เสียงลมปลายฤดูใบไม้ร่วงลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาเบาๆ แสงเช้าสีจางตกกระทบบนผ้าม่านที่แกว่งไหวช้า ๆ อาโออิลืมตาขึ้น เธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพดานห้องยังเป็เพดานเดิมเสียงนกร้องจากต้นแอปเปิลด้านนอกยังเป็เสียงเดิมทุกอย่างเหมือนเมื่อวานแต่หัวใจของเธอไม่เหมือนเดิมแล้ว
หญิงสาวยกมือขึ้นแตะเปลือกตาตัวเองมันบวมเล็กน้อยเมื่อคืนเธอร้องไห้หนักกว่าทุกครั้งร้องไห้จนจำไม่ได้ว่าเผลอหลับไปตอนไหนภาพสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำคือแสงไฟสีส้มของสถานีรถไฟและไหล่ของใครบางคนที่อบอุ่นกว่าที่คิด เธอเม้มปากก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้า “...อายชะมัด”
เสียงพึมพำดังอู้อี้อยู่ใต้ผ้าห่มเธอไม่เคยร้องไห้ต่อหน้ามาซาอากิมาก่อนไม่เคยเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเป็คนยิ้ม เป็คนหัวเราะเป็คนเปลี่ยนเื่ทุกครั้งที่ความกลัวเริ่มไล่ตามทัน
แต่เมื่อคืน...เธอทำอะไรไม่ได้เลยเพียงแค่คิดว่าตัวเองอาจมีเวลาน้อยกว่าที่คิดหัวใจก็พังลงตรงนั้น หญิงสาวถอนหายใจยาวก่อนค่อยๆ ดึงผ้าห่มลง แสงแดดอ่อน ๆ จากหน้าต่างตกลงบนปลายนิ้วของเธอ เธอยกมือขึ้นมอง ยังเห็นอยู่ยังเห็นลายเส้นเล็ก ๆ บนฝ่ามือ ยังเห็นแสงเช้า ยังเห็นสีของท้องฟ้าแต่ความกลัวไม่ได้หายไปเพียงแค่...มันไม่หนักเท่าเมื่อคืน
อาโออิกะพริบตาช้าๆ แล้วพบว่าตัวเองกำลังนึกถึงคำพูดหนึ่ง
“ผมจะช่วยจำด้วย”
เธอนอนนิ่งไปอีกครู่ก่อนหลุดยิ้มบาง ๆออกมาแปลกจังคำพูดแค่นั้นกลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนโลกไม่ได้มืดสนิทอย่างที่คิด
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“อาโออิ ตื่นหรือยังจ๊ะ” เสียงของแม่ดังมาจากด้านนอก
“ตื่นแล้วค่ะ”
“ลงมากินข้าวนะ”
“ค่ะ”
เสียงฝีเท้าค่อยๆ เดินห่างออกไป อาโออินั่งอยู่บนเตียงอีกพักหนึ่ง ลมเย็นจากหน้าต่างพัดปลายผมของเธอเบาๆ แล้วเธอก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น
กลิ่นซุปมิโสะลอยอยู่ทั่วบ้าน กลิ่นปลาแซลมอนย่างหอมอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นข้าวสวยที่เพิ่งหุงเสร็จเป็เช้าเหมือนทุกวัน มิซากิกำลังจัดถ้วยอาหารบนโต๊ะเคนจินั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่มุมเดิม เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าทั้งสองคนก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
“อรุณสวัสดิ์”
อาโออิยิ้มแต่ครั้งนี้รอยยิ้มดูต่างออกไปเล็กน้อยมันนุ่มลง เงียบลงและเหมือนคนที่เพิ่งผ่านพายุมาเมื่อคืน
มิซากิมองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มตอบ
“อรุณสวัสดิ์จ้ะ”
เคนจิพับหนังสือพิมพ์ลง“นอนดึกหรือ”
อาโออิชะงักไปเล็กน้อย“นิดหน่อย”
พ่อพยักหน้าไม่ได้ถามต่อ ไม่ได้ถามว่าเมื่อคืนร้องไห้หรือเปล่า ไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นเพียงเลื่อนถ้วยซุปไปทางลูกสาว
“กินตอนร้อน ๆ”
“อือ”
เธอนั่งลงหยิบช้อนขึ้นมาไอน้ำลอยขึ้นจากซุปมิโสะอย่างช้าๆ บ้านทั้งหลังเงียบลงอีกครั้งมีเพียงเสียงช้อนกระทบถ้วยเบา ๆและเสียงลมที่ลอดเข้ามาจากสวนด้านนอก
