อาณาจักรนิรันต์

    นายก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

     

    ถนนยามค่ำคืนของเมืองทารอนเงียบสงัด เสียงฝีเท้าดังก้องบนพื้น ขณะที่อาเธอร์ เดวิด และวาอินกับพวกลูกน้องเดินฝ่าความมืดมุ่งสู่คฤหาสน์ของราเมซ อาเธอร์เงียบผิดปกติ ไม่มีมุกตลกหรือการแซววาอินเหมือนเคย ใบหน้าของเขาราวกับแบกความหนักอึ้งในใจ วาอินที่เดินตามห่าง ๆ สังเกตเห็นความผิดปกตินั้น ดวงตาคู่เล็กของเขากวาดมองอาเธอร์ขณะที่มือลูบคาง ‘ท่านอาเธอร์จริงจังกับเรื่องอัญมณีเวทขนาดนั้นเลยหรือ?’ เขาคิดในใจ แต่ไม่กล้าเอ่ยปากถาม เดวิดที่เดินเคียงข้างอาเธอร์ก็นิ่งเงียบ

     

    และแล้วพวกเขาก็มาถึงหน้าคฤหาสน์ของราเมซ วาอินและลูกน้องของเขาทำความเคารพด้วยท่าทางแข็งขัน ก่อนหันหลังเดินจากไป เงาของพวกเขาค่อย ๆ จางหายไปในค่ำคืนของทารอน

     

    เด็กรับใช้ในชุดผ้าลินินสีครีมยืนรออยู่หน้าประตู เสียงของเขาเจือความเหนื่อยล้าเล็กน้อยขณะกล่าว “ท่านราเมซไปประชุมที่สภาอีกแล้วครับ คงกลับพรุ่งนี้” อาเธอร์พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร เดวิดเงียบตาม เดินตามอาเธอร์มุ่งตรงไปยังห้องนอนในปีกตะวันตกของคฤหาสน์ทันที

     

    ภายในห้องนอน อาเธอร์ผลักประตูไม้หนัก ๆ ปิดลง เสียงดัง “กึก” สะท้อนก้องในความเงียบ “นายดูเหนื่อย ๆ นะ” เดวิดถาม น้ำเสียงราบเรียบตามแบบฉบับหุ่นยนต์ ขณะมองอาเธอร์ที่ยืนพิงประตู “ตลอดทางที่ผ่านมานายแทบไม่ได้พูดอะไรเลย”

     

    “เปล่า ๆ ฉันแค่…รู้สึกอะไรบางอย่างแปลก ๆ เท่านั้นเอง” อาเธอร์ตอบ พยายามบ่ายเบี่ยง สายตาของเขาหลบเลี่ยง แววตาเต็มไปด้วยความสับสนที่ซ่อนไว้

     

    “รู้สึกแปลก ๆ งั้นหรอ?” เดวิดเอียงคอเล็กน้อย

     

    อาเธอร์หันมองเดวิดสักพัก ก่อนจะกระโดดลงบนเตียงที่นุ่มฟู “จริง ๆ ก็เหมือนฉันทำใจได้แล้วมาพักใหญ่ ๆ ว่านี่ไม่ใช่จักรวาลที่เราเคยอยู่ ไม่มีสหพันธรัฐ ไม่มีจักรวรรดิ ไม่มีสงครามที่ไร้ที่สิ้นสุด” เขาถอนหายใจยาว แต่กลับรู้สึกหนักอึ้งยิ่งขึ้น “แต่ใจฉันก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่ดี”

     

