บทที่31คืนตรวจข้อสอบ
เสียงระฆังดังเหง่งหง่างกังวานก้อง พร้อมกับธูปเล่มใหญ่ประจำสถานที่สอบได้มอดไหม้หมดลงอย่างพร้อมเพรียงผู้เข้าสอบมือปราบเป็นต้องวางพู่กันและออกจากสถานที่ดังกล่าวทุกผู้ หลังจากการสอบก็มีทั้งผู้คนที่แสดงสีหน้ายินดีบ้างก็แสดงสีหน้าครุ่นคิดยุ่งยาก ผู้ที่มั่นใจในการสอบครั้งนี้เป็นที่สุดคงมิพ้นสองสหายที่พึ่งพานพบกันได้แก่ต้าจงหมิงกับจางอู่จี้ ผู้คนมากมายก็ต่างไปรุมล้อมพวกมันเพื่อถามไถ่สิ่งที่ทั้งสองได้เขียนตอบเผื่อพวกตนจะเหมือนหรือคล้ายกันบ้าง บุรุษทั้งสองจึงเอ่ยปากกล่าววาจาอย่างผู้ทรงภูมิแลถ่อมตัวพร้อมเอ่ยปากเชิญชวนสหายร่วมสอบทั้งหมดไปดื่มกินที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียว เพื่อถกเรื่องการสอบของแต่ละคนและก่อนจากจางอู่จี้ยังมิวายที่จะกล่าววาจาเหน็บแนมอวิ๋นเซ่อ
“ข้าก็ต้องขอเชิญเจ้ามาร่วมดื่ม ร่วมถกปัญหาข้อสอบกันนะแต่เอ๊ะ ดูจากสีหน้าเจ้าแล้วคงมิได้ความอะไร เจ้ามาก็อาจจะขายขี้หน้าเขาโดยเปล่าประโยชน์”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
เสียงหัวเราะครืนใหญ่ดังขึ้นจนแทบปกคลุมทั่วบริเวณรอบห้องสอบคนเหล่านี้อยากเข้าหาต้าจงหมิงกับจางอู่จี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เช่นนั้นมิว่าชายหนุ่มทั้งสองจะแสดงความคิดเห็นใดพวกมันก็พร้อมที่จะคล้อยตามเสียซะทุกเรื่อง
อวิ๋นเซ่อแน่นอนว่าต้องคิดหนักในเรื่องคะแนนที่เหลืออีกสิบคะแนนมันมิได้หวังคะแนนในข้อที่หนึ่ง เพราะนั่นเป็นการเขียนในเชิงวิจารณ์มิใช่คำตอบ ส่วนคำถามข้อที่หกถึงเก้ามันก็มิได้เขียนตอบเพราะไม่รู้จะเขียนตอบว่าอย่างไร ส่วนคำตอบข้อสุดท้ายที่พอจะหวังได้ มันก็คงหวังแค่เพียงโชคชะตาเท่านั้นเมื่อเป็นเช่นนี้มันจึงคร้านที่จะต่อปากต่อคำกับจางอู่จี้ จึงสาวเท้าก้าวเดินจากไป
ต้าจงหมิงกับจางอู่จี้ยังยิ้มหน้าระรื่นจนกระทั่งพวกมันเดินถึงหนทางที่ทอดออกจากอาคารที่สอบ รอยยิ้มค่อยชะงักค้าง พวกมันต่างหันหน้าจ้องมองซึ่งกันแล้วกล่าวเสียงแผ่วเบาแทบจะพร้อมเพรียง
“ถนนมิใช่พื้นอิฐ แต่มันเป็นพื้นศิลา!”
