*48 ชั่วโมง ก่อนการเริ่มจัดอันดับ Solo rank ภาคเรียนที่ 1
.
.
.
.
.
.
.
นักเรียนสาวธรรมดาอย่างฉัน สมควรแล้วเหรอที่จะต้องมาเจอเื่แบบนี้
ใครก็ได้ ช่วยฉันทีค่ะ ใครก็ได้
.
.
.
.
พวกเราถูกกักตัวที่นี่มาหนึ่งอาทิตย์แล้ว . . .
มีบางอย่างในร่างกายของพวกเรากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆหลังจากที่พวกเราถูกฉีดยาบางอย่าง
จากนี้ไปคือเื่ราวของฉันก่อนที่การแข่งขันการจัดอันดับแรงค์เดี่ยว กำลังจะเริ่มขึ้น
.
.
.
พวกเราต้องนอนติดเตียงในหอพักโรงเรียนกินเวลาติดต่อกันห้าวันแรก เราถูกล็อคอยู่บนเตียงนั้นในสภาพร่างกายเปลือยเปล่า มีโซ่เหล็กล็อคแขนขาของเราไว้ที่มุมขอบเตียง พวกเขาเอากระจกใสๆเป็ทรงครึ่งวงกลมครอบเตียงของเราด้วย ว่าอย่างง่ายเลยคือพวกเรากลายเป็หนูทดลองในแคปซูลอันใหญ่ในสถานศึกษาเสียแล้ว
พวกคนแปลกหน้าชุดสีขาวหลายคนรายล้อมหลอดทดลองั์ ( พวกเราที่ถูกล็อคตัวบนเตียงถูกครอบด้วยกระจกใสอีกทีนั่นแหละ ) พวกเขาทำตัวยุ่ง เดินกันโกลาหล เปิดหนังสือ เขียนบันทึก ยกแผ่นฟิลม์ x - ray กันไปมาตลอดเวลา
พวกเขาเอาน้ำหรือยาอะไรก็ไม่รู้มาฉีดเข้าร่างกายเรา เจ็บ มันเจ็บมาก ทรมานเจียนตาย บางครั้งก็รมควันพวกเราด้วยแก๊สต่างๆหลากสีบ้าง ฉันที่ถูกล็อคมือล็อคเท้าพยายามแสดงความเ็ปทั้งบิดตัวไปมา งอแขนงอขา ดิ้นทุรนทุราย กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง หวังว่าพวกเขาจะหยุดทำอะไรบ้าๆนี่เสียที ในวินาทีเ่าั้ ทุกคนคงจะพูดเป็เสียงเดียวกันเลยว่า คิดถึงพ่อกับแม่ คิดถึงบ้าน ครอบครัวอย่างที่สุด
หลายครั้งที่เราร้องไห้ รวบรวมแรงที่เหลือน้อยนิดจากอาการาเ็ พยายามะโขอความช่วยเหลือ ร้องขอความเห็นใจ จากพวกที่เฝ้าดูเราอยู่ข้างนอกนั่น แต่พวกเขาช่างเ็า สนใจแต่ผลลัพธ์ของการทดลอง เลี้ยงเราไว้ไม่ให้ตาย เพื่อให้การทดลองดำเนินต่อไปได้ ถามว่าฉันรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ ก็เพราะเราต้องนอนติดแหง็กอยู่บนเตียงนั่น สิ่งเดียวที่เราทำได้คือส่ายลูกตาไปมามองดูบรรยากาศรอบข้างนั่นแหละ ่เวลาที่เรารู้สึกผ่อนคลายที่สุดเห็นจะเป็ตอนที่เราปวดห้องน้ำ พวกเขาถึงจะยอมเปิดกระจกทดลองออกแล้วมาทำความสะอาดร่างกายพวกเราทุกซอกทุกมุม มันน่าอายมากๆ พ่อแม่ของฉันเองยังไม่ถือวิสาสะมาล่วงละเมิดฉันถึงขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็เป็จังหวะที่พวกเราสบายใจที่สุดเพราะเราจะไม่ถูกทดลองอะไรที่ทำให้เจ็บและทรมานใน่นั้นแน่ๆ
