ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่38 หยุนฟู่

    บทที่38หยุนฟู่


              เมื่อจ้าวเฟยหลงมองไปตามต้นเสียงเขาก็ได้พบชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนเอง สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราบ่งบอกถึงฐานะคุณชายของตระกูลใหญ่ รูปร่างสันทัด ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ระดับนักยุทธ์ขั้นเก้าเช่นกันกับจ้าวเฟยหลงกำลังกวักมือเรียกเขาอยู่


              “เจ้าเรียกข้าอย่างนั้นหรือ”จ้าวเฟยหลงเอ่ยถาม


              ชายหนุ่มคนนั้นรีบเดินมาทางจ้าวเฟยหลง


              “พี่ชาย
    !! ข้าชื่อว่าหยุนฟู่ ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกท่าน” หยุนฟู่พูด


              จ้าวเฟยหลงสังเกตุหยุนฟู่อย่างตั้งใจ


              “ข้อที่หนึ่งอย่าเรียกข้าว่าพี่ชายข้าชื่อจ้าวเฟยหลง ข้อที่สองข้ากำลังรีบมีอะไรก็รีบพูดมา”


              หยุนฟู่รู้สึกได้ว่าชายหนุ่มคนนี้กำลังสงสัยเขาอยู่จึงเข้าเรื่องทันที


              “พี่ชาย...ไม่สิจ้าวเฟยหลงเจ้าไม่สังเกตุหรือว่าตอนนี้มีหลายคนกำลังจ้องมองเจ้าอยู่ตอนนี้คนที่มาสมัครเข้าสำนักตงหยางส่วนใหญ่มาถึงกันแล้วเวลาที่ทุกคนมาถึงบริเวณหน้าทางเข้าสำนักจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกว่าไล่เลือดไล่ลม”


              “ไล่เลือดไล่ลม
    !!! ไม่ใช่ว่าเอาไว้ใช้พูดตอนรักษาคนหรอกหรือ” จ้าวเฟยหลงอดสงสัยไม่ได้


              “ถูกต้องแล้ว
    !!! แต่สำหรับที่นี่มันคือการกำจัดพวกที่ไม่มีความสามารถเพียงพอออกไปก่อนที่จะเริ่มการคัดเลือก”หยุนฟู่อธิบายอย่างตั้งใจ


              “แล้วเจ้ามาบอกข้าทำไม”จ้าวเฟยหลงเริ่มมองหาที่นั่งพัก


              “ก็เจ้าตัวคนเดียวไม่มีคนหนุนหลัง ระดับการบ่มเพาะแค่ระดับนักยุทธ์ขั้นเก้า”


              “ดังนั้นข้าก็เลยตกเป็นเป้าหมายในการไล่เลือดไล่ลมใช่ไหม”


              หยุนฟู่พูดยังไม่จบก็ถูกจ้าวเฟยหลงตัดบทเสียก่อน


              “ถูกต้อง
    !” หยุนฟู่ตอบเสียงอ่อยๆ


              “แล้วเจ้าล่ะไม่กลัวถูกไล่เลือดไล่ลมบ้างหรือ” จ้าวเฟยหลงสงสัยชายคนนี้ก็ตัวคนเดียวเหตุใดมาห่วงเขา


              “ข้าก็ตัวคนเดียวเช่นกันจึงอยากหาเพื่อนตายไว้ร่วมต่อสู้ยังไงล่ะ”หยุนฟู่จากเสียงอ่อยกลับมาเสียงดังอีกครั้ง


              “ตัวเจ้าก็ควรจะเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่เหตุใดถึงมาที่นี่คนเดียว บ้านเจ้าไม่ส่งคนมาดูแลเจ้ารึไง” จ้าวเฟยหลงเอ่ยถาม


              “ข้าหยุนฟู่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหยุน ตระกูลระดับสองของแคว้นหมิงโจวแต่ท่านพ่อของข้าเห็นข้าเป็นพวกไม่เป็นโล้เป็นพาย จึงส่งข้ามาที่นี่เพื่อขัดเกลาตัวเอง”


