตุใดจึงจ้องหน้าข้าเช่นนั้นเ้าคะมีอะไรผิดปกติอย่างนั้นหรือ”
“ไม่มีอะไรเื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้าก็ดีแล้ว”
“เกี่ยวสิเ้าคะก็ข้าเป็ผู้อนุญาตให้นางกลับไปเยี่ยมมารดาเอง หากนางไม่กลับไปก็คงไม่เจ็บป่วยและพี่เสวี่ยเยวียนก็คงไม่สงสัยข้าเช่นนี้”
พูดถึงตรงนี้ดวงตาของอู๋เสี่ยวหรันก็เริ่มที่จะรื่นด้วยน้ำตาที่มาคลอเบ้าใกล้จะไหลลงมาอยู่รำมะร่อ น้ำเสียงของนางเริ่มที่จะสั่นเครืออีกด้วย
เฉิงอ๋องเห็นเช่นนั้นสิ่งที่เขาสงสัยว่านางจะเป็ผู้ที่ทำให้โจวเพ่ยเพ่ยป่วยก็ถูกปัดตกออกไปทันที เขาคงคิดมากไปเองเพียงเพราะนางวางยาเล่นงานเขาเพราะเขาไม่แก้แค้นให้จะเอามาเหมารวมกับเื่ของโจวเพ่ยเพ่ยได้อย่างไร
“หรันเอ๋อร์อย่าได้โทษตัวเองเช่นนั้น”
เสียงของเฉิงอ๋องอ่อนลงอย่างชัดเจนเขาเอ่ยปลอบใจอู๋เสี่ยวหรันและคีบอาหารให้นางเพื่อเป็สัญญาณว่าเื่นี้ให้ยุติเพียงเท่านี้
อู๋เสี่ยวหรันเห็นว่านางเอาตัวรอดได้แล้วก็กลับมากินมื้อเช้าอีกครั้ง จนกระทั่งทั้งสองกำลังจะแยกย้ายกันอู๋เสี่ยวหรันจึงใช้โอกาสนี้เชิญเขาไปนั่งจิบชาที่ศาลาท้ายตำหนักของนาง
“ข้าอาจจะไม่ได้อยู่นานนักเพราะจะต้องเข้าวังไปพบเสด็จพี่หลายวันแล้วที่ไปอยู่นอกเมือง”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะข้าเพียงมีธุระเล็กน้อยเท่านั้น เช่นนั้นเดินไปคุยกันไปเถิดเ้าค่ะถือโอกาสนี้ย่อยอาหารด้วย”
ทั้งคู่เดินออกจากห้องโถงไปโดยที่มีบ่าวรับใช้เดินตามห่างๆ เพื่อไม่ให้ได้ยินสิ่งที่เ้านายคุยกันจนพ้นเขตของสิ่งปลูกสร้างเริ่มเห็นแปลงดอกไม้อู๋เสี่ยวหรันจึงเริ่มต้นการสนทนาด้วยการเอ่ยขอโทษเขา
“เื่ที่ท่านปวดท้องข้า...เอ่อคือ…ขอโทษจริงๆ เ้าค่ะ”
สีหน้าของอู๋เสี่ยวหรันดูรู้สึกผิดจากใจจริงจึงได้รับการให้อภัยจากเฉิงอ๋องโดยเร็ว
“ไม่เป็ไรข้าจะได้รู้ไว้ว่าลูกน้องที่ส่งให้แต่ละคนช่างจงรักภักดีต่อเ้านัก”
“แฮะ ๆ พวกเขาดีมาก ๆ เ้าค่ะเื่นี้ข้าก็ขอขอบคุณท่านด้วย”
“เื่นี้หรือที่หรันเอ๋อร์อยากจะคุยกับข้า”
“มิใช่เ้าค่ะเื่ที่ข้าอยากจะขอร้องท่านก็คือ ….”
