เสียงบานประตูเหวี่ยงเปิดออกเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายร่างผอมสูงก้าวออกมา สายตาจ้องมายังผมที่นั่งกุมขมับ
“ท่านเครียดเกินไปรึเปล่านี่แค่วันแรกเอง ต้องมาค้นคว้านู่นนี่เลยเหรอ... อย่าบอกนะว่ากำลังทำโอที”
“เออดิ ก็ไม่เสร็จนี่” ผมตอบเสียงอ่อยตั้งใจสลัดความคิดเรื่องแบตเตอรี่นาฬิกาออกจากสมองไปเสียก่อน
“ไม่เสร็จก็ทำต่อพรุ่งนี้ก็ได้ไมตรีจะต่อว่าท่านมากกว่าอีกถ้ารู้ว่าแอบทำโอที ”ธรณีบอกในขณะที่เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบแก้วกาแฟที่กินไม่หมดมาดื่มต่อผมไม่รู้จะเชื่อเขาดีไหม ถ้าไม่เสร็จแปลว่าฝีมือผมไม่เอาไหนจะการันตีได้ไงว่าเขาจะจ้างงานผมต่อ แต่ยังไงเขาก็ไม่มีทางรู้อยู่แล้วเพราะว่าผมไม่ได้สวมเอวีเอสอีไว้บันทึกการทำงานในตอนนี้ผมพยายามครุ่นคิดเรื่องนาฬิกาขณะที่ธรณียังง่วนอยู่กับกาแฟและดูมือถือของตนเองผมตัดสินใจยังไม่พูดเรื่องนี้กับธรณี เพราะเพื่อนเองก็คงช่วยไม่ได้ทางเดียวที่ทำในตอนนี้คือต้องประหยัดแบตเตอรี่ไว้ โดยไม่ต้องใช้อัดเสียงอีกใช้แค่ดูเวลา ก่อนหน้านี้ผมเคยทดลองปุ่มหมดแล้วก็ไม่เจอวิธีปิด ผมคงใช้แอปมายไดอะรีแทนมันมีฟังก์ชันอัดเสียงในตัวเองอยู่แล้ว
“ท่านอยากอยู่โลกนี้บ้างรึยังเห็นตั้งใจขนาดนี้” ธรณีเดินมานั่งโซฟาข้างผม
“แค่หาอะไรทำเฉย ๆจะกลับโลกเดิมเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่ต้องหาข้อมูลเรื่องโน้นนี้ก็เพราะมันจำเป็น”ผมทำเป็นวางมาด บางทีแค่อยากเอาชนะเพื่อน แต่ก็คิดจริง ๆว่าการรู้สิ่งใหม่ ๆในยุคนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในยุคของผมอยู่ดีถ้าได้กลับไปในเมื่อเต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นไปได้ยาก กับไม่มีท่างเป็นไปได้เพื่อนผมเหม่อมองไปด้านหน้า ไม่รู้ว่าเขาฟังหรือไม่ พวกเราเงียบกันสักพักผมจึงเปิดข้อความที่จดไว้ในแอปมายไดอะรีมาอ่าน
“จดเยอะเหมือนกันนะเนี่ย”ผมรู้ตัวอีกที ธรณีก็ชำเลืองมองมือถือในมือผม จนรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูกเหมือนมีคนจ้องจับผิด ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังแต่คงเป็นแค่ความอึดอัดส่วนตัว
“นายไปทำงานเถอะ มีอะไรจะถาม”ผมพยายามไล่เขาไป
“ทำไมต้องเขียนด้วย จะมีใครมาอ่านเหรอในเมื่อท่านยังไม่อยากเปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้ด้วยซ้ำ” ธรณีถามแสดงว่าเขาหูตาไวพอสมควร ทันเห็นบันทึกที่ผมจดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสั้น ๆ ไว้ด้วยอย่างตอนไปเจอยายออมสินเมื่อวานนี้ และตอนสัมภาษณ์ในวันนี้