ผ่านไปครู่หนึ่งมิซากิจึงพูดขึ้น“เมื่อคืน...นอนหลับดีไหม”
อาโออิเงยหน้าขึ้นแม่กำลังตักข้าวใส่ถ้วยของตัวเอง สีหน้าเป็ปกติราวกับถามเื่อากาศแต่ลูกสาวรู้
แม่รู้เสมอรู้ทุกครั้งที่เธอร้องไห้รู้ทุกครั้งที่เธอฝืนยิ้ม หญิงสาวมองแม่อยู่เงียบ ๆ ก่อนตอบเบา ๆ
“อือ” เธอหยุดไปครู่หนึ่งแล้วหลุดยิ้ม “ดีจัง”
มือของมิซากิหยุดค้างไปเสี้ยววินาทีก่อนจะยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน
“งั้นเหรอ”
เท่านั้นเองไม่มีคำถามเพิ่มเติม ไม่มีคำปลอบโยน ไม่มีใครพูดถึงเมื่อคืนอีกแต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
อาโออิก้มหน้ากินซุปต่อไอน้ำอุ่นลอยผ่านใบหน้าเธอเพิ่งรู้ตัวว่า...นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังเธอเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างต้นแอปเปิลด้านนอกเหลือใบน้อยลงทุกวัน กิ่งก้านเริ่มโปร่งลมพัดผ่านได้ง่ายขึ้นฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามาแล้วและเวลาของเธอก็กำลังเดินไปข้างหน้าเช่นกันแต่เป็ครั้งแรกที่การคิดถึงอนาคตไม่ได้ทำให้เธออยากร้องไห้หญิงสาวยกถ้วยซุปขึ้นจิบอีกครั้งแล้วพบว่าซุปมิโสะเช้านี้อุ่นกว่าทุกวันเล็กน้อย
ลมเย็นพัดผ่านสวนแอปเปิลใน่สายแสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดกิ่งไม้ที่เหลือใบอยู่ไม่มากแล้ว มาซาอากิกำลังนั่งซ่ะกร้าไม้ใบหนึ่งอยู่บนระเบียงบ้านตะกร้าใบนี้ใช้มาหลายปีแล้วขอบด้านหนึ่งเริ่มหลวมเชือกที่รัดไว้ขาดไปเส้นหนึ่ง เขาค่อยๆ สอดเส้นเชือกใหม่เข้าไปอย่างใจเย็น เสียงนกดังมาจากต้นไม้ไกล ๆ เป็เช้าที่เงียบสงบจนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ บนทางเดินหน้าบ้านเขาเงยหน้าขึ้น อาโออีกำลังยืนอยู่ตรงรั้ว เธอสวมเสื้อไหมพรมสีครีมตัวเดิมและผ้าพันคอสีแดงเข้มแต่วันนี้ดูต่างจากทุกวันเล็กน้อยเธอไม่ได้ยิ้มกว้างเหมือนเคยเพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ เหมือนกำลังรวบรวมความกล้า
“อรุณสวัสดิ์” เขาพูดขึ้นก่อน
หญิงสาวกะพริบตาก่อนยิ้มบางๆ “อรุณสวัสดิ์”
เธอเดินเข้ามาใกล้แล้วหยุดอยู่ตรงหน้าระเบียงในมือถืออะไรบางอย่างผ้าเช็ดหน้าสีเข้มที่พับอย่างเรียบร้อย มาซาอากิมองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจำได้ทันทีผ้าเช็ดหน้าของเขา
“เอามาคืน” เธอยื่นมันออกมา
เขาวางตะกร้าลงแล้วรับมาผ้าผืนเล็กมีกลิ่นสบู่อ่อนๆ ติดอยู่
“คุณซักให้ด้วยเหรอ”
อาโออิพยักหน้า“เมื่อคืนเปื้อนนิดหน่อย”
เธอหลุบตาลงเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าเปื้อนเพราะอะไร
มาซาอากิเองก็เงียบไปลมเย็นพัดผ่านระหว่างทั้งสองก่อนหญิงสาวจะหัวเราะเบา ๆ
“ขอโทษนะ”
“เื่อะไร”
“เื่ผ้าเช็ดหน้า”
เธอยิ้มเจื่อนๆ “แล้วก็...เื่เมื่อคืน”
“คุณไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
อาโออิมองเขาก่อนหลุบตาลงอีกครั้ง“แต่ฉันร้องไห้เยอะมากเลย”
“อือ”
เธอเงยหน้าทันที“อืออะไร”
เขาหลุดยิ้ม“ก็คุณร้องไห้จริง ๆ”
หญิงสาวทำหน้าเหมือนอยากเถียงแต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมาเสียงหัวเราะนั้นเบากว่าเดิมแต่ฟังดูเป็ธรรมชาติมากขึ้น เธอมองผ้าเช็ดหน้าในมือเขาแล้วพูดขึ้นเบาๆ
“ขอบคุณนะ”