อู๋เสี่ยวหรันเริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกทำให้ฝีเท้าที่เดินอยู่จึงชะงักตามไปด้วย จนเฉิงอ๋องที่เดินมาคู่กันหยุดเดินไปด้วยแล้วเขาก็หันมามองหน้านางด้วยความสงสัย
อู๋เสี่ยวหรันสูดหายใจเข้าลึก ๆและพูดออกมาในที่สุด
“ข้า้าหนังสือหย่าเ้าค่ะ”
เฉิงอ๋องเปลี่ยนจากการยืนข้าง ๆ นางตอนนี้เขาหันทั้งตัวมามองหน้าของอู๋เสี่ยวหรันตรง ๆแต่เขาไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมามากมายนัก
“เพราะอะไร”
“เพราะข้าอยากออกไปจากตำหนักนี้ไปใช้ชีวิตอยู่ลำพังอยู่บนูเาสีเขียวที่ที่ข้าจะสามารถวิ่งไปมาได้โดยไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ข้าอยากออกไปท่องเที่ยวให้ทั่วหล้า อีกอย่างข้าอยากให้ท่านได้พบกับคนที่ท่านรักมีอ๋องน้อยสืบสกุลโดยไว ซึ่งสิ่งนี้พี่เสวี่ยเยวียนก็รู้ว่าข้าไม่สามารถให้ท่านได้”
เมื่ออู๋เสี่ยวหรันพูดจบนางก็ยืนนิ่ง ๆ มองหน้าของเฉิงอ๋องแสดงให้เขาเห็นว่าเื่นี้นางจริงจังมากเพียงไหน
ทุกอย่างดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่อู๋เสี่ยวหรันจะทนรอไม่ไหวเอ่ยปากถามย้ำเขา เฉิงอ๋องก็พูดขึ้นมาเสียก่อน
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้เวลาเ้าได้คิดทบทวนก่อนเมื่อใดที่ข้ากลับมาจากต้าเลี่ยถึงตอนนั้นหากหรันเอ๋อร์ยังคงยืนยันเช่นเดิมข้าก็ยินดีจะมอบอิสระให้”
พูดจบเขาไม่รอให้นางได้ตอบรับก็เดินออกไปจากตำหนักของอู๋เสี่ยวหรันทันทีทิ้งให้คนฟังทำได้เพียงมองเขาเดินไปลับตา
“บ้าจริง! ให้รอเ้ากลับมาจากต้าเลี่ยนั่นมันอีกสี่เดือนเลยนะ งี้แผนการเดินทางไปชายแดนของข้าล่ะ โถ่เอ๊ยต้องมีวิธีเอามาก่อนที่เขาจะเดินทางสิ”
อู๋เสี่ยวหรันทั้งเกาทั้งดึงผมตัวเองอย่างหงุดหงิดใจ
“พระชายาท่านเป็อะไรไปเ้าคะ”
เหมยฮวาเดินเข้ามาหานางหลังจากที่เฉิงอ๋องออกไปแล้ว
“เอ่อนี่เหมยฮวาที่นี่ผู้หญิงสามารถเขียนใบหย่าได้เองหรือไม่”
“หา….พระชายาท่านจะบ้าไปแล้วหรือเ้าคะ มีผู้หญิงที่ไหนเป็ฝ่ายหย่าสามีกันท่านอย่าพูดให้ใครได้ยินเชียว”
สีหน้าของเหมยฮวาใจนอ้าปากค้าง อู๋เสี่ยวหรันใช้นิ้วชี้ของนางดันคางของเหมยฮวาให้หุบกลับขึ้นไป
“ดูสิใจนหน้าเหมือนอะไรไปแล้วข้าก็เพียงสงสัยเท่านั้นไม่มีก็ไม่มีสิ”