วันที่ห้า นับจากวันแรกที่เราถูกกักกันจากบาเรียและถูกขังในหลอดแก้วบนเตียง เช้าดึกๆราวๆ4ทุ่ม พวกเราที่กำลังหลับอย่างสนิทจากความเหนื่อยล้า ถูกเหล่าคนชุดขาวเคาะกระจกแก้วปลุกให้เรารู้สึกตัว พวกเขาดึงกระจกทดลองออกมาจากเตียง วางกำลังยืนล้อมรอบเตียงของเรา4-5คน 2คนแก้เหล็กที่ล็อคแขนขา 2คนช่วยจับตัวเราไม่ให้ดิ้นหรือทำอะไรสิ้นคิด และเสริมด้วยอีกคนที่ถือที่ช็อตไฟฟ้าจ่อที่ท้องของพวกเราป้องกันการทำอะไรโง่ๆอีก
ตอนนั้นฉันกำลังสับสนว่าจะดีใจที่ทุกอย่างจบแล้ว หรือจะถูกเอาไปทดลองที่อื่นอีก ฉันก็เอ่ยปากถามพวกเขาสารพัด
" ไปประชุม "
คำตอบเ็าสั้นๆห้วนๆที่ไม่มีการขยายความใดๆ จากนั้นมือทั้งสองข้างของเราถูกพาดไปด้านหลังและใส่กุญแจมือ เท้าทั้งสองข้างของเราถูกคล้องด้วยโซ่เหล็ก พวกเขาจับฉันใส่เสื้อแขนสั้นและกางเกงสีเขียวเนื้อผ้าบางเหมือนที่คนไข้ใส่กันตามโรงพยาบาล ยกร่างอันบอบบางของฉันขึ้นไปพาดไหล่ของหนึ่งในพวกเขา ฉันััได้ถึงกำลังอันมหาศาลผ่านแรงแขนที่เขาใช้ยกร่างของเราราวกับยกถุงขนม พวกเขาตกลงกันให้คนใดคนหนึ่งอุ้มฉันแล้วเดินออกจากห้องพัก ฉันที่ถูกกักตัวอยู่บนชั้น3ของหอพักกับเพื่อนอีก2-3คนในห้องเดียวกันก็ได้เห็นวิวทิวทัศน์ของโรงเรียนเราอีกครั้งโดยที่มันแตกต่างจากสถานที่ที่เราเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้าของที่นี่เป็สีม่วงอมชมพู หากมองขึ้นฟ้าจะเห็นม่านบาเรียปิดกั้นเราจากโลกภายนอก โดยภาพที่อยู่หลังม่านบาเรียนั้นจะเบลอๆมองออกไม่ค่อยชัด ตึกหอพักที่ฉันและเพื่อนๆอยู่ตอนนี้จะอยู่ตรงกลางของใจกลางพื้นที่โรงเรียน .. ใช่แล้ว พวกเราสับสนมากว่าหอพักโรงเรียนมันควรจะอยู่ขอบๆของพื้นที่ตัวโรงเรียนไม่ใช่เหรอ ทำไมพวกเราถึงอยู่ที่ใจกลางของโรงเรียนได้ พอพวกเราค่อยๆขยับตัวหันหัวไปมาสำรวจสิ่งรอบข้างเราจึงได้ความกระจ่างมา