จางอู่จี้ยิ้มเจื้อนๆ ก่อนกล่าววาจาปลอบตนเองและสหาย
“พวกเราเพียงผิดพลาดเล็กน้อย รายละเอียดปลีกย่อยเช่นนี้จะมีใครท่องจำได้หมดแต่ละคนมีแต่พวกหูตาไม่เร็วทั้งสิ้น อย่าสนใจเลยขนาดพวกเรายังผิดพลาดแล้วจะมีผู้ใดทำได้ไปเลี้ยงฉลองก่อนผลสอบพรุ่งนี้จะออกกันเถอะ ข้าเชื่อว่าท่านอย่างไรก็มีคะแนนในลำดับสูงสุดแน่นอน”
ต้าจงหมิงยังยกยิ้มผ่อนคลายด้วยอัธยาศัย
“เรื่องเช่นนี้ข้าไม่ถือมาเป็นข้อบั่นทอนจิตใจอยู่แล้วแต่เรื่องที่ท่านอ้างว่าข้าจะมีคะแนนสูงสุด ข้าคงมิกล้ารับไว้ ขอเพียงผ่านก็นับว่าประเสริฐยากหาใดเปรียบ”
ปากแม้จะบอกไม่มีอะไร แต่ด้วยการที่มันเป็นผู้ที่มีนิสัยมิชอบความพ่ายแพ้และผิดพลาดเช่นนั้นคำตอบข้อนี้จึงทำให้มันหัวเสียไม่น้อย ใจก็ภาวนามิให้ใครตอบถูก เพราะมันมิอาจยอมรับความพ่ายแพ้หรือมิยอมเห็นใครเก่งเกินหน้าเกินตาในสิ่งที่ตนผิดพลาดได้จริงๆส่วนอีกความคิด ด้วยรายละเอียดที่ถี่ยิบเช่นนี้มันก็มั่นใจมิน้อยว่าย่อมไม่มีใครจะตอบถูกได้
“กล่าวได้ประเสริฐ พวกเราไปกันเถอะ"
ยามมู่ซื่อของการสอบคัดเลือกมือปราบภาคการคิดวิเคราะห์ได้ผ่านพ้นยามเฮ่ยอานอันมืดมิดนี้ก็ถึงกาลมาเยือน แม้ดึกดื่นแต่ที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวกลับมีเสียงเฮฮาคึกคักเป็นพิเศษเหล่าผู้ที่พึ่งสอบคัดเลือกมือปราบภาคการคิดและการวิเคราะห์ ต่างมาเลี้ยงฉลองร่ำสุราและถกข้อคำตอบกันอย่างสนุกสนานข้อไหนที่ตอบได้ตรงกับต้าจงหมิง พวกมันก็จะพากันเฮลั่นโรงเตี๊ยม หากข้อใดตอบไม่เหมือนพวกมันก็จะพากันจุ๊ปากทำหน้าเหย๋เกด้วยความเสียดาย
ที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวสนุกเฮฮา แต่ที่ยอดเขาทางทิศเหนือของเมืองหลวงอวิ๋นเซ่อกำลังเข้าสู่ห้วงสมาธิดึงรั้งพลังธรรมชาติ ฝึกปรือพลังญาณให้เพิ่มพูนได้มากที่สุดเมื่อมาถึงทางตันมันก็หยุดลง แล้วค่อยร่ายรำวิชายุทธ์ ฝึกใช้เพลงกระบอง ฝึกหกฝ่ามือเงามายาที่อวิ๋นจางลี่ถ่ายทอดให้มันฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างขมักเขม้นมุ่งมั่น แม้มิอาจตอบได้ว่ามันจะได้เดินต่อในเส้นทางมือปราบหรือไม่แต่มันก็จะกระทำทุกวินาทีให้มีค่าแลเกิดผลมากที่สุด
ที่โรงเตี๊ยมเลี้ยงฉลองถกข้อคำตอบ ที่ยอดเขาขมักเขม้นฝึกวิชาส่วนที่สำนักมือปราบ เหล่าอาจารย์มือปราบต่างพากันตรวจข้อสอบอย่างมิยอมหลับยอมนอน เพื่อให้ผลการสอบออกมาทันยามมู่ซื่อของวันพรุ่งนี้
เหล่าอาจารย์มือปราบนับสิบจับกลุ่มกันตรวจข้อสอบเป็นวงกลมผู้เข้าสอบผู้ใดสอบผ่าน กระดาษคำตอบของมันผู้นั้นจะถูกส่งไปยังมือของกลุ่มอาจารย์มือปราบอีกกลุ่มซึ่งมีหน้าที่สรุปรายชื่อและจำนวนคะแนนที่ได้ส่วนกระดาษคำตอบที่มิผ่านจะถูกอาจารย์มือปราบผู้ตรวจข้อสอบทิ้งลงกล่องไม้เพื่อรอการทำลายทันที!
