บรรยากาศของการทดสอบตอนนี้กำลังเริ่มเดือดระอุ การต่อสู้เกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่งภายในผืนป่าแห่งนี้ ผู้ฝึกยุทธรุ่นเยาว์หลายคนก็ไม่สามารถรับการโจมตีจากพวกสัตว์อสูรได้ไหวจึงต้องยอมแพ้และออกจากการทดสอบนี้ไป
ขณะเดียวกันที่บริเวณแห่งนึงของผืนป่ามีกลุ่มคนกลุ่มนึงกำลังต่อกรกับสัตว์อสูรระดับหนึ่งหลายสิบตัวอยู่ พวกเขาคือชายหนุ่มสี่คนกับหญิงสาวอีกสองคนที่ยืนเกาะกลุ่มกันอย่างใกล้ชิด แต่ละคนตอนนี้เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดที่เกิดจากการต่อสู้ ท่าทางที่ทรุดโทรมเสื้อผ้าฉีกขาดพร้อมกับหยาดเหงื่อบนใบหน้าทำให้รับรู้ได้เลยว่าสถานการณ์ของพวกเขานั้นไม่ดี
"บ้าไปแล้ว เมื่อกี้พวกเราเพิ่งจะหนีจากกลุ่มนั้นมาเองน่ะ แล้วตอนนี้ที่เบื้องหน้าก็ยังมีกลุ่มอสูรหมาป่าเขี้ยวเงินมาดักรออีก วันซวยอะไรกันวะเนี่ย..!!"
ชายหนุ่มคนนึงเอ่ยออกมาอย่างหัวเสีย ร่างกายของเขาสูงยาวไม่ผอมบางจนเกินไป มีเส้นผมสีดำตัดสั้นกับใบหน้าที่ดูดีอยู่นิดๆ พร้อมกับสวมชุดคลุมธรรมดาสีเทาหม่น ที่ด้านข้างของเขามีร่างเงาสีแดงเพลิงขนาดสองเมตร
นี้คือจิตยุทธระดับต่ำ รูปลักษณ์สัตว์อสูร หมาป่าสีชาด ถ้าหลินตงมาเห็นละก็จะต้องรู้จักอย่างแน่นอน ถึงเวลาจะผ่านมากว่าสามปีแล้วแต่เขาก็จะต้องไม่ลืมมัน เด็กน้อยที่ครั้งนึงเคยโอ้อวดจิตยุทธของตนต่อหน้าคนอื่นๆที่กลางหมู่บ้านนั่น
"เป่ยหง ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพวกข้าว่ามีหวังได้ตกตายก่อนที่จะทดสอบผ่านแน่ๆ"
ชายอีกคนหันมาเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนัก ชายหนุ่มที่เสมือนกับเป็นหัวหน้าก็คือลูกชายของเป่ยชิงผู้ที่สังหารชายหนุ่มให้ผลัดตกเหวลงไปนั้นเอง เขาตอนนี้ก็เข้าเดินทางมายังเมืองเหรินซานเพื่อที่จะเข้ายังสำนักจิตวิญญาณเพื่อที่จะเป็นผู้เยี่ยมยุทธและทำให้พ่อของตนนั้นภาคภูมิใจ
"กรอด"
เป่ยหงทำได้เพียงกัดฟันแน่นพร้อมกับกวาดตามองไปรอบๆ เบื้องหน้าของเขาตอนนี้คือกลุ่มสัตว์อสูรระดับหนึ่งหลายสิบตัวและไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้ด้วย ตอนเวลาครึ่งวันมานี่พวกเขาต้องพบเจอกับสัตว์อสูรนับไม่ถ้วน
ระหว่างที่ผ่านทางมาจนถึงตอนนี้พวกเขาแทบจะไม่ได้้หยุดพัก มีการหลบหนีหรือหลบซ่อนบ้างแต่ถึงยังไงก็ต้องต่อสู้ ถ้าอยากจะติดอันดับในหนึ่งร้อยพวกเขาก็ไม่สามาถหลบซ่อนตัวได้และยิ่งสู้ก็ยิ่งเกิดอาการบาดเจ็บสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ พวกตอนนี้เขาแทบจะหมดแรงจนรับไม่ไหวแล้ว
ขณะนั้นเมื่อชายหนุ่มได้ยินที่พวกเขาถามมาก็ตวาดออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
"พวกเราหนีไม่ได้แล้ว ต้องลงมือเท่านั้น..!!"
