ตอนที่ 10 โรงประมูลฉินช่าย
เช้าวันประมูล...
ณ โรงประมูลฉินช่าย
โรงประมูลฉินช่ายแห่งนี้จะมีการจัดการประมูลย่อยอยู่ทุกๆ สามวัน แต่จะมีการจัดการประมูลใหญ่ทุกๆ สิ้นเดือน ซึ่งวันนี้เป็ครบรอบการประมูลใหญ่พอดี
ในการประมูลใหญ่แต่ละครั้งจะมีของล้ำค่ามากมายมาร่วมเข้าประมูลทำให้วันนี้ของทุกเดือนคนจากต่างเมืองจะหลั่งไหลเข้ามาในเมืองหย่งซานมากเป็พิเศษ
ในส่วนของโรงประมูลฉินช่ายนั้น ในส่วนของโซนประมูลจะมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นแรกสุดจะเป็ชั้นธรรมดาที่เสียเงินค่าเข้าร่วมประมูลแค่คนละยี่สิอีแปะ ชั้นนี้สามารถรองรับที่นั่งได้ถึงสองพันคนกันเลยทีเดียว
ชั้นที่สองจะเป็ชั้นพิเศษที่รองรับได้สามร้อยคน ซึ่งชั้นนี้จะมีการแบ่งสัดส่วนให้นั่งห่างกันพอสมควรโดยจะมีการกั้นผนังไว้สามด้าน ทั้งด้านข้างและด้านหลังขึ้นมาประมาณสามฉื่อ ชั้นนี้ต้องเสียค่าเข้าร่วมประมูลคนละหนึ่งตำลึงเงิน และสามารถพาคนสนิทเข้าไปได้
ส่วนชั้นที่สามที่เป็ชั้นบนสุดจะมีห้องส่วนตัวอยู่ทั้งหมดยี่สิบห้อง นานนานครั้งจะมีคนมาเปิดห้องพิเศษนี้
ชั้นบนห้องส่วนตัวนี้จะมีหมายเลขติดอยู่หน้าห้องั้แ่เลขหนึ่งถึงยี่สิบเพื่อบอกเลขห้อง จะมองลงไปบนเวทีได้ชัดที่สุด ด้านกระจกที่ติดกับลานประมูลจะใช้กระจกแบบพิเศษที่ด้านในสามารถมองเห็นด้านนอกได้ชัดเจนแต่ด้านนอกไม่สามารถมองเห็นด้านในได้นั่นเอง ชั้นนี้จะต้องจ่ายค่าห้องเพื่อเข้าประมูลถึงห้าสิบตำลึงทองต่อห้อง ซึ่งห้องพิเศษนี้สามารถจุคนได้ถึงห้าสิบคนเลยทีเดียว
“ยินดีต้อนรับท่านผู้มาเข้าประมูลทุกท่านเข้าสู่การประมูลประจำเดือนของโรงประมูลฉินช่าย วันนี้เสี่ยวอี้จะมารับหน้าที่เป็ผู้ดูแลการประมูลในครั้งนี้ให้กับทุกท่านเองเ้าค่ะ”
เสี่ยวอี้เป็หนึ่งในคนที่ทำหน้าที่เปิดประมูลราคาสินค้าให้กับโรงประมูลฉินช่ายแห่งนี้ แต่เธอจะออกมาแค่งานประมูลใหญ่ของทุกเดือนเท่านั้น ซึ่งในวันนี้เธอแต่งตัวด้วยชุดสีแดงเพลิงแขนสั้นกุด ร่องเสื้อด้านหน้าแหวกลึกลงต่ำไปถึงร่องอก กระโปรงยาวถึงพื้นแต่ผ่าทั้งสองข้างขึ้นมาถึงสะโพก ทำให้เห็นถึงขาเรียวงามของเธอ ชุดรัดรูปมองเห็นสัดส่วนได้ชัดเจนทำให้ดูยั่วยวนและทำให้ผู้คนหลงใหลได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อเสี่ยวอี้ขึ้นมาบนเวทีก็มีเสียงโห่แซวกันอย่างชอบอกชอบใจในความงามของเธอที่ใส่ชุดยั่วยวนสายตาออกมาเช่นนี้