“เอือม จางอู่จี้ แห่งเยียงฉี เขตปฐมพสุธาเรานับว่ามิเลวทำคะแนนได้ถึงแปดสิบห้าในร้อยส่วน”
“แต่ก็ยังมีคนที่เหนือกว่า ทำคะแนนได้สูงสุดถึงเก้าสิบในร้อยส่วนเจ้าต้าจงหมิง แห่งต้าฟู่ เขตธาราร้อยสายผู้นี้ สมแล้วที่มันถูกผู้คนคาดหวัง”
“โฮ่ เป็นคะแนนการสอบภาคคิดวิเคราะห์ที่มากสุดตั้งแต่มีการสอบมือปราบมาเลยนะนั่น”
“แล้วมันตอบข้อสองถูกหรือไม่”
“คะแนนของมันที่ผิดก็มาจากข้อสอง”
“ปีไหนๆ ก็ไม่เคยมีใครตอบคำถามการสังเกตจดจำสิ่งรอบข้างได้เลยซักคน”
“จะมีใครที่หูเร็ว ตาเร็วได้ถึงเพียงนั้นข้อสอบข้อนี้เป็นข้ายังคิดไม่ถึง อยู่สำนักมือปราบมาก็เสียนาน ยังไม่รู้เลยว่าเป็นก้อนอิฐหรือก้อนศิลา"
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
เหล่าอาจารย์ที่ตรวจข้อสอบต่างตรวจข้อสอบและยกอ้างคำตอบของแต่ละคนขึ้นมากล่าวถึงพอเอ่ยถึงคำตอบข้อที่สอง อาจารย์ทุกผู้ก็ยังรู้สึกจนปัญญา เป็นธรรมดาที่เหล่าผู้เข้าสอบจะตอบผิดกันเสียหมดแต่เพียงชั่วอึดใจเสียงกล่าวด้วยความแปลกใจของอาจารย์มือปราบผู้หนึ่งก็ดังขึ้น
“เอ๋…..”
“อะไรหรือ"
“เจ้าดูคำตอบของคนผู้นี้…. มิน่าเชื่อ มันสามารถไล่รายละเอียดคำตอบของข้อที่สองได้อย่างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน”
“จริงรึ!”
ทุกผู้ต่างชะโงกหัวมาดูกระดาษคำตอบใบหนึ่งซึ่งอาจารย์มือปราบอีกผู้กำลังตรวจอยู่ พร้อมกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียง
“อวิ๋นเซ่อ แห่งเขตเหนือบูรพา”
“ชื่อเสียงเรียงนามนี้มิเคยได้ยินมาก่อน"
“แต่คำตอบข้อแรกที่ง่ายดายมันกลับทำมิได้”
“โฮ่ ข้อแรกตอบไม่ได้มิเท่าไหร่แต่มันถึงกลับตอบเป็นคำวิจารณ์แทนคนที่กล้าเขียนวิจารณ์ท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้หาได้ยากเย็นยิ่ง”
“แล้วเจ้าดู การวิเคราะห์คดีของมันตั้งแต่ข้อสามถึงข้อห้านับว่าร้ายกาจยิ่งมันสามารถแยกแยะ แจกแจง จับข้อผิดสังเกตได้อย่างถูกต้องแม่นยำทั้งหมด สิ่งที่มันวิเคราะห์ออกมาล้วนไม่คาดเคลื่อนจากคำตอบที่ถูกต้องเลยแม้แต่น้อย”
“มิผิด ยิ่งหากรวมเข้ากับข้อที่สองแล้วนี่นับว่ามันมีคุณสมบัติที่จะเป็นมือปราบเป็นอย่างมาก”
“เฮ้อ แต่น่าเสียดาย ชนใดไม่มีดนตรีกาลในสันดานเป็นคนชอบกลนัก ปราชญ์กวี คำกลอน แลหมากล้อม แม้จะเป็นสิ่งรอบตัวดูไม่เกี่ยวข้องกับมือปราบแต่แท้จริงทุกสิ่งอย่างล้วนสอดคล้องกันไปตามครรลอง อย่างน้อยมันควรที่จะมีความรู้ในด้านนี้บ้าง”
“ข้อหกถึงเก้ามันตอบไม่ได้ซักข้อเลยหรือ”
“ไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว”
“แล้วกลอนข้อที่สิบเล่า?”
อาจารย์มือปราบที่ตรวจข้อสอบของอวิ๋นเซ่อยกบทกลอนคำกวีของอวิ๋นเซ่อขึ้นมาอ่าน หัวคิ้วคนก็ขมวดมุ่น มันมีสีหน้าที่ครุ่นคิดยุ่งยากอยู่เป็นเวลานานก่อนตัดสินใจเขียนตัวอักษรด้วยหมึกสี่แดงชาดสรุปคะแนนรวมทั้งหมดลงไป
‘คะแนนรวม สี่สิบต่อร้อยส่วน!’
