บทที่38หยุนฟู่
เมื่อจ้าวเฟยหลงมองไปตามต้นเสียงเขาก็ได้พบชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนเอง สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราบ่งบอกถึงฐานะคุณชายของตระกูลใหญ่ รูปร่างสันทัด ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ระดับนักยุทธ์ขั้นเก้าเช่นกันกับจ้าวเฟยหลงกำลังกวักมือเรียกเขาอยู่
“เจ้าเรียกข้าอย่างนั้นหรือ”จ้าวเฟยหลงเอ่ยถาม
ชายหนุ่มคนนั้นรีบเดินมาทางจ้าวเฟยหลง
“พี่ชาย!! ข้าชื่อว่าหยุนฟู่ ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกท่าน” หยุนฟู่พูด
จ้าวเฟยหลงสังเกตุหยุนฟู่อย่างตั้งใจ
“ข้อที่หนึ่งอย่าเรียกข้าว่าพี่ชายข้าชื่อจ้าวเฟยหลง ข้อที่สองข้ากำลังรีบมีอะไรก็รีบพูดมา”
หยุนฟู่รู้สึกได้ว่าชายหนุ่มคนนี้กำลังสงสัยเขาอยู่จึงเข้าเรื่องทันที
“พี่ชาย...ไม่สิจ้าวเฟยหลงเจ้าไม่สังเกตุหรือว่าตอนนี้มีหลายคนกำลังจ้องมองเจ้าอยู่ตอนนี้คนที่มาสมัครเข้าสำนักตงหยางส่วนใหญ่มาถึงกันแล้วเวลาที่ทุกคนมาถึงบริเวณหน้าทางเข้าสำนักจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกว่าไล่เลือดไล่ลม”
“ไล่เลือดไล่ลม!!! ไม่ใช่ว่าเอาไว้ใช้พูดตอนรักษาคนหรอกหรือ” จ้าวเฟยหลงอดสงสัยไม่ได้
“ถูกต้องแล้ว!!! แต่สำหรับที่นี่มันคือการกำจัดพวกที่ไม่มีความสามารถเพียงพอออกไปก่อนที่จะเริ่มการคัดเลือก”หยุนฟู่อธิบายอย่างตั้งใจ
“แล้วเจ้ามาบอกข้าทำไม”จ้าวเฟยหลงเริ่มมองหาที่นั่งพัก
“ก็เจ้าตัวคนเดียวไม่มีคนหนุนหลัง ระดับการบ่มเพาะแค่ระดับนักยุทธ์ขั้นเก้า”
“ดังนั้นข้าก็เลยตกเป็นเป้าหมายในการไล่เลือดไล่ลมใช่ไหม”
หยุนฟู่พูดยังไม่จบก็ถูกจ้าวเฟยหลงตัดบทเสียก่อน
“ถูกต้อง!” หยุนฟู่ตอบเสียงอ่อยๆ
“แล้วเจ้าล่ะไม่กลัวถูกไล่เลือดไล่ลมบ้างหรือ” จ้าวเฟยหลงสงสัยชายคนนี้ก็ตัวคนเดียวเหตุใดมาห่วงเขา
“ข้าก็ตัวคนเดียวเช่นกันจึงอยากหาเพื่อนตายไว้ร่วมต่อสู้ยังไงล่ะ”หยุนฟู่จากเสียงอ่อยกลับมาเสียงดังอีกครั้ง
“ตัวเจ้าก็ควรจะเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่เหตุใดถึงมาที่นี่คนเดียว บ้านเจ้าไม่ส่งคนมาดูแลเจ้ารึไง” จ้าวเฟยหลงเอ่ยถาม
“ข้าหยุนฟู่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหยุน ตระกูลระดับสองของแคว้นหมิงโจวแต่ท่านพ่อของข้าเห็นข้าเป็นพวกไม่เป็นโล้เป็นพาย จึงส่งข้ามาที่นี่เพื่อขัดเกลาตัวเอง”