    อาเธอร์หยิบอัญมณีเวทจากกระเป๋า ชูมันขึ้นมองขณะนอนอยู่ แสงจากโคมไฟสะท้อนบนผิวผลึกสีน้ำเงินเข้มของมัน สร้างประกายราวกับมีดวงดาวเล็ก ๆ ฝังอยู่ในนั้น “แต่ไม่รู้ทำไม พอได้จับเจ้านี่แล้วจริง ๆ มันเหมือนเป็นเครื่องยืนยันว่าเราไม่ได้อยู่ที่เดิมอีกแล้ว” อาเธอร์หลับตาลงช้า ๆ รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า แต่แฝงด้วยความเศร้า “ทั้ง ๆ ที่มันควรจะเป็นเรื่องที่น่าดีใจด้วยซ้ำ ที่ฉันจะไม่ต้องออกไปรบในสงครามบ้าๆ นั้น ไม่ต้องมาคอยทำงานสกปรกให้ไอ้พวกระดับสูงในสหพันธรัฐ แต่ถึงอย่างนั้น…”

     

    อาเธอร์เก็บอัญมณีเวทลง เขาเอียงกายหันข้าง มองไปที่เดวิดที่ยืนนิ่งอยู่ข้างประตู “แต่ถึงอย่างนั้น ทำไมในใจฉันกลับรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียใครไป และจะไม่มีทางได้เจอพวกเขาอีกแล้วยังไงอย่างนั้นเลย” น้ำเสียงของเขาสั่นเล็กน้อย เจือด้วยความเศร้าที่เขาพยายามกลบ “นายพลแอนเดอร์สัน คนที่ฉันนับถือเหมือนพ่อ เขาก็ไม่อยู่แล้ว ลูกน้องงั้นหรอ? ตั้งแต่ย้ายมาอยู่หน่วยพัฒนาอาวุธทำลายล้างขั้นสูง ฉันก็ไม่ได้ติดต่อกับพวกเขาเลย”

     

    “ทั้งที่ฉันไม่เหลือใครให้คิดถึงที่นั่นอีกแล้ว ทำไมตอนนี้ฉันกลับรู้สึกว่างเปล่าแปลก ๆ กัน?” อาเธอร์หัวเราะแห้ง ๆ เสียงหัวเราะนั้นดังก้องในห้องเงียบ ๆ ราวกับพยายามกลบความเจ็บปวดในใจ

     

    เดวิดหยุดคิดชั่วขณะ “เป็นธรรมดาของมนุษย์” เขากล่าว เดินเข้ามาใกล้เตียงช้า ๆ และนั่งลงบนพื้นข้างๆ เตียง ใบหน้าหุ่นยนต์ของเขาอยู่ในระดับเดียวกับอาเธอร์ที่นอนตะแคงอยู่ “ไม่ว่าที่สหพันธรัฐนายจะมีความทรงจำที่ดีหรือมีแต่เรื่องแย่ ๆ จิตใจของนายก็ยังคิดว่ามันคือบ้านอยู่ดี” น้ำเสียงของเดวิดนุ่มลงเล็กน้อย ผิดจากความแข็งกระด้างตามปกติ “การที่ได้รู้สึกว่าจะไม่มีวันได้กลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกแล้ว มันย่อมสร้างความเศร้าให้นาย”

     

    “ถึงนายจะคิดว่าตัวเองเป็นยอดมนุษย์หรือจะเป็นตัวประหลาดอะไร” เดวิดพูดต่อ น้ำเสียงอ่อนลงราวกับพยายามปลอบ “โดยเนื้อแท้แล้วนายก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง นายเศร้าได้ ร้องไห้ เจ็บปวด และกลัวเป็นเหมือนมนุษย์ทั่วไป”

     

    อาเธอร์ยิ้มและหัวเราะเล็กน้อย เสียงหัวเราะนั้นเบาและขื่นขม “นายก็พูดดี ๆ เป็นกับเขาเหมือนกันนิ” เขากล่าว สายตาของเขาอ่อนโยนขึ้นเมื่อมองไปที่เดวิด

     

    เดวิดนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรต่อ แววตาของเขายังคงนิ่งราวกับเครื่องจักร แต่มีบางอย่างในแสงสะท้อนนั้นที่ดูอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย

     