“โล่งอกไปทีเ้าค่ะหญิงชาวบ้านทั่วไปถูกสามีหย่ายังแทบจะต้องมุดแผ่นดินหนียิ่งเป็ชนชั้นสูงด้วยแล้วแทบจะจมน้ำลายตายได้เลย ท่านอย่าทำเช่นนั้นเลยนะเ้าคะอีกอย่างหากเป็เชื้อพระวงศ์สิ่งเดียวที่ท่านจะได้รับคือการออกบวชอยู่ในวัดประจำราชวงศ์ตลอดชีวิตเ้าค่ะ”
ยิ่งได้ฟังคำพูดของเหมยฮวาอู๋เสี่ยวหรันยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นธรรมเนียมบ้าบออะไรกันช่างไม่เหลือทางรอดให้สตรีจริง ๆ
“ช่างเถิด ๆไปสืบเื่โจวเพ่ยเพ่ยมาด้วยว่านางเป็อย่างไรบ้างรู้สึกว่าจวนกั๋วกงปิดข่าวไว้มิดชิดนัก”
“อีกไม่นานน่าจะมีข่าวมาแล้วเ้าค่ะ”
“อืม”
อู๋เสี่ยวหรันรู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยดีสักเท่าไรวันนี้นางจึงเลือกที่จะออกจากตำหนักเพื่อไปยังหมู่บ้านไร้นามโดยที่แต่งกายเป็ชายและออกไปตามวิธีเดิม
แต่ครั้งนี้นางเหลือไว้เพียงหลันฮวาคนเดียวที่คอยเฝ้าตำหนักส่วนทุกคนที่เหลือนางให้ออกไปด้วยกันทั้งหมด รวมถึงองครักษ์เงาทั้งสิบด้วย เมื่อรถม้าวิ่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้านก็พบว่าที่นั่นไม่มีใครเลยสักคนบรรยากาศดูเงียบเชียบอย่างแปลกประหลาดอู๋เสี่ยวหรันจึงให้คนไปสืบดูส่วนตัวนางก็ให้รถม้าไปยังสถานที่ปลูกสร้างบ้านใหม่
บนเนินดินท้ายหมู่บ้านจากเดิมที่เป็แนวทุ่งหญ้าบัดนี้มีบ้านขึ้นมาหลายสิบหลังสร้างง่าย ๆ จากไม้ไผ่และไม้ที่คาดว่าคงจะตัดจากป่าด้านหลังจากการมองด้วยตาเปล่าอู๋เสี่ยวหรันคิดว่าเพียงเท่านี้มันยังไม่เพียงพอเพราะหากเมื่อไรที่ฤดูหนาวมาถึงหิมะเริ่มโปรยปราย บ้านแบบนี้ก็ไม่ได้ให้ความอบอุ่นอีกต่อไป
ลู่ิหลันกำลังยืนชี้มือบอกอะไรบางอย่างกับชายฉกรรจ์ที่มาอยู่ใหม่เมื่อเขาเหลือบเห็นว่าอู๋เสี่ยวหรันมาถึงเขาก็ผละจากกลุ่มคนและเข้ามาต้อนรับนางทันที
“คุณชายเหตุใดจึงมาที่นี่ได้”
“วันนี้ที่หมู่บ้านเงียบนักเกิดอะไรขึ้นหรือ”
“มีคนเสียชีวิตขอรับเป็ตาเฒ่าคนหนึ่งเห็นว่าอยู่ที่นี่มานานวันนี้กำลังจะนำร่างไปฝังที่ท้ายหมู่บ้าน คนส่วนใหญ่จึงไปร่วมไว้อาลัย”
“มิน่าล่ะจึงไม่เห็นเด็ก ๆ วิ่งเล่นที่หน้าหมู่บ้านเลย”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นี้องครักษ์นายหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับข่าวเื่ของงานพิธีฝังศพแต่เื่ที่เขานำมานั้นน่าสนใจมากกว่า