“เอาไว้อ่านเองนี่แหละถ้าไม่จดไว้อาจจะลืมว่าตอนนั้นรู้สึกยังไงมาเขียนทีหลังก็คงไม่รู้สึกสดใหม่เท่าครั้งแรก...จริงไหมอีกอย่างฉันเป็นนักจับใจความก็คงต้องฝึกสรุปว่าสิ่งไหนที่สำคัญในชีวิตในวันหนึ่ง”ผมยังประหลาดใจที่คำตอบตัวเองดูมีหลักการไม่เบา แต่ผมไม่ได้โกหกเพราะเมื่อก่อนตอนเป็นนักกิจกรรมจดไดอะรีแทบทุกวัน จริง ๆอยากตอบว่าเป็นการทิ้งมรดกให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ เพื่อให้เรามีตัวตนพวกเขาจะได้จดจำเราได้ แต่คำตอบเหล่านี้ดูประดิษฐ์ประดอยมากไปธรณีไม่ได้แสดงความประทับใจอะไรเป็นพิเศษ เขาแค่พยักหน้าหนึ่งครั้ง
“ตกลงไม่มีอะไรถามแน่นะ”ธรณีย้ำ เขาทำท่าจะเปิดประตูเข้าสู่โลกของตัวเอง
“เดี๋ยวถามไอรินเอาก็ได้ถามบ่อย ๆ นายคงเบื่อแย่” ผมตอบเชิงเกรงใจ
“เราไม่เบื่อหรอกถ้ามาทำงานการเมือง ก็ต้องอธิบายอะไรซ้ำ ๆ อยู่แล้ว”คำพูดของเขาทำให้ผมนึกถึงสีหน้าของประนอมเมื่อเช้านี้ถ้าต้องทำตามกฎการเซอร์ไพรส์บ่อย ๆ เป็นผมคงเบื่อตายโชคดีที่นักการเมืองมีสิทธิปฏิเสธการท้า OGD ในเรื่องเดิมที่เคยตอบไปแล้วได้ซึ่งถามจากเอไอหรือเช็คจากสภาวิชาชีพนักข่าวก็ได้ว่าเคยทำเรื่องใดไปแล้ว
“ตกลงมีอะไรจะถามอีกไหม”ธรณียังรออยู่ที่เดิม ผมเพิ่งนึกอะไรที่ค้างคาใจออก
“คนที่ชื่อรฐรักษ์ เป็นคนยังไงบ้าง”ผมตัดสินใจเล่าตอนที่เจอเพื่อนอิสราคนนี้เมื่อตอนเย็นและทำตัวมีพิรุธ ในสามคนที่ผ่านมาดูเหมือนเธอจะเป็นคนที่สงสัยผมมากที่สุด
“เป็นคนตลก ๆแต่พอจะจริงจังอาจจะดูเคร่งเครียดจนเหมือนเป็นคนละคน เห็นแบบนั้น จริง ๆอัญชันก็เป็นคนดีคนหนึ่งนะ ไม่มีอะไร” ธรณีบอกน้ำเสียงสบายๆ ผมเพิ่งรู้ว่าชื่อเล่นเพื่อนอิสราคืออัญชัน ไม่ได้รู้สึกเรียกง่ายขึ้นเลยจากสามพยางค์ลดเหลือสองพยางค์
“ท่านสนิทกับเขารึเปล่า”ผมยังไม่เชื่อที่ธรณีเล่า
“พวกเราไปเที่ยวด้วยกันบ่อยหรือตอนไปทำงานนอกสถานที่บางที อัญชันก็ติดตามไปด้วย เขาเป็นเพื่อนสนิทของอีฟ”ธรณีหมายถึงอิสราเขาเคยเล่าแล้วว่ารู้จักกับอิสรามาตั้งแต่สมัยเรียนประถมจึงสนิทกันแต่เพิ่งได้เจอรฐรักษ์ที่ทำงาน ผมเริ่มคิดหนัก ถ้าจะทำความรู้จักอีฟเพิ่มก็ต้องตีสนิทกับอัญชันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ผมได้บทเรียนจากวันนี้แล้วว่าบางทีความพยายามผูกมิตรกับใครอาจสร้างปัญหาให้ตัวเอง
“เดี๋ยววันหลัง ถ้าพวกเขาชวนเราเราจะชวนท่านอีกทีแล้วกัน”
“เออ... ไม่เป็นไรหรอกเกรงใจ”ผมปฏิเสธทันควัน
“เราว่าท่านกังวลเรื่องที่จะเผยความลับมากเกินไปรึเปล่า ถึงเขารู้ก็คงไม่ไปบอกตำรวจหรอกถึงจะบอกตำรวจก็อาจจะไม่เชื่ออยู่ดีรึเปล่า” ธรณีพูดก็มีเหตุผลแต่ผมก็อดกลัวไปล่วงหน้าไม่ได้
ธรณีกลับเข้าห้องไปแล้วผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ก่อนหน้านี้ผมอัดกาแฟไปอีกหนึ่งแก้ว เป็นแก้วที่สองของวันและพักไปสูดอากาศที่ระเบียงมาแล้วยกหนึ่ง