    อาเธอร์โยนอัญมณีเวทให้เดวิด มันหมุนคว้างในอากาศก่อนที่เดวิดจะรับไว้ด้วยมือที่มั่นคง “ถ้านายไม่นอน งั้นก็วิเคราะห์มันสะ ฉันจะนอนแล้ว ฝันดี” อาเธอร์หันหลังให้เดวิด ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว และเริ่มปิดตาหลับ ความเงียบคืบคลานเข้ามาในห้อง

     

    เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของอาเธอร์ดังเบา ๆ ในความเงียบ เดวิดมองไปที่อาเธอร์ที่หลับสนิท แม้หน้าตาของเดวิดจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนหุ่นยนต์เช่นเคย แต่ถ้าคนที่เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์มองดูดี ๆ จะเห็นว่าแววตาของหุ่นตัวนี้ปรากฏความรู้สึกบางอย่าง มันคืออะไรกัน? ความเศร้า? ความเสียใจ? ความเห็นอกเห็นใจ? คงจะมีแต่ตัวเขาและพระเจ้าเท่านั้นที่รู้

     

    “มันไม่ผิดหรอกที่นายจะรู้สึกแบบนั้น ยังมีคนอีกมากมายที่นายผูกพัน คนที่นายรัก และคนที่รักนาย…” เดวิดมองไปที่อาเธอร์ที่หันหลังนอนหลับสนิทอยู่ แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาเหมือนกระซิบ ราวกับกลัวว่าจะรบกวนความสงบของเพื่อน “นายแค่จำพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้แค่นั้นเอง…”

     

    เดวิดลุกขึ้น เดินไปนั่งลงที่มุมหนึ่งของห้อง เขาแบมือมองอัญมณีเวทในมือ แสงสีน้ำเงินเข้มจากผลึกสะท้อนบนใบหน้าหุ่นยนต์ของเขา เขาหลับตาลงช้า ๆ เริ่มวิเคราะห์ด้วยระบบภายใน ทำให้ห้องนี้รู้สึกเหมือนสถานที่ที่หยุดนิ่งในกาลเวลา

     

     

     

     

    เสียงหัวเราะและกลิ่นไอศกรีมหวานฉ่ำลอยมาในอากาศ สวนสนุกที่เต็มไปด้วยแสงสีสันฉูดฉาดปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา “เฮ้! อย่าวิ่งเร็วนักสิ!” เสียงชายหนุ่มดังก้อง ชายหนุ่มในชุดลำลองของนักบินสหพันธรัฐวิ่งตามหญิงสาวผมสีน้ำตาลที่ยิ้มกว้าง เธอวิ่งนำหน้าไปท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่าน เสียงกรีดร้องจากรถไฟเหาะและกลิ่นควันจากร้านอาหารลอยคละคลุ้ง

     

    “อะไรกัน แค่ไม่ได้ออกภาคสนามนาน สนิมเลยขึ้นตัวนายไปหมดแล้วรึไง?” หญิงสาวหยุดวิ่ง หันกลับมาพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แสงไฟจากเครื่องเล่นสะท้อนในดวงตาของเธอ ทำให้ใบหน้าของเธอดูมีชีวิตชีวา

     

    “ไม่ใช่แบบนั้น… แค่เราไม่จำเป็นต้องรีบขนาดนั้นรึเปล่า ยังไงพวกเราก็ไปทันอยู่แล้ว” ชายหนุ่มหอบหายใจ ส่ายหัวด้วยท่าทางขบขัน ขณะที่เหงื่อซึมที่หน้าผากจากแสงแดดของดาวธีรีออน อัลฟ่า

     

    “พูดอะไรของนายนะ ‘เดเมียน’ พวกเราไม่ใช่พวกเด็กน้อย หรือคนแก่นะ การที่พวกเรามาสวนสนุกก็หมายถึง เราต้องจัดเครื่องเล่นให้ครบเลย… ไม่สิ จัดไปเครื่องละสองรอบเป็นอย่างน้อย” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น มือของเธอชี้ไปที่รถไฟเหาะขนาดยักษ์ที่ส่งเสียงคำรามดังก้อง