ด้วยสีหน้าที่แสนเจ็บปวด จ้าวเฟยหลงเริ่มเข้าใจตัวของหยุนฟู่มากขึ้นตอนนี้ตัวหยุนฟู่ ถูกที่บ้านส่งมาฝึกตนจึงถูกตัดขาดความช่วยเหลือจากทางบ้านกลายเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไร้คนพึ่งพา
เมื่อออกมาเผชิญโลกกว้างโดยไม่มีอิทธิพลใดๆสนับสนุนย่อมต้องพบความลำบากโดยไม่ต้องสงสัยแม้แต่ชีวิตจะรอดกลับไปที่บ้านหรือปล่าวก็ไม่รู้ได้
ความลำบากนี้จ้าวเฟยหลงรู้ดีที่สุดเพราะเขาเป็นคุณชายจากตระกูลแต่ว่ากลับถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากที่บ้านต้องพบเจอกับความลำบากนานับประการหากไม่เพราะมีโชควาสนาดีคงตายไปนานแล้ว
จ้าวเฟยหลงเองตอนนี้ก็ไม่รู้จักใครหากมีคนรู้จักในสถานที่แบบนี้บ้างก็คงดี อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ช่วยเหลือกันได้
“ข้าจะไปหาที่ตั้งกระโจม หากสนใจก็ตามข้ามา”
จ้าวเฟยหลงเดินมุ่งหน้าไปทางเนินกว้างที่คนไม่พลุกพล่านเขาชอบความเป็นส่วนตัวหากต้องตั้งกระโจมอยู่เบียดเสียดเยียดยัดกับคนอื่นเช่นนั้นคงไม่สะดวกใจ
ทั้งสองคนเดินมาถึงยอดเนินกว้างเมื่อสำรวจพื้นที่จนจ้าวเฟยหลงพอใจ เขาแตะที่แหวนมิติแล้วกระโจมหลังงามก็ปรากฏขึ้นตรงหน้านี่คือของขวัญจากสองพี่ชายของหวังลู่ซือ มอบให้แก่จ้าวเฟยหลงก่อนออกเดินทางโดยไม่รอช้าจ้าวเฟยหลงเดินเข้าไปในกระโจมทันทีไม่สนใจสายตาของหยุนฟู่ที่ตอนนี้มีขนาดเท่ากับไข่ห่านเบิกค้างอยู่
“จ้าวเฟยหลง!! เจ้ามีแหวนมิติ จริงๆหรือนี่”
เสียงตะโกนของหยุนฟู่ดังลั่นกระโจมแต่โชคดีที่กระโจมนี้เป็นกระโจมแบบพิเศษที่เก็บเสียงได้จึงไม่ต้องหวั่นเกรงว่าจะมีคนได้ยิน
“ข้าอยากได้แทบตายขอท่านพ่อกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่เคยให้ข้าสักที บอกแต่ว่าข้ายังไม่พร้อม”
“พ่อของเจ้าห่วงจริงๆ”จ้าวเฟยหลงเอ่ยขึ้นมา
“หากมอบแหวนมิติแก่เจ้านั่นหมายความว่าผู้คนที่พบเห็นต้องอิจฉาและแน่นอนว่าต้องมีใครสักคนต้องตาต้องใจมัน จ้องจะพรากมันไปจากเจ้าและในบางทีเขาคนนั้นอาจพรากชีวิตของเจ้าไปก่อนก็ได้”
ด้วยเสียงเตือนของจ้าวเฟยหลงทำให้อารมณ์ของหยุนฟู่สงบลงอีกครั้ง
“จริงด้วยซิน่ะข้าลืมข้อนี้ไปเสียสนิท”
“แต่เจ้าก็เป็นเพียงนักยุทธ์ขั้นเก้าเหมือนกันทำไมเจ้าจึงกล้าสวมแหวนมิติเล่า ไม่กลัวมีปัญหาหรือไง”
“ข้าไม่กลัวมีปัญหา”จ้าวเฟยหลงตอบพร้อมกับแสดงความมั่นใจ
“เชอะ!! ปากดีไปเถอะโดนแย่งไปเมื่อไหร่จะรู้สึก”หยุนฟู่ บ่นเสียงเบาๆ
“เอ่อนี่!! จ้าวเฟยหลง....”