              ด้วยสีหน้าที่แสนเจ็บปวด จ้าวเฟยหลงเริ่มเข้าใจตัวของหยุนฟู่มากขึ้นตอนนี้ตัวหยุนฟู่ ถูกที่บ้านส่งมาฝึกตนจึงถูกตัดขาดความช่วยเหลือจากทางบ้านกลายเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไร้คนพึ่งพา


              เมื่อออกมาเผชิญโลกกว้างโดยไม่มีอิทธิพลใดๆสนับสนุนย่อมต้องพบความลำบากโดยไม่ต้องสงสัยแม้แต่ชีวิตจะรอดกลับไปที่บ้านหรือปล่าวก็ไม่รู้ได้


              ความลำบากนี้จ้าวเฟยหลงรู้ดีที่สุดเพราะเขาเป็นคุณชายจากตระกูลแต่ว่ากลับถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากที่บ้านต้องพบเจอกับความลำบากนานับประการหากไม่เพราะมีโชควาสนาดีคงตายไปนานแล้ว


              จ้าวเฟยหลงเองตอนนี้ก็ไม่รู้จักใครหากมีคนรู้จักในสถานที่แบบนี้บ้างก็คงดี อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ช่วยเหลือกันได้


            “ข้าจะไปหาที่ตั้งกระโจม หากสนใจก็ตามข้ามา”


            จ้าวเฟยหลงเดินมุ่งหน้าไปทางเนินกว้างที่คนไม่พลุกพล่านเขาชอบความเป็นส่วนตัวหากต้องตั้งกระโจมอยู่เบียดเสียดเยียดยัดกับคนอื่นเช่นนั้นคงไม่สะดวกใจ


              ทั้งสองคนเดินมาถึงยอดเนินกว้างเมื่อสำรวจพื้นที่จนจ้าวเฟยหลงพอใจ เขาแตะที่แหวนมิติแล้วกระโจมหลังงามก็ปรากฏขึ้นตรงหน้านี่คือของขวัญจากสองพี่ชายของหวังลู่ซือ มอบให้แก่จ้าวเฟยหลงก่อนออกเดินทางโดยไม่รอช้าจ้าวเฟยหลงเดินเข้าไปในกระโจมทันทีไม่สนใจสายตาของหยุนฟู่ที่ตอนนี้มีขนาดเท่ากับไข่ห่านเบิกค้างอยู่


              “จ้าวเฟยหลง
    !! เจ้ามีแหวนมิติ จริงๆหรือนี่”


             เสียงตะโกนของหยุนฟู่ดังลั่นกระโจมแต่โชคดีที่กระโจมนี้เป็นกระโจมแบบพิเศษที่เก็บเสียงได้จึงไม่ต้องหวั่นเกรงว่าจะมีคนได้ยิน


              “ข้าอยากได้แทบตายขอท่านพ่อกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่เคยให้ข้าสักที บอกแต่ว่าข้ายังไม่พร้อม”


              “พ่อของเจ้าห่วงจริงๆ”จ้าวเฟยหลงเอ่ยขึ้นมา


              “หากมอบแหวนมิติแก่เจ้านั่นหมายความว่าผู้คนที่พบเห็นต้องอิจฉาและแน่นอนว่าต้องมีใครสักคนต้องตาต้องใจมัน จ้องจะพรากมันไปจากเจ้าและในบางทีเขาคนนั้นอาจพรากชีวิตของเจ้าไปก่อนก็ได้”


              ด้วยเสียงเตือนของจ้าวเฟยหลงทำให้อารมณ์ของหยุนฟู่สงบลงอีกครั้ง


              “จริงด้วยซิน่ะข้าลืมข้อนี้ไปเสียสนิท”


              “แต่เจ้าก็เป็นเพียงนักยุทธ์ขั้นเก้าเหมือนกันทำไมเจ้าจึงกล้าสวมแหวนมิติเล่า ไม่กลัวมีปัญหาหรือไง”


              “ข้าไม่กลัวมีปัญหา”จ้าวเฟยหลงตอบพร้อมกับแสดงความมั่นใจ


              “เชอะ
    !! ปากดีไปเถอะโดนแย่งไปเมื่อไหร่จะรู้สึก”หยุนฟู่ บ่นเสียงเบาๆ


              “เอ่อนี่
    !! จ้าวเฟยหลง....”


