หมอกบางลอยต่ำอ้อยอิ่งระหว่างสันเขา
แสงแรกของตะวันทอดผ่านยอดสนเป็นริ้วสีทองอ่อน
ลมภูเขาพัดเอื่อย แฝงกลิ่นหอมจางของหญ้าและดิน
ทว่าภายใต้ความสงบนั้น
คลื่นลมบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน
เพราะนับตั้งแต่ศึกกลางลานเทพยุทธ์เมื่อวาน
ชื่อ “อี้ซิน” มิได้เป็นเพียงศิษย์ใหม่ที่โชคดีอีกต่อไป
หากกลายเป็นศิษย์ชั้นในผู้ครองลำดับแห่งป้ายเทพยุทธ์
ผู้ซึ่งก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็วเกินกว่าคนส่วนใหญ่จะยอมรับได้ง่าย
บนสันเขาฝั่งตะวันตก
เรือนไม้หอมดำตั้งเด่นท่ามกลางแนวผาหินและธารน้ำเล็ก
นั่นคือเรือนใหม่ของศิษย์ชั้นใน
อี้ซินยืนอยู่กลางลานฝึกด้านหลังเรือน
นิลกาฬกลืนดาราพาดอยู่บนบ่า
เงาของดาบทอดยาวไปบนพื้นหินดุจอสูรนิ่งสงบตนหนึ่ง
ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ
ปราณในกายไหลเวียนลึกและแน่นกว่าก่อนเข้าสนามทดสอบหลายเท่า
เขาค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจออก
จากนั้นก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว
วูบ..
เงาหนึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ขณะที่ร่างจริงของเขาไปปรากฏอีกด้านของลานแล้ว
อี้ซินหยุดนิ่ง
ไม่หันกลับไปมองเงานั้นทันที
เพียงยืนรับลมแล้วสัมผัสการเคลื่อนไหวของปราณในกายอย่างเงียบงัน
ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้า
เมื่อใช้ในศึก ย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้ศัตรูตายโดยไม่ทันรู้ตัว
แต่เมื่อใช้ในความสงบ
มันกลับเผยให้เห็นสิ่งสำคัญกว่า
จังหวะ..
จังหวะของกาย
จังหวะของปราณ
และจังหวะของโลกภายนอก
เขาก้าวอีกครั้ง
วูบ...
เงาที่สองปรากฏซ้อนกับเงาแรกเสี้ยวหนึ่ง
ก่อนสลายไปพร้อมกัน
ลมหายใจที่สาม
เขาหยุด
เหงื่อบางปรากฏที่ขมับ
มิใช่เพราะเหนื่อย
แต่เพราะพลังที่เขาเพิ่งได้มานั้น
ยังต้องใช้การควบคุมอย่างละเอียด
“ยังไม่พอ”
เสียงของเขาต่ำและนิ่ง
เขาหลับตา
จิตดำดิ่งลงสู่กาย
ใต้หัวใจ
จุดชีพจรดาราเปล่งแสงวาบอ่อน ๆ
พลังธาตุมืดที่หลอมรวมแล้วหมุนวนช้า ๆ
ดุจห้วงราตรีที่ไม่มีผู้ใดหยั่งถึง
หากเปิดมันออก
พลังจะเพิ่มขึ้นทันที
แต่สิ่งนั้นหาใช่สิ่งที่ควรใช้โดยไม่จำเป็น
เขาจึงเพียงสัมผัส
แล้วปล่อยมันกลับสู่ความสงบ
ลมปราณมหาเทพดาราหมุนผ่านเส้นชีพจรทั่วกาย
ฟื้นฟูเนื้อหนัง กล้ามเนื้อ และกระดูกอย่างต่อเนื่อง
ทุกสิ่ง…เชื่อมกันแล้ว
แต่ยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์
อี้ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ
สายตาคมลึกทอดไปยังขอบฟ้าไกล
ในสำนักแห่งนี้
ยังมีคนที่แข็งแกร่งกว่าเขาอีกมาก
และสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า
ย่อมไม่ง่ายกว่าสิ่งที่เขาเพิ่งผ่านมาสักเท่าใด
ขณะนั้นเอง
แกรก..