“เรียกข้าว่าเฟยหลงเถอะส่วนข้าจะเรียกเจ้าว่าหยุนฟู่ เจ้าว่าเป็นอย่างไร” จ้าวเฟยหลงเสนอ
“ได้ ข้าตกลงนับแต่นี้พวกเราเป็นสหายกัน”
หยุนฟู่พอใจมากที่ได้เป็นสหายกับจ้าวเฟยหลงแม้เขาไม่ได้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อนแต่เมื่อได้พูดคุยกันก็ยิ่งทำให้ชอบนิสัยใจคอกันและกันมากขึ้น
เมื่อแสงอาทิตย์ยามอัสดงฉายแสงจ้าวเฟยหลงจึงเตรียมอาหารมื้อค่ำกับหยุนฟู่
“เนื้อย่างหอมน่ากินเจ้าไปเรียนทำแบบนี้มาจากไหน”หยุนฟู่อดถามไม่ได้เพราะเขาไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขาจะเชี่ยวชาญเรื่องการทำอาหารด้วย
“ข้าหัดมาจากป่าแถวบ้านของข้าตอนเด็กๆข้าต้องเข้าป่าที่มีสัตว์อสูรอยู่บ่อยครั้ง ทำให้พอจะรู้จักมาบ้าง”
ถึงแม้ข้อมูลที่ได้มาจะไม่ซื่อตรงนัก แต่หยุนฟู่ก็ไม่ได้สนใจซักถามต่อใครบ้างจะไม่มีความลับ
“สุกแล้วได้เวลากินมื้อค่ำ”
จ้าวเฟยหลงส่งไม้ที่มีเนื้อสัตว์อสูรย่างให้หยุนฟู่ที่ตอนนี้กลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อกเมื่อจับด้ามไม้ที่มีเนื้อย่างได้แล้วหยุนฟู่ก็จัดการเคี้ยวเนื้อย่างเหล่านั้นในคราวเดียวพริบตาเดียวเนื้อย่างห้าไม้ก็หายสาบสูญเข้าไปในท้องของหยุนฟู่อย่างไร้หนทางกลับมา
จ้าวเฟยหลงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี“กินเถอะข้ามีอีกเยอะ” จากนั้นก็นำเนื้ออสูรออกมาย่างอีกครั้ง
หลังจากอาหารมื้อใหญ่จบลง ทั้งสองก็แยกย้ายไปนอนที่ใครที่มันโชคดีที่กระโจมของจ้าวเฟยหลงกว้างพอที่จะรองรับคนได้หลายคนจึงไม่เป็นปัญหาใดๆในการนอนของชายหนุ่มทั้งสอง
ดึกสงัดเวลายามจื่อ* เสียง สวบสาบ ดังขึ้นที่หน้ากระโจมบ่งบอกให้รู้ว่ามีผู้มาเยือน และพวกเขาไม้ได้ต้องการปิดบังการมาแต่อย่างใดเพราะผู้มาทุกคนไม่ได้กริ่งเกรงคนที่อยู่ในกระโจมหลังงามนี้เลยเนื่องจากคนที่อยู่ข้างในเป็นเพียงนักยุทธ์ระดับเก้าเท่านั้นหาใช่ผู้ที่น่าหวาดหวั่น
