ซู่เหยเงยหน้าขึ้น “ลูกพี่ ท่านมีศัตรูเยอะมากเลยหรือขอรับ?”
“หืม?” มู่เชียนจิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลองนึกดูดี ๆ “เมื่อก่อนมีเยอะนะ แต่ตอนนี้มีแค่คนเดียว…อ่อ ไม่สิ ตระกูลเดียวต่างหาก”
ในกาลก่อนพวกสำนักที่มาล่วงเกินนาง แม้แต่สุสานบรรพชนก็ถูกนางขุดกระจุยมาแล้ว โดยเฉพาะฝาโลงของบรรพจารย์สำนักกระบี่ นางยังแบกไปขายมาแล้วด้วยซ้ำ!
จะว่าไปแล้วพอมาคิด ๆ ดู ตอนนั้นเป็นเพราะนางรีบร้อนออกมาจากตระกูลมู่ จึงไม่ได้นำสมบัติอีกหลายชิ้นออกมาด้วย อืม หากมีโอกาสละก็ นางต้องไปเยือนที่นั่นอีกสักครา!
หลังจากสนทนากับซู่เหยไปสักพัก มู่เชียนจิ่วก็นั่งขัดสมาธิ เตรียมหลอมพลังวิญญาณที่หลงเหลือของผลโกลาหลให้หมด เพื่อทำให้ตบะบารมีของตนเองพัฒนาขึ้นอีกระดับ
ซู่เหยจึงไม่อยู่รบกวนนางอีก มันมุดกลับเข้าไปในแขนเสื้อของมู่เชียนจิ่วและเฝ้าฝันถึงภาพที่มันจะได้ครองโลกแห่งกระรอกหลังจากออกไป ฮิฮิ
เวลาเพียงครึ่งวัน มู่เชียนจิ่วก็สามารถหลอมพลังวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ของผลโกลาหลได้หมดแล้ว และสามารถทะลวงตบะบารมีถึงระดับฌานดรุณขั้นกลางได้อย่างราบรื่น!
ฌานดรุณภายในกายของนางเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จนสามารถมองเห็นใบหน้าของฌานดรุณได้ราง ๆ
มู่เชียนจิ่วมองฌานดรุณที่อยู่ภายในกายด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่ง ราวกับว่ากำลังมองเห็นตัวเองก็มิปาน
“ลูกพี่ มีคนมาขอรับ!”
ทันทีที่ได้ยินเสียงของซู่เหย มู่เชียนจิ่วก็หยุดการบำเพ็ญเพียร
“เจ้าบรรลุแล้วอย่างนั้นหรือ?” ดวงตาเรียวของจวินอู๋เสียจ้องไปที่มู่เชียนจิ่วด้วยความประหลาดใจ ทว่าไม่นานก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ผลโกลาหลของเขาเรียกได้ว่าเป็นของวิเศษหายากหนึ่งในห้าอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้
ต่อให้เป็นหมูธรรมดา เมื่อกินผลโกลาหลเข้าไปก็สามารถกลายเป็นอสูรเทพได้ อีกทั้งคุณสมบัติของสตรีผู้นี้ก็เรียกได้ว่าไม่เลว หากกินผลโกลาหลเข้าไปแล้วยังไม่สามารถบรรลุได้อีก เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าสู้หมูไม่ได้หรอกหรือ?
ทันทีที่พบหน้าจวินอู๋เสีย มู่เชียนจิ่วก็ดวงตาเป็นประกาย “ท่านพี่ ท่านมาหาอะไรกินใช่หรือไม่?”
“หาอะไรกิน?” จวินอู๋เสียหรี่ตาลง สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก “ครั้งก่อนสิ่งที่เจ้าทำให้ข้ากินคืออะไร?”
มู่เชียนจิ่วกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มประจบออกมา “ก็ผัดผักอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
“ฮ่าฮ่า!” จวินอู๋เสียมองรอยยิ้มประจบของมู่เชียนจิ่ว ไม่คาดคั้นนางเรื่องนี้อีก แต่เลือกที่จะคว้าข้อมือของนาง และดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมแขนของตน
มู่เชียนจิ่ว “!!!”