              “เรียกข้าว่าเฟยหลงเถอะส่วนข้าจะเรียกเจ้าว่าหยุนฟู่ เจ้าว่าเป็นอย่างไร” จ้าวเฟยหลงเสนอ


              “ได้ ข้าตกลงนับแต่นี้พวกเราเป็นสหายกัน”


             หยุนฟู่พอใจมากที่ได้เป็นสหายกับจ้าวเฟยหลงแม้เขาไม่ได้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อนแต่เมื่อได้พูดคุยกันก็ยิ่งทำให้ชอบนิสัยใจคอกันและกันมากขึ้น


              เมื่อแสงอาทิตย์ยามอัสดงฉายแสงจ้าวเฟยหลงจึงเตรียมอาหารมื้อค่ำกับหยุนฟู่


             “เนื้อย่างหอมน่ากินเจ้าไปเรียนทำแบบนี้มาจากไหน”หยุนฟู่อดถามไม่ได้เพราะเขาไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขาจะเชี่ยวชาญเรื่องการทำอาหารด้วย


              “ข้าหัดมาจากป่าแถวบ้านของข้าตอนเด็กๆข้าต้องเข้าป่าที่มีสัตว์อสูรอยู่บ่อยครั้ง ทำให้พอจะรู้จักมาบ้าง”


            ถึงแม้ข้อมูลที่ได้มาจะไม่ซื่อตรงนัก แต่หยุนฟู่ก็ไม่ได้สนใจซักถามต่อใครบ้างจะไม่มีความลับ


              “สุกแล้วได้เวลากินมื้อค่ำ”


            จ้าวเฟยหลงส่งไม้ที่มีเนื้อสัตว์อสูรย่างให้หยุนฟู่ที่ตอนนี้กลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อกเมื่อจับด้ามไม้ที่มีเนื้อย่างได้แล้วหยุนฟู่ก็จัดการเคี้ยวเนื้อย่างเหล่านั้นในคราวเดียวพริบตาเดียวเนื้อย่างห้าไม้ก็หายสาบสูญเข้าไปในท้องของหยุนฟู่อย่างไร้หนทางกลับมา


              จ้าวเฟยหลงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี“กินเถอะข้ามีอีกเยอะ” จากนั้นก็นำเนื้ออสูรออกมาย่างอีกครั้ง


            หลังจากอาหารมื้อใหญ่จบลง ทั้งสองก็แยกย้ายไปนอนที่ใครที่มันโชคดีที่กระโจมของจ้าวเฟยหลงกว้างพอที่จะรองรับคนได้หลายคนจึงไม่เป็นปัญหาใดๆในการนอนของชายหนุ่มทั้งสอง


              ดึกสงัดเวลายามจื่อ* เสียง สวบสาบ ดังขึ้นที่หน้ากระโจมบ่งบอกให้รู้ว่ามีผู้มาเยือน และพวกเขาไม้ได้ต้องการปิดบังการมาแต่อย่างใดเพราะผู้มาทุกคนไม่ได้กริ่งเกรงคนที่อยู่ในกระโจมหลังงามนี้เลยเนื่องจากคนที่อยู่ข้างในเป็นเพียงนักยุทธ์ระดับเก้าเท่านั้นหาใช่ผู้ที่น่าหวาดหวั่น


              “เจ้าพวกเศษสวะกล้าดียังไงมานอนในที่ของพวกข้า”


              “ไสหัวออกมาคุกเข่าขอโทษพวกข้าเดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นชีวิตน้อยๆของพวกเจ้า ข้าไม่รับประกันว่ามันจะอยู่ดี”