     

    “ฮะ! เอาจริงหรอ ‘เจนนี่’ ทำแบบนั้นพวกเราได้นอนหมดสภาพในวันพรุ่งนี้แน่” เดเมียนกล่าวขึ้น สีหน้าซีดลงเล็กน้อยขณะมองรถไฟเหาะที่หมุนวนด้วยความเร็ว

     

    “อะไรของนาย ซีดทำตัวเป็นคนแก่ไปได้” เจนนี่ทำหน้างุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มซุกซนราวกับนึกอะไรสนุก ๆ ได้ “หรือว่า… นายจะกลัวเครื่องเล่นสินะ รถไฟเหาะรึเปล่าน้า?” เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้ กระพริบตาใส่เขาด้วยท่าทางยั่วเย้า

     

    “จะบ้ารึไง พวกเราขับ F-84 กันเป็นว่าเล่น จะไปกลัวอิแค่รถไฟเหาะได้ยังไง” เดเมียนปฏิเสธทันควัน มือยกขึ้นโบกปัดราวกับจะไล่ความคิดนั้นทิ้ง

     

    “อืม… ก็จริง” เจนนี่ครุ่นคิด สายตาของเธอเป็นประกายขณะมองไปรอบ ๆ สวนสนุก “หรือว่า… บ้านผีสิงต้องใช่แน่ ๆ เดเมียน นายกลัวผีใช่ไหม” เธอยิ้มแบบซุกซน ใบหน้าของเธอสว่างขึ้นใต้แสงไฟสีสันจากเครื่องเล่น

     

    “จะ ๆ จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงกัน ฉันเนี่ยกลัวผี นี่มันปีไหนแล้ว มนุษย์ชาติตอนนี้สามารถหยุดยั้งซูเปอร์โนวาด้วยฟิลด์ควอนตัมได้แล้วนะ” เดเมียนปฏิเสธพร้อมยกความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาอ้าง เสียงของเขาดังขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบความเขิน

     

    “แล้วมันยังไงล่ะ… ถ้านายไม่กลัว งั้นเราก็เล่นบ้านผีสิงเป็นสิบ ๆ รอบเลยก็ได้สิ” เจนนี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตาของเธอท้าทายขณะที่ลมเย็นจากแม่น้ำใกล้ ๆ พัดผมของเธอปลิวไสว

     

    “ห๊ะ! ไม่ ๆ คิดว่าแบบ ถ้าเกิดมีงานด่วนอะไรเข้ามาล่ะ เพื่อเราจะทำยังไง?” เดเมียนเปลี่ยนเรื่องทันควัน ใบหน้าเริ่มแดงเล็กน้อยจากความกดดัน

     

    “ก็ช่างมันไปสิ! พวกเราอยู่ในช่วงพักร้อนอยู่นะ” เจนนี่พูดด้วยน้ำเสียงงุดหงิดเล็กน้อย มือของเธอเท้าเอว ขณะที่เสียงเครื่องเล่นดังครึกครื้นอยู่รอบตัว

     

    “ก็ได้ ๆ งั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ” เดเมียนถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย สายตาของเขามองเจนนี่ด้วยความยอมจำนน

     

    เจนนี่ยิ้มกว้าง ไม่พูดอะไร มือของเธออุ่นและนุ่มของเธอคว้ามือของเดเมียน พาเขาวิ่งฝ่าฝูงชนเข้าไปในสวนสนุก เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังก้องท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับและกลิ่นหวานของขนม

     

    เวลาผ่านไปจนถึงช่วงกลางคืน ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มของดาวธีรีออน อัลฟ่าประดับด้วยดวงดาวระยิบระยับ เดเมียนและเจนนี่นั่งกินไอศกรีมด้วยกันที่ม้านั่งไม้ริมแม่น้ำ ฝั่งตรงข้ามคือปราสาทยุคโบราณของสวนสนุกที่ส่องแสงเรืองรองราวกับเทพนิยาย กลิ่นน้ำหวานจากไอศกรีมผสมกับกลิ่นน้ำเค็มจาง ๆ จากแม่น้ำลอยมาในอากาศ