“เื่ผ้าเช็ดหน้าเหรอ”
เธอส่ายหน้า“ทุกอย่าง”
ลมพัดผ่านอีกครั้งปลายผมของเธอปลิวเล็กน้อยมาซาอากิไม่ตอบอะไรเพียงมองหญิงสาวตรงหน้าเงียบ ๆ แสงแดดตกลงบนแก้มของเธอทำให้เขาสังเกตเห็นว่าดวงตายังบวมอยู่เล็กน้อยเธอคงร้องไห้หนักจริง ๆ
อาโออิสูดลมหายใจเข้าก่อนพูดขึ้นอีกครั้ง“ฉันเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้เกือบทั้งคืน”
เขาเลิกคิ้วนิดหนึ่ง“ทำไม”
หญิงสาวเม้มปากราวกับเพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
“เอ่อ...” เธอหัวเราะเบา ๆ “ก็...ไม่รู้สิ”
เธอก้มมองปลายรองเท้า“มันทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น”
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วครู่
มาซาอากิมองเธออยู่พักหนึ่งก่อนพูดขึ้น
“งั้นคุณเก็บไว้ก็ได้”
เธอเงยหน้าขึ้นทันที
“ไม่ได้สิ”
“ทำไม”
“เพราะมันเป็ของคุณ”
“ผมมีผืนอื่น”
หญิงสาวส่ายหน้าทันที“ไม่ได้”
ลมเย็นพัดผ่านสวนแอปเปิลเธอหลุบตาลงก่อนพูดเบากว่าเดิม
“ของสำคัญของคนอื่น เอามาเป็ของตัวเองไม่ได้หรอก”
มาซาอากินิ่งไปประโยคนั้นฟังดูเหมือนไม่ได้พูดถึงผ้าเช็ดหน้าเลยอาโออิเองก็คงรู้ตัวเพราะแก้มของเธอค่อย ๆ ขึ้นสี
“ฉันหมายถึง...” เธอรีบพูด “หมายถึงผ้าเช็ดหน้า”
“ครับ”
“คุณอย่ายิ้มสิ”
“ผมยังไม่ได้ยิ้มเลย”
“โกหก”
คราวนี้เขาหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ หญิงสาวจึงถอนหายใจก่อนยกมือปิดหน้าไปครู่หนึ่ง
“ฉันพูดอะไรแปลก ๆ อีกแล้ว”
“นิดหน่อย”
เธอเงยหน้าทันที“คุณนี่นะ”
เขายิ้มบางๆ ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านอีกครั้ง ใบไม้สีแดงใบหนึ่งปลิวลงมาตรงระหว่างทั้งสองคนอาโออิก้มลงมองมันก่อนเงยหน้าขึ้น
“วันนี้คุณยุ่งไหม”
“ไม่มาก”
“งั้น...” เธอเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังคิดว่าจะถามดีไหม
“มีอะไรหรือเปล่า”
หญิงสาวเม้มปากก่อนสูดลมหายใจเข้าเบาๆ “คุณช่วยไปส่งของที่คาเฟ่กับฉันหน่อยได้ไหม”
“ให้คุณยายฟูมิ?”
เธอพยักหน้า“แม่อบพายแอปเปิลไว้เยอะเกินไป”
รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“แล้วฉันไม่อยากเดินคนเดียว” คำพูดนั้นเบามากแต่ชัดเจน
มาซาอากิมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า“ได้สิ”
หญิงสาวยิ้มขึ้นมาทันทีเป็รอยยิ้มเล็กๆ แต่ทำให้ใบหน้าดูสว่างขึ้นอย่างประหลาด
“ดีจัง”
คำพูดคุ้นเคยกลับมาอีกครั้งลมเย็นพัดผ่านสวนแอปเปิลต้นไม้หลายต้นเหลือเพียงกิ่งเปล่า ฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามาและบางที...ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เช่นกัน
พายแอปเปิลสองกล่องถูกใส่ลงในตะกร้าสานใบเล็กอาโออิเป็คนถือมันไว้ส่วนมาซาอากิเดินอยู่ข้าง ๆ ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านหมู่บ้านอย่างแ่เบาท้องฟ้าเป็สีฟ้าจาง ๆ แดดอ่อนกว่าหลายวันก่อน ทั้งสองเดินไปตามถนนสายเดิมที่คุ้นเคยแต่วันนี้เงียบกว่าปกติหรืออาจเป็เพราะทั้งคู่ต่างกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่เสียงใบไม้แห้งดังกรอบแกรบใต้ฝ่าเท้า
อาโออิก้มมองมันก่อนจะพูดขึ้น“เมื่อก่อนฉันชอบเดินเหยียบใบไม้แบบนี้”
เธอเหยียบใบไม้สีแดงใบหนึ่งเบาๆ เสียงกรอบเล็ก ๆ ดังขึ้น