กระดาษคำตอบของอวิ๋นเซ่อถูกทิ้งลงในกล้องไม้เพื่อรอนำไปทำลายผลการสอบของชายหนุ่มมิอาจนำพามันไปสู่รอบถัดไปของการสอบมือปราบได้ โชคชะตามิได้นำพากลอนประโยคสุดท้ายในข้อที่สิบให้มันได้ก้าวตามปณิธานจริงๆ
“เอาล่ะ กระดาษคำตอบยังเหลืออีกเยอะหรือไม่”
“เหลือเพียงสี่สิบสามฉบับเท่านั้น”
“ดี มาเร่งให้แล้วเสร็จโดยเร็วกันเถอะ”
การตรวจข้อสอบดำเนินไปอีกเพียงชั่วธูปไหม้ก็เสร็จสิ้นบัดนี้ข้อสอบทั้งหมดได้ถูกตรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกระดาษคำตอบของผู้ที่ผ่านการสอบในภาคการคิดวิเคราะห์ได้ถูกรวบรวมไปให้เหล่าอาจารย์มือปราบอีกกลุ่มได้ไล่เรียงลำดับคะแนนและจัดรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากคะแนนสูงสุดไล่เรียงจนถึงต่ำสุดก่อนที่จะนำไปติดประกาศที่กระดานไม้หน้าสำนักมือปราบ
ส่วนกล่องไม้ที่เต็มไปด้วยกระดาษคำตอบของผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบได้ถูกยกขึ้นด้วยเหล่ามือปราบฝึกหัดเพื่อจะนำไปเผาทำลายตามกฎบัญญัติของการสอบที่ตั้งไว้
การสอบครั้งนี้ ผู้ไม่ผ่านนั้นมีจำนวนมากมายนักกระดาษคำตอบจึงล้นกล่องไม้มาเป็นจำนวนมาก การขนยกจึงลำบาก และยิ่งฤดูนี้เป็นฤดูวสันต์ลมวสันต์จึงค่อนข้างรุนแรง พัดผ่านมาทีกระดาษคำตอบในกล่องไม้ก็ปลิวว่อนกระจัดกระจายให้มือปราบฝึกหัดเหล่านั้นได้ตามเก็บเป็นพัลวัน
มีกระดาษคำตอบอยู่แผ่นหนึ่งถูกลมวสันต์พัดพาให้ปลิวสูงขึ้นกว่าแผ่นใดแลปลิวไปไกลจนตกลงยังศีรษะของบุรุษชราหนวดเคราสีเทาแซมดำผู้หนึ่งที่กำลังเดินเข้ามา
“ขออภัยขอรับท่านอาจารย์ใหญ่”
มือปราบฝึกหัดนายนั้นรีบกุลีกุจอวิ่งตามไปเก็บกระดาษคำตอบที่ปลิวไปติดศีรษะบุรุษชราผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของเหล่าคนที่มีหน้าที่สั่งสอนอบรม และฝึกปรือให้แก่เหล่ามือปราบฝึกหัดทุกนายที่ผ่านการสอบเข้ามาในแต่ละปี
อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบมิได้คิดจะกล่าวโทษมือปราบฝึกหัดนายนั้นมันเพียงหยิบกระดาษแผ่นดังกล่าวส่งคืนแก่มือปราบฝึกหัด แต่พอหางตาได้เหลือบเห็นคำกลอนบทกวีในข้อที่สิบของกระดาษคำตอบใบดังกล่าวมือที่ยื่นออกไปจึงหยุดชะงัก คนอ่านประโยคนั้นพึมพำแผ่วเบา
“ม่านอนธการไร้ระลอกมาชั่วกัปยังมิอาจสดับปณิธานอันเหี้ยมหาญ
ใครกล่าวหาว่าข้าเป็นมวลมาร ข้าจะผลาญพวกมันจนสิ้นไป!"