     

    “ดอกไม้ไฟใกล้จะเริ่มแล้วล่ะ” เดเมียนกล่าวขึ้น สายตาของเขามองไปที่ท้องฟ้า ขณะที่มือถือโคนไอศกรีมที่เริ่มละลาย

     

    “รู้อะไรไหม เดเมียน มันเป็นสิ่งที่ฉันตั้งตารอมากที่สุดในการมาครั้งนี้เลยล่ะ” เจนนี่ยิ้ม ใบหน้าของเธอสว่างขึ้นเมื่อแสงจากปราสาทสะท้อนในดวงตา

     

    “นั่นไงมาแล้ว!” เดเมียนชี้ไปที่ดอกไม้ไฟที่ระเบิดแสงสีสันฉูดฉาดบนท้องฟ้ายามค่ำคืน เสียงดัง “ปัง!” พร้อมแสงที่สว่างไสวราวกับฝนดาวตก

     

    ทั้งสองชมดอกไม้ไฟด้วยกัน เจนนี่มองหน้าเดเมียนที่ตอนนี้มองดอกไม้ไฟด้วยสายตาใสซื่อเหมือนเด็กน้อย เธอยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอียงคอเอาหัวพิงไหล่ของเขา ผมของเธอปลิวไสวไปกับสายลมเย็นจากแม่น้ำ

     

    เดเมียนตกใจและเขินเล็กน้อย ใบหน้าแดงระเรื่อภายใต้แสงดอกไม้ไฟ “วันนี้เป็นวันที่ฉันมีความสุขมาก ๆ เลยนะ เดเมียน” เจนนี่ยิ้ม น้ำเสียงของเธอปนเศร้าเล็กน้อยราวกับรู้ว่าช่วงเวลานี้จะไม่ยั่งยืน “ฉันอยากให้เวลามันหยุดไว้แบบนี้ตลอดไปเลยจริง ๆ”

     

    เดเมียนที่ตอนนี้เขินจนทำอะไรไม่ถูก เอียงคอให้ศีรษะของเขาแนบกับเจนนี่ มือของเขาค่อย ๆ จับมือของเธอไว้แน่น “ฉันก็เหมือนกัน” เขากล่าว น้ำเสียงนุ่มนวลและจริงใจ

     

    ทันใดนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นก้อง มันดังกว่าเสียงดอกไม้ไฟหลายร้อยเท่า พร้อมแสงสว่างจ้าที่บดบังท้องฟ้า “ตู้มมม!” พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับถูกฉีกออก ฝูงชนในสวนสนุกกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก เดเมียนและเจนนี่ผวาตื่นจากภวังค์ “เกิดอะไรขึ้น ผู้ก่อการร้ายหรือ? หรือพวกจักรวรรดิ?” เจนนี่ตะโกน สายตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขณะมองไปรอบ ๆ

     

    “เป็นไปไม่ได้ พวกเราอยู่บนดาวในเขต Inner Region ของสหพันธรัฐนะ พวกนั้นไม่มีทางเข้ามาได้แน่!” เดเมียนกล่าว สีหน้าเข้มข้นด้วยความไม่เชื่อ ขณะที่ควันหนาที่ยังคงลอยขึ้นจากจุดระเบิด ทันใดนั้นระเบิดลูกที่สองก็ดังขึ้น “ตู้มมม!” แสงสว่างจ้าพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คน

     

    เจนนี่หันมองจุดระเบิดลูกที่สอง “ความดันชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นเฉียบพลัน ไม่ผิดแน่ ต้องเป็นระเบิด HCB (Helion Collapse Bomb) ” เธอวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา ขณะที่ลมร้อนจากแรงระเบิดพัดผ่าน

     