“เจ้าพวกเศษสวะกล้าดียังไงมานอนในที่ของพวกข้า”
“ไสหัวออกมาคุกเข่าขอโทษพวกข้าเดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นชีวิตน้อยๆของพวกเจ้า ข้าไม่รับประกันว่ามันจะอยู่ดี”
คนที่มาตะโกนลั่น แสดงอำนาจบาตรใหญ่ คนที่พักอยู่ส่วนใหญ่เข้านอนไปแล้วเหลือเพียงบางส่วนที่กำลังวางแผนของตนเอง และไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของคนอื่นแต่อย่างใด
“เฟยหลง...เฟยหลง แย่แล้วมีคนไล่เลือดไล่ลมมาหาพวกเราแล้ว!!!” หยุนฟู่ตกใจปลุก เฟยหลงอย่างลนลาน
“ไม่ต้องกลัวหรอกนอนต่อเถอะข้ารับรองว่าพวกมันทำอะไรเราไม่ได้หรอก”
จากนั้นจ้าวเฟยหลงก็นอนหลับไปโดยไม่สนใจหยุนฟู่อีกเลย
“เจ้า!...ทำไมถึงมั่นใจอย่างนี้นะพวกนั้นจะล้มกระโจมของเจ้าแล้วแท้ๆ” หยุนฟู่บ่นพึมพำ
“นี่ไม่ได้ยินหรือไง! ไอ้พวกสวะ รีบๆออกไปจากกระโจมซะที่ตรงนี้เป็นของพวกเรา”
ผู้นำกลุ่มไล่เลือดไล่ลมตะโกนออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เขาต้องการกระโจมหลังนี้เพราะตอนที่เขามองเห็นมันตั้งอยู่บนเนินนี้ช่างสวยงามและดูสูงส่งยิ่งนักหลังจากสืบดูแล้วเจ้าของกระโจมนี้เป็นเพียงนักยุทธ์ขั้นเก้าเท่านั้น
“ยังไม่ออกมาอีกเหรอเจ้าจะทำให้พวกเราโมโหจริงแล้วนะ”
ลูกสมุนคนหนึ่งตะโกนออกมาอีกครั้งคล้ายจะหมดความอดทน
“พวกเจ้าสองคนไปเอาตัวพวกมันออกมาข้าจะหักแขนสั่งสอนให้มันสำนึกเสียหน่อย ว่าการทำให้ข้าต้องมีโมโหมันต้องจ่ายค่าตอบแทนยังไง”หัวหน้ากลุ่มสั่งลูกน้องของตน
“ขอรับหัวหน้า”ลูกน้องสองคนที่มาด้วยรับคำแล้วเดินมาที่ประตูกระโจมเอื้อมมือจะกระชากผ้าเปิดประตูกระโจม
ตูม!!! ตูม!!!เสียงระเบิดดังทั่วเนิน
กลุ่มควันลอยล่องไปทั่วภายใต้การระเบิดนี้ตัวหัวหน้ากลุ่มถึงกับหน้าซีด เข่าอ่อนไม่กล้าขยับตัวเพราะเมื่อครู่นี้พลังของการระเบิดสะท้านเข้าไปในจิตวิญญาณของเขาเลยก็ว่าได้ มันทำให้รู้สึกได้ถึงความตาย หากเป็นเขาที่เป็นคนไปเปิดประตูละก้อ...
