หลังจากพวกเขาลงมาจอดรถเรียบร้อยภัทรก็ยิงคำถาม “พี่ชีตาห์ครับ ทำไมที่นี่ถึงสร้างด้วยของสีน้ำตาลครับ พวกเขาไม่ต้องเคลือบสารต้านการกัดกร่อนของเหล็กดำเหรอครับ”
“ถามได้ดี” ชีตาห์คิดเล็กน้อยก่อนตอบ
“เพราะไม่จำเป็นไงล่ะ ตลาดมืดจะทำการเปลี่ยนสถานที่ทุกเดือน หรือมีเวลาเปิดที่ไม่แน่นอน ดังนั้นการสร้างร้านหรือเต็นท์ด้วยน้ำยาสนิมที่ราคาถูกกว่าก็เพียงพอที่จะอยู่ได้สักสองสามสัปดาห์แบบไม่มีปัญหาแล้ว”
ชีตาห์หยิบใบปลิวขึ้นมาดูรายการของ “นายต้องรีบหน่อยแล้วล่ะ งานประมูลเริ่มสี่ทุ่ม เราต้องไปหาของก่อนครึ่งชั่วโมงไม่งั้นจองใบประมูลไม่ทัน ตามมา ฉันรู้แหล่งดีราคาถูก”
ชีตาห์นำภัทรเบียดเสียดผู้คนจนทะลุเข้ามาในซอยหนึ่ง มันเป็นซอยที่มีร้านขายแบกะดินมากมาย
“มา ฉันช่วยดูให้”
ชีตาห์เดินผ่านอย่างชำนาญ จนมาหยุดที่ร้านร้านหนึ่ง เจ้าของร้านไม่อยู่ร้าน แผงลอยที่วางของไว้มีแต่พวกเศษซากสัตว์และแมลง และหินเวทมนตร์ไม่ได้ขนาดวางอยู่มากมาย
“ไอ้หนูผี! ฉันรู้ว่าแกอยู่ข้างใน ออกมาเดี๋ยวนี้!” ชีตาห์พูดเสียงดัง แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
“ถ้าไม่ออกมาฉันจะพังร้านแก ฉันจะนับหนึ่งถึงห้า...”
“สาม!”
“ออกมาแล้วๆ! พ่อชีตาห์คนดี อย่ารื้อร้านผมเลย!” ชายวัยยี่สิบปีเศษ ผอมกะหร่อง คลุมหน้าตาด้วยผ้าและชุดสีม่วงที่หลวมโพรกทำท่าพินอบพิเทา
“ออกมาดีๆ แต่แรกก็จบแล้ว นายมีแกนด้วงขี้เถ้าขายบ้างมั้ย”
“ของแบบนั้น จะเอาไปทำไม ใส่ปุ๋ยต้นไม้รึ” เมื่อชายคนนั้นมองชีตาห์ที่หน้าตาไม่เล่นด้วยก็เปลี่ยนเรื่องทันที
“มีๆ มีครับ อันละแปดเหรียญ... ห้าเหรียญเงิน”
“สามเหรียญเงิน”
“ไม่ได้หรอกครับ ผมรับมาแพงนะครับ”
“สามเหรียญเงิน”
“สี่เหรียญเงินสี่เหรียญทองแดง”
“สามเหรียญเงิน”
“สี่เหรียญเงินถ้วนเลยครับ”
“สามเหรียญเงิน”
“สามเหรียญเงินกับหกเหรียญทองแดง! ผมลดได้สุดๆ แค่นี้แล้ว!” ชายผอมแห้งทำท่าโมโห
“ตกลง เอามาห้าอัน”ชีตาห์ยิ้มอย่างผู้ชนะ
“หึ” ชายผอมแห้งบ่นอุบ หยิบแมลงที่มีเปลือกด้านหลังเป็นหินสีน้ำตาลอ่อนหลายตัวมาใส่ถุงก่อนยื่นให้ชีตาห์ ชีตาห์โยนเหรียญในถุงให้บนโต๊ะ
“เรียบร้อย เอ้าไปฉันเลี้ยง อยากรู้เหมือนกันว่าภัทรจะทำอะไรออกมาได้”
“ขอบคุณครับ ไปกันเถอะ จะสามทุ่มแล้ว” ภัทรพยักหน้าก่อนเดินตามชีตาห์ไปที่เต็นท์สีสนิมหลังใหญ่
ภัทรและชีตาห์เดินไปต่อแถวที่ทางเข้าซุ้มประมูล โชคดีที่พวกเขามาเร็ว แถวจึงยังไม่ยาวมากนัก เมื่อมาถึงจุดแลกบัตร พนักงานสาวหน้าตาสะสวยอายุราวสิบห้าสิบหกปีในชุดจีนโบราณประยุกต์ยืนต้อนรับอยู่ แต่ชีตาห์กลับถามราคาโดยไม่ได้สนใจความงามของเธอแม้แต่น้อย
“มีบัตรระดับใดบ้าง?”
หญิงสาวเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ปกติผู้ชายที่มาที่นี่มักจะแทะโลมเธอด้วยสายตาหรือวาจา แต่ชายในหน้ากากกะโหลกคนนี้กลับดูเย็นชาผิดปกติ เธอจึงปรับน้ำเสียงให้เป็นทางการทันที
“ระดับธรรมดาแถวยืนที่ 10 เหรียญเงินค่ะ... ระดับกลางมีที่นั่งให้ ราคา 20 เหรียญเงิน... ระดับสูงแถวหน้าสุดราคา 50 เหรียญเงิน มีจำกัดเพียง 98 ที่นั่ง... และระดับสูงสุดระดับวีไอพี ราคา 1 เหรียญทอง จะได้ห้องส่วนตัวบนชั้นลอย พร้อมสาวรับใช้ดูแลให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดค่ะ”
ภัทรได้ยินราคาก็ตาโต รีบกระตุกแขนเสื้อชีตาห์ยิกๆ
“พี่ชีตาห์... พี่เข้าไปคนเดียวมั้ยครับ? ราคาตั๋วแพงมากเลย ผมไปเดินเล่นรอแถวนี้ก็ได้”
“พามาแล้วก็ต้องไปให้สุดสิ ฉันจ่ายเอง... ใครบอกว่าจะไปยืนเบียดเสียดให้เมื่อยขา” ชีตาห์ตัดบทอย่างใจป้ำ “เอาตั๋วระดับกลางสองใบครับ”
กริ๊ง!
ชีตาห์วางเงิน 40 เหรียญเงิน ลงบนโต๊ะเสียงดังฟังชัด
หญิงสาวกวาดเงินลงลิ้นชักอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบบัตรสีเงินประทับตรา'เงินตำลึง’ ให้ชีตาห์สองใบ
“ขอให้มีความสุขกับงานประมูลของโรงประมูลตำลึงทองนะคะ”
พวกเขาเดินผ่านการ์ดร่างยักษ์เข้าไปหาที่นั่งในซุ้มด้านใน บรรยากาศภายในคล้ายโรงละครโอเปร่าผสมโรงหนังเก่า แสงไฟสลัวสร้างบรรยากาศลึกลับ ที่นั่งถูกจัดเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันลงไป ส่วนห้องวีไอพี ด้านบนมีทางขึ้นแยกต่างหาก ทำให้คนทั่วไปไม่รู้เลยว่าใครบ้างที่นั่งอยู่บนนั้น
“หมายเลข 33... 34... อ่า ตรงนี้แหละ”
ชีตาห์พาภัทรมานั่งลงบนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงนุ่มสบาย
“พี่ชีตาห์ตอนซื้อของให้ผมต่อราคาสุดๆ แต่ไม่เห็นต่อราคาพนักงานหญิงคนนั้นบ้างเลย หรือว่ากำลังเก๊กหล่อโชว์สาวอยู่ครับ?” ภัทรแซวพร้อมรอยยิ้มทะเล้นภายใต้หน้ากากจิ้งจอก
โป๊ก!