“ฟังเหมือนมันกำลังบอกว่าฤดูเปลี่ยนแล้ว”
มาซาอากิมองใบไม้บนพื้น“ตอนเด็ก ๆ ผมไม่ชอบฤดูใบไม้ร่วง”
หญิงสาวหันมามองทันที“จริงเหรอ”
เขาพยักหน้า“ผมชอบหน้าร้อนมากกว่า”
“ทำไม”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ“มันดูไม่มีวันจบ”
อาโออิหัวเราะเบาๆ “เด็กผู้ชายชอบหน้าร้อนสินะ”
“ทำไมพูดเหมือนคุณแก่กว่าผมเยอะ”
เธอหัวเราะอีกครั้งเสียงหัวเราะนั้นเบาและสบายขึ้นกว่าเมื่อวานมากลมพัดผ่านต้นเมเปิลด้านข้างถนน ใบไม้สีแดงสองสามใบปลิวลงมา หญิงสาวเงยหน้ามองมันแล้วรอยยิ้มก็ค่อยๆ จางลง
“คุณ” เธอพูดขึ้นเบา ๆ
“หืม”
อาโออิยังคงมองกิ่งไม้เปลือยตรงหน้าก่อนถามช้าๆ “ถ้าคุณตื่นขึ้นมาสักวันหนึ่ง...”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง“...แล้วมองไม่เห็นอีกเลย”
มาซาอากิหันไปมองเธอลมเย็นพัดปลายผมของหญิงสาวเบาๆ
“คุณจะกลัวไหม”
คำถามนั้นไม่ได้ฟังเหมือนคำถามทั่วไปมันเป็คำถามของคนคนหนึ่งที่กำลังมองหาคำตอบให้ตัวเองมาซาอากิไม่ได้ตอบทันทีเขามองใบเมเปิลที่กำลังหมุนช้า ๆ อยู่กลางอากาศก่อนพูดขึ้น
“กลัว”
อาโออิหันมาทันทีเหมือนไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบนั้น
เขายิ้มบางๆ “ผมคงกลัวมาก”
ความเงียบตกลงมาระหว่างทั้งสองหญิงสาวมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนหลุบตาลง
“งั้นเหรอ” เสียงของเธอเบามาก
ทั้งสองเดินต่ออีกไม่กี่ก้าวก่อนที่เธอจะถามขึ้นอีกครั้ง“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
มาซาอากิชะลอฝีเท้าอาโออิเองก็หยุดเดิน ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านถนนแคบ ๆ พาใบไม้ปลิวผ่านระหว่างคนทั้งสอง
“หลังจากนั้น...” เธอมองเขาดวงตาคู่นั้นเงียบและจริงจัง “...คุณจะทำยังไง”
ไม่มีเสียงใดดังขึ้นใน่สั้นๆ นั้น แม้แต่นกที่เกาะอยู่บนสายไฟก็ดูเงียบไป มาซาอากิไม่ตอบทันทีเพราะเขาไม่เคยคิดถึงเื่นี้มาก่อนไม่เคยจินตนาการถึงโลกที่มืดสนิท ไม่เคยนึกถึงการต้องบอกลาสีของท้องฟ้าหรือใบหน้าของคนที่รัก
เขาสูดลมหายใจเข้าเบาๆ ก่อนมองขึ้นไปยังท้องฟ้าสีซีดแล้วตอบช้า ๆ
“ผมไม่รู้”
หญิงสาวกะพริบตา“ไม่รู้เหรอ”
เขาพยักหน้า“อือ”
รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ผมไม่เก่งเื่ตอบคำถามที่ยังมาไม่ถึง”
อาโออินิ่งไปก่อนหลุดหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นเบาเหมือนลมแต่เป็เสียงหัวเราะจริง ๆ เธอก้มหน้าลงแล้วหัวเราะอีกครั้ง
“คำตอบแบบนี้ก็มีด้วย”
“มีสิ”
เขามองเธอ“บางเื่ผมก็ไม่รู้จริง ๆ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาอยู่พักหนึ่งก่อนที่รอยยิ้มเล็กๆ จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง ลมพัดผ่านกิ่งเมเปิลใบไม้สีแดงใบหนึ่งปลิวลงมาตกอยู่ตรงปลายรองเท้าของเธอ
“แล้ว...” เธอพูดต่อเบา ๆ “ถ้าวันนั้นมาถึงจริง ๆ ล่ะ”
เขามองเธอเงียบๆ
อาโออิก้มลงมองใบไม้บนพื้น“ถ้าคุณมองไม่เห็นจริง ๆ คุณคิดว่าจะใช้ชีวิตต่อไปได้ไหม”
คำถามนั้นฟังดูเหมือนถามเขาแต่จริงๆ แล้วเธอกำลังถามตัวเอง
มาซาอากิเงียบไปพักหนึ่งก่อนตอบช้าๆ
“ผมคิดว่า...” เขาหยุดคิด “คงต้องใช้เวลา คงโกรธ คงเสียใจแล้วก็คงกลัว”
เขาหันไปมองเธอ“แต่สุดท้าย...”