“ถลึงตาโตเช่นนี้ทำไมกัน หลับตาซะ!” จวินอู๋เสียตะคอกเบา ๆ เมื่อเห็นว่าสตรีในอ้อมแขนหลับตาลงแล้ว จึงคว้านิ้วของนางเข้าปากทันที
เมื่อสัมผัสได้ว่านิ้วตนเองถูกกัด แพขนตายาวของหญิงสาวก็สั่นไหวเล็กน้อย ตามมาด้วยความรู้สึกโล่งใจ นางคิดว่ามารตนนี้จะทำมิดีมิร้ายนางเสียอีก ที่แท้ก็แค่จะดูดเลือดนางหรอกหรือ
จะดูดเลือดก็บอกกันตรง ๆ ก็ได้นี่นา ใช่ว่านางจะไม่ให้ดูดเสียหน่อย เขาไม่บอกแล้วนางจะรู้ได้อย่างล่ะไรว่าเขาต้องการอะไร
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป จวินอู๋เสียหลอมเลือดของมู่เชียนจิ่วภายในกายเสร็จสิ้น ก่อนจะรู้สึกว่าอาการบาดเจ็บของตนดีขึ้นกว่าเดิม ดวงตาจึงฉายแววยินดีออกมา
เพียงแต่ความเร็วในการรักษาเช่นนี้ เกรงว่ากว่าเขาจะหายดี อย่างน้อยคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน หรืออาจนานกว่านั้น!
เพราะแต่ละครั้งสามารถดูดเลือดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ช้าเกินไปจริง ๆ
“ท่านพี่ ท่านดูดพอแล้วหรือเจ้าคะ?” ใบหน้าของมู่เชียนจิ่วแดงเรื่อ ความจริงแล้วการถูกบุรุษคนหนึ่งมาดูดนิ้วเช่นนี้ ในใจของนางไม่ยินดีเลยสักนิด
แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนกินผลไม้วิเศษที่เขาเอาไว้ใช้รักษาอาการบาดเจ็บไปแล้ว การที่นางต้องช่วยเขารักษาอาการบาดเจ็บ ก็ถือเป็นเรื่องที่สมควรแล้วไม่ใช่หรือ
มีเหตุก็ต้องมีผล เรื่องนี้นางย่อมรู้ดี
จวินอู๋เสียแค่นเสียงเย็นออกมา ก่อนจะปล่อยตัวสตรีไร้ยางอาย
“ท่านพี่ ท่านกินข้าวมาหรือยังเจ้าคะ?” มู่เชียนจิ่วดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะรีบนำอุปกรณ์ทำอาหารออกมาทันที
“หรือไม่ กินอิ่มแล้วค่อยดูดเลือดข้าอีกรอบก็ได้?”
จวินอู๋เสียสบตาสตรีหัวโล้นตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากของเขาจะโค้งขึ้น “อยากได้รางวัลอย่างนั้นหรือ?”
“อื้ม ๆ!” มู่เชียนจิ่วพยักหน้ารับหงึก ๆ ยุคนี้ใครบ้างไม่อยากได้ของวิเศษ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้พบบ่อเงินบ่อทองเช่นนี้ หากไม่รีบกอบโกย ไม่เท่ากับนางปล่อยโอกาสหลุดมือหรอกหรือ!
“หากอยากได้รางวัลก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าแล้ว” ราชามารจิ่วเย่าหยิบสุรากาหนึ่งออกมาดื่มเพียงลำพัง ใบหน้าหล่อเหลานั่นไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ทำให้คนรู้สึกสำราญใจยิ่งนัก
มู่เชียนจิ่วไม่เคยปฏิเสธว่าตนเป็นพวกที่ชอบคนรูปงาม อย่าว่าแต่บุรุษเลย ต่อให้เป็นสตรี นางก็อดมองไม่ได้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น บุรุษตรงหน้าหากดูแค่รูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ต้องยอมรับว่าเหนือกว่าอาจารย์ของนางเสียอีก มีคนรูปงามราวกับฟ้าประทานมาเป็นอาหารตาโดยไม่ต้องเสียเงินเช่นนี้ ใครกันจะไม่อยากดู!
*ฟู่!*
วัตถุดิบกองโตถูกมู่เชียนจิ่วโยนเข้าไปในหม้อสารพัดนึก ตอนนี้วัตถุดิบในแหวนเก็บสมบัติของนางเหลือเพียงเท่านี้แล้ว น่าเสียดายที่เนื้อดี ๆ ถูกนางกินจนหมดตลอดสองวันที่ผ่านมาไปเสียแล้ว
หากวันใดออกไปนอกสำนัก นางจะตุนวัตถุดิบให้มากกว่านี้ ขอเพียงทำให้มารตนนี้พึงพอใจ นางก็ไม่ขาดแคลนของวิเศษอีกแล้ว
“เจ้านี่ร่ำรวยไม่น้อยเลยนะ” สายตาของชายหนุ่มหยุดนิ่งอยู่ที่หม้อสารพัดนึกครู่หนึ่ง ครั้งก่อนเขามัวแต่ดื่มน้ำแกงจึงไม่ทันสังเกต หากดูแบบผิวเผินหม้อสีดำใบใหญ่นี้ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากนัก แต่เมื่อพิจารณาดูดี ๆ กลับพบว่ามันเป็นอาวุธเซียน อีกทั้งยังเป็นอาวุธเซียนขั้นสูง!