ชีตาห์เคาะหัวภัทรเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้
“ไปติดนิสัยกวนโอ๊ยแบบนี้มาจากไหนเนี่ย? นายจะบ้าเหรอ... ที่นี่คือโรงประมูลตำลึงทอง องค์กรใต้ดินหนึ่งในผู้มีอิทธิพลที่สุดในจังหวัดเชียวนะ ที่สำคัญฉันรู้มาว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับสมาคมกบสามขา สมาคมการค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย”
ชีตาห์ขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเสียงเบา
“อีกอย่าง... ถ้านายยอมจ่าย หนึ่งเหรียญทอง ก็จะได้มากกว่าแค่ที่นั่งนะ... ที่มีบริการสาวรับใช้นั่นน่ะ หมายถึงนายสามารถ ‘ล้วง’ ความลับ หรือทำอะไรๆ กับพวกเธอได้ตามใจชอบเลยล่ะ”
ภัทรทำตาโต หน้าแดงเถือกไปถึงใบหู
ชีตาห์เห็นปฏิกิริยานั้นก็รู้ตัวว่าเผลอพูดเรื่องของผู้ใหญ่กับเด็กใสซื่อไปเสียแล้ว จึงรีบกระแอมแก้เก้อ
“อะแฮ่ม! ...เอาเป็นว่า ช่างมันเถอะ! ฉันว่าฉันพอจะให้นายยืมเงินได้สัก 20 เหรียญเงินนะ แต่ฉันไม่ช่วยนายซื้ออะไรแปลกๆ หรอกนะ เดี๋ยวเจ๊ริศรู้เข้าจะฆ่าฉันตาย”
“ได้เลยครับ! ผมสนใจโลหะแปลกๆมาทำสิ่งประดิษฐ์มากกว่า” ภัทรยิ้มกว้าง ดีใจที่จะได้มีงบซื้อของ
พวกเขานั่งรอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งจนเกือบเต็ม ชีตาห์ที่กว้างขวางในวงการสังคม เริ่มวิเคราะห์กลุ่มคนที่เข้ามาให้ภัทรฟัง
“เห็นกลุ่มนั้นมั้ย... ชายอ้วนหัวล้านคนนั้น ฉันว่าต้องเป็นผู้นำ ‘ตระกูลรวงทอง’ แน่ๆ ฉันเจอตาแก่นี่ในงานประชุมไตรมาสธุรกิจบ่อยๆ รวยจากการผูกขาดปุ๋ยเวทมนตร์”
“ส่วนทางนั้น... ชายตัวผอมหลังยาวค่อมที่ดูนั่น... ต้องเป็นคนของ ‘ตระกูลพันขนด’ แน่ๆ” ชีตาห์หรี่ตามอง
“แต่แปลกแฮะ...โรงประมูลตำลึงทองกับตระกูลพันขนด ปกติไม่ถูกกันนี่นา... วันนี้มาถึงถิ่นศัตรูแบบนี้ แสดงว่าของที่มาประมูลต้องเด็ดจริง”
ทันใดนั้น เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นจากด้านหน้าประตูทางเข้าใหญ่
การ์ดร่างยักษ์ของงานรีบตะโกนเสียงดัง "พวกบัตรยืนหลีกทางหน่อย! เคลียร์พื้นที่ทางเดินหลักเดี๋ยวนี้! แขกวีไอพีกำลังจะผ่าน!"
ฝูงชนรีบแหวกออกเป็นสองฝั่งเหมือนทะเลแหวก ถูกเบียดให้ถอยไปชิดผนัง สร้างความสนใจให้กับคนทั่วทั้งงาน
คนกลุ่มแรกเดินเข้ามาด้วยบรรยากาศร้อนระอุ ชายวัยกลางคนในชุดคลุมผ้าไหมสีแดงเพลิงเดินนำหน้าใส่หน้ากากสุนัขจิ้งจอกแดง ใบหน้านิ่งสงบแต่แววตาดุดัน ด้านหลังมีผู้ติดตามถือคทาหัวกะโหลกไฟ เหมือนว่าคนพวกนี้ไม่สนใจจะปิดบังตัวตนเลย
"นั่นมัน... ตัวแทน ตระกูลธำรงอัคคี" ชีตาห์กระซิบเสียงเครียด "ปกติพวกผู้ดีตีนแดงไม่มาเหยียบที่แบบนี้ด้วยตัวเองนี่หว่า"
ในเวลาเดียวกันก็มีอีกกลุ่มเดินสวนเข้ามาอีกทาง บรรยากาศหนักอึ้งเหมือนภูเขาเคลื่อนที่ ชายร่างสูงใหญ่ใส่หน้ากากแรดสีดำ แถมสวมเกราะไหล่ที่ทำจากนอแรดสีดำทะมึน เดินกระแทกเท้าจนพื้นสะเทือนเบาๆ จ้องหน้ากลุ่มธำรงอัคคีเขม็ง
"แล้วก็นั่น... ตระกูลโลหกุญชร นี่หว่า ไม่เคยรู้เลยว่าพวกนั้นก็สนใจงานแบบนี้” ชีตาห์เสริม
ทั้งสองกลุ่มมาหยุดประจันหน้ากันตรงบันไดทางขึ้นโซนวีไอพี บรรยากาศตึงเครียดจนคนรอบข้างแทบหยุดหายใจ
"ไม่ยักรู้ว่า... สุนัขรับใช้ทางเหนือก็สนใจของเถื่อนด้วย" ตัวแทนธำรงอัคคีเปรยขึ้นลอยๆ
"ดีกว่าพวกไก่แจ้ในเมืองหลวง... ที่ดีแต่ขันไปวันๆ" ฝั่งโลหกุญชรสวนกลับเสียงทุ้มต่ำ
สายตาของทั้งคู่ปะทะกันจนเกิดแรงกดดันที่อธิบายไม่ได้ มันเหมือนกับตอนที่ปู่ของภูมิรพีกระทำใส่เขา แต่ครั้งนี้กลับรุนแรงกว่ามากแม้พวกภัทรจะอยู่ไกลกับพวกเขาก็ตาม
ทั้งสองฝ่ายจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดหน้า แล้วแยกย้ายกันเดินขึ้นบันไดวนไปคนละฝั่ง ทิ้งบรรยากาศอึดอัดให้พวกคนธรรมดาอย่างภัทรและชีตาห์มองตาปริบๆ อยู่ด้านล่าง
“ของที่จะประมูลวันนี้มันคืออะไรกันแน่...” ชีตาห์พึมพำเหงื่อตก “ทำไมตระกูลใหญ่สองจากสามของจังหวัดถึงส่งตัวแทนมาในตลาดมืดบ้านนอกแบบนี้?”