เขายิ้มบางๆ “...ผมคงต้องเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตใหม่”
ความเงียบตกลงมาอีกครั้งอาโออิยืนนิ่งดวงตาของเธอสั่นไหวนิดหนึ่ง
“เรียนรู้ใหม่...” เธอพึมพำเบา ๆ
เหมือนกำลังท่องคำเ่าั้ให้ตัวเองฟังลมพัดเส้นผมของเธอเบา ๆ เธอหลุบตาลงก่อนพูดขึ้นน้ำเสียงเบาจนแทบเป็เสียงกระซิบ
“ฉันยังนึกไม่ออกเลย”
มาซาอากิมองเธอไม่ได้พูดคำว่า “ไม่เป็ไร” ไม่ได้บอกให้เธอเข้มแข็ง เขาเพียงก้าวเข้าไปยืนข้างเธอมองใบไม้สีแดงบนพื้นเช่นเดียวกันก่อนพูดขึ้นเบาๆ
“งั้นก็ค่อย ๆ คิด”
หญิงสาวเงียบไปลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งแล้วในที่สุดรอยยิ้มเล็ก ๆ ก็กลับมาบนใบหน้าของเธอ
“อือ” เธอพยักหน้าเบา ๆ “ค่อย ๆ คิด”
ทั้งสองกลับมาเดินต่ออีกครั้งถนนเล็ก ๆ ของหมู่บ้านทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเป็ระยะ ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่แต่ความเงียบนั้นไม่อึดอัดกลับให้ความรู้สึกสงบอย่างประหลาด
อาโออิยังคงคิดถึงคำพูดเมื่อครู่
“คงต้องเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตใหม่”
เธอไม่เคยคิดถึงมันในแบบนั้นมาก่อนตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอเอาแต่คิดว่า ถ้าวันหนึ่งมองไม่เห็นทุกอย่างจะจบลงเหมือนประตูบานหนึ่งปิดลงตลอดกาลแต่คำพูดของมาซาอากิทำให้เธอคิดถึงอีกความเป็ไปได้หนึ่งถ้าประตูบานหนึ่งปิดลงอาจมีประตูอีกบานที่ต้องเรียนรู้วิธีเปิดมันก็ได้
“คุณ” เธอเรียกขึ้นเบา ๆ
“หืม”
หญิงสาวมองถนนข้างหน้าก่อนถามช้าๆ “คุณเคยเริ่มต้นใหม่ไหม”
มาซาอากิยิ้มบางๆ “เคยสิ”
“ตอนไหน”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งลมพัดผ่านกิ่งไม้เหนือศีรษะ“วันที่ผมย้ายมาที่นี่”
อาโออิหันมามอง
เขายังคงเดินช้าๆ สายตาอยู่ที่ถนนเบื้องหน้า
“ตอนอยู่โตเกียว ผมคิดว่าชีวิตตัวเองเป็แบบหนึ่ง”
เสียงของเขาเรียบและนุ่ม“คิดว่าผมจะอยู่ที่นั่นไปตลอด คิดว่าจะทำงานแบบเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิม”
เขาหลุดยิ้ม“แล้ววันหนึ่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยน”
หญิงสาวเงียบเธอรู้ว่าเขาไม่ได้พูดถึงแค่การย้ายบ้านแต่กำลังพูดถึงชีวิตของตัวเอง
“ตอนแรกผมก็ไม่ชอบ”
เขาหัวเราะเบาๆ “ผมหงุดหงิดด้วยซ้ำ คิดอยู่ทุกวันว่าทำไมต้องเป็แบบนี้”
เสียงลมพัดผ่านระหว่างคนทั้งสอง
“แต่พอเวลาผ่านไป...” เขามองไปยังูเาที่อยู่ไกลออกไป “ผมก็เริ่มชอบชีวิตใหม่ของตัวเอง”
อาโออิมองเขาเงียบๆ “แล้วถ้าคุณไม่ย้ายมาล่ะ”
เขาหันมามองเธอ
หญิงสาวยิ้มบางๆ “คุณคงไม่รู้จักหมู่บ้านนี้ ไม่รู้จักสวนแอปเปิล ไม่รู้จักคุณยายฟูมิ”
เธอหยุดไปนิดหนึ่งก่อนพูดต่อเบาๆ “แล้วก็...ไม่รู้จักฉัน”
ลมเหมือนหยุดไปชั่วครู่มาซาอากิมองเธออาโออิเองก็ดูเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปแก้มของเธอขึ้นสีจาง ๆ แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้รีบเปลี่ยนเื่เพียงยิ้มบางๆ แล้วมองไปข้างหน้าอีกครั้ง
“เพราะงั้น...” เธอพูดช้า ๆ “บางทีการเริ่มต้นใหม่อาจไม่ได้แย่เสมอไป”
เขาไม่ได้ตอบแต่รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ทั้งสองเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าวก่อนจะมาถึงสะพานไม้เล็กๆ หน้าลำธาร น้ำใสไหลผ่านใต้สะพานช้า ๆ เสียงน้ำกระทบหินดังเบา ๆ อาโออิหยุดเดินมือของเธอค่อยๆ กำสายสะพายกล้องแน่นขึ้น
“คุณ” เธอเรียกอีกครั้ง
“ครับ”
หญิงสาวมองสายน้ำเบื้องล่างก่อนถามขึ้นช้าๆ
“ถ้าวันหนึ่งฉันมองไม่เห็นจริง ๆ” ลมพัดผ่านปลายผมของเธอ