“เรามาเริ่มการประมูลกันที่ชิ้นแรกเ้าค่ะเป็ผ้าไหมซินเซี่ยที่ในหนึ่งปีจะทำออกมาได้แค่สิบพับด้วยกันค่ะ ทางโรงประมูลสามารถหามาได้แค่เพียงสองพับเพียงเท่านั้น” แล้วเสี้ยวอี้ก็เริ่มบรรยายถึงเนื้อผ้างานปักแล้วลวดลายเพื่อเป็แรงจูงใจในการประมูล
“เราจะเริ่มการกันที่ครั้งละหนึ่งพับ เริ่มที่สิบตำลึงทองเ้าค่ะ และต้องเสนอราคาครั้งละไม่ต่ำกว่าหนึ่งตำลึงทอง ของราคาประมูลเ้าค่ะ”
“เริ่มประมูลผ้าไหมซินเซี่ยได้เลยเ้าค่ะ” และหลังจากนั้นคนก็เริ่มเสนอราคาประมูลขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อจบการประมูลชิ้นแรกก็มีการเสนอการประมูลชิ้นต่อไปขึ้นมา
ซึ่งใน่แรกๆ จะเป็การประมูลของผู้คนในชั้นที่หนึ่ง และชั้นที่สอง เข้ามาร่วมบ้างแต่พอมาถึง่กลางและหลังก็จะมีแต่คนจากชั้นที่สองและสามที่แข่งกันเสนอราคาประมูลเพราะสินค้าเริ่มมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดผู้คนก็ได้ทำการประมูลไปถึง่สุดท้าย
“เอาล่ะเ้าค่ะ ตอนนี้เราได้ทำการประมูลมาถึง่สุดท้ายแล้วนะเ้าคะ ซึ่งก็เหลือสินค้าอยู่เพียงสิบชนิดเท่านั้น และเป็สิบชนิดที่ผู้คนรอคอยกันมากที่สุด” เสียงของเสี่ยวอี้ที่ทำการประกาศออกไปทางหินขยายเสียง
“เรามาเริ่มกันจากที่ชิ้นที่สิบกันก่อนนะเ้าค่ะ เป็สมุนไพรอู๋เตี่ยระดับน้ำเงินขั้นสูงค่ะ ปกติแล้วสมุนไพรชนิดนี้มีให้เห็นแค่เพียงระดับสีน้ำเงินขั้นต้นเท่านั้น”
“ซึ่งระดับที่สูงกว่าจะสามารถพบได้ในป่าอสูรเขตกลางเข้าไปเท่านั้นเ้าค่ะ ทางเรามีมาทั้งหมดหกต้น เราจะประมูลกันครั้งละสองต้นเ้าค่ะ” เสี่ยวอี้ที่เริ่มพูดถึงชื่อของสินค้าขึ้นมา
“ซึ่งสมุนไพรชนิดนี้ มีสรรพคุณทางยาในการช่วยรักษาอาการาเ็ภายใน” เสี่ยวอี้ที่อธิบายสรรพคุณของตัวสมุนไพรต่าง ๆ นานา ออกไปจนกระทั่งให้เริ่มการประมูล
“เริ่มต้นการประมูลที่ห้าร้อยตำลึงทอง เสนอราคาครั้งละไม่ต่ำกว่าสิบตำลึงทองของราคาประมูลเ้าค่ะ”
“เริ่มการประมูลได้เ้าค่ะ” เมื่อเริ่มการประมูลก็มีคนเสนอราคามาเรื่อยๆ
“ห้าร้อยสามสิบตำลึงทอง”
“ห้าร้อยแปดสิบตำลึงทอง”
“หกร้อยตำลึงทอง”
“หกร้อยห้าสิบตำลึงทอง”