ไม่เพียงแค่ชีตาห์ที่ตกใจ เสียงกระซิบกระซาบของผู้ชมที่เริ่มหนาตาก็ดังอื้ออึงไปทั่ว ภัทรเองก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแปลกๆ เช่นกัน
พรึ่บ!
เมื่อเข็มนาฬิกาชี้เวลา 22:00 นาฬิกาตรง ไฟทั่วทั้งอาคารก็ดับวูบลง เหลือเพียงแสงไฟสัญญาณฉุกเฉินสีแดงเล็กๆ ตามทางเดินเท่านั้น ความมืดเข้าปกคลุมพร้อมกับความเงียบสงัดที่น่าขนลุก
ก่อนที่สปอตไลต์ดวงใหญ่กลางเวทีจะสว่างจ้าขึ้น พร้อมสำหรับการเริ่มต้นที่ทุกคนรอคอย
แสงไฟสปอตไลต์สาดส่องลงมากลางเวที ปรากฏร่างของชายชราหัวล้านในชุดคลุมสีดำปักลวดลายกบเล่นน้ำฝนสีเขียวมรกตที่ชายผ้า เขาโค้งตัวทักทายอย่างนอบน้อมแต่แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“สวัสดีท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ... กระผม ‘หยาดพิรุณ’ ยินดีต้อนรับสู่งานประมูลครั้งที่ 327 ของโรงประมูลตำลึงทอง เราจะทำการเริ่มต้นงานประมูล... ณ บัดนี้!”
หญิงสาวหน้าตางดงามในชุดกี่เพ้าสีแดงผ่าข้าง เดินถือถาดที่มีขวดหยกสีเขียววางอยู่เข้ามาบนเวที
“เราจะเริ่มต้นด้วยของเรียกน้ำย่อยเล็กๆ น้อยๆ... นี่คือ ‘น้ำยาสะสมทรัพย์’ น้ำยาระดับหนึ่ง!”
ชายชราผายมือ “มันคือน้ำยาฝึกฝนสำหรับบุตรหลานของท่านที่ต้องการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว อย่างที่รู้ๆ กัน การเริ่มต้นยิ่งเร็วยิ่งได้เปรียบ เราได้ทำการพิสูจน์แล้วว่า เด็กที่มีระดับเริ่มต้นขั้น 3 หากดื่มมันเพียงขวดเดียว ก็สามารถเลื่อนไปเป็นขั้น 6 ได้ในเวลาเพียง หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น! ขวดนี้จะเริ่มต้นที่... 10 เหรียญเงิน!”