“ฉันยังเป็ฉันอยู่ไหม” คำถามนั้นเบามากแต่กลับหนักกว่าทุกคำถามที่ผ่านมา
มาซาอากินิ่งไปเขาหันมามองหญิงสาวข้างๆ อาโออิยังคงมองสายน้ำไม่ได้หันมาหาเขาเหมือนกลัวที่จะเห็นคำตอบบนใบหน้าของอีกฝ่ายหรือบางที...เธออาจกลัวคำตอบนั้นเอง
ความเงียบทอดยาวเสียงน้ำยังคงไหลผ่านใต้สะพาน ไกลออกไป มีเสียงนกดังขึ้นครั้งหนึ่งก่อนทุกอย่างจะกลับมาเงียบอีกครั้ง มาซาอากิไม่รู้คำตอบเขาไม่เคยสูญเสียการมองเห็นไม่เคยเผชิญความกลัวแบบเดียวกับเธอแต่มีบางอย่างที่เขารู้แน่ชัด เขาหันไปมองหญิงสาวคนที่ชอบถ่ายรูป คนที่พูดคำว่า “ดีจัง” กับเื่เล็ก ๆ คนที่ยิ้มเก่ง คนที่ร้องไห้เมื่อคืนและคนที่กำลังยืนอยู่ตรงนี้
“ผมไม่รู้ว่าโลกของคุณจะเปลี่ยนไปแค่ไหน” เขาพูดช้า ๆ
อาโออิค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
“แต่...” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ผมคิดว่าคุณยังเป็คุณ”
ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านสะพานไม้หญิงสาวมองเขาดวงตาคู่นั้นสั่นไหวนิดหนึ่ง
“จริงเหรอ”
เขาพยักหน้า“คุณอาจมองไม่เห็นใบไม้สีแดง อาจมองไม่เห็นท้องฟ้าหรือรูปถ่ายของตัวเอง”
เสียงของเขาเบาลง“แต่คุณยังเป็คนที่ชอบฟังเสียงลม ยังเป็คนที่ชอบกลิ่นแอปเปิลอบ ยังเป็คนที่ชอบนั่งรถไฟ”
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา “แล้วคุณก็คงยังพูดว่า 'ดีจัง' อยู่เหมือนเดิม”
ความเงียบตกลงมาก่อนที่อาโออิจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำตาเอ่อขึ้นในดวงตาอีกครั้งแต่คราวนี้เธอยิ้มอยู่
“ฉันพูดบ่อยขนาดนั้นเลยเหรอ”
“มาก”
เธอหัวเราะอีกครั้งแล้วก้มหน้าลงลมเย็นพัดผ่านสะพานไม้ ใบเมเปิลสีแดงใบหนึ่งปลิวลงมาตกลงบนผิวน้ำ
ก่อนค่อยๆ ลอยห่างออกไปตามกระแสน้ำ
อาโออิมองมันอยู่นานก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ
“งั้น...” เธอสูดลมหายใจเข้า “...ฉันจะพยายามเชื่อแบบนั้นดู”
เธอเงยหน้าขึ้นรอยยิ้มเล็กๆปรากฏบนใบหน้าอีกครั้งเป็รอยยิ้มที่ยังมีความกลัวอยู่แต่มีความหวังเพิ่มขึ้นมานิดหนึ่งแล้วทั้งสองก็เดินข้ามสะพานไปด้วยกันทิ้งให้ใบเมเปิลสีแดงใบนั้นค่อยๆ ลอยไปตามสายน้ำที่ไม่เคยหยุดไหล
เมื่อเดินข้ามสะพานเล็กมาแล้วคาเฟ่ของคุณยายฟูมิก็อยู่ตรงหน้าป้ายไม้เก่าๆ ที่แขวนอยู่หน้าร้านแกว่งไปมาตามแรงลม กลิ่นกาแฟลอยออกมาจากด้านในประตูไม้เปิดออกทันทีที่ทั้งสองเดินขึ้นบันไดเสียงกระดิ่งดังขึ้นเบา ๆ
กริ๊ง
“ยินดีต้อนรับจ้ะ” คุณยายฟูมิเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์
ก่อนรอยยิ้มจะกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นทั้งคู่“อ้าว”
เธอมองจากอาโออิไปยังมาซาอากิแล้วกลับมาที่อาโออิอีกครั้ง“วันนี้ก็มาด้วยกันอีกแล้วเหรอ”
อาโออิชะงัก“เอ่อ...แม่ให้เอาพายมาส่งค่ะ” เธอยกกล่องในมือขึ้นทันที
คุณยายหัวเราะเบาๆ “งั้นเหรอ” น้ำเสียงนั้นฟังดูไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไร
หญิงสาวจึงรีบเปลี่ยนเื่“วันนี้ร้านเงียบจัง”
“อือ” คุณยายรับกล่องพายไป
“คนเริ่มไม่ค่อยออกมาเที่ยวแล้ว อากาศหนาวขึ้นทุกวัน”
เธอหันไปมองนอกหน้าต่างต้นเมเปิลด้านหน้าคาเฟ่เหลือใบอยู่เพียงไม่กี่ใบ
“อีกไม่นานก็เข้าหน้าหนาวแล้ว”
อาโออิมองตามสายตาของคุณยายก่อนยิ้มบางๆ “เร็วเนอะ”
“เร็วสิ” คุณยายหันกลับมา “ยิ่งแก่เวลาก็ยิ่งเดินเร็ว”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “คุณยายพูดเหมือนคนแก่เลย”
“ก็ฉันแก่จริง ๆ”
ทั้งสามหัวเราะพร้อมกันเสียงหัวเราะนั้นทำให้บรรยากาศในร้านอบอุ่นขึ้นทันที