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นด้านหน้าลาน
อี้ซินไม่หัน
เพียงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“เข้ามา”
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือ หลินเซวียน
ใบหน้าของเขายังมีรอยตกตะลึงค้างอยู่เล็กน้อย
แต่คราวนี้แฝงด้วยความตื่นเต้นมากกว่าความไม่เชื่อ
“ข้ารู้ว่าเจ้าคงไม่ว่าง”
หลินเซวียนกล่าวพลางหัวเราะแห้ง
“แต่ข่าววันนี้มันใหญ่เกินไป”
อี้ซินหันมามองเขา
“กล่าวมา”
หลินเซวียนสูดลมหายใจหนึ่งครั้ง
ก่อนลดเสียงลง
“คนของฝ่ายชั้นในเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว”
แววตาของอี้ซินไม่เปลี่ยน
“แค่เริ่มหรือ”
คำตอบนั้นเรียบจนเหมือนไม่ใช่คำถาม
แต่หลินเซวียนกลับรู้สึกเหมือนถูกแทงเข้ากลางใจ
เขาฝืนยิ้ม
“ไม่ใช่แค่เริ่ม…”
“เมื่อคืน มีคนลอบเข้ามาแถวเรือนของเจ้า”
อี้ซินมุมปากขยับเพียงเล็กน้อย
“ข้ารู้แล้ว”
หลินเซวียนชะงัก
“เจ้ารู้แล้ว?”
“เขาเข้ามาถึงแนวต้นสนด้านตะวันตก”
อี้ซินกล่าว “แต่ไม่กล้าเข้าใกล้กว่านั้น”
หลินเซวียนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ข้าควรเดาไว้แล้ว…”
เขามองนิลกาฬกลืนดาราที่พิงอยู่ข้างผนัง
แววตาผสมทั้งเกรงทั้งอิจฉา
“คนพวกนั้นคงอยากรู้ว่าเจ้าซ่อนอะไรไว้ในตัว”
อี้ซินไม่ตอบทันที
สายตาของเขาเลื่อนไปยังเงาของต้นไม้ที่สั่นไหวบนพื้น
ก่อนกล่าวขึ้นช้า ๆ
“หากพวกมันอยากรู้ ก็ให้มันมาลองค้นหาเอาเอง”
น้ำเสียงนั้นไม่ดัง
แต่หนักแน่นจนหลินเซวียนรู้สึกขนลุกโดยไม่รู้ตัว
ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวสิ่งใดต่อ
เสียงฝีเท้าอีกสายก็ดังขึ้น
คราวนี้เบากว่า
ช้ากว่า
แต่กลับทำให้บรรยากาศทั้งลานเปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาด
หญิงสาวผู้หนึ่งก้าวเข้ามาใต้เงาไม้
อาภรณ์สีฟ้าอ่อนเรียบสะอาด
เส้นผมดำถูกรวบอย่างเป็นระเบียบ
ใบหน้าขาวผ่องงดงามอ่อนโยน
ดวงตาใสสงบแต่ลึก
ให้ความรู้สึกเหมือนธารน้ำใสที่ไหลผ่านหุบเขาเงียบงัน
มู่หรงเยว่..