    “มีแต่จักรวรรดิเท่านั้นล่ะ ที่มีเทคโนโลยีควบแน่นไฮเลียมในสนามแรงโน้มถ่วงเฉพาะแบบนี้ได้… นี่มันไม่ใช่การก่อการร้ายธรรมดาแล้ว” เดเมียนกล่าว สีหน้าและน้ำเสียงของเขาจริงจัง ขณะที่เขาจับแขนของเจนนี่แน่นเพื่อปกป้องเธอ

     

    “ตำแหน่งของระเบิดลูกแรก ตะวันออกเฉียงเหนือ 50 กิโลเมตร ฐานทัพอวกาศยูโบ ระเบิดลูกที่สอง ตะวันตกเฉียงใต้ 80 กิโลเมตร ฐานป้องกันทางอากาศลิมบัส! แบบนี้แย่แน่!” เจนนี่วิเคราะห์สถานการณ์ สายตาของเธอกวาดมองท้องฟ้าที่เริ่มกลับมามืดมิดด้วยควันและฝุ่น

     

    เดเมียนหยิบนาฬิกาโฮโลแกรมจากข้อมือ อ่านรายงานสถานการณ์ที่กระพริบด้วยตัวอักษรสีแดง “มีการระเบิดมากกว่าสิบลูกรอบดาวดวง การสื่อสารนอกดวงดาวถูกตัดขาด!” เสียงของเขาดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก

     

    “เป็นไปไม่ได้ ลองใช้ช่องสัญญาณของกองทัพแล้วรึยัง?” เจนนี่แย้ง สายตาของเธอจับจ้องไปที่นาฬิกาโฮโลแกรมที่เริ่มส่งเสียงรบกวน

     

    “ลองแล้ว ติดต่อใครนอกดาวดวงนี้ไม่ได้เลย ตามจริงกองเรือที่แปดต้องอยู่ในวงโคจรใกล้ ๆ ระบบสุริยะนี้สิ!” เดเมียนพูด ขณะที่เหงื่อไหลลงจากหน้าผาก

     

    เจนนี่เงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นเงามืดของกองเรือรบอวกาศจำนวนมากลอยอยู่นอกชั้นบรรยากาศ “เดเมียน!” เธอเรียกด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว มือของเธอสั่นขณะชี้ไปที่เงามืดขนาดมหึมา

     

    เดเมียนมองตามเจนนี่ “กองเรือรบที่แปด แล้วทำไมพวกเขาไม่ตอบพวกเราล่ะ” เขาพูดด้วยความสับสน ขณะที่ลมร้อนจากระเบิดยังคงพัดผ่าน

     

    กองเรือรบที่แปดจอดนิ่งอยู่นอกชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ แสงจากอาวุธขนาดใหญ่เริ่มสว่างขึ้นจากตัวยาน “ตู้ม! ตู้ม!” เสียงระเบิดดังสนั่น พื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรงจนต้นไม้ริมแม่น้ำล้มระเนระนาด

     

    “พวกเขาทำอะไร นี่มันดาวของสหพันธรัฐนะ” เจนนี่ร้องไห้ น้ำตาไหลอาบแก้มขณะที่เธอมองแสงทำลายล้างที่พุ่งลงมา

     

    “แสงนั้น… พวกนั้น อาวุธทำลายดวงดาวของจักรวรรดินิ ทำไมกองเรือที่แปดถึงมีมันได้!” เดเมียนตะโกนด้วยความโกรธ มือของเขากำแน่นขณะมองยานรบนั้น

     

    เจนนี่มองมาที่เดเมียน น้ำตาคลอในดวงตา “เดเมียน” เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา

     

    เมื่อเห็นเช่นนั้น เดเมียนเดินเข้าไปโอบกอดเจนนี่แน่น “เจนนี่ ผม… ขอโทษ” เขากล่าว น้ำเสียงของเขาเจือด้วยความสิ้นหวังขณะที่แสงสว่างจากอาวุธทำลายล้างเริ่มกลืนกินทุกสิ่ง

     