“อิอิ” มู่เชียนจิ่วหัวเราะคิกคักราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ผ่านไปอีกครู่ใหญ่นางจึงยกอาหารมาวางที่โต๊ะ
“ท่านพี่ ลองชิมดูสิเจ้าคะ!”
“สิ่งนี้คืออะไร?” จวินอู๋เสียพิจารณาอาหารที่สตรีหัวโล้นนำมาเพียงครู่เดียว ก็พบว่าในชามมีวัตถุดิบหลายชนิด หลากสีสัน ดูไม่น่ากินเท่าไรนัก
“สิ่งนี้เรียกว่าจับฉ่ายเจ้าค่ะ!” มู่เชียนจิ่วคีบผักขึ้นมา “อาจดูไม่น่ากินสักเท่าไร แต่หากได้ชิมจะพบว่ารสชาติไม่เลวเลยนะเจ้าคะ!”
จวินอู๋เสียเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขามองอาหารที่อยู่ในชามครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบชิมไปหนึ่งคำ
…เนื้อสัมผัสกรุบกรอบให้ความสดชื่น รสชาติหวานฉ่ำ ไม่เลวจริง ๆ
“นี่คืออะไร?”
“หน่อไม้ม่วงเจ้าค่ะ” เมื่อมู่เชียนจิ่วเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายดูดีไม่น้อย ความมั่นใจก็เพิ่มขึ้น จึงคีบอาหารให้เขาอีกอย่างแข็งขัน
“ยังมีสิ่งนี้อีก นี่เป็นไข่ของวิหคขาวสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสอง เห็นเล็ก ๆ แบบนี้แต่อร่อยมากเลยนะเจ้าคะ!”
จวินอู๋เสียลองชิมอีกคำ ทว่ากินไปกินมาอาหารก็พร่องไปกว่าครึ่งชามโดยไม่รู้ตัว
มู่เชียนจิ่วเห็นบ่อเงินบ่อทองเช็ดมุมปาก คาดว่าคงจะพอใจกับอาหารมื้อนี้ จึงจ้องเขาตาปริบ ๆ ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“พอใช้ได้ สุราครึ่งกานี้ถือเป็นรางวัลของเจ้าก็แล้วกัน” เมื่อกินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว จวินอู๋เสียก็เตรียมตัวจะกลับ
รอยยิ้มของมู่เชียนจิ่วพลันแข็งค้าง นางทั้งทำกับข้าว คอยคีบอาหาร รินสุราให้ เหลือแค่ไม่ได้คุกเข่าปรนนิบัติพัดวีเท่านั้น บริการระดับห้าดาวเช่นนี้ ให้สุราครึ่งกาเท่านั้นน่ะหรือ?
“ทำไม ไม่อยากได้หรือ?” จวินอู๋เสียเห็นสตรีตรงหน้ามีสายตาโกรธเคือง ก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโหเช่นกัน เขาไม่จับนางมาหลอมเป็นโอสถก็ดีเท่าไรแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น แหวนเก็บสมบัติเขาก็ยกให้นางไปแล้ว นางยังไม่รู้จักพออีกอย่างนั้นหรือ?
แววตาขุ่นเคืองนั่น ราวกับเขาติดค้างนางอยู่ร้อยล้านหินวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น
“เอาเจ้าค่ะ ใครบอกว่าข้าไม่เอาล่ะ!” มู่เชียนจิ่วเก็บสุรากานั้นทันที สุราวิญญาณก็สามารถเพิ่มไอพลังให้นางได้เช่นกัน แม้จะช้าไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มี!
จับฉ่ายหนึ่งหม้อแลกกับสุราวิญญาณครึ่งกา ก็ถือว่ายังได้กำไรอยู่!
จวินอู๋เสียกำลังจะไปแล้ว ทว่ามู่เชียนจิ่วกลับคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้
“ท่านพี่!”
จวินอู๋เสียรีบสะบัดแขนออกทันที ดวงตาเรียวมีความไม่พออย่างเห็นได้ชัด “เจ้าอยากตายหรือ?”
มู่เชียนจิ่วถูกตอบกลับเช่นนี้ก็เริ่มหงุดหงิดเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะนางกลัวว่ามารตนนี้จะสังหารละก็ นางก็ไม่อยากจะแตะต้องตัวเขานักหรอก!
.
.
.