เพียงนางปรากฏ
ลมที่พัดอยู่ก็เหมือนเบาลงเสี้ยวหนึ่ง
หลินเซวียนรีบถอยออกด้านข้างทันที
ทั้งเกรงทั้งไม่กล้ารบกวน
มู่หรงเยว่ก้าวเข้ามาใกล้
สายตานิ่งสงบจับอยู่ที่อี้ซิน
“ข้าได้ยินว่าเจ้าเพิ่งผ่านศึกหนักมา”
นางกล่าวเสียงเบา “ฝ่ายโอสถจึงให้ข้ามาดูอาการ”
คำพูดนั้นฟังดูเป็นทางการ
แต่แววตากลับไม่ใช่เช่นนั้น
อี้ซินพยักหน้าเล็กน้อย
“เช่นนั้นก็เชิญ”
มู่หรงเยว่ก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว
ยกมือขึ้นอย่างแผ่วเบา
ปลายนิ้วแตะลงบนข้อมือของเขา
เพียงสัมผัสนั้น
ดวงตาของนางก็ไหววูบ
ปราณในกายอี้ซิน…ไม่ปกติ
มันไม่ใช่เพียงแข็งแกร่งขึ้น
แต่มีบางสิ่ง “ลึกและมืด” แฝงอยู่
ราวกับห้วงราตรีที่ถูกกักไว้ในเส้นชีพจร
นางไม่ดึงมือออกทันที
กลับหลับตาแล้วตรวจอย่างละเอียดอีกครา
ลมหายใจของนางค่อย ๆ ช้าลง
จากนั้นจึงลืมตา
“เจ้าผ่านสิ่งใดมาบ้าง”
นางถามเบา ๆ
อี้ซินมองนางนิ่ง
“เพียงสนามทดสอบแห่งหนึ่ง”
มู่หรงเยว่ไม่ถามต่อ
เพราะรู้ดีว่าคำตอบที่ควรได้ยินคงไม่มีทางถูกพูดออกมาตรง ๆ
แต่นางถอนหายใจเบา ๆ
“ร่างกายของเจ้า…กำลังแบกรับบางสิ่งที่เกินระดับของเจ้าในตอนนี้”
นางปล่อยมือ
สายตานุ่มลงเล็กน้อย
“หากควบคุมมันไม่ดี มันจะย้อนกัดเจ้าเอง”
อี้ซินพยักหน้า
“ข้ารู้”
มู่หรงเยว่จึงเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะกล่าวเสียงต่ำลง
“ช่วงนี้…ระวังตัวให้มาก”
“คนในสำนักไม่ได้มองเจ้าเหมือนเดิมแล้ว”
นางหยุดเล็กน้อย
สายตาเลื่อนไปยังเงาต้นไม้ด้านนอกลาน
“เมื่อคืน คนที่มาลอบดูเจ้า…ไม่ใช่คนระดับล่าง”
คำพูดนี้ทำให้หลินเซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างหน้าตึงขึ้นทันที
อี้ซินกลับเพียงยิ้มจาง
“ยิ่งดี”
มู่หรงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ”
“หากเป็นพวกที่ซ่อนตัวเก่ง”
อี้ซินกล่าวเรียบ “ข้าย่อมต้องลากมันออกมาทีละตัว”
น้ำเสียงนั้นสงบ
แต่แฝงความเย็นลึกที่ทำให้ผู้ฟังรู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ได้กล่าวเล่น
มู่หรงเยว่จึงไม่กล่าวเตือนซ้ำ
เพียงพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้าจะเตรียมโอสถบางชนิดไว้ให้เจ้า”
“อย่างน้อยจะช่วยลดแรงสะท้อนของพลังในกายเจ้าได้”
อี้ซินกล่าวเพียงคำเดียว
“ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง”
คำสั้น ๆ
แต่หนักแน่นพอให้ผู้ฟังรับรู้ได้ถึงความจริงใจ
มู่หรงเยว่หันกายจะจากไป
แต่ก่อนก้าวพ้นลาน
นางหยุด
แล้วกล่าวโดยไม่หันกลับมา
“อี้ซิน”
“สิ่งที่เจ้ากำลังเดินเข้าไป…ไม่ใช่เพียงเส้นทางของศิษย์คนหนึ่งในสำนัก”
“จงอย่าประมาทโลกภายนอก…และคนที่ยิ้มให้เจ้า”
สิ้นคำ
นางก็จากไปอย่างเงียบงัน
หลินเซวียนถอนหายใจยาว
“หญิงผู้นี้…”
เขาพึมพำ “น่ากลัวกว่าศัตรูบางคนเสียอีก”
อี้ซินไม่ตอบ
สายตาของเขาทอดไปยังเงาไม้ด้านนอกอีกครั้ง
ลมพัดผ่าน
ใบไม้ไหว
เงาเคลื่อนไหวแล้ว
วูบ!