    “เดเมียน… ฉันรัก…” ยังไม่ทันที่เจนนี่จะพูดจบ อาวุธทำลายดาวของกองเรือรบที่แปดก็ระเบิดทำลายพื้นผิวดวงดาวตรงที่ทั้งคู่ยืนอยู่ รัศมีมากกว่าสามร้อยกิโลเมตรกลืนกินทุกสิ่ง ควันและฝุ่นพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และกองเรือรบที่แปดยังคงยิงต่อไปไม่หยุด จนมั่นใจว่าไม่มีใครรอดชีวิตสักคนเดียว…

     

    บนเรือบัญชาการของกองเรือรบที่แปด ห้องควบคุมเต็มไปด้วยแสงสีแดงจากจอแสดงผล “ท่านครับ ภารกิจเสร็จสิ้นแล้วครับ พื้นผิวบนดาวธีรีออน อัลฟ่าถูกทำลายหมดแล้วครับ” นายทหารนายหนึ่งรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะยืนตัวตรงต่อหน้านายพลที่จ้องมองดาวที่แตกสลายผ่านหน้าต่างขนาดใหญ่

     

    “ดี ส่งรายงานไปให้ที่เซนจูรี่ พาร์ม ได้เลย” นายพลพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก ใบหน้าของเขาถูกเงาจากแสงจอมืดบดบัง

     

    “ครับท่าน!” นายทหารหันหลังและเดินออกไป เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องบนพื้นของยาน

     

    เวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อมา จอโฮโลแกรมทั่วทั้งสหพันธรัฐสว่างขึ้นด้วยภาพนักข่าวที่ยืนอยู่ในสตูดิโอที่มีแสงไฟสว่างจ้า “มีข่าวด่วนแจ้งเข้ามาครับ” นักข่าวเริ่มด้วยน้ำเสียงมืออาชีพ ขณะที่ภาพพื้นผิวที่แตกสลายของดาวธีรีออน อัลฟ่าปรากฏบนจอ “ทางรัฐบาลได้ยืนยันแล้วว่ามีเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้นที่ดาวธีรีออน อัลฟ่า ดาวพื้นน้ำทะเลที่เป็นจุดท่องเที่ยวหลักของเขตพื้นที่ภูมิภาคชั้นในของสหพันธรัฐ (Inner Region) ” เสียงของเขาดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบของผู้ชมที่จับจ้องจอโฮโลแกรม

     

    “กองเรือรบที่แปดของสหพันธรัฐได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวทันทีหลังได้รับรายงานการโจมตี โดยทางกองทัพได้ยืนยันว่ามีการใช้ระเบิด HCB (Helion Collapse Bomb) อาวุธฟิวชั่นแบบสังเคราะห์ที่ใช้พลังงานจากการยุบตัวของไอโซโทปเฮเลียม-3 ภายใต้สนามแม่เหล็กหนาแน่น มีขนาดเล็กสามารถพกพาได้ และมีรัศมีทำลายล้างอยู่สูงถึง 5 กิโลเมตร เป็นที่ยืนยันว่าเป็นเทคโนโลยีที่ถูกสร้างโดยฝ่ายจักรวรรดิ” นักข่าวอธิบาย ขณะที่ภาพกราฟิกของระเบิด HCB ปรากฏบนจอ

     

    “HCB ได้ถูกใช้ไปทั่วฐานทัพต่าง ๆ รอบดาวมากกว่าสิบเก้าแห่ง เพื่อเป็นการทำลายระบบป้องกันทางอากาศ และปิดระบบสื่อสารต่าง ๆ กับภายนอก” นักข่าวเริ่มมีน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ขณะที่ภาพซากปรักหักพังของดาวปรากฏขึ้น “และหลังจากนั้น ทางกองทัพได้กล่าวว่าฝ่ายจักรวรรดิได้ใช้อาวุธทำลายล้างชนิดใหม่ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทำลายรอบพื้นผิวของดวงดาวจนไม่มีผู้รอดชีวิต กองเรือรบที่แปดได้เคลื่อนพลเข้ามาที่ดาวธีรีออน อัลฟ่า ภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็ไม่พบกับฝ่ายจักรวรรดิหรือแม้แต่อาวุธทำลายล้างดังกล่าว”