สิ้นคำพูดของเป่ยหงคนอื่นๆก็ปลดปล่อยจิตยุทธของตนเองออกมาพร้อมกับพุ่งเข้าใส่กลุ่มหมาป่าอย่างรวดเร็ว เป่ยหงก็ทำเช่นเดียวกัน เขายกมือกางออกไปเบื้องหน้าและสั่งให้หมาป่าสีชาดของตนพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรตัวอื่นๆ เพียงชั่วครู่ก็เกิดการต่อสู้ที่ตะลุมบอนกันอย่างหนักหน่วง ด้วยการที่พวกเขานั้นแตกต่างจากสัตว์อสูรตรงที่มีจิตยุทธจึงทำให้สามารถจัดการกับพวกมันได้อย่างไม่ยากเย็นแต่ทว่าพวกเขาก็เกิดอาการบาดเจ็บสะสมขึ้นไปอีก
เวลาผ่านไปซากศพของสัตว์อสูรระดับหนึ่งนับสิบตัวกระจายเกลื่อนกราดไปทั่วบริเวณ
ชายหนุ่มกับหญิงสาวทั้งหมดนั่งลงอยู่รอบบริเวณด้วยท่าทางที่เหน็ดเหนื่อย แต่ละคนตอนนี้แทบจะขาดอากาศหายใจตายแล้ว ถึงพวกเขาจะจัดการกับสัตว์อสูรระดับหนึ่งได้แต่ทว่าพวกเขาก็มีพลังเพียงแค่ขั้นจิตยุทธปรับแต่งระดับเจ็ดหรือระดับแปดเท่านั้นเอง
"อึก ภายในป่านี้ทำไมมีสัตว์อสูรเยอะแบบนี้ เป่ยหงเจ้าจะเอายังไง ข้าตอนนี้ไปไม่ไหวแล้วว่ะ"
ชายหนุ่มคนนึงที่นอนอยู่บนพื้นเอ่ยออกมาอย่างหมดแรง สถานการณ์ของเขาตอนนี้ไม่สู้ดีนัก ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนของกรงเล็บหมาป่า อาการบาดเจ็บจากการต่อสู้เมื่อกี้นี้แทบจะทำให้เขาต้องหมดกำลังใจ
"พวกแกข้าไม่รู้หรอกนะ แต่ทว่าข้าจะต้องเข้าไปยังสำนักจิตวิญญาณให้ได้..!!"
เป่ยหงที่นั่งพิงต้นไม้ก็พูดขึ้นอย่างถือดี ท่าทางของเขาตอนนี้ต่อให้จะบาดเจ็บยังไงแต่ทว่าเขาก็จะยืนกรานที่จะติดหนึ่งร้อยอันดับแรกให้ได้ ความใฝ่ฝันตั้งแต่วัยเด็กที่จะกลายเป็นผู้ทรงพลังนั้นอยู่อีกไม่ไกลแล้วและเมื่อเขามีพลัง ทุกสิ่งที่อย่างที่อยากจะได้มันก็จะมาหาตัวของเขาเอง ไม่ว่าจะเงินทองหรือหญิงสาวที่งดงาม เขาจะได้มันมาทั้งหมด
ชายหนุ่มเมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆก็หัวเราะหึหึออกมา
ระหว่างที่กลุ่มของเป่ยหงกำลังนั่งพักฟื้นอยู่นั้นเสียงย้ำเท้าที่ทรงพลังก็เริ่มดังขึ้น ร่างเงาหมาป่าขนาดสามเมตรพร้อมกับใบหน้าที่ดุร้ายปรากฏตัวขึ้นไม่ไกลจากพวกเขา
เป่ยหงกับคนอื่นๆเมื่อเห็นมันก็ถึงกับหน้าซีดเผือกแต่ละคนรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางที่หวาดสะพรึง กลิ่นอายคลื่นพลังยุทธของหมาป่านั้นแข็งแกร่งจนพวกเขาต้องสั่นสะท้าน