“นั่งก่อนสิ” คุณยายพูด “ฉันเพิ่งอบคุกกี้เสร็จพอดี”
“รบกวนหรือเปล่าคะ”
“ไม่รบกวนหรอก” เธอยิ้ม “ฉันชอบเวลาร้านมีคน”
คุกกี้รสแอปเปิลและชาร้อนถูกยกมาวางบนโต๊ะริมหน้าต่างแสงแดดยามบ่ายส่องผ่านกระจกเข้ามา
อาโออิยกถ้วยชาขึ้นมาอังมือ“อุ่นจัง”
คุณยายฟูมิมองเธอรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้า “วันนี้ดูเหนื่อย ๆ นะ”
หญิงสาวชะงักไปนิดหนึ่งก่อนยิ้ม“นิดหน่อยค่ะ”
“งั้นเหรอ”
คุณยายไม่ได้ถามต่อเพียงนั่งลงตรงข้ามแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างผ่านไปพักหนึ่งเธอจึงพูดขึ้น
“เธอรู้ไหม ฉันเคยเกลียดฤดูหนาวมาก”
อาโออิเงยหน้าขึ้น“จริงเหรอคะ”
คุณยายพยักหน้า“สามีของฉันเสียในฤดูหนาว”
ความเงียบตกลงมาบนโต๊ะทันทีหญิงสาวกะพริบตาช้าๆ
“ฉันเลยไม่ชอบมันอยู่หลายปี” คุณยายยิ้มบาง ๆ “พอเข้าหน้าหนาวทีไรฉันก็คิดถึงแต่วันที่เสียเขาไป”
ลมพัดใบไม้ที่อยู่นอกหน้าต่างเบาๆ
“แล้ว...” อาโออิถามเสียงเบา “ตอนนี้ล่ะคะ”
คุณยายหันไปมองต้นเมเปิลด้านนอกก่อนยิ้ม“ตอนนี้ฉันชอบมันแล้ว”
หญิงสาวมองเธออย่างไม่เข้าใจ“ทำไมเหรอคะ”
คุณยายหัวเราะเบาๆ “เพราะวันหนึ่งฉันเพิ่งรู้ตัว”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง“ต่อให้เกลียดฤดูหนาวแค่ไหน ฤดูหนาวก็ยังมาอยู่ดี”
เธอมองชาร้อนในมือ“แต่ฉันเลือกได้ว่าจะใช้เวลานั้นยังไง”
ความเงียบตกลงมาอีกครั้งอาโออิมองคุณยายไม่กะพริบตา
“ฉันเริ่มเปิดร้านนี้” คุณยายยิ้ม “เริ่มอบขนม เริ่มปลูกดอกไม้เริ่มชอบหิมะ”
เธอหัวเราะเบาๆ “แล้ววันหนึ่ง ฉันก็รู้ว่าฤดูหนาวไม่ได้เอาทุกอย่างไป”
เสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง
“มันแค่พาเื่ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย”
ไม่มีใครพูดอะไรต่อมีเพียงเสียงนาฬิกาแขวนผนังดังเบาๆ
ติ๊ก
ติ๊ก
ติ๊ก
อาโออิค่อยๆ ก้มมองชาร้อนในมือไอน้ำลอยขึ้นช้า ๆ
เธอพึมพำกับตัวเอง“ต่อให้เกลียดฤดูหนาว......มันก็ยังมาอยู่ดี”
คุณยายยิ้ม“ใช่”
เธอยื่นมือออกไปก่อนลูบศีรษะของหญิงสาวเบาๆ เหมือนตอนที่เธอยังเป็เด็ก
“แต่เธอไม่จำเป็ต้องผ่านมันไปคนเดียว”
ดวงตาของอาโออิสั่นไหวเล็กน้อยเธอก้มหน้าลงทันทีเพราะกลัวว่าคนอื่นจะเห็นน้ำตาที่กำลังเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง ลมเย็นพัดผ่านนอกหน้าต่างต้นเมเปิลต้นสุดท้ายของฤดูปล่อยใบสีแดงใบหนึ่งร่วงลงสู่พื้น ไม่มีใครพูดอะไรแต่ในความเงียบนั้นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังค่อยๆเรียนรู้ว่าแม้จะมีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็ยังมีบางสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเช่นกันเช่นความรักของพ่อแม่ความอ่อนโยนของผู้คนรอบตัวและการที่เธอไม่จำเป็ต้องแบกทุกอย่างเอาไว้เพียงลำพังอีกต่อไป
ตอนที่ทั้งสองเดินออกจากคาเฟ่ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว สีส้มอ่อนตรงขอบฟ้าค่อย ๆจางลงแทนที่ด้วยสีน้ำเงินเข้มของยามเย็น ลมหนาวพัดแรงขึ้นกว่าเมื่อบ่ายเล็กน้อยอาโออิดึงผ้าพันคอขึ้นมาปิดปลายจมูก
“หนาวจัง” ไอสีขาวลอยออกมาจากริมฝีปากของเธอ
มาซาอากิมองดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนยกถุงกระดาษที่ใส่คุกกี้ขึ้น
“อย่างน้อยก็ยังมีของกิน”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “คุณนี่นะ”
เสียงหัวเราะของเธอฟังดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อเช้าทั้งสองเดินไปตามถนนสายเล็กของหมู่บ้านเงาของต้นไม้ทอดยาวอยู่บนพื้นบ้านแต่ละหลังเริ่มเปิดไฟทีละดวง แสงสีเหลืองนวลส่องผ่านหน้าต่างไม้เหมือนภาพที่เธอเคยบอกไว้แสงที่บอกว่าทุกคนยังอยู่ตรงนั้น อาโออิชะลอฝีเท้าลงเธอมองบ้านหลังหนึ่งที่มีควันลอยขึ้นจากปล่องไฟก่อนมองไปยังอีกหลังที่มีแสงโทรทัศน์ลอดออกมาจากม่านแล้วจึงเงยหน้ามองท้องฟ้า
“สวยจัง” เธอพูดขึ้นเบา ๆ
มาซาอากิไม่ได้ถามว่าสวยตรงไหนเพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วบางครั้งเธอไม่ได้พูดถึงท้องฟ้าหรือแสงไฟแต่กำลังพูดถึงความรู้สึกของตัวเอง ทั้งสองเดินต่ออีกไม่กี่ก้าวก่อนจะมาถึงเนินเล็กๆ ตรงทางแยกจากตรงนี้สามารถมองเห็นหมู่บ้านเกือบทั้งหมู่บ้าน แสงไฟเล็ก ๆกระจายอยู่ท่ามกลางความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา
อาโออิหยุดเดินแล้วมองภาพตรงหน้าเงียบๆ ลมพัดชายผ้าพันคอของเธอเบา ๆ
“คุณ” เธอเรียก
“ครับ”
หญิงสาวไม่ได้หันมายังคงมองแสงไฟของหมู่บ้าน
“ฉันเพิ่งรู้ตัว” เธอพูดช้า ๆ “ว่าฉันยังมีหลายอย่างที่อยากเห็น”
ความเงียบตกลงมาระหว่างทั้งสอง
“อยากเห็นหิมะปีนี้ อยากเห็นดอกซากุระปีหน้า”
เธอหัวเราะเบาๆ “อยากเห็นต้นแอปเปิลออกดอกอีกครั้ง”
ลมหายใจสีขาวลอยออกมาจากริมฝีปาก
“แล้วก็...” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง “อยากเห็นหมู่บ้านนี้อีกนานๆ”
มาซาอากิหันไปมองเธอใบหน้าของหญิงสาวอาบด้วยแสงยามเย็นจางๆ ดวงตาคู่นั้นยังมีความกลัวอยู่แต่ไม่เหมือนเมื่อคืนเพราะตอนนี้มีอย่างอื่นอยู่ในนั้นด้วยความอยากใช้ชีวิต
อาโออิยิ้มบางๆ “เมื่อก่อนฉันเอาแต่กลัวว่าจะเสียอะไรไป”
เธอก้มมองมือของตัวเอง“จนลืมไปว่าตอนนี้ฉันยังมีอะไรอยู่บ้าง”
ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้งเธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเงยหน้าขึ้น
“แปลกเนอะ” เธอหัวเราะน้อย ๆ
“ฉันยังกลัวอยู่เลยแต่กลับรู้สึกว่า...” เธอมองแสงไฟของหมู่บ้านอีกครั้ง “อยากพยายามดูสักหน่อย”
มาซาอากิยิ้มบางๆ “อือ”
หญิงสาวหันมามองเขา“มีแค่นั้นเหรอ”
“แล้วผมต้องพูดอะไร”
เธอหัวเราะเสียงนั้นเบาและอบอุ่นก่อนจะเงียบลงอีกครั้งลมเย็นพัดผ่านระหว่างทั้งสองจากนั้นเธอจึงพูดขึ้น
เสียงเบามาก
“ขอบคุณนะ”
“เื่อะไร”
เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้ม“ทุกอย่าง”
ครั้งนี้เขาไม่ได้ถามต่อเพราะรู้ว่าเธอหมายถึงอะไรทั้งสองยืนอยู่ตรงนั้นอีกพักใหญ่ มองแสงไฟของหมู่บ้าน มองควันสีขาวที่ลอยขึ้นจากหลังคาบ้านมองท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีน้ำเงินเข้มไกลออกไป มีเสียงรถไฟดังขึ้นแ่ ๆ แสงจากหน้าต่างขบวนรถเคลื่อนผ่านเชิงเขาเหมือนเส้นแสงเล็กๆ ที่กำลังเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง
อาโออิมองมันจนแสงนั้นค่อยๆ หายไปในความมืดจากนั้นเธอจึงพูดขึ้นเบา ๆ
“ฉันคิดว่าพรุ่งนี้” เธอหยุดไปนิดหนึ่ง “ฉันคงยังกลัวอยู่”
ลมพัดเส้นผมของเธอเบาๆ “แล้วมะรืนก็คงยังกลัว”
เธอหัวเราะบางๆ “อาจจะกลัวไปอีกนานเลย”
มาซาอากิฟังเงียบๆ หญิงสาวหันมามองเขาก่อนยิ้มเล็ก ๆ
“แต่ไม่เป็ไรแล้ว”
เขามองเธออาโออิหันกลับไปมองแสงไฟของหมู่บ้านแล้วพูดประโยคสุดท้ายของวันออกมาเสียงแ่เบาแต่ชัดเจน
“เพราะฉันรู้แล้วว่า...ฉันไม่จำเป็ต้องกลัวคนเดียว”
ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเนินเล็กๆ แสงไฟของหมู่บ้านยังคงส่องอยู่เบื้องล่าง หญิงสาวคนหนึ่งยืนมองมันเงียบ ๆ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏบนใบหน้า ขณะที่ชายอีกคนยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ปลอบโยนเพียงอยู่ตรงนั้นและบางทีสำหรับค่ำคืนนี้เพียงเท่านั้นก็มากพอแล้ว