22.30 น. แล้วแสงไฟที่สว่างไสวของเมืองแสดงว่ามีผู้คนมากมายยังอยู่เป็นเพื่อนผมไม่ยอมหลับยอมนอน หรือไม่ก็เป็นอาชีพที่ต้องทำงานกลางคืนเหลืออีกเพียงข่าวเดียวเท่านั้น ผมวางเครื่องสร้างซิมูเลชันไว้บนโต๊ะ แล้วทำงานบนหน้าจอภาพที่ติดผนังแทนแม้จะเปลี่ยนบรรยากาศให้ร่มรื่นมีสีเขียวมากแค่ไหน การเข้าสู่โลกเสมือนนาน ๆก็ทำให้ผมเวียนหัวและรู้สึกล้าอย่างบอกไม่ถูกผมโบกมือไปมาเป็นสัญญาณให้เอไอเปิดหน้าต่างข่าวเรื่อง ‘พรรคก้าวหน้า’ฟังชื่อแล้วชวนให้นึกถึงพรรคน้องใหม่มาแรงที่สานต่ออุดมการณ์ของพรรคที่ถูกเรียกว่าตัวแทนพลังของคนรุ่นใหม่ซึ่งถูกยุบช่วงต้นปีสากลศักราช.2020ที่ผมจากมาแต่เมื่อเห็นอุดมการณ์ของพรรคก้าวหน้าแล้ว ผมถึงกับนิ่งอึ้งในเนื้อข่าวมีคลิปวีดีโอการปราศรัยเปิดตัวพรรคครั้งแรกบนเวทีเอฟอีเอประจำจังหวัดเสมา
{ “ผมเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการปกป้องค่านิยมและประเพณีดั้งเดิมซึ่งขัดแย้งกับคนรุ่นเก่าที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงมากกว่า คุณค่าดั้งเดิมคือ สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ยิ่งเปลี่ยนไปยิ่งแย่ ยิ่งเปลี่ยนแปลงยิ่งกระทบความมั่นคงของชาติ”คุณชาติเชื้อ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคกล่าวสรรพนามที่เขาใช้เรียกตัวเองสะท้อนถึงอุดมการณ์ได้เป็นอย่างดี
“ท่านจะเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยแบบลื่นไหลกลับไปสู่ ระบบตัวแทนที่เป็นแบบรวมศูนย์มากขึ้น จริงหรือไม่”เสียงนักข่าวคนหนึ่งในสามคนถาม ผมเข้าใจระบบการสัมภาษณ์ของคนยุคนี้ดี สภาวิชาชีพผู้สื่อข่าวจะสุ่มเลือกตัวแทนสำนักข่าวไปแค่สามแห่ง แล้วไปแชร์ภาพเสียงที่บันทึกไว้ให้แก่กันใช้วิธีนี้จะลดความวุ่นวายและลดความซ้ำซ้อนของการทำข่าวในเรื่องเดิมได้สำนักข่าวอื่นก็สามารถฝากคำถามไปถามได้ ถ้ามีคำถามเพิ่มเติมเล็ก ๆ น้อย ๆในภายหลังก็สามารถถามในบัญชีโซเชียลมีเดียของนักการเมืองแต่ละคนได้ซึ่งจะให้คำตอบในเวลาราชการ ชาติเชื้อตอบน้ำเสียงดูปกติ ไม่ได้พยายามปลุกปั่น
“แน่นอนยุ่งยากเกินไปที่จะต้องมาตัดสินใจทุกเรื่อง แบบที่พวกผมเจอมาตลอดหลายปี ถ้ายูเอ็นดีขัดขวาง ก็ลาออกจากการเป็นสมาชิกซะ บางทีเราก็อาจจะต้องจัดการกันเองตัวอย่างเช่น ทำไมเราต้องให้ยูเอ็นดีกำหนด ว่าเราต้องอนุรักษ์ป่าอันนี้แหล่งน้ำอันนี้ ทั้งที่เราเองก็ตัดสินใจ ได้บางทีเราก็ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาแสวงหาประโยชน์บ้าง เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต ปลูกมาเยอะแล้วเอามาใช้บ้าง
มีเสียงฮือฮาดังมาผมเดาว่าคงมีไทยมุงคนอื่นอยู่อีกนอกจากทีมนักข่าวทั้งสามแห่ง ซึ่งไม่มีซัมนิวส์รวมอยู่ด้วย
”ทำไมท่านถึงวางนโยบายด้านการศึกษาให้นักเรียนกลับมาเรียนร่วมกันด้วยวิชาสามัญครับ” นักข่าวอีกคนถาม
“เพราะทุกวันนี้เราขาดประสบการณ์ร่วมกันคุยกันไม่รู้เรื่อง ไร้อารมณ์นอสทัลเจียวิธีเดียวที่จทำได้คือต้องมีประสบการณ์ร่วมในโรงเรียน” คนที่ยืนข้าง ๆ ชาติเชื้อเป็นคนตอบแทน ผมเดาว่าคงเป็นรองหัวหน้าพรรคหรือไม่ก็คนที่ชำนาญด้านนี้ของพรรคผมรู้สึกขำขันในความตลกร้าย โลกกลับตารปัด คนรุ่นเก่าหัวก้าวหน้ามุ่งเปลี่ยนแปลงในขณะที่คนรุ่นใหม่กลายเป็นอนุรักษ์นิยม