เสียงฮือฮาดังไปทั่วโซนบัตรยืน พ่อแม่หลายคนตาเป็นประกาย นี่คือทางลัดที่จะทำให้ลูกหลานของพวกเขาเติบโตเป็นใหญ่อย่างแท้จริง การแข่งเสนอราคาจึงเกิดขึ้นอย่างดุเดือด จนไปจบที่ 1 เหรียญทอง กับอีก 25 เหรียญเงิน
ชีตาห์ทำปากเบ้ หันมากระซิบกับภัทรเบาๆ “เหอะ... ก็แค่น้ำยาเร่งโตธรรมดา ชื่อ ‘สะสมทรัพย์’ อะไรนั่นก็แค่คำโฆษณาหลอกพวกชาวบ้าน มันทำให้ระดับเพิ่มเร็วก็จริง แต่ปริมาณเวทมนตร์ในร่างกายกลับเบาโหวงเหมือนนุ่น... สู้น้ำยาเกรดล่างสุดที่เจ๊ริศให้นายกินวันก่อนยังไม่ได้ด้วยซ้ำ ของพรรค์นั้นไม่ต้องไปสนใจ เจ๊หาให้นายกินได้ดีกว่านี้ร้อยเท่า”
ภัทรพยักหน้าเข้าใจ แต่เขาก็สังเกตเห็นว่าชีตาห์เองก็มีอาการ ‘อยากได้’ เหมือนกัน เมื่อสินค้าขยับไปถึงน้ำยาระดับ 3 อย่าง ‘โอสถประสานแก่นทอง’ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสทะลวงด่านจากระดับ 1 ไป 2
เขารู้มาว่าชีตาห์ที่ติดแหง็กอยู่ที่ระดับ 1 ขั้น 9 มาหลายเดือนทำให้อยากได้ก็ไม่แปลกนัก สุดท้ายเขาได้แต่มองมันตาละห้อย แต่สุดท้ายก็ต้องถอดใจเพราะราคามันพุ่งไปถึง 25 เหรียญทอง ซึ่งเกินงบที่เขาจะพอใจจ่ายให้กับน้ำยาขวดนี้
เมื่อจบหมวดน้ำยา ชายชราหยาดพิรุณก็ดีดนิ้ว แป๊ะ!
“ต่อไปจะเป็นหมวดของสัตว์วิเศษ สมุนไพรหายาก และแร่วิเศษ... เราจะเริ่มต้นด้วยสิ่งนี้!”
ชายฉกรรจ์สี่คนแบกกรงสัตว์ขนาดใหญ่เข้ามา ภายในมีกระต่ายขนสีขาวปุกปุย นัยน์ตาสีแดงวาวโรจน์อยู่ฝูงหนึ่ง
“นี่คือ ‘กระต่ายแสนกล’!” ชายชราประกาศ “พวกมันมีความสามารถในการสร้างวงเวทย์ประสานกันได้อย่างดีเยี่ยม เราจับมันมาได้จากป่าลับแลทางตอนเหนือ... แม้จะไม่ครบฝูงใหญ่แต่ 8 ตัวนี้ก็มากพอที่จะสร้างวงเวทย์ป้องกันขนาดกลางได้แล้ว! เราจะเริ่มต้นราคาที่ 10 เหรีย...!”
“ห้าสิบเหรียญทอง!!!”
เสียงเล็กๆ ใสแจ๋วของเด็กผู้หญิงดังแทรกขึ้นมาจากชั้นลอยวีไอพี
ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งฮอลล์ทันที ไม่ใช่แค่เพราะราคาทีเดียว 50 เหรียญทอง แต่เพราะเจ้าของเสียงนั้นเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ
ผู้ดำเนินการประมูลมองขึ้นไปด้านบน เมื่อเห็นว่าเป็นแขกวีไอพี ท่านหนึ่ง เขาจึงรีบเคาะค้อนทันทีโดยไม่รอให้ใครสู้ราคา
“หนึ่ง... สอง... สาม... ปิดการประมูลที่ 50 เหรียญทองครับ!”
ภัทรอ้าปากค้าง หันมาถามชีตาห์ “พี่ครับ... ทำไมของชิ้นนี้ขายง่ายจัง ไม่เห็นมีคนแย่งเลย หรือว่ามันไม่คุ้มเหรอครับ?”
ชีตาห์กระซิบตอบ “ไม่ใช่ว่าไม่คุ้ม... ปกติกระต่ายแสนกลตัวหนึ่งราคาตลาดอยู่ที่ 80 เหรียญเงินถึง 1 เหรียญทอง ถ้าขายแยก 8 ตัวก็แค่ 8 เหรียญทอง... แต่การขายยกฝูงมันมีค่าทางกลยุทธ์ เพราะพวกมันทำงานเป็นทีมได้ ราคามันเลยกระโดด”
“แต่...” ชีตาห์ชี้ขึ้นไปข้างบน “ยัยหนูคนนั้นเล่นเปิดราคามา 50 เหรียญทอง... นั่นมันราคาที่ซื้อบ้านหลังเล็กๆ ได้เลยนะ! มันเกินมูลค่าจริงไปมากโข ใครจะกล้าไปสู้ราคาด้วย อีกอย่าง... คนที่นั่งห้องวีไอพีได้ ไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว ไปมีปัญหากับพวกนั้นก็เหมือนหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ”
ภัทรพยักหน้าหงึกหงัก ‘โลกของคนรวยนี่มันน่ากลัวจริงๆ... แค่ชอบกระต่ายก็จ่ายเงินขนาดนี้เลยเหรอ’