จนกระทั่งจบการประมูลทั้งสามรอบ ที่ราคา หนึ่งพันแปดร้อยตำลึงทอง สองพันหนึ่งร้อยตำลึงทอง และสองพันสองร้อยตำลึงทอง
“มาต่อกันชิ้นที่เก้า ไข่มุกสีชมพูขนาดเท่ากับนิ้วหัวแม่มือของหญิงสาว” จากนั้นเสี่ยวอี้ก็ทำการเอามาวัดเทียบกับนิ้วมือที่เรียวงามของเธอให้ดู
“ไข่มุกเม็ดนี้ได้มาจากทะเลทางใต้ที่ติดกับแคว้นจ้าว มีนักหาหอยมุกบังเอิญไปเจออยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งมากนัก ซึ่งสีชมพูจะเป็สีที่หายากมากไม่ได้มีมาให้พบเห็นบ่อยๆ เริ่มการประมูลที่ห้าร้อยตำลึงทอง...” จบการประมูลที่สองพันสามร้อยตำลึงทอง
“ชิ้นที่แปด เป็มีดสั้นสลักอักขระระดับสีฟ้าขั้นต้นการจากปรมาจารย์หลีจื่อ ซึ่งเป็ปรมาจารย์อักขระระดับสีเหลือง...” จบการประมูลที่สามพันเก้าร้อยตำลึงทอง
“ชิ้นที่เจ็ด ผลึกิญญาระดับสีฟ้าขั้นกลาง ผลึกหินิญญานี้สามารถนำไปดูดซับพลังิญญาแล้วเปลี่ยนเป็ปราณเข้าสู่เส้นปราณได้เ้าค่ะ ซึ่งจะมีมาให้ทำการประมูลในครั้งนี้จำนวนถึงห้าก้อนด้วยกัน...” จบการประมูลที่ห้าพันสี่ร้อย , ห้าพันห้าร้อย, ห้าพันแปดร้อย และหกพันหนึ่งร้อยตำลึงทอง
“ชิ้นที่หก ธนูระดับสีน้ำเงินขั้นสูงสลักอักขระโบราณพบที่วิหารกลางป่าแห่งหนึ่ง...” จบการประมูลที่หกพันหกร้อยตำลึงทอง
“ชิ้นที่ห้า ชุดผ้าป่านหงชื่อเป็ผ้าป่านที่ทนคมมีด คมหอกและคมธนู เป็ชุดรัดรูปที่สามารถยืดหดได้ สลักด้วยอักขระระดับสีฟ้าขั้นต้น...” จบการประมูลที่ หนึ่งหมื่นตำลึงทอง
“ชิ้นที่สี่ ผลึกวัวกระทิงอสูรระดับสีฟ้าขั้นสูง ซึ่งผลึกอสูรสามารถนำไปทำชุดเกราะ และอาวุธต่างๆ ได้ไม่ต่ำกว่าระดับสีฟ้าขั้นกลางแน่นอนเ้าค่ะ...” จบการประมูลที่ เจ็ดพันตำลึงทอง
“เรามาถึงชิ้นที่สาม กันแล้วนะเ้าคะ กับสมุนไพรฉือเป่ย ซึ่งสมุนไพรฉือเป่ยนี้เป็สมุนไพรแก้พิษได้แทบจะทุกชนิด จะกินเพื่อแก้พิษโดยตรง หรือนำไปเป็ส่วนประกอบของยาแก้พิษเพื่อเพิ่มคุณภาพของยาก็ได้เหมือนกันเ้าค่ะ โดยปกติแล้วสมุนไพรชนิดนี้เป็สมุนไพรที่หายากมากชนิดหนึ่ง แค่ฉือเป่ยที่ไม่มีพลังิญญาก็สามารถขายได้หลายสิบตำลึงทองกันเลยทีเดียว”
“ฉือเป่ยที่ทางโรงประมูลได้นำเข้ามาประมูลในครั้งนี้เป็ฉือเป่ยที่มีพลังิญญาระดับสีน้ำเงินขั้นสูงเ้าค่ะ ที่มีถึงห้าต้นด้วยกันเ้าค่ะ”