ที่ฉันบอกว่า เราถูกกักตัวอยู่ที่หอพักโรงเรียนน่ะ เพราะตอนแรกที่พวกเราทุกคนถูกต้อน เราจำได้ชัดเจนด้วยสองตาเลยว่าเขาต้อนเราจากลานหน้าเสาธงและขังเราไว้ที่หอพักหลังโรงเรียนชัดๆ ฉันเดาว่าเขาต้องย้ายพวกเราทุกคนมาที่ตึกตรงกลางแทนขณะที่พวกเราสลบหรือไม่มีสติอยู่แน่ๆ ย้ายตอนไหนฉันก็บอกไม่ได้หรอกเพราะฉันก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆแน่ๆคือตอนนี้พวกเราบางส่วนรวมถึงฉันอยู่ในตึกตรงกลางของโรงเรียน ซึ่งนั่นคือ " ตึก3 วิชาภาษาอังกฤษ (อดีต) " แน่ๆ เพียงแต่เขาโล๊ะโต๊ะนักเรียน กระดานที่ใช้สอนออกแล้วเปลี่ยนจากห้องเรียนเป็ห้องทดลองแทน
ส่วนที่เพื่อนที่เหลือฉันเดาว่าอยู่ตึกใกล้ๆ ฉันอีกสองตึก ตึกแรกคือ " ตึก2 ตึกวิชาภาษาไทย " ซึ่งตึก 2และตึก 3 เป็ตึกที่อยู่ในระนาบแนวเดียวกัน และตึกทั้งสองบังหันหน้าออกไปทางประตูทางเข้าโรงเรียน ซึ่งหากเริ่มนับจากการผ่านประตูทางเข้าโรงเรียนจะมีถนนสองเลนกว้างพอสมควรลากยาวมาชนหน้าตึก 1 ซึ่งตึก 1 จะอยู่หน้าตึก 2 และตึก 2 ก็จะอยู่หน้าตึก 3 ( ตึกที่ฉันอยู่ ) โดยใกล้ๆประตูทางเข้า หากเราหันหลังให้ชนประตูทางเข้าโรงเรียนและหันหน้าไปที่ตึก1 ก็จะเจอลานหน้าเสาธงแสนกว้างอยู่ทางขวาส่วนทางซ้ายจะเป็หอประชุมนั่นเอง ส่วนอีกตึกนึงที่เพื่อนคนอื่นอยู่คือตึก 1ที่อยู่หน้า ตึก2 เพื่อนเราบางส่วนก็ถูกกักตัวทดลองอยู่ในนั้น ( ฉันมารู้ทีหลังตอนคุยกับเพื่อนคนอื่น )
\\ ฟวุ่ม! \\
หลังจากที่พวกเราพึ่งจะประเมินสถานการณ์คร่าวๆได้ ร่างของเราก็ลอยขึ้นฟ้าไปพร้อมกับร่างของคนที่แบกตัวเรา
โอ้ มาย ก้อดด!
ฉันที่ถูกอุ้ม ตัวพาดไหล่ แขนขาถูกล็อค หัวห้อยลงด้านหลังของชายที่กำลังอุ้มฉัน ถูกมวลลมตีหู เส้นผมยาวๆของฉันฟุ้งกระจัดกระจายไม่เป็ทรง ชายที่กำลังแบกฉันะโได้สูงเกินมนุษย์ การะโครั้งเดียวของเขาจากชั้น3ของตึก3 สามารถเหยียบบนดาดฟ้าของตึก 2 ได้ในครั้งเดียว ( ซึ่งตึก 1,2 และ 3 จะมีความสูงอยู่ที่5ชั้น ) ฉันที่หายใจไม่ค่อยสะดวกจากความฟกช้ำของร่างกายพยายามตั้งสติมองไปรอบๆ ฉันก็เห็นทั้งเพื่อนห้องตัวเอง รุ่นพี่รุ่นน้องที่คุ้นหน้าค่าตา อยู่ในสภาพอิดโรยถูกอุ้มขึ้นมาขยับไปไหนไม่ได้เหมือนกับฉันบนดาดฟ้าตึก2นี้ จากนั้นชายคนนี้ที่อุ้มฉันก็ะโพาร่างฉันไปที่ดาดฟ้าตึก1 พร้อมกันกับคนอื่นๆที่ค่อยๆถูกทยอยอุ้มตามมาหลายสิบคน