ร่างหนึ่งพุ่งออกจากเงาต้นสนด้านไกล
หนีไปทางขอบผาอย่างรวดเร็ว
หลินเซวียนตกใจ
“มันยังอยู่!?”
อี้ซินไม่พูด
เพียงก้าวเท้า
เงาหนึ่งค้างอยู่ที่เดิม
ตัวจริงพุ่งออกไปแล้ว
วูบ—วูบ—
ระยะหลายสิบจั้งถูกย่นลงในไม่กี่ลมหายใจ
ชายชุดดำที่กำลังหนีหันกลับมา
ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นอี้ซินปรากฏตรงหน้า
“เจ้า..!?”
คำพูดยังไม่ทันจบ
ฝ่ามือของอี้ซินก็ฟาดลงที่อกมัน
ปัง!
ร่างนั้นกระเด็นกระแทกพื้นหิน
โลหิตกระอักออกมาเต็มปาก
มันพยายามจะลุก
แต่ปลายเท้าของอี้ซินก็กดลงบนหน้าอกมันแล้ว
“ใครส่งเจ้ามา”
เสียงนั้นเย็นและต่ำ
ชายชุดดำกัดฟัน
ไม่ตอบ
เพียงพริบตา
ปลายเท้าของอี้ซินกดหนักขึ้น
กร๊อบ!
เสียงกระดูกซี่โครงร้าวดังชัด
มันร้องลั่น
“ข้า…ข้าไม่รู้!”
“ข้าเพียงรับคำสั่ง…จากศิษย์ชั้นใน!”
อี้ซินดวงตาหรี่ลง
“ผู้ใด”
ชายคนนั้นลังเลเพียงเสี้ยว
แต่แรงกดที่อกเพิ่มขึ้นอีก
“อย่าาาา..! ข้าจะพูด!”
“เป็น…เป็นคนของเรือนเมฆาดำ…”
ชื่อหนึ่งหลุดออกมา
อี้ซินนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
เรือนเมฆาดำ…
นั่นคือหนึ่งในสายอำนาจชั้นในของสำนัก
และเป็นสายที่ขึ้นชื่อเรื่องวิธีการสกปรก
ชายชุดดำยังไม่ทันได้พูดต่อ
ดวงตาของมันพลันเบิกกว้าง
จากนั้นโลหิตสีดำก็ไหลออกจากมุมปาก
ร่างทั้งร่างชักกระตุกแล้วนิ่งไป
อี้ซินปล่อยเท้า
ก้มมองร่างนั้นเพียงครู่
“พิษในปาก…”
เขาพึมพำ
คนผู้นี้ถูกปิดปากไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ลมพัดผ่านอีกครั้ง
เงาต้นไม้ไหวเบา
อี้ซินเงยหน้ามองไปยังทิศของสำนักชั้นใน
สายตาคมลึกเย็นลง
“คิดจะเล่น…”
“ก็ออกมาให้ถึงตัวข้า”
เขาหันหลังกลับ
นิลกาฬกลืนดาราพาดบ่า
ฝีเท้ายังคงมั่นคงดังเดิม
แต่ครานี้
ในแววตาของเขา
มีประกายเย็นที่ลึกกว่าเดิมอีกระดับหนึ่งแล้ว
คลื่นใต้น้ำแห่งเมฆาคราม…
เริ่มเคลื่อนไหวจริงแล้ว.