            คนที่มาตะโกนลั่น แสดงอำนาจบาตรใหญ่ คนที่พักอยู่ส่วนใหญ่เข้านอนไปแล้วเหลือเพียงบางส่วนที่กำลังวางแผนของตนเอง และไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของคนอื่นแต่อย่างใด


              “เฟยหลง...เฟยหลง แย่แล้วมีคนไล่เลือดไล่ลมมาหาพวกเราแล้ว
    !!!” หยุนฟู่ตกใจปลุก เฟยหลงอย่างลนลาน


              “ไม่ต้องกลัวหรอกนอนต่อเถอะข้ารับรองว่าพวกมันทำอะไรเราไม่ได้หรอก”


              จากนั้นจ้าวเฟยหลงก็นอนหลับไปโดยไม่สนใจหยุนฟู่อีกเลย


              “เจ้า
    !...ทำไมถึงมั่นใจอย่างนี้นะพวกนั้นจะล้มกระโจมของเจ้าแล้วแท้ๆ” หยุนฟู่บ่นพึมพำ


              “นี่ไม่ได้ยินหรือไง
    ! ไอ้พวกสวะ รีบๆออกไปจากกระโจมซะที่ตรงนี้เป็นของพวกเรา”


              ผู้นำกลุ่มไล่เลือดไล่ลมตะโกนออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เขาต้องการกระโจมหลังนี้เพราะตอนที่เขามองเห็นมันตั้งอยู่บนเนินนี้ช่างสวยงามและดูสูงส่งยิ่งนักหลังจากสืบดูแล้วเจ้าของกระโจมนี้เป็นเพียงนักยุทธ์ขั้นเก้าเท่านั้น


              “ยังไม่ออกมาอีกเหรอเจ้าจะทำให้พวกเราโมโหจริงแล้วนะ”


              ลูกสมุนคนหนึ่งตะโกนออกมาอีกครั้งคล้ายจะหมดความอดทน


              “พวกเจ้าสองคนไปเอาตัวพวกมันออกมาข้าจะหักแขนสั่งสอนให้มันสำนึกเสียหน่อย ว่าการทำให้ข้าต้องมีโมโหมันต้องจ่ายค่าตอบแทนยังไง”หัวหน้ากลุ่มสั่งลูกน้องของตน


              “ขอรับหัวหน้า”ลูกน้องสองคนที่มาด้วยรับคำแล้วเดินมาที่ประตูกระโจมเอื้อมมือจะกระชากผ้าเปิดประตูกระโจม


              ตูม
    !!! ตูม!!!เสียงระเบิดดังทั่วเนิน


              กลุ่มควันลอยล่องไปทั่วภายใต้การระเบิดนี้ตัวหัวหน้ากลุ่มถึงกับหน้าซีด เข่าอ่อนไม่กล้าขยับตัวเพราะเมื่อครู่นี้พลังของการระเบิดสะท้านเข้าไปในจิตวิญญาณของเขาเลยก็ว่าได้ มันทำให้รู้สึกได้ถึงความตาย หากเป็นเขาที่เป็นคนไปเปิดประตูละก้อ...


              เมื่อฝุ่นควันจางลงร่างที่ไม่ครบส่วนของลูกน้องทั้งสองคนกระจัดกระจายที่หน้าทางเข้าแต่ตัวของกระโจมกลับไม่ได้รับผลใดๆจากการระเบิดนี้เลย


              “นะ...นะ...นี่มันค่ายกล”


            ตัวหัวหน้ากลุ่มตกใจ สั่นไปทั้งตัวจนควบคุมการสั่นไม่ได้ใครจะไม่รู้ว่าค่ายกลนั้นสูงค่ายิ่งนักหากต้องใช้แต่ละครั้งต้องมีเหตุการณ์คับขันถึงจะนำออกมาใช้แต่เจ้าของกระโจมนี้ติดตั้งค่ายกลที่หน้าทางเข้ากระโจม เพียงเพื่อป้องกันคนรบกวนนี่เขาเป็นใครกันแน่ถึงฟุ่มเฟือยได้ขนาดนี้ฟุ่มเฟือยจนลูกน้องของเขาต้องตายไปถึงสองคนในคราวเดียวกัน