เมื่อร่างฉันมาถึงดาดฟ้าตึก1 ฉันจึงพอมองเห็นภาพรวมของโรงเรียนเราเพิ่มขึ้นมาอีกนิด ตึกหลายตึกในโรงเรียนกระทั่งด้านหลังโรงเรียนที่มีสเตเดียมสนามกีฬาสุดกว้างใหญ่สูงตระหง่าน ปิดไฟมืดหมดเสมือนตึกผีสิง ความมืดปกคลุมไปทั่วโรงเรียน เหลือเพียงแสงสว่างจากตึกเพียงไม่กี่ตึก คือ ตึก 1 , 2 , 3 และ หอประชุม ที่มีขนาดความกว้างพอๆกับลานหน้าเสาธง โดยหอประชุมตั้งอยู่ด้านตรงข้ามกับลานหน้าเสาธงซึ่งมีถนนกว้าง2เลนตัดผ่านตรงกลางระหว่างลานหน้าเสาธงและหอประชุม ลากยาวมาสู่หน้าตึก1
หอประชุมเปิดไฟสว่างจ้าเหมือนเช่นเคย หอประชุมนั้นมีความกว้างยาวเป็ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูงเท่าตึกสามชั้น แต่ภายในอาคารจะเป็ห้องแอร์โล่งกว้างชั้นเดียว ซึ่งปกติหอประชุมนี้มักไว้ใช้จัดกิจกรรมรับน้อง, เด็กรวมตัวกันซ้อมเต้น k-pop ถึงสี่ทุ่ม, จัดคอนเสิร์ต, หรือติวเตอร์เอกชนที่จะมาติวข้อสอบ o-net ให้เราฟรีๆแล้วค่อยโฆษณาขายคอร์สเรียนทีหลังก็ยังมี
ไม่นานนัก พวกเราก็ถูกพาตัวเข้ามาในตัวห้องประชุมที่เปิดไฟสีทองอร่ามสว่างทั่วทุกมุม พวกเราเก้าร้อยคนถูกวางลงรวมๆกันตรงกลางของห้องประชุมโดยมิได้จัดเป็แถวเป็ระเบียบ อีกทั้งเรายังอยู่ในสภาพที่แขนถูกล็อคไว้ด้านหลัง ขาก็ยังถูกล็อคถ่วงจากโซ่เหล็กหนาๆ พวกเราพยายามขยับไปมาหาทางหนี บ้างก็ม้วนตัวกลิ้งออกไปทางประตู แต่ก็ถูกการ์ดที่ยืนเฝ้าล้อมวงพวกเราเตะพวกเขาเ่าั้ปลิวกลับเข้ามาในวงอยู่ดี
ฉัน อี้เฟย ที่กำลังเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้คุณฟัง ฉันกำลังบิดตัวไปมาพยายามตั้งหลักจนสามารถลุกขึ้นมานั่งท่าพับเพียบได้ ฉันมองไปรอบๆ เพื่อนๆร่วมชะตากรรมของฉันกำลังพยายามลุกขึ้นตั้งหลักมานั่งให้ได้เหมือนกับฉันเช่นกัน บางคนก็ไม่เหลือแรงพอที่จะดันตัวเองให้นั่งไหวจึงต้องยอมนอนหันข้างแก้มแตะพื้นในสภาพอิดโรยทั้งอย่างนั้น บางคนก็หายใจหอบถี่เหนื่อยล้าจนน้ำลายย้อยออกช้าๆจากมุมปาก แต่พวกเขาก็ยังพยายามที่จะควบคุมสติตัวเองให้ได้
" เคารพท่านประธาน ทั้งหมด! แถววว ตรง!! " เสียงคำสั่งจัดแถวที่น่าจะมาจากหัวหน้าการ์ดที่ยืนอยู่แถวๆนี้ในห้องประชุมดังขึ้น การ์ดที่ยืนล้อมรอบตัวพวกเราเปลี่ยนท่ายืนเป็แถวตรง ทันใดนั้น ม่านั์สีแดงของเวทีที่อยู่ตรงปลายห้องประชุมค่อยๆเลื่อนขึ้นไปข้างบนอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเท้าของคนๆหนึ่งใส่รองเท้าหนังสีดำกำลังยืนรออยู่หลังม่านนั้น เมื่อม่านนั้นค่อยๆยกตัวสูงขึ้นก็เผยให้เห็นถึงกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้ม สายตาของพวกเราทุกคนจับจ้องไปที่เวทีนั่นพร้อมกันโดยสัญชาติญาณ