“ผู้เฒ่าคนที่เสียชีวิตมีแซ่ซุนขอรับเขามีหลานสาวอายุสิบสี่ปีอยู่หนึ่งคน ตอนนี้ผู้ใหญ่บ้านกำลังไปไกล่เกลี่ยอยู่ เพราะว่ามีหญิงสูงวัยนางหนึ่งบอกว่าผู้เฒ่าซุนได้ยกหลานสาวคนนี้ให้แต่งเป็เมียรองของบุตรชายนางั้แ่ก่อนตายแล้วแต่เท่าที่ฟังจากเสียงคนรอบข้างและเด็กสาวคนนั้นปฏิเสธเสียงแข็งคิดว่าหญิงสูงวัยคนนี้น่าจะกุเื่ขึ้นมาเองขอรับ”
“ข้าจะไปดูสักหน่อย”
อู๋เสี่ยวหรันหันหลังขึ้นรถม้าและให้องครักษ์นำทางไปยังจุดที่เกิดข้อพิพาทตอนนี้ทันทีโดยมีลู่ิหลันติดตามไปด้วยเช่นกัน
ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงตีนูเาที่อยู่ด้านหลังสุดของหมู่บ้านที่นี่ถูกทำเป็สุสานประจำหมู่บ้าน สังเกตได้จากการมีป้ายหลุมศพอยู่แล้วประปราย
ผู้คนรายล้อมอยู่รอบ ๆจนมองไม่เห็นว่าด้านในนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้างจนในที่สุดลู่ิหลันและสาวใช้อีกสองคนของอู๋เสี่ยวหรันเปิดทางให้อู๋เสี่ยวหรันได้เดินเข้าไป
ที่ตรงกลางมีเด็กสาวคนหนึ่งใส่ชุดสำหรับไว้อาลัยสีขาวยืนอยู่ด้านหลังของลุงผู้ใหญ่บ้านที่อู๋เสี่ยวหรันเคยเจอก่อนหน้านี้ฝั่งตรงข้ามเป็หญิงแต่งงานแล้ววัยกลางคนคนหนึ่งและกลุ่มคนอีกสี่ห้าคนที่คาดว่าจะเป็คนในครอบครัวของนาง
“ไม่ข้าจะไม่ยอมแต่งเป็เมียรองของบ้านเ้าเด็ดขาดป้าโกวท่านเคยมาทาบทามข้ากับท่านปู่ก็จริง แต่ท่านปู่ได้ปฏิเสธไปแล้ว เหตุใดท่านถึงต้องทำเช่นนี้”
“ถุ้ย!ปฏิเสธอย่างไรกันเขารับเงินจากข้าไปแล้วนั่นก็หมายความว่าเขาตกลงยกเ้าให้บ้านข้าแล้วมานี่นะนางเด็กเหลือขอั้แ่วันนี้ต้องไปอยู่ที่บ้านข้า”
หญิงวัยกลางคนแซ่โกวคนนั้นเดินเข้ามาพยายามจะฉุดลากแขนของเด็กหญิงแต่กลับถูกลุงผู้ใหญ่บ้านห้ามไว้เสียก่อน
“นี่พวกเ้าเห็นข้าเป็หัวหลักหัวตอหรือไรจะมาฉุดกระชากคนไปอยู่ที่บ้านตนอย่างนี้ได้อย่างไรเ้ามีหลักฐานการหมั้นหมายหรือไม่ หรือมีพยานรู้เห็นหรือไม่”
หน้าของผู้ใหญ่บ้านที่ดูอบอุ่นตลอดเวลาบัดนี้เริ่มขึ้นเป็สีแดงสลับกับดำเพราะความโมโห
“ข้าเป็พยานได้ป้าโกวเคยไปทาบทามจริงๆแต่ลุงซุนก็ปฏิเสธไปแล้ววันนั้นข้ากับเสี่ยวซีไปช่วยอาหนี่เก็บลูกเกาลัดที่หลังบ้านนางข้าได้ยินเต็มสองหู”
เด็กชายสองคนที่มีอายุพอ ๆกันกับเด็กสาวที่ถูกเรียกว่าอาหนี่ออกมายืนยัน