เมื่อฝุ่นควันจางลงร่างที่ไม่ครบส่วนของลูกน้องทั้งสองคนกระจัดกระจายที่หน้าทางเข้าแต่ตัวของกระโจมกลับไม่ได้รับผลใดๆจากการระเบิดนี้เลย
“นะ...นะ...นี่มันค่ายกล”
ตัวหัวหน้ากลุ่มตกใจ สั่นไปทั้งตัวจนควบคุมการสั่นไม่ได้ใครจะไม่รู้ว่าค่ายกลนั้นสูงค่ายิ่งนักหากต้องใช้แต่ละครั้งต้องมีเหตุการณ์คับขันถึงจะนำออกมาใช้แต่เจ้าของกระโจมนี้ติดตั้งค่ายกลที่หน้าทางเข้ากระโจม เพียงเพื่อป้องกันคนรบกวนนี่เขาเป็นใครกันแน่ถึงฟุ่มเฟือยได้ขนาดนี้ฟุ่มเฟือยจนลูกน้องของเขาต้องตายไปถึงสองคนในคราวเดียวกัน
จ้าวเฟยหลงที่ตอนนี้นอนหลับสนิทอย่างมีความสุขไม่รู้เรื่องราวใดๆ แต่ว่าหยุนฟู่นั้นแตกต่างจากเขามากตอนนี้หยุนฟู่เองทั้งตื่นเต้น ตกใจและประหลาดใจ การระเบิดเมื่อครู่นี้อีกทั้งเสียงร้องครวญครางของคนที่ราวกับสูญเสียทุกสิ่งดังระงมที่หน้ากระโจมทำให้ตัวหยุนฟู่มิอาจข่มตานอนหลับได้แม้แต่น้อย
รุ่งเช้าจ้าวเฟยหลงตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นพละกำลังเต็มเปี่ยม แต่เมื่อหันมองไปที่หยุนฟู่จ้าวเฟยหลงก็อดหัวเราะไม่ได้
“หยุนฟู่!! ตัวเจ้าตอนนี้เป็นเหมือนหมียิ่งนักนั่งเหม่อลอยเฝ้ามองรังผึ้ง”
หยุนฟู่หันมามองจ้าวเฟยหลง
“ใครมันจะไปเหมือนเจ้าเสียงระเบิดดังขนาดนั้นยังจะหลับลงอีกแล้วเสียงครวญครางนั่นอีกข้าจะหลับตาลงไปได้อย่างไรกัน”
หยุนฟู่แทบไม่อยากเชื่อด้วยว่าเสียงที่ครึกโครมขนาดนั้นจะไม่ส่งผลอะไรเลยต่อจ้าวเฟยหลงแต่ผลก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่มีผลอะไรเลยจริงๆ
“ชายหนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่นะ”หยุนฟู่ขบคิดในใจ
เมื่อจัดการเรื่องส่วนตัวเรียบร้อยแล้วทั้งสองคนก็ออกมาจากกระโจมภายนอกพบเห็นชิ้นส่วนของมนุษย์เกลื่อนพื้นหน้ากระโจม กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งส่งผลให้หยุนฟู่ผู้ที่ไม่เคยผ่านการนองเลือดใดใดถึงกับต้องวิ่งไปหลังกระโจมไม่นานก็มีเสียง โอ๊ก! อ๊าก!ออกมา จากนั้นก็โผล่หน้าซีดๆออกมา
“ขอโทษทีมื้อเช้าที่เจ้าทำให้ข้ามันไหลออกไปหมดแล้ว” หยุนฟู่กล่าวด้วยความพะอืดพะอม
จ้าวเฟยหลงกรอกตามองบน“นี่คงไม่เคยตู่สู้มาเลยซินะ”
“อืม...ข้าเป็นคุณชายตระกูลใหญ่การฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ก็ฝึกกับอาจารย์ที่ท่านพ่อจัดหามาให้ข้าเองยังไม่เคยต่อสู้จริงๆสักครั้ง ก็เลย....เป็นอย่างที่เห็น”หยุนฟู่พูดเสียงเบาหวิว ก้มหน้าด้วยความอับอาย