เสี่ยวอี้กล่าวขึ้นมาพร้อมกับเปิดหีบที่ใส่สมุนไพรเอาไว้แล้วเธอก็หยิบขึ้นมาให้ทุกคนได้ดูหนึ่งต้น จึงทำให้ผู้คนในโรงประมูลถึงกับส่งเสียงฮือฮาขึ้นมา เพราะฉือเป่ยนั้นเป็สมุนไพรที่หาได้ยากอย่างที่เสี่ยวอี้กล่าวมาจริงๆ
แค่ฉือเป่ยที่มีพลังิญญาสีม่วงขั้นต้นก็หายากเอามากๆ นี่ไม่ต้องพูดถึงระดับสีน้ำเงินขั้นสูงกันเลย อีกทั้งในการประมูลครั้งนี้ยังมีมาให้ประมูลถึงห้าต้นด้วยกัน
ไม่รู้ว่าใครที่เอามาลงเข้าประมูล ต้องเป็คนที่แข็งแกร่งขนาดไหนกันถึงเข้าไปหาฉือเป่ยระดับนี้จากในป่าอสูรขั้นกลางมาได้ ฉือเป่ยนั้นไม่ใช่ว่าไม่เคยมีมาประมูล แต่ที่เคยน้ำมาประมูลแค่เพียงพลังิญญาระดับสีน้ำเงินขั้นต้นเท่านั้นที่หามาได้จากเขตป่าอสูรขั้นกลาง
แต่คนที่หามาได้ในคราวนั้นแค่เข้าไปในเขตป่าอสูรขั้นกลางได้ไม่ไกลเท่านั้นและบังเอิญได้เจอเข้าพอดีแล้วเก็บมาได้เพียงสามต้น เพราะเจอกับสัตว์อสูรเ้าถิ่นพอดี จึงรีบหนีออกมาเสียก่อนแต่กว่าจะหนีออกมาถึงเขตนอกได้ก็เกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ด้านในแล้ว ผู้คนจึงอยากได้มาไว้ในสักต้น
“โปรดอยู่ในความสงบด้วยนะเ้าคะ”
หลังจากที่ผู้คนฮือฮากันไปได้สักพักเสี่ยวอี้ก็บอกให้ผู้คนสงบลงก่อนเพื่อที่จะได้ดำเนินการประมูลต่อ
“เอาล่ะเ้าค่ะ ฉือเป่ยที่มีถึงห้าต้นในครั้งนี้เราจะทำการให้ประมูลกันครั้งละหนึ่งต้น” เมื่อหญิงสาวกล่าวออกมาเช่นนั้นแต่ละคนจากที่นั่งชั้นหนึ่งและสองมองขึ้นไปยังห้องพิเศษส่วนตัวชั้นที่สามทันที
ถึงกับหมายมั่นว่าจะสู้ราคาให้ได้มาเก็บไว้ในตระกูลสักต้น ส่วนมากคนที่นั่งชั้นสองก็เป็พวกเศรษฐีมีเงินและขุนนางทั้งจากในเมืองหย่งซานและต่างเมืองกันทั้งนั้น มีแม้กระทั้งคนจากในเมืองหลวงที่รู้ว่ารายการสินค้าที่จะขึ้นประมูลในวันนี้เป็อะไรก็ต่างส่งคนมารีบจับจองที่นั่งกันทันที
“มาที่ต้นแรกกันเลยเ้าค่ะ ทางเราจะให้เริ่มประมูลกันที่ หนึ่งพันตำลึงทอง”
“เริ่มประมูลได้เ้าค่ะ”
เสี่ยวอี้ที่ประกาศเริ่มการประมูลออกมาให้ผู้คนได้เริ่มเสนอราคาประมูลฉือเป่ยที่มีพลังิญญาระดับสีน้ำเงินขั้นสูงขึ้นมา
เมื่อเสี่ยวอี้บอกให้ทำการเริ่มการประมูลก็มีคนเสนอราคาออกมาทันที ซึ่ง่แรกๆ จะมาจากคนของชั้นที่หนึ่ง และสองเท่านั้น
“หนึ่งพันสองร้อย” “หนึ่งพันสามร้อย” “หนึ่งพันแปดร้อย” “สองพัน” “สามพัน”...