" ท่านผู้อำนวยการ! "
ชายวัยกลางคนผมยาวพอประมาณสีดำ ไว้หนวดเป็ทรงที่เสริมให้ใบหน้าดูดุดันน่าเกรงขาม เขาสวมแว่นตากระจกใส สวมชุดสูทสีน้ำตาลเข้มสุภาพเรียบร้อย กางเกงสีน้ำตาลและรองเท้าหนังสีดำ ยืนปรากฎตัวตรงกลางของเวทีที่สูงจากระดับพื้นของพวกเราเกือบสามเมตร เขาสามารถมองเห็นพวกเราทั้ง900คนได้อย่างทั่วถึง
" นี่มันเื่อะไรกันแน่ครับ ท่าน ผอ.! "
" ปล่อยพวกหนูไปเถอะค่ะ "
" ฮือๆ หนูเจ็บแล้ว ไว้ชีวิตหนูด้วยย "
เสียงดังจากเหล่านักเรียนที่น่าสงสาระโออกไปถามไถ่แก่ใบหน้าที่พวกเขาคุ้นเคยทุกเช้าตอนเข้าแถว พวกเรายิงคำถามปนความโกรธ ร้องขอชีวิต สุดแล้วจะนึกได้ออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง ความวุ่นวายจากคำพูดเสียงดังที่ชนกันไปมาเกิดขึ้นจนกลายเป็ฟังไม่ได้ศัพท์
" สวัสดี ลูกๆเอ๋ย เก็บความสงสัยของพวกเ้าเสีย "
" พ่อมีคำตอบมาให้แล้ว "
ชายวัยกลางคนบนเวทียกไมค์พูดประโยคนึงขึ้นมา แม้ผู้อำนวยการทุกๆโรงเรียนจะเรียกเหล่าเด็กนักเรียนของเขาว่า ลูก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้ผู้ฟังรู้สึกใกล้ชิดกับผู้พูดขึ้น แต่ผอ.ท่านนี้เลือกที่จะแทนสรรพนามตนเองว่า พ่อ ซึ่งหลังจากเอ่ยประโยคสุดประหลาดนี้ออกมา ผสานกับเสียงของลำโพงที่ติดอยู่ตามเพดานในหอประชุมขยายความดังของประโยคดังเกล่าให้มากขึ้นอีกเป็ทวี พวกเรานักเรียนหยุดความโวยวาย เลิกดิ้นพล่าน พยายามสงบสติ ค่อยๆลดความถี่การหายใจช้าๆให้กลับมาสู่สภาวะคงที่ ดวงตาเบิกกว้าง ตั้งใจฟังคำต่อไปที่จะออกมาจากปากชายบนเวทีนั่น
" ลูก
ลูก
ของ
พ่อ
พวกเ้ารู้จัก ระบบการจัดอันดับหรือเปล่า ? "
คำพูดจากชายวัยกลางคนที่กำลังแสยะยิ้มพลางหัวเราะในลำคอ อีกทั้งลำโพงหอประชุมตามเพดานยังได้ขยายเสียงหัวเราะในลำคอ ส่งผลให้เป็เสียงหนักๆทุ้มๆไม่ดังนักเป็จังหวะๆแผ่กังวาลออกไปทั่วห้องประชุม แววตาของเขาเสมือนมองลูกไก่ในกำมือตัวน้อยๆหลายร้อยตัวนั่งนอนเรียงรายแสดงท่าทางสั่นผวาที่เกรงกลัวต่อท่าทางและคำพูดของชายบนเวทีที่ไม่อาจจับต้นชนปลายอะไรให้ถูกได้