หัวคิ้วอาจารย์ใหญ่ขมวดมุ่น ตั้งแต่เกิดจนชรานอกจากตัวอักษรของคนผู้นั้นมันก็ยังมิเคยเห็นตัวอักษรของผู้ใดที่แฝงไว้ด้วยจิตปณิธานที่กล้าแข็ง เด็ดเดี่ยว มิย่นระย่อต่อชะตาฟ้าเช่นนี้
ตัวอักษรประโยคแรก ม่านอนธการไร้ระลอกมาชั่วกัป ดูเส้นมีความเลื่อนลอยสั่นพร่าคล้ายมิเชื่อแลต่อต้านในการมีอยู่ของโลกแห่งนี้
แลประโยคคำว่า ยังมิอาจสดับปณิธานอันเหี้ยมหาญ แสดงเส้นอักษรที่ตรงดิ่งและกดลึกถึงเนื้อกระดาษบ่งบอกถึงตัวตนของผู้เขียน ซึ่งกอปรไปด้วยจิตใจที่หนักแน่น ปณิธานอันมั่นคงเด็ดเดี่ยวและความคิดที่ดื้อรั้น
ส่วนที่เขียน ใครกล่าวหาว่าข้าเป็นมวลมาร เป็นอักษรที่เจือจาง ขาดห้วง ซุกซ่อนความทื่อด้านดั่งว่ามันกำลังตัดพ้อต่อโลกแห่งนี้ ตัดพ้อต่อผู้คน ตัดพ้อต่อบางสิ่งบางอย่างที่บีบบังคับมันทั้งยังแฝงด้วยคำเตือนที่หนักแน่นแกร่งกร้าวยิ่งกว่าขุนเขา
และจุดจบที่ว่า ข้าจะผลาญพวกมันจนสิ้นไป!ลายเส้นช่างโย้เย้สั่นพร่า ผสมกับความหนักเบาที่เท่าเทียม ประดังว่าความแค้นที่ลึกล้ำยากแก้ไขคล้ายดั่งคลื่นมหานทีที่พร้อมจะถาโถมเข้าใส่ทุกสรรพสิ่งอันจะเป็นภัยต่อมัน รวมถึงคนที่มันรัก………
อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบยืนนิ่งทบทวนประโยคดังกล่าวอยู่เนิ่นนานก่อนทอดถอนใจออกมาคราหนึ่ง แล้วกล่าว
“ต้องประสบสถานการณ์เช่นไรกัน ถึงทำให้คนสามารถถ่ายทอดประโยคที่เป็นยิ่งกว่าความรู้สึกและกอปรไปด้วยจิตปณิธานอันแรงกล้าเช่นนี้ได้…..”
เงียบเล็กน้อย คนค่อยเหลือบมองรายชื่อที่ปรากฏอยู่บนหัวกระดาษแล้วจึงกล่าวสืบต่อ
“ข้าชักอยากเห็นตัวตนของเจ้าแล้ว….อวิ๋นเซ่อ”
กล่าวจบคนก็ถือกระดาษคำตอบแผ่นนั้นก้าวเดินเข้าหาเหล่าอาจารย์ที่ทำการตรวจข้อสอบเหล่าอาจารย์มือปราบเมื่อเห็นผู้มาก็ต่างลุกยืนทำการคารวะ
“คารวะท่านอาจารย์ใหญ่"
บุรุษชราผงกศีรษะ “เชิญตามสบายเถิด”
“ท่านอาจารย์ใหญ่มาตรวจดูความเรียบร้อยหรือขอรับ”
อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบยกกระดาษคำตอบแผ่นหนึ่งขึ้นแล้วกล่าวถาม
“ใครตรวจข้อสอบแผ่นนี้"
ทุกผู้ต่างเหลือบมอง เห็นชื่อบนหัวกระดาษอาจารย์มือปราบร่างท้วมจึงยกมือขึ้น
“เป็นข้าเองขอรับ”
อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบ กล่าวถามต่อทันที“ข้อสิบนี้ประโยคคำกลอนบทกวีของมันมิสอดคล้องกับบทกวีของปราชญ์ซือเถียนอย่างไร”
“ย่อมมีทั้งสอดคล้อง และไม่สอดคล้อง”
“เจ้าถึงกับให้มันศูนย์คะแนน?”
“อาจารย์ใหญ่ ขอบอกต่อท่านตามตรง ประโยคคำกลอนของมันแฝงไว้ด้วยโทสะแลความอาฆาตแค้นมากเกินไป ขนาดเพียงแค่อ่านข้ายังสัมผัสได้ถึงความอึดอัดคับข้องมาจากตัวอักษรยังมิต้องสัมผัสถึงตัวตนของบุคคล ซึ่งลักษณะเช่นนี้แน่นอนว่าเป็นคุณสมบัติที่ไม่เหมาะต่อการเป็นมือปราบด้วยลักษณะเช่นนี้เป็นท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ก็คงปัดตกไปเสียหมด ที่ผ่านมาท่านก็ปฏิบัติให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแม้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับการคัดเลือกมือปราบติดลำดับก็เถอะ”
“แล้วเจ้าเป็นท่านราชครูหรือ ถึงได้ตัดสินชะตาคนด้วยเพียงเพราะจิตเจตนาที่มันถ่ายทอดลงในตัวอักษร”
อาจารย์มือปราบร่างท้วมก้มหน้าหงุด “ข้าย่อมมิใช่”
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองพิจารณาคำตอบข้อนี้ของมันใหม่อีกครั้งเถิด…..แต่หากเจ้าคิดว่า เจ้าตัดสินใจโดยใช้ดุลพินิจที่ดีแล้ว ก็จงยึดตามที่ตรวจเดิมข้าก็มิว่า”
“ขอรับ….. ข้าน้อยจะลองใช้ดุลพินิจอีกครั้ง”