“หนึ่งหมื่นห้าพัน” และเป็เสียงมาจากห้องพิเศษหมายเลขเจ็ด
“หนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงทอง สำหรับห้องพิเศษหมายเลขที่เจ็ดเ้าค่ะ มีท่านใดให้มากกว่านี้หรือไม่เ้าคะ” เสี่ยวอี้ที่คอยประกาศราคาออกมาหันไปมองรอบๆ
“สองหมื่นตำลึงทอง” เป็เสียงมาจากห้องพิเศษหมายเลขสิบสอง
“สองหมื่นตำลึงทอง สำหรับห้องพิเศษหมายเลขที่สิบสองเ้าค่ะ” เสี่ยวอี้ยังคงทำหน้าที่ของตนเองต่อไป
“สองหมื่นตำลึงทอง ครั้งที่หนึ่งเ้าค่ะ” เสี่ยวอี้เริ่มนับครั้ง
“สองหมื่นตำลึงทอง ครั้งที่สองเ้าค่ะ ”
“สองหมื่นห้าพันตำลึงทอง” เป็เสียงจากคนใส่ชุดดำหน้ากากสีขาวจากชั้นที่หนึ่ง หลังจากที่เสี่ยวอี้ผู้ที่ทำการดำเนินการประมูลเอ่ยขึ้นมา
“สองหมื่นห้าพันตำลึงทอง จากผู้เข้าประมูลชั้นที่หนึ่งหมายเลขที่นั่งสองเจ็ดสองเ้าค่ะ มีใครให้เพิ่มอีกหรือไม่เ้าคะ”
“ข้าน้อยจะเริ่มนับแล้วนะเ้าคะ” เมื่อไม่มีเสียงประเสนอราคาขึ้นมาเสี่ยวอี้จึงเริ่มนับ “สองหมื่นห้าพันตำลึงทอง ครั้งที่หนึ่ง เ้าค่ะ”
“สองหมื่นห้าพันตำลึงทอง ครั้งที่สอง ยังมีท่านใดให้เพิ่มอีกหรือไม่”
“เสี่ยวอี้จะทำการนับครั้งสุดท้าย...”
.
.
.
“สองหมื่นห้าพันตำลึงทอง ครั้งที่สามเ้าค่ะ ฉือเป่ยต้นแรกตกเป็ของหมายเลขที่นั่ง สองเจ็ดสอง จากชั้นที่หนึ่งเ้าค่ะ” และเมื่อเสี่ยวอี้ประกาศราคาครั้งสุดท้ายจบที่หมายเลขที่นั่งสองเจ็ดสองจากชั้นที่หนึ่ง ก็มีหลากหลายสายตากจากชั้นที่หนึ่ง และสองมองมา หมายมั่นว่าถ้าออกไปจากโรงประมูลจะส่งคนไปดักปล้นทันที
เพราะเป็คนจากชั้นที่หนึ่ง ส่วนมากจะเป็พวกคนที่พอจะมีเงินหรือไม่ก็พวกจอมยุทธ์พเนจร นักล่าสัตว์อสูรหรือแม้กระทั่งพวกนักล่าสมุนไพริญญาจากในเขตป่าอสูรออกมาขายก็มี เรียกง่ายๆ ว่าพวกไม่มีพื้นหลัง ถ้าจะถูกปล้นฆ่า หรือแม้กระทั่งหายไปก็ไม่มีใครสนใจนั่นเอง
ไม่เหมือนกับพวกที่นั่งชั้นที่สอง เป็พวกเศรษฐีและขุนนางทั้งในเมืองและต่างเมือง ส่วนห้องพิเศษชั้นที่สามนั้นไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวได้ เพราะส่วนมากจะเป็พวกคนใหญ่คนโตของราชสำนักหรือไม่ก็บุคคลสำคัญในพรรคใหญ่หลายๆ พรรคนั้นเอง จึงเป็เหตุให้ชายลึกลับจากชั้นที่หนึ่ง เป็ที่หมายตาของใครหลายๆ คน
“ต่อไปจะเป็การเริ่มการประมูลฉือเป่ยต้นที่สองกันแล้วเ้าค่ะ...”