"หะ.หะ.หัวหน้าของกลุ่มอสูรหมาป่า หมาป่าเขี้ยวขนเงิน ท่านเจ้าสำนักบอกไว้ไม่ใช่หรอว่าภายในผืนป่านี้มีเพียงแค่สัตว์อสูรระดับหนึ่งน่ะแต่ทำไมสัตว์อสูรระดับสองถึงมาอยู่ที่แห่งนี้ได้"
หญิงสาวภายในกลุ่มที่มีความรู้อยู่บ้างก็เอ่ยออกมาและเมื่อพวกเขาได้ยินที่หญิงสาวพูดหัวใจของแต่ละคนก็เต้นตุบๆอย่างหวาดกลัว
สถานการณ์ตอนนี้สำหรับพวกเขาเรียกได้ว่าวิกฤติเป็นอย่างมาก พวกเขารู้ตัวเองเป็นอย่างดีต่อให้พวกเขาทั้งหกคนจะมีสภาพที่เต็มร้อยก็ยังไม่สามารถต่อกรกับร่างเงาที่ใหญ่ยักษ์เบื้องหน้านี้ได้และคงจะไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ สภาพของพวกเขามีอาการบาดเจ็บสะสมซะจนแทบจะขยับไม่ไหวแล้ว
"บัดซบ พวกเราต้องออกจากสถานที่บ้าๆ ไว้พวกเรามาปีหน้าก็ยังไม่สาย..!!"
เป่ยหงตวาดออกมาอย่างหัวเสียพร้อมกับตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด สถานการณ์เบื้องหน้าสำหรับพวกเขานั้นไม่มีทางออกเลย จะมีเพียงแค่ยอมแพ้จาการทดสอบนี้ไปเท่านั้น ถ้ายังมีชีวิตอยู่พวกเขาก็จะสามารถเริ่มต้นได้ใหม่แต่ถ้าพวกเขาตายลงในตอนนี้ ความใฝ่ฝันทั้งหมดก็จะต้องพังทลาย
เวลาเดียวกันอีกฟากนึงบนต้นไม้ขนาดใหญ่ หลินตงที่กำลังนอนหลับอยู่เมื่อสัมผัสได้ถึงคนคุ้นเคยก็ค่อยๆลืมตาขึ้น ภาพที่เขามองเห็นตรงหน้าก็คือชายหนุ่มคนนึงที่เขานั้นไม่เคยจะลืมมันเลย ถึงหน้าตาจะเปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อยจะการที่เติบโตขึ้นแต่ทว่าไม่ผิดตัวแน่นอนไม่ใช่สิ ชายหนุ่มคนนี้เป็นเพียงแค่ลูกชายของมัน คนที่ผลักเขาตกเหวลึกและทำให้ตัวของเขาได้มีพลังจนถึงวันนี้
"คนอื่นๆไปได้แต่แกจะต้องทิ้งชีวิตไว้ตรงนี้ ถึงพวกเราจะไม่มีความแค้นต่อกันแต่ทว่านี่คือโชคชะตา ถ้าจะโทษก็ไปโทษพ่อของแกเถอะ..!!"
หลินตงพูดออกมาอย่างเยียบเย็นพลางสั่งการให้เจ้าหมายเลขหนึ่งเริ่มลงมือในทันที ถ้าเขายังชักช้าอยู่แบบนี้เผลอๆมันอาจจะหลบหนีออกไปจากการทดสอบนี้ได้ก่อนก็เป็นได้ การที่เคลื่อนย้ายด้วยความคิดมันก็ถือว่ารวดเร็วเป็นอย่างมากแต่ทว่ามันก็มีช่องว่างอยู่นิดนึงเช่นเดียวกัน ระหว่างที่แผ่นไม้กำลังทำงานเพื่อที่จะนำพาร่างออกไปจะมีช่วงที่ต้องใช้เวลาเคลื่อนย้ายอยู่บ้างและด้วยความเร็วของหมายเลขหนึ่งกับระยะเพียงแค่นี้มันก็ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่นิด