     

    นักข่าวกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่จักรวรรดิสามารถบุกเข้ามาใกล้เราได้มากขนาดนี้ อีกทั้งยังเข้ามาทำลายดวงดาวของพวกเราแล้วก็จากไปอย่างง่าย ๆ” ทันใดนั้น นักข่าวเอานิ้วแตะที่หูฟัง พร้อมพยักหน้า “เราได้รับแจ้งเข้ามาครับ ว่าท่านประธานาธิบดีของสหพันธรัฐมีแถลงการณ์ด่วนครับ เราจะตัดภาพไปที่ทำเนียบรัฐบาลครับ”

     

    ภาพตัดไปยังห้องแถลงข่าวที่ประดับด้วยสัญลักษณ์ของสหพันธรัฐ แสงไฟสว่างจ้าสะท้อนบนพื้นหินอ่อน “ประชาชนชาวสหพันธรัฐที่รักยิ่ง ตอนนี้ศัตรูได้มาถึงบ้านเราแล้ว สหพันธรัฐของพวกเราถูกโจมตีด้วยความป่าเถื่อนและโหดร้ายจากพวกจักรวรรดิที่น่ารังเกียจ” ประธานาธิบดีกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มแข็ง ใบหน้าของเขาดูเด็ดเดี่ยวภายใต้แสงไฟ “พวกเราพร้อมจะตอบโต้ด้วยกำลังทางทหารอย่างเต็มกำลัง อีกทั้งพวกเราจะเร่งพัฒนาอาวุธทำลายล้างดวงดาวให้เหนือไปยิ่งกว่าสิ่งที่พวกจักรวรรดินั้นมีอยู่ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาเป็นหลายสิบปีหรือทรัพยากรมากแค่ไหน ตราบใดที่ผมยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานาธิบดี ผมจะทำมันให้สำเร็จและจักรวรรดิจะต้องย่อยยับ!”

     

    “ท่านค่ะ ๆ อาวุธทำลายล้างที่ท่านกล่าวถึงจะมีพลังมากแค่ไหนคะ?” นักข่าวสาวคนหนึ่งถามขึ้น

     

    ประธานาธิบดียิ้มมุมปาก ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “มันจะเป็นอาวุธที่จะจบสงครามทุกสงคราม!”

     

     

     

     

    “อ๊าาา!!!” อาเธอร์สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับกรีดร้องอย่างเจ็บปวด หายใจถี่รัวราวกับวิ่งหนีตาย เหงื่อเย็น ๆ ไหลอาบใบหน้าและลำคอ เขากวาดสายตาซ้ายขวาด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะเห็นเดวิดนั่งนิ่งอยู่ที่มุมห้องหลับตาวิเคราะห์อัญมณีเวทในมือ “นี่ฉันฝันร้ายอีกแล้วหรอ… แต่มันเหมือนจริงมาก ๆ” อาเธอร์พึมพำ หายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติ สายตาของเขายังคงเต็มไปด้วยภาพของดาวที่แตกสลาย เขาส่ายหัวแรง ๆ ราวกับจะสลัดความทรงจำนั้นทิ้ง และทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง ผ้าห่มยับย่นส่งเสียงกรอบแกรบขณะที่เขาดึงมันขึ้นคลุมตัว

     

    แม้จะดูเหมือนหลับตาวิเคราะห์อัญมณีอยู่ แต่เดวิดมองเห็นทุกอย่าง เซ็นเซอร์ของเขาจับความเคลื่อนไหวของอาเธอร์และน้ำเสียงที่สั่นเทาได้อย่างชัดเจน เขากระซิบกับตัวเองเบา ๆ “อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสินะ” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาราวกับสายลมที่พัดผ่านโถงทางเดินของคฤหาสน์