หลังจากนั้นการประมูลฉือเป่ยก็เริ่มดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อเหลือฉือเป่ยอยู่แค่เพียงต้นเดียว ราคาจึงโดดขึ้นไปสูงลิบ โดยจบการประมูลฉือเป่ยทั้งห้าต้นในราคา
ต้นที่หนึ่ง สองหมื่นห้าพันตำลึงทอง จากหมายเลขที่นั่ง สองเจ็ดสอง ของชั้นที่หนึ่ง
ต้นที่สอง สองหมื่นสองพันตำลึงทอง จากห้องพิเศษหมายเลขหนึ่ง
ต้นที่สาม สองหมื่นเจ็ดพันตำลึงทอง จากห้องพิเศษหมายเลขสิบสอง
ต้นที่สี่ สองหมื่นแปดพันตำลึงทอง จากห้องพิเศษหมายเลขเจ็ด
ต้นที่ห้า สามหมื่นตำลึงทอง จากห้องพิเศษหมายเลขสอง
“หลังจากจบการประมูลฉือเป่ยไป ทางโรงประมูลฉินช่ายจะให้ทุกท่านไปพักผ่อนชมระบำสาวงามเป็เวลาหนึ่งเค่อนะเ้าคะ”
หลังจากที่เสี่ยวอี้กล่าวจบเธอก็ลงไปจากลานประมูลแล้วให้สาวงามที่หน้าตาสะสวยที่แต่งตัวเย้ายวนด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นขึ้นมาร่ายรำบนเวที
ในการพักการประมูลหนึ่งเค่อนั้น ทุกคนต่างรู้ดีว่าโรงประมูลได้ให้พักเตรียมเงินประมูลกับสินค้าสองอย่างที่เหลือตามที่ได้มีการปล่อยข่าวออกไป
หากมีใครที่ใช้เงินประมูลไปกับรายการก่อนหน้าไปเยอะแล้วกลัวว่าเงินที่เหลือสำหรับการประมูลของสองอย่างสุดท้ายไม่พอก็ให้รีบไปจัดหามา
สำหรับเวลาพักหนึ่งเค่อที่ทุกคนต่างคิดว่านานนั้น แท้จริงแล้วสำหรับใครหลายๆ คนมันเป็เวลาที่ช่างน้อยนิดเหลือเกิน แต่ไม่ใช่กับคนหลายๆ คนที่เตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้วนั่นเอง
เมื่อเวลาครบหนึ่งเค่อ นางรำที่กำลังร่ายรำกันอยู่บนเวทีนั้นก็ได้ถูกเรียกลงจากเวทีด้วยท่าทางอ่อนช้อยและงดงาม หลังจากนั้นเวทีก็กลับมาเหลือแค่เสี่ยวอี้เพียงแค่คนเดียวอีกครั้งหนึ่ง
“เป็อย่างไรกันบ้างเ้าคะกับการร่ายรำที่อ่อนช้อยและงดงามที่ทางโรงประมูลได้มอบให้นายท่านทั้งหลายได้รับชมกัน” เสี่ยวอี้ที่ถามผู้เข้าร่วมประมูลขึ้นมาก่อนจะเริ่มการประมูล
“เอาล่ะเ้าค่ะ เสี่ยวอี้คิดว่าท่านผู้เข้าร่วมการประมูลทั้งหลายคงอดใจรอกันไม่ไหวแล้วกับรายการประมูลอีกสองรายการของวันนี้”
“เรามาเริ่มประมูลชิ้นที่สอง กันเลยดีกว่านะเ้าคะ” หลังจากที่เสี่ยวอี้พูดจบก็มีคนนำกล่องไม้แกะสลักขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของเสี่ยวอี้ถึงสองเท่าเข้ามาให้
“เห็ดหลินจือแดงอายุสองร้อยปีเ้าค่ะ”
เมื่อพูดจบเธอก็ทำการเปิดฝากล่องไม้ทันที หลังจากนั้นก็ถือเดินวนไปรอบๆ เวทีเพื่อให้ทุกคนได้เห็นกันทั่วถึงพร้อมกับอธิบายไปด้วย