              จ้าวเฟยหลงที่ตอนนี้นอนหลับสนิทอย่างมีความสุขไม่รู้เรื่องราวใดๆ แต่ว่าหยุนฟู่นั้นแตกต่างจากเขามากตอนนี้หยุนฟู่เองทั้งตื่นเต้น ตกใจและประหลาดใจ การระเบิดเมื่อครู่นี้อีกทั้งเสียงร้องครวญครางของคนที่ราวกับสูญเสียทุกสิ่งดังระงมที่หน้ากระโจมทำให้ตัวหยุนฟู่มิอาจข่มตานอนหลับได้แม้แต่น้อย


              รุ่งเช้าจ้าวเฟยหลงตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นพละกำลังเต็มเปี่ยม แต่เมื่อหันมองไปที่หยุนฟู่จ้าวเฟยหลงก็อดหัวเราะไม่ได้


              “หยุนฟู่
    !! ตัวเจ้าตอนนี้เป็นเหมือนหมียิ่งนักนั่งเหม่อลอยเฝ้ามองรังผึ้ง”


              หยุนฟู่หันมามองจ้าวเฟยหลง


              “ใครมันจะไปเหมือนเจ้าเสียงระเบิดดังขนาดนั้นยังจะหลับลงอีกแล้วเสียงครวญครางนั่นอีกข้าจะหลับตาลงไปได้อย่างไรกัน”


              หยุนฟู่แทบไม่อยากเชื่อด้วยว่าเสียงที่ครึกโครมขนาดนั้นจะไม่ส่งผลอะไรเลยต่อจ้าวเฟยหลงแต่ผลก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่มีผลอะไรเลยจริงๆ
              “ชายหนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่นะ”หยุนฟู่ขบคิดในใจ


              เมื่อจัดการเรื่องส่วนตัวเรียบร้อยแล้วทั้งสองคนก็ออกมาจากกระโจมภายนอกพบเห็นชิ้นส่วนของมนุษย์เกลื่อนพื้นหน้ากระโจม กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งส่งผลให้หยุนฟู่ผู้ที่ไม่เคยผ่านการนองเลือดใดใดถึงกับต้องวิ่งไปหลังกระโจมไม่นานก็มีเสียง โอ๊ก
    ! อ๊าก!ออกมา จากนั้นก็โผล่หน้าซีดๆออกมา


              “ขอโทษทีมื้อเช้าที่เจ้าทำให้ข้ามันไหลออกไปหมดแล้ว” หยุนฟู่กล่าวด้วยความพะอืดพะอม


              จ้าวเฟยหลงกรอกตามองบน“นี่คงไม่เคยตู่สู้มาเลยซินะ”


              “อืม...ข้าเป็นคุณชายตระกูลใหญ่การฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ก็ฝึกกับอาจารย์ที่ท่านพ่อจัดหามาให้ข้าเองยังไม่เคยต่อสู้จริงๆสักครั้ง ก็เลย....เป็นอย่างที่เห็น”หยุนฟู่พูดเสียงเบาหวิว ก้มหน้าด้วยความอับอาย


              “ไม่ต้องพูดแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้ต่อสู้เพราะชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์ย่อมมีเลือดละเลงตลอดทางเดินอยู่แล้ว”จ้าวเฟยหลงปลอบใจ


              “พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ถึงกล้าทำร้ายคนของข้า” หัวหน้ากลุ่มไล่เลือดไล่ลมแผดเสียงดังลั่นทำให้ผู้คนรอบข้างเริ่มสนใจเหตุการณ์ล้อมวงเข้ามาดูคู่กรณีเผื่อว่าจะมีงิ้วให้ดูตั้งแต่เช้าตรู่


              “เฟยหลง
    !! นี่มันลูกสมุนตระกลูเซี่ย”หยุนฟู่ตกใจกับภาพที่เห็น ตอนนี้พวกเขาทำให้คนตระกูลเซี่ยล้มตายนี่มันหาเรื่องตายสู่ตัวเองชัดๆ


              ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหมิงโจวมีสามตระกลูได้แก่มู่ คัง และเซี่ย หากไปล่วงเกินตระกูลเหล่านี้เข้าแน่นอนว่าความตายย่อมมาเยือนในไม่ช้า


              แต่สิ่งที่หยุนฟู่ได้ยินจากปากของจ้าวเฟยหลงแทบทำให้เขาวิญญาณหลุดลอย


              “ตระกูลเซี่ยแล้วยังไง
    ! ใครที่ล่วงเกินข้าพวกมันก็จบไม่สวยเช่นกัน”


              หยุนฟู่ยิ่งอยู่ใกล้ชิดจ้าวเฟยหลงนานขึ้นเท่าใด เขาคิดว่าไม่รู้จักจ้าวเฟยหลงมากขึ้นเท่านั้นเหตุใดชายหนุ่มคนนี้ไม่รู้จักกลัวบ้างเลยหรือไง


              “เจ้าไอ้สวะบ้านนอกกล้าลบหลู่ตระเซี่ยแห่งหมิงโจว ชีวิตเจ้าจบแล้ว หากยังไม่อยากตายจงคุกเข่าลงโขกหัวจนบิดาพอใจแล้วจะไว้ชีวิตสกปรกของเจ้า”หัวหน้ากลุ่มกล่าวเสียงเย้ยหยันภายใต้ชื่อของตระกูลเซี่ยเขาสามารถข่มเหงรังแกใครก็ได้ในแคว้นหมิงโจว


              “เดินหนีไปจากที่นี่ยังทำไม่ได้ยังมีหน้าให้ตัวข้าคุกเข่าให้เจ้าอีกหรือ” จ้าวเฟยหลงยืนเอามือไพล่หลังมองทิวเขาหาได้สนใจตัวหัวหน้ากลุ่มแม้แต่น้อย


              ตอนนี้สีหน้าของหัวหน้ากลุ่มไล่เลือดไล่ลมของตระกูลเซี่ยเริ่มดำคล้ำผู้คนเริ่มมามุงดูมากขึ้นเวลานี้เขาไม่มีแรงก้าวขาจริงๆร่างกายของเขาไม่เชื่อฟังตั้งแต่เมื่อคืนนี้ตอนถูกพลังของระเบิดกระแทกใส่


              “เฮ้อ
    ! เหตุใดต้องมาเจอคนบ้าเช่นนี้เดินก็ยังเดินไม่ได้แล้วยังกล้าข่มขู่ข้าอีก”


            จ้าวเฟยหลงถอนหายใจหันกลับไปเก็บกระโจมเข้าแหวนของเขา


              “เจ้าไอ้บ้านนอก...ว่าใครเป็นคนบ้า”หัวหน้ากลุ่มตะโกนอย่างเดือดดาล


              “ว่าเจ้ายังไงล่ะ” จ้าวเฟยหลงตอบกลับ


              “หากไม่หักแขนหักขาของเจ้าคงไม่รู้ว่าตระกูลเซี่ยน่ากลัวเพียงใด” หัวหน้ากลุ่มอยากเดินเข้าไปหักแขนหักขาจ้าวเฟยหลงใจจะขาดแต่ก็ทำไม่ได้


              “เจ้าเดินเองได้ตอนไหนค่อยมาหาข้าก็แล้วกัน”


            จ้าวเฟยหลงส่งสายตาสงสารไปให้หัวหน้ากลุ่มคนนั้นแล้วพาหยุนฟู่เดินจากไปแม้จ้าวเฟยหลงจะอยากกำจัดคนที่มาทำร้ายเขาแต่ก็ไม่ต้องการเป็นจุดสนใจเช่นกันหลบจากตรงนี้ไปก่อนนับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้


    *ยามจื่อ คือ คือเวลา
    23.00 – 00.59 น.
             

    คล้ายกับเรื่องลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912