“ไม่ต้องพูดแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้ต่อสู้เพราะชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์ย่อมมีเลือดละเลงตลอดทางเดินอยู่แล้ว”จ้าวเฟยหลงปลอบใจ
“พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ถึงกล้าทำร้ายคนของข้า” หัวหน้ากลุ่มไล่เลือดไล่ลมแผดเสียงดังลั่นทำให้ผู้คนรอบข้างเริ่มสนใจเหตุการณ์ล้อมวงเข้ามาดูคู่กรณีเผื่อว่าจะมีงิ้วให้ดูตั้งแต่เช้าตรู่
“เฟยหลง!! นี่มันลูกสมุนตระกลูเซี่ย”หยุนฟู่ตกใจกับภาพที่เห็น ตอนนี้พวกเขาทำให้คนตระกูลเซี่ยล้มตายนี่มันหาเรื่องตายสู่ตัวเองชัดๆ
ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหมิงโจวมีสามตระกลูได้แก่มู่ คัง และเซี่ย หากไปล่วงเกินตระกูลเหล่านี้เข้าแน่นอนว่าความตายย่อมมาเยือนในไม่ช้า
แต่สิ่งที่หยุนฟู่ได้ยินจากปากของจ้าวเฟยหลงแทบทำให้เขาวิญญาณหลุดลอย
“ตระกูลเซี่ยแล้วยังไง! ใครที่ล่วงเกินข้าพวกมันก็จบไม่สวยเช่นกัน”
หยุนฟู่ยิ่งอยู่ใกล้ชิดจ้าวเฟยหลงนานขึ้นเท่าใด เขาคิดว่าไม่รู้จักจ้าวเฟยหลงมากขึ้นเท่านั้นเหตุใดชายหนุ่มคนนี้ไม่รู้จักกลัวบ้างเลยหรือไง
“เจ้าไอ้สวะบ้านนอกกล้าลบหลู่ตระเซี่ยแห่งหมิงโจว ชีวิตเจ้าจบแล้ว หากยังไม่อยากตายจงคุกเข่าลงโขกหัวจนบิดาพอใจแล้วจะไว้ชีวิตสกปรกของเจ้า”หัวหน้ากลุ่มกล่าวเสียงเย้ยหยันภายใต้ชื่อของตระกูลเซี่ยเขาสามารถข่มเหงรังแกใครก็ได้ในแคว้นหมิงโจว
“เดินหนีไปจากที่นี่ยังทำไม่ได้ยังมีหน้าให้ตัวข้าคุกเข่าให้เจ้าอีกหรือ” จ้าวเฟยหลงยืนเอามือไพล่หลังมองทิวเขาหาได้สนใจตัวหัวหน้ากลุ่มแม้แต่น้อย
ตอนนี้สีหน้าของหัวหน้ากลุ่มไล่เลือดไล่ลมของตระกูลเซี่ยเริ่มดำคล้ำผู้คนเริ่มมามุงดูมากขึ้นเวลานี้เขาไม่มีแรงก้าวขาจริงๆร่างกายของเขาไม่เชื่อฟังตั้งแต่เมื่อคืนนี้ตอนถูกพลังของระเบิดกระแทกใส่
“เฮ้อ! เหตุใดต้องมาเจอคนบ้าเช่นนี้เดินก็ยังเดินไม่ได้แล้วยังกล้าข่มขู่ข้าอีก”
จ้าวเฟยหลงถอนหายใจหันกลับไปเก็บกระโจมเข้าแหวนของเขา
“เจ้าไอ้บ้านนอก...ว่าใครเป็นคนบ้า”หัวหน้ากลุ่มตะโกนอย่างเดือดดาล
“ว่าเจ้ายังไงล่ะ” จ้าวเฟยหลงตอบกลับ
“หากไม่หักแขนหักขาของเจ้าคงไม่รู้ว่าตระกูลเซี่ยน่ากลัวเพียงใด” หัวหน้ากลุ่มอยากเดินเข้าไปหักแขนหักขาจ้าวเฟยหลงใจจะขาดแต่ก็ทำไม่ได้
“เจ้าเดินเองได้ตอนไหนค่อยมาหาข้าก็แล้วกัน”
จ้าวเฟยหลงส่งสายตาสงสารไปให้หัวหน้ากลุ่มคนนั้นแล้วพาหยุนฟู่เดินจากไปแม้จ้าวเฟยหลงจะอยากกำจัดคนที่มาทำร้ายเขาแต่ก็ไม่ต้องการเป็นจุดสนใจเช่นกันหลบจากตรงนี้ไปก่อนนับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
*ยามจื่อ คือ คือเวลา 23.00 – 00.59 น.