ซึ่งจะเห็นได้ว่ารอบๆ ของเห็ดหลินจือแดงดอกนี้จะมีออร่าของพลังิญญาสีน้ำเงินเข้ม เห็นได้ชัดว่าเป็เห็ดหลินจือแดงที่มีพลังิญญาสีน้ำเงินขั้นสูง ทุกคนที่ได้เห็นต่างฮือฮาพูดคุยกันเสียงดังไม่ต่างไปจากสมุนไพรฉือเป่ยสีน้ำเงินขั้นสูงเลยแม้แต่น้อย
“ปกติแล้วเห็ดหลินจือแดงอายุสองร้อยปี มีออกมาให้เราพบเห็นอยู่บ้าง หรือแม้กระทั่งอายุห้าร้อยปี หรือแม้แต่หนึ่งพันปี ก็คงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว” เสี่ยวอี้สาธยายออกไปเพื่อให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มตาม “แต่นั้นก็เป็แค่เพียงเห็ดหลินจือแดงธรรมดา ต่างจากเห็ดหลินจือดอกนี้ที่เป็เห็ดหลินจือแดงระดับสีน้ำเงินขั้นสูง”
“ซึ่งทุกคนต่างทราบถึงสรรพคุณของมันดีอยู่แล้ว หรือหากมีผู้เข้าร่วมประมูลท่านใดไม่ทราบ เสี่ยวอี้สามารถอธิบายออกมาให้ฟังได้เ้าค่ะ”
“หากมีผู้ใด้าทราบรายละเอียดและสรรพคุณของเห็ดหลินจือแดงสามารถยกมือขึ้นมาได้เลยเ้าค่ะ” เสี่ยวอี้ถามพร้อมกับมองไปรอบๆ เวที “มีหรือไม่เ้าคะ” เธอถามออกมาอีกครั้งแต่ก็ไม่มีแม้สักคนที่ยกมือขึ้นมา
“ถ้าไม่มีเรามาเริ่มการประมูลกันเลยดีกว่าเ้าค่ะ”
“ครั้งนี้เสี่ยวอี้จะมีกฎเล็กๆ น้อยๆ มาเพิ่มเพื่อความสนุกของการประมูลในครั้งนี้นะเ้าคะ” เสี่ยวอี้พูดพร้อมกับใช้สายตายั่วยวนของเธอนั้นมองไปรอบๆ
“เราจะให้ทำการเอ่ยราคาประมูลออกมาได้ไม่เกินคนละสามครั้ง และสำหรับห้องพิเศษเราจะนับเป็สามครั้งต่อหนึ่งห้องนะเ้าคะ”
“เริ่มต้นการประมูลที่ห้าพันตำลึงทอง สามารถเพิ่มครั้งละเท่าไหร่ก็ได้ แต่ใช้สิทธิ์เสนอราคามาได้แค่สามครั้ง เพียงเท่านั้นเ้าค่ะ”
“เริ่มการประมูลได้เ้าค่ะ”
“สองหมื่นตำลึงทอง”
เสียงเอ่ยราคาประมูลมาจากห้องพิเศษหมายเลขหนึ่ง การเอ่ยออกมาเพียงครั้งแรกก็ถึงห้าหมื่นตำลึงทอง ทำให้ทั่วทั้งห้องประมูลถึงกับเงียบขึ้นมาทันที
“สองหมื่นตำลึงทอง จากห้องพิเศษหมายเลขหนึ่ง เ้าค่ะ”
“มีท่านใดให้มากกว่าสองหมื่นตำลึงทองหรือไม่เ้าคะ”
เสี่ยวอี้ที่ถามออกมาตามหน้าที่ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับออกมาเพราะหลายคนในที่นี้มาเพื่อของประมูลชิ้นสุดท้ายจึงไม่มีใครอยากเสียเงินไปมากกว่านี้ เพื่อเก็บไว้แข่งกันประมูลสินค้ารายการต่อไปถึงแม้เห็ดหลินจือจะล้ำค่าเช่นเดียวกัน ซึ่งต่างจากบางคนที่ไม่มีกำลังในการแข่งขันไปนานแล้ว
“หากไม่มีเสี่ยวอี้จะทำการเอ่ยราคาประมูลครั้งแรกแล้วนะเ้าคะ” เมื่อไม่มีใครเสนอราคาต่อเสี่ยวอี้ก็ทำการเอ่ยราคาประมูลขึ้นมาทันที
“ห้าหมื่นตำลึงทอง ครั้งที่หนึ่ง เ้าค่ะ”
“ห้าหมื่นตำลึงทอง ครั้งที่สอง เ้าค่ะ”