“ความเห็นพรรคของท่านเกี่ยวกับศาสนาเป็นอย่างไรค่ะ”นักข่าวสาวอีกคนแทรกขึ้นมา
“ควรต้องบังคับให้คนนับถือศาสนาและผมจะไม่ถือว่าศาสตร์ที่เกิดขึ้นใหม่ในศตวรรษนี้เป็นศาสนาด้วยซ้ำเพราะมันขาดกระบวนการคิดวิเคราะห์ทางจิตวิญญาณ มันเป็นได้แค่ลัทธิเท่านั้น แม้แต่ศาสนาดั้งเดิมอย่างพุธ คริสต์ อิสลาม เราก็ควรต้องกลับสู่หลักคำสอนเดิม ตอนที่คิดค้นมาใหม่ ๆ กลับสู่คัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดเมื่อ2600 ปีก่อน ตอนศาสนาเกิดขึ้นหลักการที่เกิดขึ้นที่หลังล้วนเป็นสิ่งที่บิดเบือนทั้งสิ้น”ชาติเชื้อกล่าวรอบนี้ดูใส่อารมณ์มากขึ้น }
หลังจากนั้นก็มีการถามความเห็นอีกหลายๆ นโยบาย คำตอบของเขาก็ไม่ต่างจากระบบการเมืองที่ผมเจอตั้งแต่วัยเด็กมากนักแน่นอนว่ามีทั้งเรื่องที่ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเขาแต่สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือคำว่าวัฏจักรทางการเมืองมีอยู่จริงแต่ไม่ใช่ในรูปแบบเดิมอย่างที่นักปรัชญากรีกโบราณ ‘โพลิบิอุส’ พูดถึงการเวียนวนของระบอบกษัตริย์ อภิชนาธิปไตย และประชาธิปไตย[1]พอนึกย้อนไปก็น่าขันเมื่อก่อนตอนวัยรุ่นผมเคยชื่นชอบเรื่องปรัชญาการเมืองพวกนี้มากแต่ตอนนี้เหมือนเป็นคนละคน แค่อ่านข่าวการเมือง ศึกษาเรื่องกฎหมายและรัฐศาสตร์ในยุคนี้ ก็รู้สึกเหนื่อยอ่อนจะเป็นจะตายขณะที่ย้ายข้อความระหว่างข่าวแต่ละแห่งมาบนกระดาษทด ผมก็บ่นกับตัวเองทุกห้านาทีว่าเมื่อไหร่จะจบ
ในที่สุดเนื้อข่าวภาพรวมก็สมบูรณ์ผมจึงพักสายตาด้วยการเอนตัวไปบนโซฟาครู่หนึ่ง ยังเหลือสรุปตอนท้ายอีกแต่ผมฝืนต่อไปไม่ไหว ยิ่งทำยิ่งปวดหัว ทำไมต้องมาทำงานในเวลาที่ควรจะหลับจะนอนทุกอย่างเงียบกริบในเวลาเกือบเที่ยงคืน ธรณีเองก็คงหลับไปแล้ว เสียงลมจากเครื่องปรับอากาศดังเป็นจังหวะต่อเนื่องกันราวกับเป็นเสียงดนตรีฟังดูเคลิบเคลิ้ม
…
…
ผมสะดุ้งตื่นเหมือนถูกกระชากกลับเข้าร่างผมผุดลุกขึ้นนั่งจนโซฟาไหวยวบ แสงแดดยามเช้าสาดทะลุกระจกมาอาบร่างจนแสบตา เมื่อคืนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวกาแฟไม่ได้ช่วยแม้แต่น้อย น้ำก็ยังไม่ได้อาบ
“ฉิบหายแล้ว”
ผมก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ตัวเลข 7.50 น.สีเขียวสว่างวาบราวกับจะเยาะเย้ย ผมอ้าปากค้าง หัวใจเต้นระรัว เลือดในกายสูบฉีดไปทั่วร่างทันทีเวลาเข้างานคือแปดโมงเช้า แถมยังมีนัดส่งงานกับไมตรี
ผมกำลังจะสร้างความประทับใจแรกให้กับหัวหน้า
[1]Polybius พูดในหนังสือ"The Histories" ว่าวัฏจักรการปกครองจะเสื่อมสลายและเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบหนึ่งไปสู่รูปแบบที่เลวร้ายกว่าก่อนจะวนกลับมาเริ่มต้นใหม่ ได้แก่ Monarchy, Tyranny, Aristocracy, Oligarchy, Democracy, Ochlocracy ตามลำดับ จากนั้นเมื่อมีผู้นำที่เข้มแข็งปรากฏตัวขึ้นก็จะกลับไปสู่Monarchy อีก