“ห้าหมื่นตำลึงทองครั้งที่สาม เห็ดหลินจือแดงอายุสองร้อยปี ระดับพลังิญญาสีน้ำเงินขั้นสูง ตกเป็ของห้องพิเศษหมายเลขหนึ่งเ้าค่ะ”
ณ ห้องประมูลหมายเลขหนึ่ง
“คงไม่มีใครกล้าเสนอราคาออกมามากกว่านี้แล้วขอรับ เพราะส่วนมากในที่นี้จะประหยัดไว้ไปประมูลกับสินค้ารอบสุดท้าย” องครักษ์คนสนิทกล่าวออกมา
“เป็เช่นนั้นก็ดี เพราะข้าจะนำเห็ดหลินจือดอกนี้ไปถวายเสด็จแม่” บุคคลปริศนากล่าว
“แล้วพระองค์ไม่สนใจที่จะประมูลหินปราณด้วยหรือขอรับ” องครักษ์ถามขึ้น
“แน่นอนว่าข้าสนใจ แต่ข้าได้ข่าวว่าครั้งนี้นายน้อยของพรรคเหยี่ยวทมิฬเข้าร่วมประมูลหินปราณในครั้งนี้ด้วยไม่ใช่หรือ ข้าก็จะลองดูหากราคาไม่เกินจริงไปมากนัก” บุคคลปริศนากล่าวขึ้น
“ขอรับ”
กลับมาที่เวทีการประมูลอีกครั้ง...
“แล้วก็มาถึงชิ้นสุดท้ายของวันนี้ ซึ่งเป็สิ่งที่ทุกคนรอคอยกันมากที่สุด”
“หินปราณระดับสีฟ้าขั้นกลาง ความพิเศษของหินปราณนี้ต่างจากผลึกิญญาตรงที่สามารถดูดซับปราณเข้ามาได้โดยตรง ไม่ต้องเปลี่ยนพลังิญญาให้เป็ปราณอีกครั้งหนึ่ง...”
“เสี่ยวอี้จะขอใช้กฎเดียวกับเห็ดหลินจือแดงแล้วกันเ้าค่ะ” เสี่ยวอี้พูดออกมาขณะที่คนนำกล้องไม้ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของเสี่ยวอี้ถึงสามเท่าเดินเข้ามา
“นี้เป็หินปราณระดับสีฟ้าขั้นกลางขนาดเท่ากับหัวของเด็กทารก” เสี่ยวอี้พูดพร้อมกับเปิดฝากล่องให้ทุกคนดู เมื่อทุกคนได้เห็นก็ต่างเกิดประกายความโลภขึ้นมา
“เริ่มประมูลที่ หนึ่งหมื่นตำลึงทองเริ่มทำการเสนอราคาได้เ้าค่ะ”
หลังจากที่เสี่ยวอี้กล่าวจบก็มีคนเสนอราคาประมูลออกมาั้แ่ชั้นที่หนึ่ง ไปจนถึงชั้นที่สาม ซึ่งในการประมูลครั้งนี้มีหินปราณที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาทำการประมูลได้อย่างมากมาย ที่นั่งถูกจองเต็มภายในเวลาอันรวดเร็วที่มีข่าวปล่อยออกไป ไม่เว้นแม้แต่ห้องพิเศษของชั้นที่สาม ที่ปกติจะมีคนจองแค่เพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น บางคนก็มาเพื่อทำการประมูลสินค้า แต่บางคนก็มาเพื่อดูของล้ำค่าให้เห็นเป็บุญตา
ในการประมูลครั้งนี้ทำให้ไม่สามารถดูถูกคนที่นั่งในชั้นแรก หรือ ชั้นที่สองได้ เพราะบางคนอาจจะเป็จอมยุทธ์จากสำนักใหญ่ หรือแม้กระทั่งจอมยุทธ์พเนจร ที่มีกำลังในการเสนอราคาเพื่อซื้อหินปราณก้อนนี้
แต่ก็ไม่อาจห้ามปรามความคิดคนได้เช่นกันถึงแม้จะรู้ว่าหลายคนเป็จอมยุทธ์ ก็ยังมีคนคิดที่จะดักปล้นเอาของล้ำค่าที่ประมูลออกไปได้ แต่ก็นั่นแหละในโลกของจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีชีวิตรอด